LOGINเช้าวันต่อมา พริบพราวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย ม่านที่ประตูก็ดูสีแปลกตาจนเธอต้องหันมองรอบๆ กระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับใครบางคนที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าเตียง หญิงสาวจึงกรีดร้องด้วยความตกใจ
“กรี๊ด…! แกเป็นใคร แล้วเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง กรี๊ด…! ออกไปนะออกไป กะ... แก…ทำอะไรฉัน” เธอดีดผึงขึ้นจากที่นอนพลางสำรวจตัวเองเป็นการใหญ่ก่อนจะโวยวายลั่นห้อง
“ลุกขึ้นไปอาบน้ำสิ จะได้ไปกินมื้อเช้า ฉันหิวแล้ว” นอกจากจะไม่ตอบคำถามเธอแล้ว เขายังทำหน้าเรียบเฉยประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นพอจะโวยวาย สายตาเย็นเยียบแต่ก็แฝงไปด้วยความดุดัน ก็ทำเอาคำผรุสวาทมากมายที่ตั้งใจจะพ่นออกมาถูกกลืนหายไป จนเธอกลายเป็นผู้หญิงเชื่องๆ ที่ยอมทำตามคำสั่งเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย กระทั่ง…
“กรี๊ด…คุณ!” เธอกรีดร้องดังลั่น หลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าแล้วพบว่าแพนตี้ตัวจิ๋วของตัวเองหายไป พริบพราวรีบคว้าผ้าขนหนูมานุ่ง เพื่อออกไปเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมา หญิงสาวก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์อย่างจัง
“อุ๊ย!” แรงปะทะทำเธอเสียหลักหงายหลัง โชคดีที่เขายื่นมือมาคว้าพร้อมกับกระตุกแรงๆ จนเธอเซกลับมาปะทะอกเขาแทน หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากอกแกร่งเพื่อจะพบกับสายตาคมกริบที่มองตอบกลับมา และเหมือนสายตาคู่นี้จะทำให้เธอชะงักนิ่งราวตกอยู่ในมนตร์สะกด กระทั่ง…
“ถ้ายังชักช้า ฉันจะกินเธอแทนมื้อเช้าซะ” เสียงกับสีหน้าราบเรียบของเขาราวกับดึงสติที่หลุดลอยของเธอให้กลับมา
“ชะ...ชั้นในฉัน ทำไมมัน... คะคือคุณเอ่อ…ทำอะไรฉัน” ให้ตายสิ! ทั้งที่ตั้งใจจะอาละวาด แต่ทุกอย่างมีอันต้องพังครืนเพียงเพราะสายตาของเขา
‘เฮ้ย! แล้วทำไมต้องกลัวด้วยวะ เราไม่ใช่คนผิดนะเว้ย หมอนั่นต่างหากที่สมควรกลัวเรา’ เธอเตือนตัวเองในใจ ก่อนจะหันไปจ้องหน้าเขาเขม็ง
“อะแฮ่ม! ฉันหมายถึงคุณทำอะไรฉัน ทำไมฉันถึงจำอะไรไม่ได้ แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่” หลังจากปลุกใจให้ฮึกเหิม เธอก็เชิดหน้าเสียงแข็งขึ้น
“คิดว่าฉันข่มขืนเธอ?” เขาเลิกคิ้วพลางโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กลับเป็นเธอซะอีกที่ต้องขยับถอย
“ก็…ก็มันน่าคิดไหมล่ะ ถ้าคุณไม่ได้ทำอะไรฉัน แล้วเอ่อ…ชั้นในฉันมันหายไปไหน” ถึงจะอึกอักอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังทำใจดีสู้เสือ
“แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างล่ะ” ในขณะที่เธอพยายามขยับถอย เขาก็ตามติดประชิดคาดคั้น กระทั่งหลังชนฝา หญิงสาวที่ทำเป็นปากกล้าจึงโวยวายหวังกลบเกลื่อน
“แล้วมันต้องรู้สึกยังไงเล่า ก็คนมันไม่เคย แล้วจะรู้ได้ไงว่าต้องรู้สึกแบบไหน” ถึงจะรู้อยู่แล้ว แต่ประโยคนี้ของเธอก็จุดรอยยิ้มที่มุมปากเขาได้ และรอยยิ้มนี้เอง ก็เหมือนจะเตือนสติให้เธอนึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดมากไป จึงรีบเอามือปิดปาก ก่อนจะต้องผงะตาโตเพราะประโยคต่อมา
“ก็ถ้ายังซิงอยู่ มันก็พิสูจน์ได้ไม่ยาก ก็แค่…ต้องลองอีกครั้ง” เขายิ้มมุมปากพร้อมกับก้มลงไปกระซิบข้างๆ หู แต่ให้ตายเถอะ! ลมแผ่วๆ ที่กระทบใบหูทำเธอเผลอกัดเม้มริมฝีปาก
“ละ...ลองอะไร” เสียงเธอตะกุกตะกัก นึกอยากจะผลักเขาออกไปไกลๆ แต่กลับทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
“ก็ลองมีอะไรกัน ถ้าเจ็บ นั่นก็หมายความว่า…เมื่อคืนฉันไม่ได้ทำอะไร แต่ถ้าไม่ เธอก็คงถูกฉันจับกินไปตั้งแต่เมื่อคืน” เขาบอกหน้าตาเฉย
“จะบ้ารึไง ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย สู้ไปให้หมอตรวจภายในยังง่ายกว่า ถอย! ฉันจะไปให้หมอตรวจ แล้วจะเอาตำรวจมาลากคอคุณเข้าคุกคอยดู” เธอขู่เสียงเขียวพลางผลักเขาออกแรงๆ แต่นอกจากเขาจะไม่ขยับ ก็ยังออกแรงบีบแขนเธอจนแทบหัก
“อย่าแม้แต่จะคิดให้ใครเห็นของเธอ ไม่งั้นฉันจะตามไปควักลูกตามันทิ้งซะ จำเอาไว้ว่าคนที่มีสิทธิ์ในตัวเธอ มีแค่ฉัน ฉันคนเดียวเท่านั้น”
“ปล่อย! ฉันเจ็บ” พริบพราวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ทำให้เขาจำต้องคลายมือที่บีบแขนเธอออก
“เผด็จการ บ้าอำนาจ คุณมีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ เราไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย ทำไมคุณต้องทำเหมือนเอ่อ…กำลังหวงฉันด้วย” ด้วยรูปการณ์และคำพูดมันทำให้เธออดคิดไม่ได้ ถึงแม้จะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างที่คิดเข้าข้างตัวเองแบบนี้ และที่สำคัญ...ทำไมเธอถึงไม่รู้สึกรังเกียจผู้ชายแปลกหน้าคนนี้เลยสักนิด
“แล้ววันหนึ่งเธอจะรู้เองว่าทำไม รีบไปอาบน้ำซะ ก่อนจะไม่ได้อาบ” เขาขู่แต่ก็ยอมหลีกทางให้
“เดี๋ยวก็ขู่ เดี๋ยวก็สั่ง เป็นญาติกับฮิตเลอร์รึไง” เธอบ่นงึมงำขณะเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันจะได้ปิดประตู เขาก็แทรกขึ้นพร้อมกับดันประตูเอาไว้
“อย่าเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตรายแบบนั้นอีก ไม่อย่างนั้น…ต่อให้ต้องขังเธอไว้ ฉันก็จะทำ” สิ้นเสียงเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้เธอได้แต่ยืนงงและสงสัยในคำพูดนั้นของเขา
“ยัยตัวแสบ เมื่อคืนแกหายไปไหนมา จู่ๆ ก็หายไป ทำฉันเป็นห่วงแทบตาย ฮือๆๆ แกทำฉันใจไม่ดี ฉันนึกว่าแกถูกใครจับไปทำมิดีมิร้าย จะแจ้งความก็ไม่ได้ จะบอกใครก็ไม่กล้า แล้วโทรศัพท์เนี่ยมีไว้ทำไมหา จะโทรบอกกันสักคำก็ไม่มี” ทันทีที่เห็นพริบพราวเดินเข้ามาในแผนก คนที่นั่งรอการมาของเพื่อนอย่างใจจดใจจ่ออย่างเจติยาถึงกับโผเข้าไปหาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งดีใจ กังวลใจ โกรธ โมโห แล้วก็โล่งใจไปพร้อมกัน “ฉันจะโทรบอกแกได้ยังไง ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลยว่าตัวเองออกไปจากที่นั่นได้ยังไง ที่สำคัญทั้งกระเป๋าทั้งโทรศัพท์ก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหนเนี่ย” พริบพราวกระซิบบอก ในขณะที่เพื่อนถึงกับทำตาโตด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น” เจติยาลากเพื่อนมาคุยที่มุมหนึ่ง ด้วยไม่อยากให้คนอื่นมาล่วงรู้ด้วย “ฉันไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้” คำตอบของพริบพราว ทำเอาเจติยานัยน์ตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะพยายามตั้งสติแล้วซักเพื่อนต่อ “ พราวแกลองตั้งสติแล้วนึกดูดีๆ ซิ เผื่อจะจำอะไรได้บ้าง” “เท่าที่จำได้ตอนนั้น…ฉันรู้สึกมึนๆ ก็เลยเดินไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ แต่…ฉันดันเข้าไปห้องห้องน
เช้าวันต่อมา พริบพราวลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เพดานห้องที่ไม่คุ้นเคย ม่านที่ประตูก็ดูสีแปลกตาจนเธอต้องหันมองรอบๆ กระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับใครบางคนที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าเตียง หญิงสาวจึงกรีดร้องด้วยความตกใจ “กรี๊ด…! แกเป็นใคร แล้วเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง กรี๊ด…! ออกไปนะออกไป กะ... แก…ทำอะไรฉัน” เธอดีดผึงขึ้นจากที่นอนพลางสำรวจตัวเองเป็นการใหญ่ก่อนจะโวยวายลั่นห้อง“ลุกขึ้นไปอาบน้ำสิ จะได้ไปกินมื้อเช้า ฉันหิวแล้ว” นอกจากจะไม่ตอบคำถามเธอแล้ว เขายังทำหน้าเรียบเฉยประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นพอจะโวยวาย สายตาเย็นเยียบแต่ก็แฝงไปด้วยความดุดัน ก็ทำเอาคำผรุสวาทมากมายที่ตั้งใจจะพ่นออกมาถูกกลืนหายไป จนเธอกลายเป็นผู้หญิงเชื่องๆ ที่ยอมทำตามคำสั่งเดินเข้าห้องน้ำไปอย่างว่าง่าย กระทั่ง…“กรี๊ด…คุณ!” เธอกรีดร้องดังลั่น หลังปลดเปลื้องเสื้อผ้าแล้วพบว่าแพนตี้ตัวจิ๋วของตัวเองหายไป พริบพราวรีบคว้าผ้าขนหนูมานุ่ง เพื่อออกไปเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด แต่ทันทีที่เปิดประตูออกมา หญิงสาวก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์อย่างจัง “อุ๊ย!” แรงปะทะทำเธอเสียหลักหงายหลัง โชคดีที่เขายื่นมือมาคว้าพร้อมกับกระตุกแ
“เธอจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไงว่ามา” เพลิงดันตัวเธอออกมาแล้วแสร้งถาม แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้าแดงๆ ของเธอ “ฉันร้อน” เธอครางเสียงแผ่วพลางช้อนตามองเขาด้วยนัยน์ตาหยาดเยิ้ม ใบหน้าแดงก่ำ และที่น่าตกใจคือมือที่กำลังลูบไล้บนอกแกร่งของเขา “จะทำอะไร” เขาจับมือซุกซนนั้นไว้ ในขณะที่เธอกลับยังพูดประโยคเดิม “ฉันร้อน” สีหน้าท่าทางของเธอตอนนี้ทำเส้นเลือดบนขมับเขาปูดโปน ก่อนจะสบถออกมา “บัดซบ!” แน่นอนว่าเขาพอจะเดาได้ว่ามันเกิดจากอะไร จึงลากเธอเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมกับเปิดน้ำหวังดับร้อนให้ “กรี๊ด…!” เธอร้องลั่นพร้อมกับโผเข้ากอดเขาไว้แน่น จากที่คิดว่าจะดับร้อนให้ กลายเป็นเขาที่เป็นฝ่ายร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเธอเอาแต่บดเบียดเนื้อตัวเข้าหา อีกทั้งเสื้อผ้าที่เปียกปอนก็แนบเนื้อจนอวดส่วนเว้าส่วนโค้งก็ดูจะอันตรายเกินไปสำหรับคนความอดทนต่ำอย่างเขา “อย่ายั่วฉัน…พริบพราว” เขากัดฟันเตือนเสียงเครียด ถึงจะอยากฟอนฟัดคนในอ้อมกอด ให้สมกับที่ต้องรอคอยเธอมากว่าสิบปี ใช่! นานเหลือเกินที่เขารอคอยผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงคนเดียวที่เขาอยากจะแตะต้อง แต่นั่นต้องเป็น
“โอย...” พริบพราวครางเบาๆ พร้อมสะบัดหน้าแรงๆ อย่างพยายามเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา ขณะกำลังเดินโซเซไปเข้าห้องน้ำแต่เหมือนมันจะไม่ได้ช่วยอะไร เมื่อเธอยังคงรู้สึกประคองสติไม่ได้ ทั้งๆ ที่ดื่มไปแค่แก้วเดียว เหตุใดจึงกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับดื่มเข้าไปทั้งขวด อีกทั้งยังรู้สึกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เธอจึงรีบก้าวยาวๆ หวังใช้น้ำเย็นๆ ดับร้อนที่มันกำลังปะทุอยู่ข้างใน หญิงสาวผลักประตูที่อยู่เบื้องหน้าและเดินเข้าไปด้านในอย่างรีบเร่ง “เฮือก!” เธอผงะตาโตด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าในนี้ไม่มีชักโครกหรือแม้แต่อ่างล้างหน้า มีเพียงชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังโอ้โลมกันอยู่ ไม่สิ! ผู้หญิงคนนั้นต่างหากที่พยายามโอ้โลมเอาอกเอาใจด้วยการนั่งคุกเข่าอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของผู้ชายซึ่งนั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา ท่วงท่าน่าหวาดเสียวของหญิงสาวคนดังกล่าวที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือที่จะปลดตะขอกางเกงของผู้ชายคนนั้น ทำเธอถึงกับต้องกลืนน้ำลาย กระทั่งเขาหันขวับมา นั่นเองที่ทำให้เธอนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่...ห้องน้ำ และเธอก็กำลังมองภาพอุจาดตานี้นานเกินไปแล้ว สายตาคมกล้านั้นราวกับตรึงขาทั้งสองข้างของเธอไว้ไม่ให้ขยับ ส







