LOGIN“คุณคิดว่าตัวเองเป็นนางเอกละครน้ำเน่าหรือไง ผมหวังดีกับคุณแท้ๆ ไม่ได้คิดจะทำอะไรคุณสักหน่อย หรือคิดว่าตัวเองน่าพิศวาส? รู้ตัวไว้ด้วยว่าคุณน่ะจูบไม่เป็นสับปะรด” คนถูกว่าจูบไม่เป็นสับปะรดน้ำตาไหลพรั่งพรูด้วยความเจ็บใจ จนเผลอเงื้อมือเรียวขึ้นอีกครั้งอย่างลืมตัว “ถึงคุณอยากจะตบผม แต่ผมคงไม่นึกอยากจะจูบคุณอีกหรอกครับคุณบุษบามินตรา” “คุณ...มันเป็นพวกรังแกผู้หญิง” “แล้วคุณคิดว่าหน้าผมมีไว้ให้ตบเล่นๆ หรือไงครับ คุณตบผมได้ผมก็จูบคุณได้เหมือนกัน และรู้เอาไว้เถอะ ว่าคุณเป็นผู้หญิงคนแรกที่ผมจูบแล้วไม่ได้เกิดอารมณ์พิศวาสอะไรขึ้นมาเลยสักนิด” เทวินทร์ตอกกลับด้วยคำพูดเชือดเฉือนพอกัน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าที่พูดออกไปไม่ได้เป็นความจริง เจ้าของดวงหน้างดงามจ้องหน้าเขาอย่างขุ่นเคืองใจ น้ำตาพานหยุดไหลเอาดื้อๆ นึกอยากจะตะกุยหน้าขาวๆ นั่นให้เป็นรอยนัก ผู้ชายอะไรปากเสียแถมยังหลงตัวเอง!
View Moreเสียงเอะอะเอ็ดตะโรที่ดังลอดออกมาจากห้องเรียนของชั้นประถมสอง ทำให้ครูประจำชั้นซึ่งมีรูปร่างท้วมต้องรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง ก่อนจะร้องห้ามเสียงดังเมื่อเห็นว่าสาเหตุมาจากคู่วิวาทคู่เดิม ที่กำลังถูกเพื่อนร่วมห้องช่วยกันจับแยกออกจากกันอย่างทุลักทุเล
หนึ่งในคู่วิวาทเป็นเด็กหญิงร่างอ้วน ผิวคล้ำ ดวงตาคู่โตดำขลับทอประกายวาววับอยู่ในอาการกรุ่นโกรธ มือทั้งคู่กำหมัดแน่น ส่วนคู่กรณีเป็นเด็กชายร่างสูงผอม มุมปากแตกมีเลือดซึม ครั้นพอเห็นหน้าครูก็อ้าปากส่งเสียงฟ้อง ทำให้เลือดที่ตอนแรกแค่ซึมไหลออกมาจนกบปาก
“บุษบามินตราต่อยผมอีกแล้วครับครูครับ”
ร่างท้วมของคุณครูในชุดสีกากีส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับคู่วิวาท เพราะคำว่า ‘อีก’ นั้นบ่งบอกว่าทั้งคู่ทะเลาะกันไม่ใช่เป็นครั้งแรก เรียกว่าไม่เว้นแต่ละวันเลยก็ว่าได้ ทว่าครั้งนี้ดูน่าจะรุนแรงกว่าทุกครั้ง เพราะถึงขั้นเลือดตกยางออกกันเลยทีเดียว
“คราวนี้ใครเป็นคนเริ่มก่อน บอกครูมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” คนเป็นครูถามน้ำเสียงยังแฝงอาการเหนื่อยหอบจากการวิ่งเมื่อครู่
“ผมไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนนะครับ” เด็กชายสุนทรรีบพูดออกตัว ก่อนยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากพลางมองไปทางคู่กรณีที่ยืนเม้มปากแน่นด้วยสายตาฉายแววเยาะเย้ย
“บุษบามินตรา ทำไมถึงทำตัวเป็นอันธพาลอย่างนี้ ที่นี่เป็นโรงเรียนนะไม่ใช่สนามมวย”
ครูประจำชั้นหยิบไม้บรรทัดขึ้นมาเตรียมตัวจะทำโทษ ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินน้ำเสียงแผ่วเบากึ่งกล้ากึ่งกลัวดังมาจากเด็กหญิงผิวขาวรูปร่างผอมบาง หน้าตาน่ารัก ที่ก้าวออกมายืนเคียงข้างเด็กหญิงบุษบามินตราที่ยังยืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่เช่นเดิม
“คุณครูคะ หนูเห็นสุนทรพูดจาล้อเลียนนุช เอ่อ...บุษบามินตราก่อน นะคะ”
“จริงอย่างที่อรุณรัศมีพูดหรือเปล่าสุนทร” ครูถามพลางใช้ไม้บรรทัดที่ถืออยู่ตีลงบนฝ่ามือเบาๆ เป็นการขู่ไปในตัว
“ผม...ผม” คนถูกถามเกิดอาการอึกอักขึ้นมาทันที ครั้นเห็นครูเผลอก็ถลึงตาใส่ร่างผอมบาง จนเจ้าตัวต้องไปยืนหลบด้านหลังเด็กหญิงร่างอ้วน
“อรุณรัศมี เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ครูฟังสิ ว่าสุนทรพูดล้อเลียนเพื่อนว่าอะไร ถึงต้องลงไม้ลงมือกันจนเลือดตกยางออกถึงขนาดนี้ด้วย”
“สุนทรเรียกบุษบามินตราว่าอีเด็กลูกไม่มีพ่อค่ะ และยังเรียกหนูว่า...อีเด็กถังขยะด้วยค่ะ”
เด็กหญิงอรุณรัศมีบอกครูน้ำเสียงสั่นเครือ ทั้งน้ำตาก็เริ่มปริ่มขอบตา จนเด็กหญิงตัวอ้วนต้องหันไปมองและบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ อย่างปลอบประโลม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
“คนปากเสียอย่างสุนทรต้องถูกต่อยแบบนี้แหละค่ะคุณครู”
แม้ตัวเองจะเคยถูกล้อเลียนว่าเป็น ‘เด็กอ้วนตัวดำฟันหลอ’ อยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่าคำคำนั้นก็ยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการถูกล้อเลียนว่าเป็น ‘ลูกไม่มีพ่อ’ เท่านั้นไม่พอ ยังลามปามมาถึงแฝดคนละฝาของเธออีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้!
“เอาละ! ไม่ต้องมาพูดจาเพื่อตัดสินกันเอง เธอสองคนทำผิดกฎระเบียบที่ห้ามไม่ให้นักเรียนทะเลาะวิวาทกันในโรงเรียน ครูเคยบอกและทำโทษพวกเธอไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยเข็ดและหลาบจำกันเลย ฉะนั้นครั้งนี้ครูจะทำโทษเธอทั้งคู่หนักขึ้นกว่าเดิม” คุณครูพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดแล้วหันหน้าไปหาเด็กชาย
“ครูจะตีเธอห้าทีโทษฐานที่พูดจาล้อเลียนปมด้อยของเพื่อน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ควรทำ แล้วเธอมีเรื่องชกต่อยกับผู้หญิง ไม่อายเพื่อนคนอื่นบ้างหรือไงสุนทร” คุณครูส่ายหน้าขณะพูด แล้วจึงหันไปทางเด็กหญิงที่มีชื่ออันเพราะพริ้งว่าบุษบามินตรา
“ส่วนเธอ...ครูจะตีเจ็ดที โทษฐานทำตัวเป็นอันธพาลในโรงเรียน เพราะแทนที่จะให้ครูเป็นคนตัดสินว่าใครผิดถูก กลับมาตั้งศาลเตี้ยตัดสินกันเองในห้องอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง”
คนถูกตีเจ็ดทีปรายตามองคู่วิวาทอย่างโกรธเคือง ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะต้องถูกตีมากกว่าอีกฝ่ายสองทีจะต่อยไม่ยั้งให้ฟันหักทั้งปากกินข้าวไม่ได้ไปหลายวันเลยทีเดียว น่าเจ็บใจนัก!
“ก็ผมพูดเรื่องจริงนี่ครับครู”
เด็กชายสุนทรพึมพำออกมาอย่างอดโมโหไม่ได้ เพราะนอกจากจะเจ็บตัวจนถึงขั้นปากแตก ยังต้องเสียหน้าถูกคุณครูทำโทษต่อหน้าเพื่อนนักเรียนในห้องอีก แล้วเรื่องที่เขาพูดก็เป็นความจริงนี่นา ยายเด็กอ้วนตัวดำฟันหลอเป็นลูกไม่มีพ่อ ส่วนยายเด็กตัวผอมซีดอย่างกับเด็กขี้โรคนั่นก็เป็นเด็กที่ถูกเก็บมาเลี้ยงจากถังขยะ ทำไมเขาต้องถูกทำโทษ แถมยังถูกตีน้อยกว่าแค่สองทีเอง น่าเจ็บใจจริงๆ!
“ยังจะมาเถียงอีกนะสุนทร!” คุณครูดุเสียงดัง สั่งให้เด็กชายสุนทรแบมือขึ้น จากนั้นก็ใช้ไม้บรรทัดฟาดลงไปเต็มแรงถึงห้าครั้ง จนคนถูกทำโทษสะดุ้งเฮือก น้ำตาเล็ดเพราะความเจ็บ แล้วจึงหันไปจัดการกับคู่วิวาทที่แม้จะถูกตีถึงเจ็ดครั้งก็ตาม แต่เด็กหญิงกลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาให้ใครเห็นสักหยด
“คุณครูขา ศาลเตี้ยคืออะไรเหรอคะ” เสียงของเด็กหญิงมะปราง ผู้เคยเป็นหนึ่งในคู่กรณีของเด็กหญิงบุษบามินตรามาก่อนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ศาลเตี้ยแปลว่า การชำระความกันเองโดยพลการ หมายถึงการตัดสินลงโทษคนทำผิดกันเองโดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ถ้าหากมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะมีใครแกล้งใครหรือถูกใครแกล้งให้บอกครู เราจะใช้กฎระเบียบตัดสินลงโทษคนทำผิด อย่างเช่นที่ครูตีเพื่อนเราเมื่อกี้ ไม่ใช่มาจัดการชกต่อยกันเองแบบนี้” ครูตอบพร้อมปรายตาไปยังคู่กรณีทั้งสองเพื่อกำราบ
“แล้วที่สำคัญ จำไว้นะว่าเราเรียนอยู่ห้องเดียวกันควรจะรักกันไว้ ไม่ใช่มาทะเลาะกันเองให้อับอายขายขี้หน้าห้องอื่นแบบนี้” คุณครูพูดทิ้งท้ายก่อนจะออกจากห้องไป
เด็กหญิงตัวอ้วนเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเองที่อยู่หลังห้อง โดยมีเด็กหญิงตัวผอมเดินตามไปติดๆ ดวงตาคู่โตที่มีน้ำตาคลอจวนเจียนจะหยดมองคนถูกตีด้วยความสงสาร แล้วชำเลืองมองมือของอีกฝ่ายที่แดงแปร๊ดอย่างขยาด
“เจ็บหรือเปล่านุช”
“เจ็บสิ” ดวงตาของเด็กหญิงวาวโรจน์ขณะตอบ
เสียงออดดังกังวานขึ้นเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เด็กนักเรียนต่างรีบเดินกรูกันออกจากห้องเรียน รวมทั้งคู่แฝดคนละฝาที่พากันเดินจูงมือเพื่อกลับบ้าน เพื่อนร่วมห้องหลายคนต่างพากันรีบหลีกทางให้ ไม่มีใครกล้าพูดล้อเลียนทั้งคู่อีก เพราะครั่นคร้ามกับฤทธิ์หมัดของเด็กหญิงบุษบามินตรา
คุณหญิงไคริกาหยิบนามบัตรจากในกระเป๋ายื่นให้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปรานี “ป้าชื่อไคริกาจ้ะ ถ้ามีเรื่องอะไรต้องการให้ช่วยเหลือก็ติดต่อป้าได้ตามนามบัตรนี้เลยนะจ๊ะ” บุษบามินตรารับนามบัตรมาถือไว้แล้วจึงขอตัวกลับ ทันทีที่เดินมาถึงรถของตัวเองก็ต้องตกใจจนหน้าเผือดขาว เพราะเมื่อครู่เธอรีบร้อนลงจากรถจนกระทั่งลืมปิดประตู ดีนะที่ไม่มีใครมาเห็นเข้า แล้วจู่ๆ ใบหน้าสวยราวกับผู้หญิงของเทวินทร์ก็ผุดขึ้นมาในภวังค์ความคิด จนต้องสะบัดหน้าแรงๆ เพื่อขับไล่ภาพดังกล่าวออกไปโดยเร็ว และพานให้อารมณ์ของหญิงสาวดิ่งลงต่ำเกินพิกัด ความตั้งใจที่จะมาหาซื้อของต้องล้มเลิกไป จึงตัดสินใจขับรถปราดออกไปทันที นึกแช่งชักหักกระดูกชายหนุ่มในใจ เกลียดนักพวกผู้ชายเจ้าชู้ เห็นผู้หญิงเป็นสิ่งบำบัดความใคร่ ขอให้เป็นเอดส์ตายทีเถอะ! หญิงสาวใช่ว่าจะไม่รู้ว่าความคิดอคติส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของพ่อ...พ่อที่เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่เวลาเธอถามเรื่องนี้กับแม่ครั้งใด เจ้าตัวมักจะหลีกเลี่ยงไม่ตอบคำถามและได้แต่ร้องไห้แทน เพราะเรื่องราวคราวหลังครั้งเก่าก่อน
บทที่ 1 แรกพบสบตาพาไหวหวั่น“เซ็งชะมัด ไม่น่ามาที่นี่เลยจริงๆ” เสียงบ่นพึมพำอย่างหัวเสียดังมาจากเรียวปากอิ่มบนดวงหน้าสวยกระจ่างของบุษบามินตรา เพราะเริ่มจะหงุดหงิดกับสภาพของรถที่ติดแหง็กอยู่ตรงทางเข้าห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ซึ่งหญิงสาวลืมเสียสนิทว่าวันนี้เป็นวันหยุดราชการ จำนวนรถที่มาจับจ่ายซื้อของจึงมากกว่าปกติ ตัวเธอมีธุระผ่านมาแถวนี้จึงคิดจะแวะซื้อพวกอาหารสดไปใส่ตู้เย็นบ้างเหมือนกัน กว่าหญิงสาวจะหาที่จอดรถได้ก็ต้องขับวนขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดที่มีรถจอดอยู่จำนวนน้อยคัน ซึ่งเธอเองไม่ค่อยชอบเพราะดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจเท่าไหร่นัก ขณะกำลังเปิดประตูรถคันเก่งของตัวเองหูก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ครั้นเหลียวไปมองจึงพบกับเหตุการณ์ระทึกขวัญเข้า ไม่ห่างจากที่รถของเธอจอดนัก บุษบามินตราเห็นชายฉกรรจ์ร่างผอมเกร็งกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกระเป๋าถือใบใหญ่จากมือของสตรีวัยวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน ที่แม้จะมีสีหน้าตื่นตกใจเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือจากกระเป๋าที่ถือไว้ ปากก็ร้องให้คนช่วยไม่ได้หยุด จึงถูกชายคนนั้นต่อยเข้าที่ท้องจนทรุดลงไปกองกับพื้น แล้วคนต่อยก็กำลัง
เพราะคำพูดดังกล่าว ทำให้หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เด็กหญิงตัวน้อยก็กลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านหลังนี้ โดยมีอดิศร ลูกชายคนโตของนางซึ่งรับราชการทหารเป็นผู้จดทะเบียนรับเด็กหญิงเป็นบุตรบุญธรรมจวบจนกระทั่งทุกวันนี้ “ยาย ยายจ๋า” เสียงเรียกของหลานสาวอีกคนดังขึ้น พร้อมกับสะกิดที่แขนยิกๆ ทำให้คนกำลังคิดถึงเรื่องในอดีตถึงกับสะดุ้งเฮือก “นุชว่าอะไรหรือลูก” “นุชบอกว่าถ้าพี่หนึ่งอยู่ด้วยนะ นุชจะให้ไปต่อยหน้าไอ้พวกปากไม่ดีให้หมดทุกคนเลย” เด็กหญิงพูดถึงอติรัตน์ ลูกชายของลุงซึ่งเรียนหนังสืออยู่ที่จังหวัดชลบุรี และจะกลับมาเฉพาะวันหยุดเท่านั้น “นั่นสินุช ถ้าพี่หนึ่งอยู่คงไม่มีใครกล้าพูดจาล้อเลียนเราหรอก” เด็กหญิงตัวผอมยิ้มกว้างและรีบพยักหน้าเห็นด้วย ทำให้แฝดคนละฝาหันไปส่งค้อนให้ประหลับประเหลือก “ทีตอนนี้ทำมาเป็นปากเก่งนะน้ำ เวลาถูกล้อทีไรนุชเห็นร้องไห้ทุกครั้ง” คนถูกค่อนขอดได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่กล้าเถียงเพราะเป็นเรื่องจริง “ใครจะเก่งเหมือนเราล่ะยายนุช ทำตัวเป็นอันธพาล มีเรื่องกับคนโน้นคนนี้ไม่เว้นแต่ละวัน
ครั้นกลับมาถึงบ้านได้ คนถูกล้อเลียนว่าเป็นลูกไม่มีพ่อก็วิ่งตรงรี่ไปยังต้นมะม่วงหลังบ้าน กำหมัดขึ้นชกไปยังลำต้นไม่ยั้ง เพราะความเจ็บใจที่ยังหลงเหลืออยู่ “ไอ้สุนทร ไอ้คนปากหมา ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน...” เสียงก่นด่าของเด็กหญิงดังออกมาไม่ขาดปาก “หยุดได้แล้วนุช ดูสิเลือดไหลแล้ว ไม่เจ็บมือบ้างหรือไงนะ” ร่างผอมบางที่วิ่งตามหลังมาติดๆ ร้องห้ามพลางทำหน้าหวาดเสียว เมื่อเห็นหลังมือของอีกฝ่ายแตกเป็นแผลมีเลือดไหลออกมา “ถ้ายายมาได้ยินนุชด่าก็จะถูกดุอีกนะ” “ยายไม่ได้อยู่ตรงนี้จะกลัวไปทำไมล่ะ โอ๊ย! ไอ้มดแดงบ้า กัดอยู่ได้” คนกำลังด่าและชกต่อยต้นมะม่วงอย่างเมามันหันมาเถียงพลางสะบัดมือเร่าๆ เพราะถูกมดแดงที่อยู่ตามต้นกัดเอา “ขึ้นไปหายายบนเรือนกันเถอะ” เด็กหญิงอรุณรัศมีเอ่ยชวนยิกๆ ดวงหน้าเล็กๆ เหยเกเหมือนจะร้องไห้ ส่วนคนชกต้นมะม่วงก็ดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกเจ็บ เมื่อเห็นเลือดไหลซึมออกมาพร้อมทั้งยังสูดปากดังลั่นเพราะถูกมดแดงกัด จึงเลิกชกแล้วตรงเข้าคว้าข้อมือบางของคนขี้แยพาเดินแกมวิ่งตรงไปยังเรือนหลังใหญ่เบื้องหน้าของเด็





