ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงก็มีข้าวมาส่งฉันเลยเอาไปใส่จานส่วนนายนั้นก็ลุกไปอาบน้ำแต่ฉันว่าวิ่งผ่านน้ำมากกว่าไม่ถึงสิบนาทีเขาก็ออกมาเล่นเกมส์ต่อแล้ว แต่จะทำอะไรมันก็สิทธิ์ของเขา ก็อย่างที่เขาพูดนี่มันห้องเขา
“ อ่ะ ของนาย ” ฉันวางจานลงตรงหน้าเขา และดูเหมือนเขาจะเล่นเกมเสร็จพอดีมั้งถึงวางเกมลง แล้วมานั่งกินข้าว จริงๆมันก็มีโต๊ะให้นั่งกินอยู่นะที่โซนครัว แต่ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องมานั่งกินข้าวกันตรงหน้าทีวี
“ นายไม่ชอบกินหรอ ” ฉันถามออกไปเสียงอ่อน
ฉันสั่งคะน้าหมูกรอบไปทั้งสองกล่องเลยก็ไม่รู้จะสั่งอะไรให้เขาดี
ส่วนฉันอยากกินคะน้าหมูกรอบเลยสั่งมา และที่ถามก็เพราะเห็นเขาเอาแต่มองจานแต่ไม่กินสักที แล้วฉันที่เป็นผู้อาศัยจะกล้ากินก่อนได้ไง
“ ..... ” และสิ่งที่ฉันได้ก็คือสายตานิ่งๆที่ตอบกลับคำถามนั้นมา
“ ฉันถามนายแล้วนะว่าจะกินอะไร ” ก่อนหน้านี้ฉันก็พยายามที่จะถามแล้วนะแต่เขาก็เอาแต่ทำหน้าหงุดหงิด แล้วก็บอกว่ารำคาญๆใส่ฉันตลอด พอเรื่องออกมาเป็นแบบนี้คนผิดจะเป็นใครไปได้ ก็ต้องเป็นฉันอีกไงที่ผิด
“ จะบอกว่าฉันผิด ? ” ฉันไม่รู้จะรับมือกับผู้ชายคนนี้ยังไงดีแล้วนะ
“ .... ” ฉันได้แต่นั่งก้มหน้ากัดปากแล้วก็จิกมือของตัวเอง และนี่คงจะเป็นอีกนิสัยนึงของฉันที่เมื่อรู้สึกผิดหรืออะไรที่แย่ๆที่ฉันทำลงไปแบบไม่ตั้งใจ และผลมันก็ออกมาไม่ดี ฉันมักจะก้มหน้าแล้วกัดปากตัวเอง
“ จะกัดปากตัวเองทำไมวะ ” อึก !
“ ฉันพูดสักคำยัง ว่าแดกไม่ได้ ” แล้วเขาก็ตักข้าวพร้อมกับหมูเข้าปากแล้วก็เคี้ยวๆ มันทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ฉันเลยตักข้าวเข้าปากตัวเองบ้าง เอิ่มม ร้านนี้เขาทำอร่อยดีแฮะ
“ นายไม่กินผักหรอ ” กินข้าวกันไปสักพักฉันก็แอบเห็นว่าเขาเขี่ยๆผักออกตลอด แต่เขาก็เงียบไม่ตอบอะไรกลับมา ฉันเลยเลิกสนใจแล้วกินของตัวเองต่อ
“ ผักขม ”
“ หื้มม นายเรียกฉันหรอ ” ฉันเงยหน้ามองเขาด้วยความสงสัยว่าเขามีอะไรรึเปล่า
“ ฉันบอกว่าผักขม ทำไมเธอชื่อผักขมรึไง ” เขาก็ตอบกลับมาด้วยท่าทีกวนๆ คือเขาแค่จะบอกว่าผักมันขมแต่ไม่ได้เรียกชื่อฉัน
“ อื้ม จริงๆแล้วฉันก็ชื่อผักขมนะ ” ฉันก็ตอบกลับไปยิ้มๆ
“ คนอะไรวะชื่อผักขม แปลกฉิบหาย ”
“ ไม่ต้องมาย้ำ รู้ว่าชื่อฉันมันแปลก ” ฉันรู้ รู้มาตลอดว่ามันแปลกแต่ชื่อนี้แม่ฉันตั้งให้เลยนะ ถึงมันจะแปลกแต่มันก็คงเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกว่ามีแม่อยู่ใกล้ๆ
“ จะทำอะไร ” เขานี้ก็แปลกคนนะถามมาได้ก็เห็นๆอยู่ว่าฉันทำอะไร ถ้าฉันจะตอบกลับไปว่ามีตามองไม่รู้หรอว่าฉันกำลังทำอะไร ฉันจะโดนเขาฆ่าแล้วอำพรางศพไว้ในตู้เย็นจริงๆไหมนะ
“ ก็นายไม่กินผักไม่ใช่หรอ ” ฉันพูดไปก็ค่อยๆเขี่ยผักในจานเขาเอามาไว้ในจานตัวเอง
“ อ่ะ แลกกัน : ) ” แล้วฉันก็ตักเอาหมูกรอบในจานฉันไปให้เขา ฉันกินผักได้สบายมากคงจะเพราะฉันชื่อผักขมด้วยมั้งไม่ว่าผักอะไรฉันก็กินได้หมดไม่มีปัญหาชอบกินมากกว่าด้วยซ้ำ
“ ถึงชื่อแปลก แต่ก็...น่ารักดี ”
“ ห้ะ เมื่อกี้นายพูดว่าอะไรนะ ” ก็เขาพูดเบาเหมือนพึมพำกับตัวเองมากกว่า แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไรกับมา ฉันไม่อยากเซ้าซี้เลยปล่อยผ่านไปแล้วกัน
“ เออ!! จริงดิ แล้วนายชื่ออะไรอ่ะ ” ฉันกินต่อจนเกือบจะหมดจานแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าฉันยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย เจอกันมาตั้งสองครั้ง เขาเสี่ยงชีวิตมาช่วย ได้มานอนกับเขา เอ่อ หมายถึงมานอนห้องเขาแล้วแต่ยังไม่รู้ชื่อเขาเลย
“ บัลลังก์ ” เขาตอบออกมาเสียงเรียบแล้วตักข้าวเข้าปากไป ชื่อบัลลังก์หรอ ชื่อเท่ชะมัด
“ ชื่อนายเท่อ่ะ ” แล้วตัดภาพมาดูชื่อฉัน เห้อออ
“ คิดแบบนั้น ? ” เขาเลิกคิ้วถามฉัน
“ ใช่ มันเท่จริงๆนะ ” จริงๆนะฉันไม่ได้แกล้งอวย
“ หึ ”
หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จแล้วฉันก็รับบทเป็นผู้อาศัยที่ดีโดยการเอาจานทั้งของฉันและบัลลังก์ไปล้าง แล้วก็กวาดทำความสะอาดห้องนิดหน่อย จริงๆห้องของเขาก็ค่อยข้างที่จะสะอาด สะอาดจนฉันก็แอบตกใจนิดหน่อยแต่คงจะมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดให้ละมั้ง
“ เย็นนี้ไปเก็บของห้องเธอ ” อยู่ ๆบัลลังก์ก็พูดขึ้นมาแต่วันนี้หรอ?
“ วันนี้คงไม่ได้ ฉันต้องทำงาน ” เมื่อวานฉันหยุดแล้ววันนี้มันเลยเป็นเวรของฉัน
“ ทำงาน ? ” บัลลังก์เขาจะทำหน้าสงสัยอะไรหนักหนา
“ จริงๆนายไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ ฉันว่าพวกเขาคงไม่มายุ่งกับฉันแล้วละเจอไปขนาดนั้น ” ฉันว่าฉันไม่จำเป็นต้องย้ายมาอยู่กับบัลลังก์หรอก พวกนั้นก็เจอไปตั้งขนาดนั้นคงไม่กล้าแล้ว
“ หึ เธอคงรู้จักพวกมันไม่ดีพอ ” ไม่ดีพอคืออะไร
“ แล้วหยุดวันไหน ”
“ วันพุธ ” แล้วฉันจะไปตอบคำถามเขาทำไม
“ งั้นก่อนไปทำงานก็ไปเอาเท่าที่จำเป็นก่อน ” นี่เขาได้ฟังฉันบ้างไหมว่าไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ แล้วจะให้ฉันย้ายมาอยู่กับผู้ชายที่พึ่งเจอกันแค่สองครั้งนี้นะจะต้องให้ฉันรู้สึกยังไง
“ ฉันขอเวลาคิดก่อนได้ไหม ” ในเมื่อมันดูไม่มีทางเลือกอะไรมากฉันก็ขอเวลาคิดก่อนเผื่อจะเจอทางออกอื่น และฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ฉันเจออยู่มันคืออะไร
“ คิด? เธอจะคิดอะไร ” คิดว่านายจะหลอกฉันไหมไง ไอฝั่งนู้นมันก็ดูน่ากลัวนะแต่คนเรามันจะมาทำร้ายกันเพราะอีแค่เห็นเกียร์เส้นเดียวแล้วเอาไปตีเป็นตุเป็นตะแบบนั้นได้เลยรึไง ส่วนบัลลังก์เขาก็มาช่วยฉันเอาไว้แต่นิสัยเขามันก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกนั้นสักเท่าไหร่แล้วจะไม่ให้คิดหน่อยหรอ
“ นายจะไม่ให้ฉันคิดหน่อยรึไง ในเมื่อฉันแทบจะไม่รู้อะไรเลย นอกจากนายกับพวกนั้นตีกัน ” และตีกันเพราะอะไร เพราะฉันที่มีสร้อยเกียร์ของบัลลังก์ หรือเพราะฉันไปทำอะไรที่ไม่พอใจ หรือมันคือเรื่องบ้าอะไร โอ้ย!!! คิดแล้วก็ปวดหัว ชีวิตฉันมันก็ไม่ได้ดีมาตั้งแต่แรกแต่จะให้แย่กว่านี้ฉันก็คงจะรับไม่ไหวเท่าที่เป็นอยู่ฉันก็แทบจะเอาตัวรอดไม่ไหวแล้ว
“ งั้นก็คิดให้ดีแล้วกัน จะรอดหรือตายมันก็อยู่ที่เธอ ” บัลลังก์พูดแล้วก็เดินผ่านหน้าฉันไป นี่มันคือคำอวยพรรึไง คนบ้าอะไร ถ้าพูดอะไรที่มันสร้างสรรค์ไม่ได้ก็ไม่ควรพูด
.
.
.
ฉันตกอยู่ในความคิดที่บัลลังก์พูดทิ้งไว้ จะรอดหรือตาย มันอยู่ที่ฉันหรอ มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าอะไรคือต้นเหตุของเรื่องนี้ ฉันยังประติดประต่อเรื่องไม่ติด ฉันเก็บเกียร์ของบัลลังก์ แล้วไปชนพวกเด็กนักศึกษาวิศวะกลุ่มนั้น แล้วพวกนั้นก็มาหาเรื่องฉัน แล้วบัลลังก์ก็มาช่วย อะไรคือคีย์เวิร์ดของเรื่องนี้ แล้วมันจะร้ายแรงจนทำให้ฉันถึงตายได้เลยจริงๆหรอ
“ หรือแค่ขู่ ” บัลลังก์อาจจะแกล้งขู่ฉันเล่นๆก็ได้มั้ง
“ โต๊ะ 8 มองเธอตลอดเลยว่ะผักขม ” โต๊ะแปด ? ฉันเลยหันไปมองอย่างที่ต้าร์บอก
“ เสน่ห์แรงเหมือนกันนะเธอ ” ต้าร์มันพูดแล้วตบไหล่ฉันเบาๆแล้วเดินเข้าไปรับออเดอร์จากลูกค้าโซนที่มันรับผิดชอบอย่างอารมณ์ดี
ผิดกับฉันที่ตอนนี้แขนขาแทบไม่มีแรง
‘ คิดให้ดีแล้วกัน จะรอดหรือตายมันก็อยู่ที่เธอ ’ ฉันรู้สึกว่าคำพูดของบัลลังก์มันอาจจะไม่ใช่แค่คำขู่แล้วก็ได้