เข้าสู่ระบบไฟกลางห้องพักขนาดสามสิบสองตารางเมตรถูกเปิดขึ้นให้ความสว่างเพียงพอต่อการมองเห็น แม้พื้นที่ในห้องพักชั้นสิบไม่ได้ใหญ่มาก แต่ถูกเจ้าของห้องจัดสรรปันส่วนเอาไว้เป็นอย่างดี
“ห้องเรียบร้อยเหมือนเดิม...” คนเดินนำหน้าหันขวับ เมื่อกี้ปรัชญาเพียงแค่พึมพำกับตนเองเท่านั้น แต่ความเงียบภายในห้องมันทำให้ได้ยินทุกอย่าง “ปรัชญ์วางเทียนลงบนโซฟานั่นแหละ เดี๋ยวเราดูแลต่อเอง ขอบใจนะ” เธอพูดส่งแขกออกไปทันที พยายามรักษาระยะห่างไปพร้อมๆ กับทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจผิดว่าเธอรังเกียจเขา “เราอยากเข้าห้องน้ำ” ปรัชญาเอียงคอพูดกับเจ้าของห้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย เธอเขียนนิยายมา ทำไมจะไม่เข้าใจว่ามันคือภาษากายและคำพูดโดยอ้อมว่าไม่ยอมกลับ “มันอยู่ในห้องนอนเรา” คำพูดที่คาดหวังว่าเขาจะยอมถอยกลับเพราะมันคืออาณาเขตหวงห้าม แต่คนดื้อตาใสยังคงยืนเผล่ยิ้มใส่ พร้อมกับคำพูดที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่มีการรักษามารยาทระหว่างคนที่เพิ่งกลับมาเจอกัน “แล้วห้องนอนตะวันไปทางไหน...” ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ นอกจากยอมให้เขาใช้ห้องน้ำจนพอใจและรีบกลับ “ตรงไป ห้องน้ำอยู่ทางขวา” “ตะวันจะไม่เข้าไปดูเราเหรอ” “เราจะเข้าไปดูปรัชญ์ทำไมล่ะ!!” หญิงสาวเผลอแหวลั่นใส่เขาทันทีหลังได้ยินประโยคชวนขนลุก “หึ เราหมายถึงไปดูเราที่ห้องนอน ไม่กลัวเราขโมยของในห้องนอนเหรอ” มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยให้กับเสียงของคนตัวเล็ก เพราะมันดังที่สุดนับตั้งแต่เจอกันที่โรงแรม "ไม่ได้หมายถึงให้ตามไปดูเราในห้องน้ำ" “ระ รีบไปทำธุระเลย ไม่งั้นจะไล่กลับแล้วนะ!!” ปากบางดุแขกอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยจงใจก่อกวนให้ตนเองหงุดหงิด ปรัชญาเข้าห้องน้ำได้เกือบสิบนาทีแล้ว ไร้วี่แววว่าจะออกมาจากห้องนอน คนตัวเล็กนั่งกอดอกตีหน้ายักษ์เตรียมดุคนชอบยึกยักจนเบื่อ แต่อีกฝ่ายไม่โผล่ออกมาจริงๆ หรือจะล้มในห้องน้ำ! จำได้ว่าเมื่อก่อนหากเขาพักผ่อนน้อย ปรัชญาจะมีภาวะโลหิตจางจนเผลอวูบอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงสอนให้เพลงตะวันหัดขับรถเพื่อผลัดกันคอยรับส่งกันและกันในช่วงสอบ มือบางผลักด้ามจับประตูห้องนอนหวังเข้าไปดูในห้องน้ำ แต่แล้วก็ต้องสะดุดฝีเท้าตนเองหลังจากเห็นว่าโคมไฟหัวเตียงถูกเปิดจนสาดแสงสีส้มสลัวภายในห้องมืด แถมยังมีร่างสูงนอนแผ่บนเตียงอย่างถือวิสาสะ ในมือหนามีสมุดจดพล็อตของเธอและกำลังกางมันอ่านหน้าตาเฉย “ปรัชญ์!!” ร่างบางพุ่งขึ้นไปบนเตียงและดึงสมุดสีชมพูออกจากมืออีกฝ่าย เธอซ่อนมันไว้ด้านหลังราวกับไม่ต้องการให้เขารู้ว่ามันคืออะไร ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ทัน “ขอโทษ ตอนเราเดินออกจากห้องน้ำมันหล่นลงมาจากโต๊ะพอดี พอเข้าไปเก็บให้ดันเห็นว่าจดอะไรไว้ก็เลยอ่านเพลินไปหน่อย” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงยืนขึ้นเต็มความสูง ส่วนสูงกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรภายใต้แสงสีส้มและเงามืด ทำเอาเพลงตะวันดูตัวเล็กลงถนัดตา เจ้าของห้องไม่รู้จะด่าอะไรเขาดี นอกจากความโกรธคือความอับอายที่คนอื่นเห็นเรื่องเพ้อเจ้อที่แอบจดเอาไว้ แม้กว่าครึ่งจะถูกเขียนจนจบแล้วก็ตาม “ตะวันเขียนนิยายรักนี่เอง เมื่อก่อนก็เคยให้เราไปส่งที่ร้านเช่าหนังสื...” “หยุดพูดเรื่องเมื่อก่อนสักที!!” เสียงเข้มตะโกนแทรกออกไปก่อนที่คนตรงหน้าจะฟื้นฝอยหาตะเข็บขึ้นมาอีก "ทำไมพูดเรื่องเมื่อก่อนไม่หยุดเลย" เจ้าของร่างสูงยืนเงียบท่ามกลางความสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ไร้วาจาใดเอื้อนเอ่ยออกมานอกจากเสียงเท้าหนักก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ กระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้า “เพราะมันคือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น” มือหนาประคองพวงแก้มนุ่มของเธอด้วยมือหนึ่งข้าง ใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจากน้ำหอมและลมหายใจสดชื่นของอีกฝ่าย "รังเกียจเราเหรอ?" "..." คนตัวเล็กนิ่งงัน ไม่ใช่เพราะไม่กล้าตอบ หากแต่ริมฝีปากบางกำลังถูกตรึงด้วยสายตาอ่อนโยนของคนที่ครั้งหนึ่งเคยใกล้ชิดจนเป็นลมหายใจเดียวกัน “รังเกียจเราไหม?” แววตาเว้าวอนปรากฏขึ้นมาหลังคำถามเดิมถูกเอื้อนเอ่ยอีกครั้ง ดวงตากลมของหญิงสาวสั่นไหว นิ้วโป้งที่กำลังเกลี่ยไล้เล่นบนริมฝีปาก ทำให้ยากที่จะโกหกความรู้สึกของตนเอง “ไม่...อื้อ!” หางเสียงสุดท้ายยังไม่ออกมาด้วยซ้ำ คนตัวโตกว่าก็พุ่งเข้ามาจูบ ริมฝีปากของชายหนุ่มประกบแนบแน่น แต่ไร้การรุกล้ำเข้ามาในโพรงปากนุ่ม ไออุ่นบนริมฝีปากของคนทั้งสองแผ่ซ่านเข้าหากันและกัน เพลงตะวันหลับตาแน่นไม่กล้าสู้หน้า รู้สึกว่าโลกหมุนคว้างก่อนที่จะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหลังอีกฝ่ายถอนจูบและเห็นว่าอดีตพาร์ตเนอร์กำลังคร่อมร่างเล็กของตนเองเอาไว้บนเตียง “คิดถึงตะวันจังเลยครับ...” ริมฝีปากอุ่นเลื่อนมาพรมจูบบนพวงแก้ม ปรัชญาจูบวนอยู่อย่างนั้นจนหัวใจของคนถูกกระทำสั่นคลอน “คิดถึงปรัชญ์บ้างไหม?” “ปรัชญ์หมายถึงคิดถึงแบบไหน” “ทุกแบบ...แค่คิดถึงกันก็พอ” “ปรัชญ์ทำแบบนี้เราสับสนนะ เราเคยเป็นทั้งเพื่อนและคู่นอนกันก็จริง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่” เพลงตะวันยกฝ่ามือดันแผงอกแกร่งให้ลุกออกจากการคร่อมทับ แต่ร่างกายเขาหนักแน่นดั่งหินผา นอกจากจะไม่ขยับ หน้าอกยังเบียดชิดกันและกันจนอกร้อนวูบวาบ “แล้วอยากกลับมาอยู่ด้วยกันไหม?” “ปรัชญ์อยากนอนกับเราเหรอ?” เพลงตะวันตีความว่าเป็นแบบนั้น ในช่วงปีสามกระทั่งปีสี่เทอมสุดท้ายกิจกรรมหลักที่ทำร่วมกันก็คือเซ็กซ์ ทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา บ่อยยิ่งกว่ากินข้าวร่วมกันด้วยซ้ำ จะให้เธอตีความไปทางไหนอีก “อยาก...” ดวงตาสีเข้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธออย่างมีความหมาย สัมผัสอุ่นจากมือที่กำลังลูบศีรษะทำเอาใจดวงน้อยสั่นไหวในรอบหลายปี “แต่เราไม่อยากนอนกับปรัชญ์” เพราะมั่นใจว่าความสัมพันธ์แบบนี้มีแต่จะจบแบบเดิม เพลงตะวันไม่อยากหมดเวลาไปกับการรักษาหัวใจตนเองอีก เคยขอยุติความสัมพันธ์นั้นและถอยออกมาจากวงโคจรของเขาได้ หากเป็นไปได้ก็ไม่อยากกลับไปรู้สึกแบบนั้นอีก “แต่เมื่อกี้มันไม่ใช่ ให้เราพิสูจน์อีกไหม หื้ม?” ปรัชญาไร้ทีท่ายอมแพ้ นิ้วโป้งเรียวไล้กลีบปากบางอีกครั้ง สายตาของเขาแปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความร้ายกาจในพริบตา สอดนิ้วเข้าไปในโพรงปากนุ่มหยอกเย้ากับเรียวลิ้นของคนตัวเล็กเนิบนาบจนน้ำลายเลอะมุมปาก “เราช่วยคลายเครียดตอนตะวันเขียนนิยายไม่ออกได้นะ...” นิ้วที่ลูบวนบนริมฝีปากรู้ได้เลยว่าช่วยแบบไหน ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มพร่าของคนตัวโต ร่างกายที่เรียนรู้จดจำสัมผัสวาบหวามของพาร์ตเนอร์ก็ถูกปลุกขึ้นมาก ยิ่งได้เห็นว่านิ้วเรียวที่เพิ่งเล่นกับลิ้นตนเองถูกดึงกลับไปชิม ยิ่งรู้สึกอายจนต้องหลบตาอีกครั้ง “ตอนนี้ตะวันอาจจะแฉะอยู่ก็ได้” คำพูดล่อลวงของคนประสบการณ์มากกว่าสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดในใจคนตัวเล็กได้เป็นอย่างดี แต่แล้วทุกอย่างก็หยุดลง เมื่อปรัชญาเป็นฝ่ายลุกขึ้นจากการทาบทับ กระเป๋าสตางค์สีดำถูกหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนที่กระดาษสีขาวจะถูกดึงออกมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของเจ้าของห้อง “เราจะวางมันไว้ตรงนี้ รอตะวันหยิบและติดต่อกลับมา” “...” “เรายินดีช่วยและปรึกษาทุกอย่างที่เราทำได้ แลกกับเงื่อนไขเดิมเมื่อแปดปีก่อน” ชายหนุ่มจุดยิ้มมุมปากปิดท้าย ไม่ลืมจะทิ้งคำพูดที่ทำเอาคนฟังนอนไม่หลับทั้งคืนเอาไว้ดูต่างหน้า "เรารู้ว่าตะวันยังไม่ลืมกติกาของเรา เพราะเราเองก็ไม่เคยลืมตะวันเหมือนกัน" ✦——☀——✦วันนี้ครบกำหนดกลับบ้านของภรรยา เพลงตะวันกลับบ้านไปดูแลแม่เกือบสองสัปดาห์กระทั่งมั่นใจว่าท่านหายดี ซึ่งระหว่างนี้ปรัชญากับลูกชายก็ผลัดกันวิดีโอคอลหาทุกวัน วันละหลายๆ รอบเลยก็ว่าได้ แรกๆ ลูกร้องไห้หลังจากวางสายกับผู้เป็นแม่ จนคนเป็นพ่อต้องคอยอุ้มเดินรอบบ้านปลอบประโลมจนหลับจึงสงบ รถยนต์สีขาวคุ้นตาขับมาจอดตรงหน้าคนตัวเล็กที่ถือถุงใส่ของฝากเต็มสองมือ ปรัชญาปลดล็อกประตูฝั่งด้านหลังที่นั่งข้างคนขับให้ภรรยาขึ้นมานั่งกับลูกที่เบาะหลังอย่างรู้ใจก่อนจะขับรถมุ่งหน้าสู่ถนน “น้องภีม~” เพลงตะวันทักทายลูกน้อยที่นั่งตาแป๋วอยู่บนคาร์ซีทพร้อมรอยยิ้ม “มี้~” เด็กน้อยเองก็ตะโกนเรียกมารดาเสียงดังไม่แพ้กัน อีกทั้งยังชูแขนสองข้างให้แม่อุ้ม ปลายจมูกรั้นหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึง ไม่ลืมที่จะโน้มตัวไปยังที่นั่งคนขับเพื่อหอมแก้มสามีอีกคน “คิดถึงสองพ่อลูกมากเลย น้องภีมคิดถึงหม่ามี้ไหมคะ?” มือบางยกขึ้นมาจับมือลูกชายเอาไว้ทั้งสองข้าง เข้าใจดีว่าลูกอยากให้อุ้ม แต่เพราะรถกำลังเคลื่อนที่ การนำเด็กออกจากคาร์ซีทจึงไม่ปลอดภัย “กิ๊ดตึ๋ง” แก้มกล
สามปีต่อมา (ปรัชญ์ แม่เราลื่นล้มในห้องน้ำตอนนี้อยู่โรงพยาบาล) น้ำเสียงตื่นตระหนกของภรรยาดังผ่านลำโพงโทรศัพท์ทำเอาใจของสามีที่นั่งทำงานอยู่ที่คลินิกสั่นสะท้าน น้ำเสียงสั่นเครือของคนตัวเล็กบ่งบอกว่าร้อนใจมาก พอๆ กับเสียงดังจ้อกแจ้กจอแจรอบข้าง “เบบี๋ใจเย็นๆ นะครับ ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” มือข้างหนึ่งคว้ากุญแจรถไว้ในมือ เตรียมออกจากคลินิกทุกเมื่อแม้จะติดนัดลูกค้าในตอนบ่ายก็พร้อมเลื่อนนัด (เรากำลังเดินไปที่เกท เครื่องน่าจะลงที่ขอนแก่นช่วงบ่าย ตอนนี้ฝากแม่มาดูน้องภีมให้แล้ว แต่ช่วงเย็นเห็นบอกว่าต้องออกไปงานศพเพื่อน ยังไงปรัชญ์คุยกับแม่อีกทีนะเราต้องวางแล้ว) “ครับ ปรัชญ์ดูแลลูกเอง บี๋ถึงขอนแก่นแล้วส่งข้อความบอกด้วยนะปรัชญ์เป็นห่วง” (ค่ะ ตะวันโอเค ไม่ต้องกังวลนะ) หลังจากภรรยาคนสวยวางสายไปเรียบร้อย คุณหมอหนุ่มก็รีบกดเบอร์หามารดาทันที คนใจร้อนกำมือถือรออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ปลายสายจะกดรับพร้อมกับเสียงกรี๊ดกร๊าดจากเด็กที่ตนเองคุ้นเคยดี “แม่อยู่กับน้องภีมใช่ไหมครับ ตะวันบอกว่าตอนเย็นแม่มีธุระ ต้องออกไปกี่โมงครับ?”
งานแต่งถูกจัดขึ้นในสวนกลางแจ้งภายในโรงแรมแทนความตั้งใจเดิมที่จะใช้ห้องบอลรูม เนื่องจากจำนวนแขกในงานมีมากเกินกว่าที่ห้องรับรองขนาดใหญ่ที่สุดของโรงแรมนี้จะบรรจุคนได้ “ดีใจด้วยนะ เทียนตกใจมากเลยตอนที่รู้ว่าคบกัน” เทียนหอมเดินเข้ามาสวมกอดเจ้าสาว ก่อนจะผละออกและไปจับมือเจ้าบ่าวเพื่อแสดงความยินดี ว่านเดินเข้ามาพร้อมกับภรรยาและลูก เข้าสวมกอดเพื่อนอย่างปรัชญ์เช่นกัน “จารย์~ กูว่าแล้วมึงชอบตะวัน” ว่านได้ทีแซวเพื่อน “ก็ไม่เคยปฏิเสธ” คนถูกแซวยักไหล่ โอบเอวของคนข้างๆ อวดเพื่อนอย่างไม่ปกปิด “อ้าว! แล้วว่านรู้ตอนไหน ทำไมไม่บอกฉันบ้าง” เทียนหอมเท้าสะเอวมองหน้าเพื่อน “เขารู้กันหมดแหละ ไม่เชื่อแกเดินไปถามเพื่อนในงานได้เลย เขาแค่ไม่พูดกัน” หญิงสาวเกาหัวด้วยความสับสน ในขณะที่เพลงตะวันหัวเราะกับอาการของเพื่อน เธอคงเสียเซลฟ์ไม่น้อยเพราะในสมัยเรียน เทียนหอมจัดว่าเป็นหน่วยข่าวกรองประจำกลุ่ม อะไรที่เราไม่รู้ เทียนหอมมักจะมีข้อมูลเสมอ “ตามสบายนะ ขอพาตะวันไปนั่งพักก่อน” สามีบอกลาเพื่อนสั้นๆ ซึ่งทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจดีเพราะ
วันนี้คือวันครบรอบการจากไปของบิดาของคุณหมอหนุ่ม ทั้งคู่ตื่นมาช่วยกันแต่งตัวตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปให้ทันทำบุญที่วัดตามที่ได้นัดกับมารดาของเขาเอาไว้ “ตะวันโอเคใช่ไหม เวียนหัวหรือเปล่า” เขาถามคนที่นั่งอยู่หน้ากระจกด้วยความเป็นห่วง “เราไหว ไม่ได้เป็นอะไรมากซะหน่อย” คนตัวเล็กเงยหน้าส่งยิ้มให้อีกฝ่าย หยิบลิปสติกจากลิ้นชักขึ้นมาเตรียมบรรจงวาดมันลงบนริมฝีปาก พรึ่บ! เครื่องสำอางแท่งจิ๋วถูกมือหนาคว้าหมับเอาไว้ เขาดึงมันออกจากมือของเธอพร้อมกับทำหน้าดุเหมือนจับได้ว่ามีเด็กกำลังจุดไฟเล่น “ครั้งที่สองแล้วนะคราวก่อนก็จะฉีดน้ำหอม ปรัชญ์บอกว่าห้ามใช้เครื่องสำอางพวกนี้ไงครับ มันไม่ดีกับเบบี๋ในท้องนะ” “ก็ตะวันยังไม่ชิน สามวันก่อนยังเป็นคนสวยอยู่เลย ตอนนี้ต้องพ่วงตำแหน่งคุณแม่คนสวยด้วย...อย่ามาเบ้ปากใส่นะ!” มือเรียวง้างมือใส่คนข้างๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงออกราวกับว่าเธอพูดเรื่องไม่จริงออกมา เขามันวอนโดนตีได้ทุกวัน ตอนนี้เธอตั้งครรภ์เข้าสัปดาห์ที่สาม หากนับย้อนกลับไปนั่นเท่ากับว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่กลับมามีอะไรกัน อา
“ตะวันหึงปรัชญ์” แคก! แคกๆๆ อาการแสบสันโพรงจมูกและลำคอเกิดขึ้น มือที่ถือแก้วน้ำอยู่รีบวางลงบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว หลังตั้งสติได้ก็กอดอกมองคนหลงตัวเองด้วยอาการวางมาด “น้อยๆ หน่อยปรัชญ์ อย่ามาพูดมั่วๆ” “ไม่หวงปรัชญ์ไม่ตามมาที่คลินิกหรอก คราวก่อนชวนยังไม่อยากมาเลย” คนตัวโตเบ้ปากกอดอกเชิดหน้าด้วยความมั่นใจ คนถูกจับได้ไม่ยอมรับ ยิ่งเห็นท่าทางยักคิ้วหลิ่วตาของคนตรงหน้ายิ่งเกิดอาการหมั่นไส้ แสดงออกว่ารักเข้าหน่อยทำเป็นได้ใจ แทนที่จะอยู่เงียบๆ ทำตัวน่ารักกับเธอ “ตะวันแค่อยากมาดูคลินิก” คนตัวเล็กเฉไฉไปเรื่องอื่น หันกลับมาจับช้อนตักอาหารเข้าปากแสร้งไม่สนใจการก่อกวนของคนตรงหน้า “แน่ใจ๊?” “พูดมาก” “ถ้าจะด่าก็อย่าหน้าแดง” นิ้วชี้เรียวจิ้มตรงกลางแก้มพร้อมกับหัวเราะ คนถูกจิ้มตาเขียวปั้ดใส่ทำท่าจะลุกหนี “ตะวันจะกลับ” กระเป๋าโน้ตบุ๊กถูกดึงขึ้นมาคล้องไหล่ลุกขึ้นทำท่าจะไปจริงจนนายแพทย์หนุ่มต้องรีบคว้าแขนเอาไว้ เขากอดเธอแน่จากด้านหลังไม่ต่างจากลูกลิงเกาะเอวแม่ในสวนสัตว์ จะต่าง
เพลงตะวันลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้า บรรจงแต่งตัวสวยหัวจรดเท้าไม่ต่างจากตอนที่ทำงานออฟฟิศ ลิปสติกที่ปกติไม่ทาเวลาอยู่ห้องถูกงัดมาลองจนกระจายเต็มโต๊ะไปหมด ต่างหูเพชรที่เก็บเงินซื้อถูกสวมเป็นชิ้นสุดท้ายตามด้วยการหยิบขวดน้ำหอมออกมาเขย่าเปิดฝา แต่เมื่อกำลังจะฉีดกลับรู้สึกเกรงใจคนนอนกอดหมอนอยู่จึงเดินเลี่ยงเข้าไปฉีดในห้องน้ำแทน คนตัวเล็กหมุนตัวสำรวจตนเองเป็นครั้งสุดท้ายในห้องน้ำ จากนั้นจึงรีบเดินออกมาจากห้องน้ำหลังได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์ส่วนตัวของปรัชญา “ตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำ นั่งหน้ายู่อยู่ได้” ริมฝีปากบางเคลือบลิปสติกเอ่ยปากแซวคนเพิ่งตื่นเสียงใส หันไปหยิบกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กมาเปิดสำรวจเป็นครั้งสุดท้ายว่าไม่ได้ลืมของสำคัญ “ตื่นเช้าจัง ตัวหอมด้วย” ปรัชญาหลับตาทำจมูกฟุดฟิดใส่เธอที่ยืนข้างเตียงอย่างน่าตลก จากนั้นร่างกำยำจึงค่อยๆ ขยับกายงัวเงียเข้ามาสวมกอดเป็นการออดอ้อนตั้งแต่เช้า เพลงตะวันส่ายหน้ากับการแสดงออกราวกับเป็นเด็กตัวเล็กๆ ของเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมขึ้นไปนั่งบนเตียงอ้าแขนสวมกอดอีกฝ่ายเอาไว้แต่โดยดี “อ้







