Se connecter**Warning**
1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น
2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม
3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
|
|
Imperative Mama คุณแม่จำเป็น
EP.6 แล้วมันจะมีความหมายอะไร
.
.
“พี่รินทร์ไหวเปล่าเนี่ยวันนี้ดูเพลีย ๆ นะ”
ส้มสังเกตเพื่อนร่วมงานมาสักพักแล้วว่าดูสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไรก็อดเอ่ยถามเพราะความเป็นห่วงไม่ได้ เพราะตอนนี้อินสภาพเหมือนคนไม่มีสติอยู่กับตัว
“ไม่เป็นไร พอดีเมื่อคืนพี่นอนดึกไปหน่อยนะ”
“นั่งก่อนก็ได้นะพี่เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง” เจ๋งเดินมาคว้าไม้ถูพื้นมาถือไว้เองเพื่อให้อินเดินไปนั่งพัก
“อื้อ ขอโทษนะ พี่พักแค่แป๊บเดียว เดี๋ยวพี่เอาขยะไปทิ้งให้นะ”
“ไม่เป็นไรพี่รินทร์ไม่ต้องคิดมากนะ เจ๋งมันทำได้อยู่แล้ว”
“ครับ ๆ เชิญสาว ๆ นั่งพักกันก่อนได้เลยครับ”
ส้มได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกับอินที่เห็นเพื่อนร่วมงานอายุน้อยกว่าพูดเล่นกันแบบนี้ประจำแต่ก็ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี
“แล้ววันนี้จะไปรับเด็ก ๆ ไหวมั้ยพี่รินทร์ เอางี้เดี๋ยวส้มทำน้ำหวานให้พี่รินทร์ดื่มหน่อยดีกว่าจะได้สดชื่น” ส้มมองอินแล้วก็ยิ่งเป็นห่วงเพราะหน้าเพื่อนรุ่นพี่ดูซีดลงเรื่อย ๆ
“ขอบคุณนะส้ม”
“ใกล้ถึงเวลาเด็ก ๆ เลิกเรียนแล้ว พี่รินทร์กลับบ้านพร้อมเด็กเลยเหอะ เดี๋ยวผมบอกพี่กฤษณ์ไว้ให้จะได้พักผ่อน”
“ขอบคุณนะทั้งสองคน เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่มาชดเชยให้นะ”
“คิดมากหน่าพี่รินทร์ ช่วย ๆ กัน”
“ใช่ครับ ถ้าพี่รินทร์ไม่ยอมพักเดี๋ยวป่วยหลายวันพวกผมก็แย่อะดิ”
เจ๋งพูดทีเล่นทีจริงพร้อมกับหัวเราะแต่ก็โดนส้มทุบหลังไปหนึ่งทีเพราะพูดอะไรไม่เข้าท่า และนั่นก็เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏขึ้นมาบนหน้าของอินที่ซีดเซียวอยู่เกือบทั้งวันได้
ติ๊ง!!
อยู่เสียงโทรศัพท์ของดารินทร์ก็ดังขึ้นอินจึงหยิบขึ้นมาเพื่อเช็กดู แต่พออินสังเกตที่ชื่อกับเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก อินขมวดคิ้วลองคิดดูให้ดีว่าในความทรงจำของดารินทร์จำเบอร์ที่ส่งข้อความมาให้ได้หรือเปล่า แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะคิดออก
Line Chat
Unknow : น้องรินทร์วันนี้ก็ไม่โผล่มาที่บ่อนเลยน้า จะไม่ให้พี่คิดว่าหนีหนี้ได้ยังไง บ้านเธอพี่ก็รู้จัก คิดว่าโรงเรียนลูกของน้องรินทร์พี่จะไม่รู้จักเหรอ รีบจ่ายก่อนที่อะไร ๆ จะเกิดขึ้นดีกว่านะ ถ้าไม่ได้มาเป็นลูกค้ากันยาวๆ พี่ก็ไม่มีเหตุผลให้ใจดีกับน้องรินทร์นะจ๊ะ รีบคิด พี่ให้เวลาสามวันนะคนสวย
“พี่ขอไปรับลูกก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกันนะ” อินร้อนใจเพราะกลัวว่าคนที่เป็นเจ้าของข้อความจะทำตามสิ่งที่ส่งมาบอกกับเขาจริง ๆ ที่โรงเรียนของเด็ก ๆ
“ไปเลยพี่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวบอกพี่กฤษณ์ให้ครับ”
“ขอบคุณนะ”
.
.
หลังจากไปรับเด็กมาจากโรงเรียนแล้วอินก็เบาใจที่พวกนั้นยังไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ส่งข้อความมาบอก อินพาเด็ก ๆ นั่งแท็กซี่มาจนถึงที่พัก ก่อนจะจูงมือเด็กแฝดเพื่อขึ้นไปพักผ่อน
“มะม๊าวันนี้ไม่ไปที่ทำงานเหรอ ไพลินอยากกินหนม”
“วันนี้ม๊ากลับก่อนน่ะลูก”
“ม๊าไม่สบายหรือเปล่าครับ มือม๊าเหงื่อออกเยอะเลย” เพทายที่กุมมือม๊าอยู่แต่รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่ฝ่ามือของม๊าขึ้นมาจนเด็กน้อยแอบกังวล
“ไม่เป็นไรครับลูก ม๊าแค่นอนน้อยไปหน่อย”
“มะม๊าจะมีคนไม่ดีมากอีกมั้ย”
อินใจกระตุกวูบเด็กน้อยทั้งสองคงจะกลัวอยู่ไม่น้อยเลยจากเหตุการณ์เมื่อวาน และยิ่งสีหน้าของไพลินตอนที่ถามคนเป็นแม่อินยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
บ้านควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยแต่กลับต้องมานั่งกลัวเวลาที่กลับมาถึง ชวนให้อินคิดถึงบ้านที่ตัวเองเคยอยู่มันเคยทำให้อินกลัวทุกครั้งตอนที่กลับไปถึงเช่นกัน
“ไม่มีครับลูก ไม่มีใครมาอีกแล้ว”
“จริงน้าไพลินกลัว”
อินเหมือนมีก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอ แต่ก็ต้องพยายามกลั้นมันเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เด็ก ๆ กังวล
“ไม่ต้องกลัวนะ เค้าจะอยู่กับตัวเอง”
เมื่อเดินมาจนถึงหน้าประตูอินหยุดเพื่อไขกุญแจห้องเข้าไป อินปล่อยมือออกจากแฝดคนพี่แต่ความอบอุ่นก็ไม่ได้จากไปไหนนานเมื่อแฝดคนน้องยื่นมือเล็กเข้าไปจับมือพี่ตัวเองไว้แทนม๊า
“อื้อ อยากให้ป๊าอยู่ด้วยจัง” ไพลินเบะปากน้อย ๆ พร้อมกับพูดความในใจออกไป
“ไม่เอาหน่าตัว รีบเข้าห้องกัน ม๊าน่าจะง่วงแล้ว”
เพทายมองหน้าที่ไม่ค่อยมีสีของม๊าแล้วก็คิดว่าม๊าอยากพักผ่อนแล้วจึงเร่งให้คนพี่ที่ดูกลัว ๆ ก้าวเข้าห้องไป
“ลูกทำการบ้านกันก่อนนะครับ เดี๋ยวตอนเย็นม๊าทำข้าวเย็นให้กิน ม๊าขอพักสายตาก่อนนะลูก”
อินรู้สึกเพลียมากจริง ๆ และคิดว่าตัวเองต้องการการพักผ่อนก่อนจะทำอาหารเย็นให้ลูก จึงเอ่ยบอกให้ลูก ๆ ดูแลตัวเองไปก่อน แล้วจึงเดินเข้าไปเพื่อนอนให้ห้องนอนของตัวเอง เมื่อเห็นว่าลูก ๆ กำลังนั่งทำการบ้านด้วยกันที่ห้องรับแขก
.
.
17.30 น.
“ตัวเค้าหิวแล้ว มะม๊ายังไม่ตื่นเลยทำไงดี”
“เดี๋ยวเค้าลองเข้าไปปลุกม๊าก่อน ตัวไปกินหนมก่อนได้มั้ย”
“อื้อ โอเค”
ว่าแล้วไพลินก็วิ่งไปที่ตู้เย็นเพื่อหานมกินไปก่อน ในขณะที่เพทายเดินไปที่ห้องม๊าเพื่อปลุกม๊าเพราะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว แต่มาก็ยังไม่มีวี่แววว่าม๊าจะออกมาจากห้องนอนเลย
“ม๊าครับ ยังไม่ตื่นเหรอครับ”
เพทายเดินเข้าไปใกล้ม๊าก่อนจะเอื้อมมือเล็กไปสะกิดม๊าเบา ๆ แต่เด็กน้อยก็ต้องตกใจและขมวดคิ้วเพราะความสงสัยเมื่อรู้สึกได้ถึงความร้อนจากตัวของม๊า
“อืออออ” อินขยับตัวเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตามองที่มาของสัมผัสอยู่ข้าง ๆ เตียง
“ม๊าไม่สบายเหรอครับ”
“กี่โมงแล้วครับลูก” อินขยับตัวลูกขึ้นจากเตียงแต่ก็ยังรู้สึกปวดหัวอยู่
“จะหกโมงแล้วครับม๊า”
“แย่แล้วม๊าหลับยาวไปหน่อย หิวกันหรือยังครับลูก” อินว่าพร้อมกับขยับตัวลุกออกจากเตียงเพื่อจะได้ไปเตรียมอาหารให้เด็ก ๆ กิน
อินพยายามยันร่างที่รู้สึกปวดเมื่อยให้ลุกขึ้น แต่ทันทีที่เท้าแตะลงพื้นก็ต้องเซล้มลงไปที่เตียงอีกครั้ง พร้อมกับยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมขมับเพราะรู้สึกปวดหัวไปหมด
“ม๊าเป็นอะไรมั้ยครับ”
“วันนี้ม๊าคงจะทำกับข้าวให้ไม่ไหวแล้ว เอาเป็นว่าเราสั่งอะไรกินกันดีกว่านะลูก”
“ครับม๊า” ว่าแล้วอินก็ลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์เพื่อโทรสั่งอาหารให้เด็ก ๆ ที่ตอนนี้น่าจะหิวกันมากแล้ว
“ม๊า!!!”
แต่ยังไม่ทันที่อินจะได้โทรออกไปไหนร่างทั้งร่างก็รู้สึกหนักอึ้ง พลางสติก็ค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างกายที่ล้มลงไปกับพื้น ทำเอาเพทายที่เห็นภาพม๊าล้มลงไปต่อหน้าต่อตานั่นรีบเข้าไปหาม๊าทันที
“ตัวทำไมเสียงดัง มะม๊า!!!!”
“ตัวม๊าน่าจะไม่สบาย”
“แงงงง ทำไงดี มะม๊าร้อนนนนน”
แฝดคนพี่แตะไปที่ตัวมะม๊าก่อนจะรับรู้ได้ถึงความร้อนที่เกิดขึ้นที่มือเล็ก ๆ นั้นจนเกิดความกังวลว่ามะม๊าจะเป็นอะไรหรือไม่และเริ่มปล่อยโฮออกมาเพราะกลัวมะม๊าจะไม่ยอมตื่นตามประสาความคิดของเด็ก
“ตัวไม่ร้อง เดี๋ยวเค้าโทรหาป๊าก่อน”
“อื้ออ โทร..ฮึก..หาปะป๊า”
ไพลินเช็ดน้ำตาที่เปื้อนไปทั่วใบหน้าเล็กแถมน้ำมูกก็เริ่มออกมาที่ปลายจมูกน้อย นั่งรอให้เพทายโทรหาคนเป็นพ่ออยู่ข้าง ๆ ตัวมะม๊าที่ตอนนี้ไม่มีสติ
.
.
โรงพยาบาล
อินค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่หมดสติไปนาน ตาเรียวสวยกะพริบถี่ ๆ เป็นการปรับให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติก็พบว่าตัวเองไม่ได้นอนอยู่บนเตียงที่ห้องนอนของตัวเอง
“ตื่นแล้วเหรอ”
“พี่พิชญ์”
“ดูแลตัวเองยังไง ถึงได้ป่วยจนลูก ๆ ต้องเป็นฝ่ายดูแลเธอซะเอง”
พ่อของลูกเอ่ยเสียงแข็งทันทีที่เห็นคนป่วยได้สติ บอกตรง ๆ ว่ายิ่งเห็นหน้าคนคนนี้ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิด แม้หลัง ๆ มานี้ดูจะมีจิตสำนึกขึ้นมาบ้างก็ตาม
“ขอโทษครับ พอดีผมนอนน้อยไปหน่อย”
“ทำไมนอนน้อยได้ล่ะ หรือตอนกลางคืนออกไปรับจ๊อบหารายได้เสริมมาใช้หนี้”
อินหันขวับไปมองหน้าคนที่พูดตำหนิตัวเองอย่างแคลงใจ ก่อนจะรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที
“ไม่ใช่นะครับ ผมแค่นอนไม่หลับเพราะมีเรื่องให้คิด”
“เรื่องอะไรล่ะ มีเรื่องที่จะยกลูกให้ฉันอยู่ในหัวเธอบ้างมั้ย”
“คือ..”
“ดารินทร์คิดดูให้ดีเถอะเรื่องนี้ ฉันไม่ได้ต้องการจะเอาชนะอะไรเธอ แต่เป็นเพราะลูกของเราที่ควรได้อยู่ในที่ที่ดี มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งอาหาร การดูแล การเรียน และความปลอดภัย ลองคิดถึงมุมของลูกบ้าง”
“ม๊า / มะม๊า”
อินยังไม่ทันได้ตอบกลับคำถามพ่อของลูกแต่อย่างใด เด็กแฝดทั้งสองก็เข้ามาในห้องผู้ป่วยเสียก่อนพร้อมกับเสียงเรียกด้วยความดีใจที่เห็นม๊าได้สติขึ้นมาแล้ว
“ครับลูก”
“มะม๊า อาวินพาไปกินข้าวมา ไก่ทอดอร่อยมากกกก”
“เหรอครับขอบคุณอาวินกันหรือยังครับ”
“ไม่เป็นไรครับเป็นเรื่องที่ผมต้องดูแลคุณหนูอยู่แล้วครับ”
เลขาหนุ่มยิ้มพร้อมกับมองไปที่เด็กแฝดทั้งคู่อย่างเอ็นดูและคิดถึงลูกตัวเองที่บ้านไปด้วย
“ไม่ได้สิครับ เอ้า เร็วเข้าขอบคุณอาวินเร็วครับ”
“ขอบคุณอาวิน” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กแฝดตัวน้อยทั้งสองรีบเอ่ยปากขอบคุณอาวินตามที่คนเป็นแม่บอก
ทุกการกระทำของคนป่วยอยู่ในสายตาของประธานบริษัทคนเก่งซึ่งหรี่ตาลงมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยปนความแปลกใจไม่น้อย เพราะไม่เคยได้เห็นแม่ของลูกเป็นแบบนี้มาก่อน
การสั่งสอนลูกที่ดูเหมือนจะเป็นไปในทางที่ดี ซึ่งเขาเองก็ไม่เคยได้เห็นแม้จะผ่านเวลามา 5 ปีแล้วที่ปล่อยให้ลูก ๆ อยู่กับแม่ของพวกเขา ไหนจะพฤติกรรมของอีกฝ่ายที่ดูต่างออกไปตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นโดยสิ้นเชิง
แต่ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะปรับปรุงตัวดีขึ้นกว่าเมื่อเดือนก่อนสักแค่ไหน การกระทำที่ผ่านมาของคนตรงหน้าก็ไม่ได้ช่วยให้ความคิดที่มีต่ออีกฝ่ายต่างออกไปจากเดิมเสียเท่าไรนัก
“ม๊าเป็นยังไงบ้างครับ”
“ม๊าไม่เป็นไรแล้วครับแต่คุณหมอบอกให้ม๊านอนที่นี่ก่อนเผื่อมีอะไรฉุกเฉินครับ”
“แล้วมะม๊าไม่ได้กลับบ้านเหรอ ไพลินจะนอนยังไงไม่ได้ฟังเรื่องเล่ามะม๊า”
ไพลินปีนขึ้นไปบนเตียงผู้ป่วยแขนเล็กเอื้อมไปกอดอ้อนแม่อย่างน่าเอ็นดูจนคนถูกกอดต้องกอดตอบอย่างเต็มรัก
“แค่วันเดียวนะครับลูก”
“ตัวอย่ากวนม๊าสิให้ม๊านอนพักก่อน”
“ทั้งสองคนไม่ต้องเถียงกันนะครับเดี๋ยววันนี้ไปนอนกับป๊าก่อนครับ”
จารุพิชญ์ดูเด็กน้อยทั้งสองเถียงกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงห้ามทัพไว้ไม่ให้เถียงกันมากไปกว่าเดิม
“แล้วมะม๊าล่ะปะป๊า”
“ป๊าพาพี่ไปด้วยเลยครับเดี๋ยวผมนอนกับม๊าเอง”
“ไม่อาววววว เค้าก็อยากอยู่กับมะม๊า”
แล้วทั้งคู่ก็เถียงกันเจื้อยแจ้วต่อไปจนทำให้คนเป็นแม่นั่งมองแล้วยิ้มตามเพราะความเป็นห่วงที่ได้รับจากเด็กน้อยทั้งคู่ ถ้ายังเป็นอินในร่างเก่าเวลาเจ็บป่วยแบบนี้คงต้องนอนอยู่เพียงลำพัง แต่ตอนนี้กลับมีคนห่วงใยอยู่ตั้งสองคน มันช่างเป็นอะไรที่ดีจริง ๆ
“แบบนี้ป๊าน้อยใจนะครับ ไม่มีใครอยากไปกับป๊าเลยสิเนี่ย”
“ไม่ใช่นะปะป๊า ไพลินรักปะป๊า แต่วันนี้มะม๊าป่วย ต้องมีคนค่อยเป่าให้จะได้หายไวน้า” ไพลินเปลี่ยนจากกอดมาเป็นมากอดปะป๊าของตัวเองแทนเพราะกลัวคนพ่อจะน้อยใจ
“ไม่เป็นไรครับลูกวันนี้ทั้งสองคนไปนอนกับป๊าก่อนนะครับเดี๋ยวม๊าให้คุณหมอเป่าให้นะครับ”
“ได้ครับม๊า” เพทายตอบอย่างไม่อยากขัดใจม๊า
“ก็ได้ ไพลินนอนกับปะป๊ามีของเล่นเยอะ มีตูนดูด้วย รอบนี้เค้าดูตูนน้าตัว”
“อือ ม๊านอนพักดี ๆ นะครับ”
“วินเดี๋ยวพาคุณหนูไปที่รถก่อนนะผมขอคุยกับดารินทร์สักครู่เดี๋ยวตามไปครับ”
หลังจากที่เลขาพาเด็ก ๆ ที่กอดลาแม่ตัวเองเรียบร้อยแล้วไปที่รถตามคำสั่งของประธานบริษัทเรียบร้อย จารุพิชญ์ก็นั่งมองแม่ของลูกที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาถ้าเป็นแต่ก่อนคงจะเกาะแกะและพูดจากวนอารมณ์เขาไม่หยุดเป็นแน่
“จะเอายังไงดารินทร์ เธอจะให้มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นไปถึงเมื่อไร เธอดูแลตัวเองไม่ได้จนต้องให้ลูก ๆ ค่อยดูแล แล้วไหนจะความไม่ปลอดภัยที่เธอสร้างเรื่องไว้อีก ถามจริง ๆ นะเธอจะเห็นแก่ตัวไปถึงเมื่อไร”
“...”
“เธอจะเอาแต่เงียบไม่ได้แล้วนะดารินทร์ เรื่องนี้ฉันใจดีกับเธอมามากแล้ว ฉันเห็นว่าช่วงนี้ดูแลลูก ๆ ดีมากขึ้น งั้นก็ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ให้ดี ๆ ว่าเป็นผลดีกับพวกเขามากแต่ไหน แล้วตัดสินใจเลือกทางที่ดีต่อลูก ๆ สักที ฉันขอร้องเธอล่ะ”
“...” อินทำได้แค่คิดตามสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผล แต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองยังตัดสินใจอะไรไม่ได้
“เธอนี่มัน...เอาเถอะถึงแม้ว่าครั้งนี้เธอจะไม่ยอมทำตาม ฉันก็คงจะใช้กฎหมายจัดการเรื่องนี้จริง ๆ จัง ๆ สักที เอาเป็นว่าฉันจะให้เวลาเธอคิดระหว่างที่พักอยู่โรงพยาบาล แล้วถ้าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรขอคำตอบให้ฉันด้วย”
ก่อนจะหันหลังออกไปจากห้องผู้ป่วย เขามองคนที่เอาแต่กุมมือตัวเองอยู่บนเตียงแล้วไม่ยอมพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย จนเขาต้องส่ายหัวเพราะหมดปัญญาที่จะพูดให้อีกฝ่ายเข้าใจ จึงแล้วเดินออกจากห้องไป
“เฮ่อ..คนอะไรดุชะมัดหน้าตาก็ดีทำไมไม่ยิ้มแย้มสักหน่อย” อินได้แต่บ่นกับตัวเอง และถอนหายใจอย่างโล่งอกที่อีกฝ่ายออกไปจากห้องพักแล้ว
Unknow : น้องรินทร์หนีไปแล้วเหรอ
Unknow : พี่มาหาที่คอนโดก็ไม่เจอ
Unknow : คิดว่าจะหนีพ้นเหรอครับ
Unknow : น้องติดต่อกลับด้วยล่ะ ไม่งั้น
Unknow : พี่ไม่รับประกันความปลอดภัยของลูก ๆ น้องน้า
อะไรกันนักนะชีวิตที่ได้อยู่ในร่างนี้ อินคิดตำหนิตัวเองในใจที่ไปขออะไรแปลก ๆ ก่อนจะฆ่าตัวตาย ไอ้ที่ว่าอยากจะเป็นคนอื่นสักครั้งนั่นน่ะ ไม่รู้ว่ามันต้องทำให้ได้มาเจอเรื่องแบบนี้หรือเปล่า และมันดูเหมือนจะมีอยู่เรื่องเดียวที่เป็นเรื่องดี ๆ คือการได้เจอเด็ก ๆ ที่น่ารัก
แต่ก็ดูเหมือนว่าอินต้องปล่อยมันไปเสียแล้ว จะให้เด็ก ๆ มาอยู่กับตัวเองทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ของอินในตอนนี้ไม่ดีสักเท่าไร อินได้แต่คิดว่าคงหมดเวลาแล้วสินะ เวลาที่ได้ใช้ชีวิตแบบมีคนที่รักเราแบบไม่มีเงื่อนไขสักครั้ง
“ถ้าเรามาอยู่ในร่างที่มีฐานะก็คงจะดี..หึ..เรานี่มันโลภจริง ๆ ”
อินนึกตำหนิตัวเองในใจทั้ง ๆ ที่คิดอยากตายแท้ ๆ แต่กลับมาเรียกร้องให้ได้ร่างกายที่ดีกว่าตอนนี้งั้นเหรอ ไม่รู้จักพอจริง ๆ เลยอินเอ๊ย
ขอโทษนะดารินทร์เราคงรักษาลูกของเธอไว้ไม่ได้ แต่มันก็เป็นทางที่ดีที่สุดแล้วที่ให้เด็ก ๆ ไปอยู่กับพ่อของเขา แล้วเธอเองก็ได้ปลดหนี้ที่เป็นต้นเหตุให้ชีวิตเธอเกือบจบลงแล้วด้วย อย่างน้อยเธอก็น่าจะยกโทษให้ฉันตอนเธอกลับมานะดารินทร์
Line Chat
ดารินทร์ : พี่พิชญ์ครับผมตกลงครับ
จารุพิชญ์ : ดีมาก พรุ่งนี้เจอกัน
หลังจากได้ข้อสรุปให้กับตัวเองแล้วอินก็ตัดสินใจว่าจะให้ทุกอย่างเป็นประโยชน์แก่เด็ก ๆ ที่สุดและทางที่ดีก็คงเป็นทางนี้เท่านั้น
“กลับมาตัวคนเดียวอีกแล้วสิเรา”
.
.
ร้านคาเฟ่
“พี่รินทร์มาแล้วเหรอเป็นไงบ้างพี่ ถึงขั้นเข้าโรงพยาบาล”
หลังจากที่กฤษณ์ไปรับอินมาจากโรงพยาบาลเพราะเจ้าตัวรบเร้าจะไปรับให้ได้ ก็มาแวะมาที่คาเฟ่ทันทีเพราะอินนัดกับคนที่ต้องเจอไว้ที่นี่นั่นเอง
“ไม่เป็นไรแล้วแค่พักผ่อนน้อยน่ะ โจไปไหนล่ะส้ม”ด
“มันไปส่งน้ำบนตึกพี่ แล้วทำไมไม่กลับบ้านก่อนอะพี่รินทร์ หรือบอสใช้งานเหรอ”
“ส้มน้อย ๆ หน่อยผมไม่ใช่คนใจร้ายครับ”
“แฮะ ๆ ส้มหยอกเล่นค่า”
“พี่กฤษณ์ไม่ได้เรียกใช้หรอกแต่พี่มีธุระที่นี่พอดีน่ะ”
“อ๋อ งี้นี่เอง งั้นวันนี้พี่รินทร์ก็เป็นลูกค้าอะสิ รับชาไทยเพิ่มวิปเหมือนเดิมมั้ยคะ”
“อื้อ ขอบคุณนะส้ม” อินหัวเราะกับท่าทางที่ร่างเริงของส้มก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะในร้านเพื่อรอเจอกับคนที่นัดไว้
“ถ้าสั่งอะไรก็สั่งได้เลยน้องรินทร์พี่ไม่เก็บเงิน สวัสดิการพนักงานครับ”
“ไม่ได้สิครับสวัสดิการร้านมันวันทำงาน แต่วันนี้ผมไม่ได้ทำงานให้เป็นลูกค้าสักวันเถอะนะครับ”
“ฮ่า ๆ ..เอางั้นก็ได้ครับ คุณลูกค้าตามสบายนะครับ”
“พี่กฤษณ์ก็”
อินนั่งรอที่โต๊ะอย่างช่างใจ เมื่อรู้ดีว่าเวลาที่จะได้อยู่กับเด็ก ๆ กำลังจะหมดไปแล้วเขาก็ยิ่งวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย จะเป็นยังไงกันนะถ้าไม่มีเด็ก ๆ แล้ว
กริ๊ง!!
“สวัสดีค่ะคุณลูกค้า”
อินหันไปตามเสียงกระดิ่งที่ดังขึ้นจากหน้าทางเข้าร้านแล้วก็ใจเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ เมื่อเห็นร่างสูงเดินเข้ามาหาตัวเองด้วยใบหน้าที่ตึงเครียด แต่ใบหน้าของเขาก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอดเว้นแต่ตอนอยู่กับลูก ๆ เท่านั้นที่จะยิ้มแย้มให้ได้เห็น
“รับไปอ่านสิ” มาถึงพ่อของลูกตรงหน้าก็ไม่รอช้าส่งเอกสารการยกสิทธิ์เลี้ยงดูบุตรให้กับตัวเองไปให้แม่ของลูกอ่านทันที
“ครับ”
“วินไปสั่งเครื่องดื่มรอผมก่อนนะครับ คงอีกสักพัก”
เมื่อเห็นท่าทางที่คนตรงหน้ากำลังอ่านเอกสารอย่างขะมักเขม้นก็รู้ทันทีว่าน่าจะใช้เวลาพอสมควร ในตอนแรกเขาคิดว่าคนอย่างดารินทร์จะไม่อ่านเสียอีก
“ถ้าเจอต้องไปเจอที่คอนโดพี่พิชญ์เหรอครับ”
“ใช่ เอาตามตรงคือฉันไม่ไว้ใจเธอ ไม่รู้ว่าเธอคิดจะเอาลูก ๆ ฉันหนีไปหรือเปล่า”
“ผมไม่ทำแบบนั้นหรอกครับ”
“ใครจะรู้ เธอก็ลองคิดดูสิว่าอะไรทำให้เรามีลูกด้วยกัน ไม่ใช่เพราะคนแบบเธอรึไง”
จะว่าไปแล้วดารินทร์ก็ร้ายใช่เล่น การเจาะถุงยางนั้นเป็นอะไรที่ไม่แปลกเลยทำไมเขาถึงไม่ไว้ใจ ดูเหมือนว่าทุกอย่างคงเกิดขึ้นเพราะตัวเธอเองนะดารินทร์
“ครับ”
“จำนวนเงินที่ฉันจะให้ เธอคงไม่ติดใจอะไรใช่มั้ย”
อินไล่สายตาไปตามเอกสารแล้วก็ตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นเงินจำนวนกว่า 1,000,000 บาท นี่มันเยอะมากทีเดียว หากใช้ชีวิตตามแบบเดิมของตัวเองไม่รู้ว่าจะหาได้เท่านี้หรือเปล่า
“มันมากไปหน่อยมั้ยครับ”
“หึ..จะเล่นบทคนดีรึไง เมื่อก่อนเธอเรียกร้องมากกว่านี้อีก”
“เอ่อ..ครับ”
“ใช้ชีวิตให้ดีด้วยนะดารินทร์ ไม่งั้นเธอก็ต้องวิ่งหนีอยู่แบบเดิม หรือเอาตัวเข้าแลกเพื่ออะไรสักอย่างไม่รู้จักจบ”
“ผมไม่ได้ทำแบบนั้นสักหน่อยครับ”
อินปฏิเสธพลางบุ้ยปากไม่พอใจไปด้วยเมื่อคนตรงข้ามไม่ว่าจะเจอกันทีไรก็พูดจาดูถูกเขาอยู่ได้ทุกครั้งไปจนน่าหงุดหงิด
“หึ..อย่ามาทำตัวน่ารักหน่อยเลย ฉันไม่ใจดีกับเธอหรอก”
“ก็ไม่เคยใจดีอยู่แล้วนิครับ”
“เถียงแบบนี้ค่อยเหมือนตัวจริงหน่อย เอาล่ะอ่านเสร็จก็เซ็นซะ”
“ครับ แต่ผมมีเรื่องจะขอสักอย่าง”
“อะไรอีกละ”
“ผมขออยู่กับลูกวันเสาร์อาทิตย์นี้ได้มั้ยครับ รับรองผมไม่พาหนีแน่นอนครับ นะครับ”
อินเสียงอ่อนเสียงหวานอ้อนขอร้องให้คนตรงหน้าให้อนุญาตหลังจากเซ็นเอกสารไปแล้วได้ไม่นาน
“ก็ได้ แต่อย่าคิดทำอะไรแปลกล่ะ”
“ครับ ขอบคุณครับ”
ร่างเล็กตรงหน้ายิ้มร่าขึ้นมาอย่างไม่เก็บอาการดูเหมือนจะชอบใจเป็นอย่างมากที่เขาอนุญาตให้อยู่กับลูก ๆ ทำอย่างกับรักลูกมากขนาดนั้น ทั้งที่ที่ผ่านมาทิ้งขว้างให้คนดูแลเลี้ยงอย่างไม่ไยดี อย่างกับไม่ใช่ดารินทร์ที่เขารู้จัก
หลังจากที่เสร็จธุระแล้วอินก็ขอตัวกลับบ้านเพื่อไปรอรับเด็ก ๆ ที่คอนโดและนี่เป็นโอกาสเดียวที่เหลืออยู่ จะได้ใช้เวลาเพื่อรับความรักจากเด็ก ๆ อย่างเต็มที่ก่อนที่การมาอยู่ในร่างนี้
จะไม่มีความหมายอะไรเลย..
.
.
.
to be continued..
.
.
.
ฝากติดตามด้วยนะคะ
*Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||15 ปีผ่านไป“เราชอบเธอนะ” เด็กชายรุ่นราวคราวเดี๋ยวกันกับเด็กหญิงเดินออกมาจากมุมตึกก่อนจะยื่นดอกกุหลายหนึ่งดอกที่ตัวเองเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นดอกที่สวยที่สุดในร้านเพื่อนำมาส่งมองให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบมองมากว่าหลายเดือน“เดี๋ยวก่อนไอ้น้อง จะมาขอสาวเป็นแฟนทั้งทีใช้ดอกกุหลาบดอกเดียวเนี่ยนะ” ว่าแล้วหนุ่มหล่อคนหนึ่งก็คว้าดอกกุหลาบในมือเด็กชายไปถือเองอย่างถือวิสาสะและพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างขบขัน“อายุเท่าไร ให้เดานายคงซื้อดอกไม้ด้วยเงินค่าขนม กลับไปตั้งใจเรียนเถอะ” หนุ่มหล่ออีกคนที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่แตกต่างกันที่คนนี้ใส่แว่นตาจนหนาเตอะแต่สายตากลับเฉือดเฉือนคนได้มองราวกับเป็นผู้คุมกฏมาจากไหนและมันก็ทำให้เด็กชายกลัวจนวิ่งหนีหายไปทันที“หยุดเลยนะพี่ไพลินพี่เพทาย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับหนูไง หนู 17 แล้วนะโตแล้ว”“กล้าจะโตนะหนูพร้อมรัก ยังต้องเอาตุ๊กตาเน่าใส่กระเป๋ามาเรียนอยู่เลยนี่ไง” ไพลินไม่ว่าเปล่าคว้าไปหยิบตุ๊ก
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||2 ปีผ่านไป“ม่าย ๆ ม่ายเพาะเอา เอาขวด ๆ ” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กงอแงเรียกชื่อตัวเองเป็นคำว่า เพาะ เพราะยังพูดไม่ค่อยชัดมากนัก“น้องพร้อมรักไม่แง ๆ น้า เดี๋ยววันพรุ่งนี้ม๊าให้กินแบบขวดนะครับ” อินกำลังตกลงความเห็นที่ไม่ลงตัวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้านเพราะด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนเล็กทุกคนเลยพร้อมจะตามใจ คงมีแต่อินที่ต้องพยายามดัดนิสัยอยู่บ้างบางครั้งเพราะกลัวว่าจะโตไปเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น่ารัก“ม่ายน้าม๊า ขวด”“คุณรินทร์ครับเดี๋ยวผมออกไปซื้อที่สาขาอื่นให้นะครับ” คนขับรถเองก็เห็นท่าทางเบะจะร้องไห้ของคุณหนูตัวน้อยก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ และเขาก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นคุณหนูเศร้าใจก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างที่เด็กตัวน้อยต้องการจนหมด“ไม่เป็นไรครับลุงสมชายเดี๋ยวผมจัดการเองครับ” แต่อินก็ยังตั้งมั่นว่าจะต้องจัดการกับเด็กเอาแต่ใจคนนี้ให้ได้ ไม่งั้นลุงสมชายต้องเดือดร้อนออกไปหาซื้อให้อีก“แล้วจะได้เหรอครับ ดูเบะมากเลยนะครับนั่
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 2สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล||“ใกล้คลอดเข้าไปทุกที ให้เมียแกลงมานอนข้างล่างซะ” คนที่ทำเหมือนไม่สนใจคนท้องแก่แต่กลับใส่ใจกว่าที่คิดเอ่ยปากบอกลูกชายให้พาเมียลงมานอนห้องข้างล่างเพราะเห็นคนท้องขึ้นบันไดทุกวันแล้วพานให้เธอหงุดหงิด“ผมให้ป้าดาวจัดการแล้วครับ”“ดี เธอก็เดินเหินให้มันระวัง ไม่ใช่คิดน้อยอยากจะขยับไปไหนก็ทำ”“ครับ” อินตอบรับยิ้ม ๆ เพราะรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณย่าเด็กแฝดอีกครั้ง“มะม๊าขอไพลินฟังเสียงน้องหน่อยไพลินจะไปเรียนแล้ว” เด็กตัวน้อยจัดการทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก่อนจะวิ่งมาหาคนเป็นแม่และเอาใบหน้าเล็กแนบไปกับหน้าท้องกลมนูนเต็มที่ของมะม๊าเช่นทุกวัน“ม๊าหนักมั้ยครับ” เพทายถามม๊าด้วยความเป็นห่วงและแน่นอนว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ถามมะม๊าแบบนี้ทุกวันเช่นกัน“ม๊าไม่เป็นไรครับ เพทายไม่ต้องห่วงม๊าน้า” อินว่าพร้อมลูบหัวลูกปรอย ๆ“ไปกันครับเด็กแฝด ฉันไปก่อนถ้ามีอะไรรีบโทรบอกทันทีเลยนะ”“ครับพี่พิชญ์” ก่อนออกไปจารุพิชญ์ก้มลงหอมขมับเล็กเบ
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน|ตอนพิเศษ 1 พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่|“กังวลอะไรขนาดนั้น” จารุพิชญ์เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กปรอย ๆ เพื่อเป็นการปลอบคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าคิดไม่ตกตั้งแต่รู้ว่าต้องเข้าบ้านใหญ่เลิศศิริกุล“ก็คุณแม่พี่พิชญ์ไม่ชอบใจผมเอามาก ๆ นิครับ ก็เลย..” อินพูดด้วยใบหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับแม่ของอีกฝ่ายแล้วก็อดคิดมากไม่ได้ เจอกันทุกครั้งเขาไม่เคยมีเรื่องราวดี ๆ เลย จะไม่ให้กังวลก็คงแปลก“เดี๋ยวนอนแค่วันนี้แล้วค่อยหาที่อยู่ใหม่กันดีมั้ย” แม้เพียงสักนิดเขาก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กกังวลเรื่องอะไรก็ตาม“ไม่เป็นไรครับพี่พิชญ์เองก็บอกแล้วว่าคุณย่าติดเด็กแฝดไปแล้ว ผมไม่อยากให้เธอคิดมาก” ในเมื่อเขาตั้งใจจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับพ่อของลูกแล้วจะเอาแต่ความสุขตัวเองก็คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป อินจึงตั้งใจจะอดทนอยู่กับคนที่เรียกได้ว่าเป็นคุณย่าของเด็ก ๆ ให้ได้ เพราะบ้านนี่ยังไงก็เป็นที่ของเด็กแฝดและตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาด้วย อินจึงทำใจสู้เพราะเรื่องที่หนักกว่านี้ก็
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 38 ~การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว..“พี่รินทร์ลาเต้โต๊ะสองหวานน้อยเพิ่มหนึ่งจ้า พี่รินทร์ พี่” ไมโลเรียกอินเป็นครั้งที่สามแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้สติ เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกร้านราวกับว่ากำลังรอใครอยู่“โทษทีจ่ะ ลาเต้หวานน้อยนะ” จนเจ้าหนูไมเดินเข้าไปสะกิดร่างเล็กถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา และได้เริ่มทำเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง“จ่ะพี่รินทร์” ไมโลตอบรับก่อนจะสังเกตท่าทางไร้ชีวิตชีวาของผู้จัดการร้านตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสถามออกไปเพราะลูกค้าเข้าร้านมาเรื่อย ๆ จนเจ้าหนูจำไมนึกหงุดหงิดในใจต้องเก็บความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย อยากใส่ใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพักกลางวันที่ไมโลเป็นคนจัดหาและตัดสินใจเลือกอาหารการกินแทนเพื่อนร่วมงานเพราะถามอะไรก็บอกแต่ว่าแล้วแต่ ๆ จนความหนักใจมาอยู่ที่เจ้าไม จึงออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสตรงข้ามร้าน พอกินเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์เรื่องที่อยากใส่ใจของไอ้ไมสักที“พี่รินทร์ ที่พี่เหม่อมาเป็นอาทิตย์เพราะคิดถึงคุณค
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 37 ~อยากมีเธออยู่ในชีวิต..7.30 น.ร้านคาเฟ่สาขานนทบุรีหลังจากที่หนีพ่อของลูกขึ้นไปบนห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องด้านบนจนเช้า และจะได้เวลาต้องเปิดร้านแล้ว อินจึงเดินลงมาเพื่อจัดการความเรียบร้อยในร้าน ขณะมือเล็กกดเปิดสวิตช์ไฟจนร้านสว่างจึงเห็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาอินไม่ได้พักอยู่ในร้านนี้คนเดียว“พี่พิชญ์ทำไมยังนอนอยู่ที่นี่ครับ”“อื้อ ตื่นแล้วเหรอ” จารุพิชญ์งัวเงียลุกขึ้นนั่งที่โซฟาตัวเดิมกับที่ตัวเองใช้เป็นเตียงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนที่มือหนาจะคว้าจับมือเล็กที่พยายามสะบัดออกแต่โดนคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปหาและใบหน้าหล่อก็ซบลงที่หน้าท้องนูนราวกับคนละเมอที่ยังไม่ตื่นเต็มตา“พี่พิชญ์ทำอะไรครับ” อินพยายามขยับตัวหนีแต่สู้แรงไม่ได้แม้จะเอามือเล็กขึ้นมาแกะอ้อมแขนของคนพี่ออกก็ยังทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก“คิดถึง” คำที่ได้ฟังเมื่อวานถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้อินทนมันได้แล้ว“พี่พิชญ์ปล่อยผมเถอะครับ” จนอินไร้หนทางสู้และจึงเอ่ยบ







