Masuk“ตะวัน...”
เสียงทุ้มของอีกฝ่ายไม่ต่างจากนวมหนักๆ ฟาดลงกลางศีรษะ เพลงตะวันหันกลับไปมองคนเรียกช้าๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย และพบว่าปรัชญายืนอยู่หน้าเธอพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ชวนคิดถึงจนเธอเองก็เผลอยิ้มตอบ แต่เมื่อได้สติจึงเอ่ยทักอีกฝ่ายคืนอย่างไม่ให้เป็นการเสียมารยาท “สะ สวัสดีปรัชญ์” เขียนนิยายมาก็เยอะ แต่ประโยคแรกที่ทักออกไปกลับดูทื่อมีพิรุธจนอยากตบปากตนเอง เพลงตะวันจับเอื้อมมือไปจับมือของเทียนหอมที่ฟุบหลับอยู่ด้านหลังแน่น ทั้งแอบกระตุก ทั้งแอบเขย่า แต่ไม่มีทีท่าว่าอีกฝ่ายจะฟื้นขึ้นมาช่วยเธอแม้แต่น้อย นักเขียนสาวจึงจำต้องกลับไปมองหน้าคู่สนทนาอีกครั้ง “ปรัชญ์...มารับว่านเหรอ” “อื้ม เมียมันโทรหาไม่ติดเลยโทรหาเราให้ช่วยตาม แต่พอโทรติดดันเมาจนพูดไม่รู้เรื่องเลยมารับมันกลับ” คำตอบของเขาเป็นธรรมชาติจนเธอได้แต่พยักหน้าฟัง แปดปีผ่านมา มันอาจนานมากพอที่จะทำให้ความรู้สึกทุกอย่างเปลี่ยนไปจริงๆ นั่นล่ะ “งั้นตามสบายนะ เราก็จะพาเทียนกลับแล้วเหมือนกัน” คนตัวเล็กตัดสินใจตัดบท และตั้งใจจะพาเพื่อนไปนอนที่คอนโดตนเองจนกว่าอีกฝ่ายจะสร่างเมาจึงให้กลับบ้าน แต่ปรัชญากลับชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนเธอผงะหนี แม้จะค่อยๆ เอี้ยวศีรษะมองไปยังคนที่ฟุบอยู่ด้านหลังเธอก็ตาม “เทียน? ใช่เทียนที่จะต่อยกับวิศวะไหม?” คนตัวสูงทำหน้านึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยายามยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อนมองคนเมาอีก กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมบนกายหนุ่ม ทำให้เพลงตะวันใบหน้าเห่อร้อน เมื่อครู่ปลายจมูกเขาเกือบชนเส้นผมของเธอเข้าหากหญิงสาวไม่เป็นฝ่ายเอียงตัวหลบ “อ้อ~ คนนี้จริงๆ ด้วย ^^” ร่างสูงถอยกลับมายืนตัวตรงหลังจากมองเทียนหอมจนหนำใจ “เราจำหน้าไม่ค่อยได้แล้ว รู้สึกช่วงนี้จะสายตาสั้นขึ้นด้วย” เธอพยักหน้ารับคำของอีกฝ่ายและยิ้มเจื่อนให้ เมื่อกี้ที่ใกล้ชิดกันทำเอารู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง และไม่รู้ทำไมคนคุยเก่งไม่เดินจากไปเสียที ยืนจ้องหน้ากันอยู่ได้... “ตาวานนน~” เสียงเรียกของเทียนหอมไม่ต่างจากระฆังช่วยชีวิต เจ้าของชื่อรีบหันไปสนใจคนเรียกราวกับเพื่อนใกล้ตาย และนั่นก็ทำให้ปรัชญายอมเดินจากไปได้ในที่สุด เขาพยุงว่านพาเดินออกจากงาน โดยระหว่างนั้นก็หยุดแวะถ่ายรูปกับคนในงานที่เรียกตัวเอาไว้ตลอดทาง คนดังสมัยเรียน ใครๆ ก็รู้จักแม้จะอยู่คนละคณะ คนตัวเล็กขอให้ผู้ชายในงานช่วยพยุงเทียนหอมลงมาหน้าโรงแรมเช่นกัน ตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว และดูเหมือนแท็กซีที่เลี้ยวเข้ามาในโรงแรมก็น้อยมาก แถมก่อนหน้านี้มีคนมารอก่อนพวกเธอสองคิว เพลงตะวันจึงยืนบนส้นสูงและปล่อยเพื่อนนั่งบนเก้าอี้พลาสติกที่ขอยืมจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาชั่วคราว กระทั่งเมอร์เซเดสเบนซ์ เอเอ็มจีสีขาวขับออกจากลานจอดรถมาจอดเทียบตรงหน้า กระจกไฟฟ้าฝั่งที่นั่งข้างคนขับถูกเปิดออกครึ่งหนึ่ง พร้อมกับสายตาคมของคนเมื่อครู่มองลอดผ่านช่องหน้าต่างมาสบตากัน เพลงตะวันเกลียดตัวเอง แค่หน้าครึ่งบนของอีกฝ่ายเธอยังจดจำได้ ทั้งที่ไม่ได้พบกันมาแปดปีเต็ม “ตะวัน” อีกแล้ว... เพลงตะวันจำได้ดีว่าปรัชญาเป็นสุภาพบุรุษและใจดีมาก จึงไม่แปลกที่เขาจะเข้ามาถามเมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงสองคนยืนอยู่หน้าโรงแรม แถมอีกคนยังเมาหมดสภาพ รู้งี้เธอน่าจะเมาด้วยอีกคนแล้วเปิดห้องนอนในโรงแรมให้มันจบๆ ไม่น่าอยากกลับไปวางพล็อตนิยายต่อเลย “ขึ้นมาสิ เราไปส่ง” “มะ ไม่เป็นไร คอนโดเราอยู่ใกล้แค่นี้เอง” พูดจบมือบางก็รีบยกมืออุดปากตนเองอย่างนึกขึ้นมาได้ เอาอีกแล้ว...เผลอพูดอะไรที่ไม่จำเป็นอีกแล้ว “ใกล้ๆ ก็ดีสิ กลับทางนี้ใช่ไหม ทางผ่านพอดี” ปรัชญาเปิดประตูลงจากรถ ถือวิสาสะเดินผ่านคนตัวเล็กไปอุ้มเพื่อนสนิทของเธอขึ้นจากเก้าอี้ “เปิดประตูให้เราหน่อย...” สถานการณ์ฉุกละหุกทำเอาหญิงสาวแสดงท่าทีเลิ่กลั่ก สุดท้ายจึงยอมเปิดประตูข้างคนขับตามที่เจ้าของรถบอก “ไม่ใช่สิตะวัน... “ ปรัชญาถอนหายใจ มองหน้าเธอเอือมเล็กน้อยเหมือนมองเด็กโง่ “เราหมายถึงประตูด้านหลังที่นั่งข้างคนขับ ขืนให้เทียนนั่งข้างคนขับหัวก็โขกกับคอนโซลรถพอดี” “อะ อื้อ” มือบางปิดประตูที่เพิ่งเปิด แล้วรีบเปิดประตูด้านหลังตามที่เจ้าของรถบอกก่อนจะนิ่งงัน เมื่อเห็นว่ามีว่านนอนหลับอยู่ก่อนหน้านั้นในสภาพเดียวกับเพื่อนตนเอง ลืมไปเลยว่าว่านอยู่ในรถด้วย นั่นหมายถึงเธอต้องนั่งข้างหน้าคู่กับเขา ปึง! สติของเพลงตะวันกลับมาหลังจากได้ยินเสียงปิดประตูรถยนต์ ปรัชญาเปิดประตูข้างคนขับรอพร้อมกับรอยยิ้ม “ถ้าตะวันช้าจนทำให้เราโดนค่าปรับตามหลัง เราจะทักไปเก็บเงินนะ” สายตาคมกริบก้มมองพื้นฟุตบาทอย่างมีนัย เมื่อใบหน้าสวยกดสายตามองตาม จึงเห็นว่าเส้นขอบฟุตบาทเป็นสีขาวเหลือง เจ้าของร่างบางจึงก้าวเข้าไปนั่งในรถอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูฝั่งตนเองถูกปิดก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ เธอรู้สึกโง่ทุกครั้งเวลาที่อยู่ต่อหน้าเขา ปรัชญากลับเข้ามานั่งในรถ แต่ร่างสูงโปร่งกลับไปขยับมือขับรถออกจากตรงนี้อย่างที่เคยเร่งเร้าเธอให้เข้ามานั่งอย่างในตอนแรก “ตะวัน...” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ สายตาของเพื่อนสมัยเรียนมองมาที่เธออย่างอ่อนใจ ร่างสูงกำยำโน้มตัวเข้ามาหาจนปลายจมูกแทบชนกัน ชั่วพริบตาแถบสีดำก็ถูกนำมาคาดบนร่างเล็กพร้อมกับเสียงดัง ‘แกร๊ก’ “ต้องคอยคาดเข็มขัดให้เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ” น้ำเสียงและสายตาของชายหนุ่มติดดุเล็กน้อย แม้จะเป็นการดุที่ไม่ได้จริงจังนักก็ตาม คนที่พูดคำว่า ‘เมื่อก่อน’ ออกมาก่อนก็คือเขา แต่กลับทำให้หญิงสาวตกใจขึ้นมาและรีบแก้ตัว “มะ ไม่ใช่นะ เราแค่รู้สึกมึนๆ” ไม่ได้อยากทำตัวเหมือนอ่อยเขา หรือเรียกร้องความสนใจจากคนในอดีต “เราก็ไม่ได้ว่าอะไร” ปรัชญาระบายยิ้มอีกครั้งและไม่ได้พูดอะไรต่อ จัดการพารถกลับเข้าสู่เส้นทางหลัก เพื่อไปส่งคนตัวเล็กทันทีโดยมีคนนั่งข้างๆ คอยบอกทางเสียงเบา รถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณลานจอดรถด้านหน้าคอนโด เพลงตะวันแสดงอาการเลิ่กลั่กอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดับเครื่องยนต์และปลดเข็มขัดนิรภัย “ปะ ปรัชญ์กลับไปส่งว่านเลยก็ได้ เดี๋ยวเราพาเทียนขึ้นห้องเอง” “เธอตัวเล็กกว่าเทียนอีกจะอุ้มใครเขาไหว เมื่อก่อนหิ้วหนังสือการ์ตูนแค่สิบเล่มมือยังแดงเลย” เขาพูดคำว่า ‘เมื่อก่อน’ ขึ้นมาอีกแล้ว หญิงสาวไม่เข้าใจเลยว่าทำถึงพูดเรื่องในอดีตได้หน้าตาเฉย คนตัวเล็กนั่งนิ่งด้วยความอึดอัด ทำไมเขาไม่เข้าใจอะไรเลยว่าเธอกับเขาไม่ควรเข้าไปรุกล้ำในพื้นที่ส่วนตัวกันและกันอีก “ตะวันอึดอัดที่เรามาส่งเหรอ?” นักเขียนสาวเงยหน้าสบตากับคนถามทันทีเมื่อได้ยินประโยคนั้น ใบหน้าของปรัชญายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม จะว่าไป...ตั้งแต่ที่โรงแรมเขาเอายิ้มมาตลอดจนเธอไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ “เราก็ควรจะอึดอัดไม่ใช่เหรอ?” “ทำไมต้องอึดอัด เพราะเราเคยเป็นพาร์ตเนอร์กัน?” คำถามตรงไปตรงมาครั้งที่สองออกมาจากปากคนไม่เจอหน้ากันนาน อย่างน้อยเขาก็เลือกใช้คำว่า 'พาร์ตเนอร์' แทนคำว่าคู่นอนหรือคนเคยเอากัน ฟังดูไม่ใช่คำหยาบอะไร “ก็ประมาณนั้น...” “ทั้งที่ตะวันเป็นฝ่ายขอเลิกกับเราก่อนน่ะนะ” ชั่ววูบหนึ่งแอบเห็นว่าประกายในดวงตาของอีกฝ่ายสั่นไหว แต่ก็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น “ยะ อย่าใช้คำว่าเลิก เลิกมันเอาไว้ใช้กับคนคบกัน แต่เราสองคนไม่ใช่” “แต่นอกจากนอนด้วยกัน เรายังทำอย่างอื่นที่คนอื่นไม่ทำไม่ใช่เหรอ?” “แต่มันก็ไม่ใช่การคบกันอยู่ดี” ในตอนที่ทั้งคู่อยู่ปีสาม ความสัมพันธ์พวกนั้นมันเกิดจากการหาที่ระบายความเครียด และความอยากรู้อยากลอง เธอเคยอ่านแต่ในนิยายว่าครั้งแรกมันเจ็บ จึงอยากรู้ว่ามันจะเจ็บขนาดไหน ส่วนปรัชญาก็เครียดเรื่องเรียน เขาแค่หากิจกรรมทำเพื่อผ่อนคลายก่อนอ่านหนังสือเท่านั้น “เราได้ข่าวมาว่า ตะวันลาออกจากงานเก่ามาเขียนนิยาย” เพลงตะวันขมวดคิ้ว เขาไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน ในเมื่อเธอไม่เคยโพสต์เรื่องออกจากงานประจำและเรื่องเขียนนิยายในโซเชียลเลย “ใช่” “เขียนแนวไหน ตอนเรียนปรัชญ์เคยเห็นตะวันอ่านเรื่องผี ลึกลับ โรแมนติก” คำถามของคนนั่งหน้าพวงมาลัยทำให้คนตัวเล็กหันไปมองเขาเล็กน้อย “แล้วเคยเอาเรื่องของเราไปเขียนบ้างไหม?” รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา สร้างความหงุดหงิดให้เธออย่างไร้เหตุผล พูดแต่เรื่องอดีตอยู่ได้... “แล้วปรัชญ์คิดว่าเรื่องของเรามันอยู่ในหมวดไหนล่ะ” น้ำเสียงของเธอเปล่งออกไป บ่งบอกว่ากำลังไม่ชอบใจคำถามของเขาเท่าไรนัก “...” “เรื่องผี โรแมนติกคอมเมดี้ หรือแค่เรื่องเสียว” คนตัวสูงจ้องหน้าหวานอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เป็นเขาเองที่ยอมสงบสติอารมณ์ตนเองก่อนด้วยการผ่อนปรนลมหายใจออกมาแผ่วเบา “ให้เราพาเทียนขึ้นไปส่งที่ห้องเถอะ เราสัญญาว่าจะอยู่ไม่นาน เพราะยังไงเราก็ต้องกลับมาพาไอ้ว่านไปส่งบ้านต่ออยู่ดี” ✦——☀——✦วันนี้ครบกำหนดกลับบ้านของภรรยา เพลงตะวันกลับบ้านไปดูแลแม่เกือบสองสัปดาห์กระทั่งมั่นใจว่าท่านหายดี ซึ่งระหว่างนี้ปรัชญากับลูกชายก็ผลัดกันวิดีโอคอลหาทุกวัน วันละหลายๆ รอบเลยก็ว่าได้ แรกๆ ลูกร้องไห้หลังจากวางสายกับผู้เป็นแม่ จนคนเป็นพ่อต้องคอยอุ้มเดินรอบบ้านปลอบประโลมจนหลับจึงสงบ รถยนต์สีขาวคุ้นตาขับมาจอดตรงหน้าคนตัวเล็กที่ถือถุงใส่ของฝากเต็มสองมือ ปรัชญาปลดล็อกประตูฝั่งด้านหลังที่นั่งข้างคนขับให้ภรรยาขึ้นมานั่งกับลูกที่เบาะหลังอย่างรู้ใจก่อนจะขับรถมุ่งหน้าสู่ถนน “น้องภีม~” เพลงตะวันทักทายลูกน้อยที่นั่งตาแป๋วอยู่บนคาร์ซีทพร้อมรอยยิ้ม “มี้~” เด็กน้อยเองก็ตะโกนเรียกมารดาเสียงดังไม่แพ้กัน อีกทั้งยังชูแขนสองข้างให้แม่อุ้ม ปลายจมูกรั้นหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึง ไม่ลืมที่จะโน้มตัวไปยังที่นั่งคนขับเพื่อหอมแก้มสามีอีกคน “คิดถึงสองพ่อลูกมากเลย น้องภีมคิดถึงหม่ามี้ไหมคะ?” มือบางยกขึ้นมาจับมือลูกชายเอาไว้ทั้งสองข้าง เข้าใจดีว่าลูกอยากให้อุ้ม แต่เพราะรถกำลังเคลื่อนที่ การนำเด็กออกจากคาร์ซีทจึงไม่ปลอดภัย “กิ๊ดตึ๋ง” แก้มกล
สามปีต่อมา (ปรัชญ์ แม่เราลื่นล้มในห้องน้ำตอนนี้อยู่โรงพยาบาล) น้ำเสียงตื่นตระหนกของภรรยาดังผ่านลำโพงโทรศัพท์ทำเอาใจของสามีที่นั่งทำงานอยู่ที่คลินิกสั่นสะท้าน น้ำเสียงสั่นเครือของคนตัวเล็กบ่งบอกว่าร้อนใจมาก พอๆ กับเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจรอบข้าง “เบบี๋ใจเย็นๆ นะครับ ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” มือข้างหนึ่งคว้ากุญแจรถไว้ในมือ เตรียมออกจากคลินิกทุกเมื่อแม้จะติดนัดลูกค้าในตอนบ่ายก็พร้อมเลื่อนนัด (เรากำลังเดินไปที่เกท เครื่องน่าจะลงที่ขอนแก่นช่วงบ่าย ตอนนี้ฝากแม่มาดูน้องภีมให้แล้ว แต่ช่วงเย็นเห็นบอกว่าต้องออกไปงานศพเพื่อน ยังไงปรัชญ์คุยกับแม่อีกทีนะเราต้องวางแล้ว) “ครับ ปรัชญ์ดูแลลูกเอง บี๋ถึงขอนแก่นแล้วส่งข้อความบอกด้วยนะปรัชญ์เป็นห่วง” (ค่ะ ตะวันโอเค ไม่ต้องกังวลนะ) หลังจากภรรยาคนสวยวางสายไปเรียบร้อย คุณหมอหนุ่มก็รีบกดเบอร์หามารดาทันที คนใจร้อนกำมือถือรออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ปลายสายจะกดรับพร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเด็กที่ตนเองคุ้นเคยดี “แม่อยู่กับน้องภีมใช่ไหมครับ ตะวันบอกว่าตอนเย็นแม่มีธุระ ต้องออกไปกี่โมงครับ?”
งานแต่งถูกจัดขึ้นในสวนกลางแจ้งภายในโรงแรมแทนความตั้งใจเดิมที่จะใช้ห้องบอลรูม เนื่องจากจำนวนแขกในงานมีมากเกินกว่าที่ห้องรับรองขนาดใหญ่ที่สุดของโรงแรมนี้จะบรรจุคนได้ “ดีใจด้วยนะ เทียนตกใจมากเลยตอนที่รู้ว่าคบกัน” เทียนหอมเดินเข้ามาสวมกอดเจ้าสาว ก่อนจะผละออกและไปจับมือเจ้าบ่าวเพื่อแสดงความยินดี ว่านเดินเข้ามาพร้อมกับภรรยาและลูก เข้าสวมกอดเพื่อนอย่างปรัชญ์เช่นกัน “จารย์~ กูว่าแล้วมึงชอบตะวัน” ว่านได้ทีแซวเพื่อน “ก็ไม่เคยปฏิเสธ” คนถูกแซวยักไหล่ โอบเอวของคนข้างๆ อวดเพื่อนอย่างไม่ปกปิด “อ้าว! แล้วว่านรู้ตอนไหน ทำไมไม่บอกฉันบ้าง” เทียนหอมเท้าสะเอวมองหน้าเพื่อน “เขารู้กันหมดแหละ ไม่เชื่อแกเดินไปถามเพื่อนในงานได้เลย เขาแค่ไม่พูดกัน” หญิงสาวเกาหัวด้วยความสับสน ในขณะที่เพลงตะวันหัวเราะกับอาการของเพื่อน เธอคงเสียเซลฟ์ไม่น้อยเพราะในสมัยเรียน เทียนหอมจัดว่าเป็นหน่วยข่าวกรองประจำกลุ่ม อะไรที่เราไม่รู้ เทียนหอมมักจะมีข้อมูลเสมอ “ตามสบายนะ ขอพาตะวันไปนั่งพักก่อน” สามีบอกลาเพื่อนสั้นๆ ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจดีเพราะ
วันนี้คือวันครบรอบการจากไปของบิดาของคุณหมอหนุ่ม ทั้งคู่ตื่นมาช่วยกันแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปให้ทันทำบุญที่วัดตามที่ได้นัดกับมารดาของเขาเอาไว้ “ตะวันโอเคใช่ไหม เวียนหัวหรือเปล่า” เขาถามคนที่นั่งอยู่หน้ากระจกด้วยความเป็นห่วง “เราไหว ไม่ได้เป็นอะไรมากซะหน่อย” คนตัวเล็กเงยหน้าส่งยิ้มให้อีกฝ่าย หยิบลิปสติกจากลิ้นชักขึ้นมาเตรียมบรรจงวาดมันลงบนริมฝีปาก พรึ่บ! เครื่องสำอางแท่งจิ๋วถูกมือหนาคว้าหมับเอาไว้ เขาดึงมันออกจากมือของเธอพร้อมกับทำหน้าดุเหมือนจับได้ว่ามีเด็กกำลังจุดไฟเล่น “ครั้งที่สองแล้วนะคราวก่อนก็จะฉีดน้ำหอม ปรัชญ์บอกว่าห้ามใช้เครื่องสำอางพวกนี้ไงครับ มันไม่ดีกับเบบี๋ในท้องนะ” “ก็ตะวันยังไม่ชิน สามวันก่อนยังเป็นคนสวยอยู่เลย ตอนนี้ต้องพ่วงตำแหน่งคุณแม่คนสวยด้วย...อย่ามาเบ้ปากใส่นะ!” มือเรียวง้างมือใส่คนข้างๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกราวกับว่าเธอพูดเรื่องไม่จริงออกมา เขามันวอนโดนตีได้ทุกวัน ตอนนี้เธอตั้งครรภ์เข้าสัปดาห์ที่สาม หากนับย้อนกลับไปนั่นเท่ากับว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่กลับมามีอะไรกัน อา
“ตะวันหึงปรัชญ์” แคก! แคกๆๆ อาการแสบสันโพรงจมูกและลำคอเกิดขึ้น มือที่ถือแก้วน้ำอยู่รีบวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้ก็กอดอกมองคนหลงตัวเองด้วยอาการวางมาด “น้อยๆ หน่อยปรัชญ์ อย่ามาพูดมั่วๆ” “ไม่หวงปรัชญ์ไม่ตามมาที่คลินิกหรอก คราวก่อนชวนยังไม่อยากมาเลย” คนตัวโตเบ้ปากกอดอกเชิดหน้าด้วยความมั่นใจ คนถูกจับได้ไม่ยอมรับ ยิ่งเห็นท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของคนตรงหน้ายิ่งเกิดอาการหมั่นไส้ แสดงออกว่ารักเข้าหน่อยทำเป็นได้ใจ แทนที่จะอยู่เงียบๆ ทำตัวน่ารักกับเธอ “ตะวันแค่อยากมาดูคลินิก” คนตัวเล็กเฉไฉไปเรื่องอื่น หันกลับมาจับช้อนตักอาหารเข้าปากแสร้งไม่สนใจการก่อกวนของคนตรงหน้า “แน่ใจ๊?” “พูดมาก” “ถ้าจะด่าก็อย่าหน้าแดง” นิ้วชี้เรียวจิ้มตรงกลางแก้มพร้อมกับหัวเราะ คนถูกจิ้มตาเขียวปั้ดใส่ทำท่าจะลุกหนี “ตะวันจะกลับ” กระเป๋าโน้ตบุ๊กถูกดึงขึ้นมาคล้องไหล่ลุกขึ้นทำท่าจะไปจริงจนนายแพทย์หนุ่มต้องรีบคว้าแขนเอาไว้ เขากอดเธอแน่จากด้านหลังไม่ต่างจากลูกลิงเกาะเอวแม่ในสวนสัตว์ จะต่าง
เพลงตะวันลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า บรรจงแต่งตัวสวยหัวจรดเท้าไม่ต่างจากตอนที่ทำงานออฟฟิศ ลิปสติกที่ปกติไม่ทาเวลาอยู่ห้องถูกงัดมาลองจนกระจายเต็มโต๊ะไปหมด ต่างหูเพชรที่เก็บเงินซื้อถูกสวมเป็นชิ้นสุดท้ายตามด้วยการหยิบขวดน้ำหอมออกมาเขย่าเปิดฝา แต่เมื่อกำลังจะฉีดกลับรู้สึกเกรงใจคนนอนกอดหมอนอยู่จึงเดินเลี่ยงเข้าไปฉีดในห้องน้ำแทน คนตัวเล็กหมุนตัวสำรวจตนเองเป็นครั้งสุดท้ายในห้องน้ำ จากนั้นจึงรีบเดินออกมาจากห้องน้ำหลังได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ส่วนตัวของปรัชญา “ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำ นั่งหน้ายู่อยู่ได้” ริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกเอ่ยปากแซวคนเพิ่งตื่นเสียงใส หันไปหยิบกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กมาเปิดสำรวจเป็นครั้งสุดท้ายว่าไม่ได้ลืมของสำคัญ “ตื่นเช้าจัง ตัวหอมด้วย” ปรัชญาหลับตาทำจมูกฟุดฟิดใส่เธอที่ยืนข้างเตียงอย่างน่าตลก จากนั้นร่างกำยำจึงค่อยๆ ขยับกายงัวเงียเข้ามาสวมกอดเป็นการออดอ้อนตั้งแต่เช้า เพลงตะวันส่ายหน้ากับการแสดงออกราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมขึ้นไปนั่งบนเตียงอ้าแขนสวมกอดอีกฝ่ายเอาไว้แต่โดยดี “อ้







