Accueil / วาย / Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg) / ตอนที่ 7 เป็นป๊าเต็มเวลาง่ายนิดเดียว

Share

ตอนที่ 7 เป็นป๊าเต็มเวลาง่ายนิดเดียว

last update Dernière mise à jour: 2026-01-05 20:35:17

**Warning**

1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น

2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม

3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

|

|

Imperative Mama คุณแม่จำเป็น

EP.7 เป็นป๊าเต็มเวลาง่ายนิดเดียว

.

.

สองอาทิตย์หลังจากที่ส่งคืนลูกให้คนเป็นพ่อโดยแท้จริงแล้ว แม่ที่เป็นเพียงแค่ร่างกายแบบอินก็ได้แต่นั่งคิดถึงเด็กน้อยทั้งสองซึ่งเคยอยู่ด้วยกันเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา โดยพยายามทำใจไม่ให้คิดอะไรนอกเสียจากใช้ชีวิตให้ดีเพื่อรอเจ้าของร่างกลับมาเอาร่างกายนี้คืนไป

อินยังคงไปทำงานตามปกติโดยไม่ต้องไปรับลูก ๆ ที่โรงเรียน ทำได้แค่โทรหาเด็ก ๆ เป็นบางครั้ง นอกเสียจากวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดของร้านถึงได้เจอเด็ก ๆ บ้าง แต่ก็ต้องไปเจอที่คอนโดของคนเป็นพ่อ ทำให้ได้พบกับจารุพิชญ์ไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอีกฝ่ายก็เอาแต่มองตัวเองอยู่กับเด็กทั้งสองด้วยสายตาจับผิดแล้วก็เดินเข้าห้องทำงานไป

และนั้นเป็นเหตุที่อินมาทำงานในเช้าวันจันทร์ด้วยอาการไม่ค่อยจะสดใสเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ควรดีใจแท้ ๆ ที่ได้อยู่กับเด็กแฝดที่ไม่ได้เจอตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา

“พี่รินทร์น้ำจะล้นแล้วนะ”

“อ๊ะ โทษทีพี่คิดอะไรเพลินไปหน่อย” 

อินได้สติหลังจากที่ส้มเอ่ยทักเมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานเปิดน้ำล้างแก้วทิ้งไว้แต่มือไม่ได้ขยับเอาแต่เหม่อจนน้ำแทบนองออกจากซิงค์ล้างแก้วตรงหน้า

“คิดถึงลูกอะดิพี่ เคยอยู่ด้วยกันตลอดไง”

“ก็นิดหน่อย แต่ก็ยังดีได้เจอทุกวันอาทิตย์ แล้วก็ได้โทรหาทุกเย็น”

“แต่ก็ไม่เหมือนอยู่ด้วยกันไงพี่” เจ๋งพูดแย้งออกมาขณะนั่งพักหลังช่วงเช้าของวันผ่านไปแล้ว

“ก็ใช่ แต่ให้อยู่กับพ่อเขาก็ดี เขาน่าจะมีทุกอย่างให้ลูก ๆ มากกว่าพี่”

“ก็ดีหรอกพี่ แต่ได้อยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูกก็ไม่ดีกว่าเหรอครับ”

“แกนี่เสือกเนาะเจ๋ง” ส้มว่าพร้อมกับขว้างผ้าเช็ดโต๊ะใส่ไอ้คนเสียมารยาทอย่างเต็มแรง

“โอ๊ยส้ม สกปรก”

“หัวแกสกปรกกว่าผ้าเช็ดโต๊ะอีก”

“หื้อเดี๋ยวเจอ”

“อ๊าย..อย่านะ” 

อินมองเจ๋งวิ่งเอาหัวไปให้ส้มดมเพื่อแกล้งให้คนที่ว่าร้ายต่อศีรษะตัวเองเพื่อเป็นการลงโทษ ส้มก็เลยต้องวิ่งหนีจนทั่วร้าน

“สองคนนี้เอาอีกแล้วเหรอครับ”

“อ้าว..พี่กฤษณ์มาแล้วเหรอครับ” 

อินหันไปมองคนมาใหม่พร้อมกับส่งยิ้มให้คนที่กำลังหัวเราะเพราะเข้ามาก็เห็นบรรยากาศในร้านวุ่นวายเพราะตัวป่วนขาประจำของร้านทั้งสองคน

“ครับ ก็วันนี้น้องรินทร์จะย้ายที่พักไม่ใช่เหรอ พี่ก็จะไปช่วยขนของไงครับ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่อยากรบกวนเลย”

“ได้ไงล่ะครับ รู้ว่าน้องรินทร์ลำบากจะให้พี่นั่งดูเฉย ๆ เหรอครับ” กฤษณ์พูดไปก็ยิ้มให้ลูกจ้างตัวเล็กไปด้วย

“ผมเรียกรถเอาก็ได้ครับ ไม่ได้ย้ายไปไกลแค่เขาไปในซอย 500 เมตรก็ถึงแล้วครับ”

“ของเยอะจะตาย ให้พี่ช่วยนั่นแหละครับ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่รับความเห็นต่างครับ”

“ดื้อจริง ๆ นะครับ” 

อินได้แต่ส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของเจ้านาย เขาเลยได้แต่ยอมรับความช่วยเหลืออย่างปฏิเสธไม่ได้ไปแต่โดยดี

“ฮ่าๆ ก็มีคนบอกเยอะเลยครับ”

.

.

ห้องพักใหม่ของอิน

หลังจากที่เคลียร์เรื่องหนี้สินจนหมดแล้ว อินก็เหลือเงินติดบัญชีไว้กว่าหกแสน เพราะตั้งใจจะเหลือไว้ให้เจ้าของเงินตัวจริง และตัดสินใจย้ายออกจากคอนโดหรูไปด้วย เพราะลำพังเงินเดือนที่หาได้คงจ่ายไม่ไหว

“ดูเล็กกว่าที่เคยอยู่เยอะเลยนะครับ”

หลังจากที่เจ้านายใจดีขับรถมาส่งพร้อมกับช่วยขนของเข้ามาให้อินเสร็จเรียบร้อย ก็ต้องมาเห็นห้องที่อินเช่าอยู่ใหม่มันต่างจากที่อินเคยอยู่ไปหลายเท่า จึงเป็นกังวลแทนเจ้าตัวว่าจะไม่สะดวกสบายเหมือนเดิมแล้วเจ้าตัวจะพอใจกับมันหรือเปล่าเพียงเท่านั้น

“ครับค่าเช่าก็ไม่แพง มีระเบียง เครื่องซักผ้ายอดเหรียญก็อยู่ใกล้ด้วย” 

อินก็หาข้อมูลมาอย่างดีแล้วว่าที่พักใหม่นี้สะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันดีจึงตัดสินใจเลือกอยู่ที่นี้ พร้อมกับส่งยิ้มไปให้คนที่สีหน้าดูเป็นกังวลได้คลายความเป็นห่วงลง

“แต่ทางเข้าก็ไกลอยู่เหมือนกันนะครับ กับที่ร้าน”

“เดี๋ยวผมว่าจะซื้อจักรยานสักคันน่ะครับ น่าจะสะดวกกว่า”

“ให้พี่มารับมั้ยครับ” 

เมื่อได้ยินว่าลูกน้องคนโปรดไม่มีรถเพื่อใช้เดินทางกฤษณ์จึงได้จังหวะเสนอตัวเพื่อหวังทำคะแนนทันที แต่ก็ต้องโดนตีตกไปเพราะคนตัวเล็กปฏิเสธกลับมาเสียงแข็งอย่างทันควัน

“ไม่ได้ครับ ไม่ได้เด็ดขาด”

“ทำไมครับ พี่เต็มใจนะครับ”

“ยังไงก็ไม่ได้ครับ ไม่รับความเห็นต่างนะครับ” 

อินยืนยันเสียงแข็งแค่นี้ก็ไม่รู้จะตอบแทนเจ้านายแสนใจดีคนนี้ยังไงแล้ว ถ้าเขามาค่อยรับส่งอีกคงต้องบวชให้ซะแล้วมั้ง

“โดนย้อนแบบนี้พี่ก็ไปไม่เป็นเลยสิครับ”

“ก็ยอมผมแล้วกันนะครับ”

“ครับ ๆ พี่ยอมให้ แต่วันไหนฝนตกให้พี่มาส่งนะครับ”

“ขอบคุณนะครับ เป็นเจ้านายที่ดีจริงเลยนะครับ”

“ไม่อยากเป็นแค่เจ้านายได้มั้ยนะ”

“คงไม่ดีหรอกครับ ผมไม่คิดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องเด็ก ๆ หรอกครับ จะเสียเวลาพี่กฤษณ์เอาเปล่า ๆ”

อินตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ เขาเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้านายคิดกับตัวเองยังไง แต่ก็นั่นแหละ เขาคงจะหลงรักในตัวดารินทร์ที่หน้าตาดี แถมสถานะเขาตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาจะมาคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ในขณะที่ใช่ร่างกายคนอื่นอยู่ด้วย

“อ๋า พี่อกหักเหรอครับ”

“ขอโทษด้วยนะครับ อย่าเสียเวลากันผมเลย ผมอยู่ไม่นานหรอกครับ”

“อะไรครับ พี่ไม่ให้เราลาออกหรอกนะ พนักงานน่ารักๆ แถมทำงานดี พี่ไม่ให้ออกไปไหนแน่นอน”

“ฮ่า ๆ จะทำให้ดีที่สุดนะครับ”

“ดีครับ วันนี้พี่กลับก่อนนะครับ ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เหมือนเดิมนะครับ พี่ไม่ถือเรื่องที่เราหักอกพี่หรอกครับ” 

กฤษณ์พูดแก้สถานการณ์ไปเพราะเขาเองก็ยังไม่ได้ลงใจไปกับลูกจ้างคนโปรดมากนักถึงขั้นเสียอกเสียใจ ตอนนี้มันเป็นแค่ความรู้สึกเสียดายก็เท่านั้น

“พี่กฤษณ์ล่ะก็ กลับดี ๆ นะครับ”

.

.

คอนโด LSRK

“ปะป๊า โทรหาม๊าได้อะยางงงงง”

“ตัวอย่ากวนป๊าสิ ป๊าคุยงานอยู่”

ตั้งแต่พาลูก ๆ มาอยู่ด้วย จารุพิชญ์ ก็ต้องฟังไพลินรบเร้าจะโทรหามะม๊าของตัวเองตอน 19.00 น.ทุกวันตามเวลานัดหมายเป๊ะ ๆ เหมือนนาฬิกาปลุกตัวน้อย

“แต่เค้าคิดถึงมะม๊านี่น่า”

“ไม่เป็นไรครับลูก ป๊าผิดเอง ป๊าลืมดูเวลา” คนเป็นพ่อบอกลูกเสร็จก็วางสายจากงานแล้วต่อสายหาดารินทร์เหมือนทุกวัน

[ว่าไงครับลูก ]

“มะม๊า คิดถึงน้า วันนี้ไพลินได้กินข้าวห่อไข่ด้วย แต่ไม่อร่อยเท่าของมะม๊าน้า”

[เหรอครับลูก ไว้วันอาทิตย์มะม๊าไปทำให้กินดีมั้ย ]

“เย้!! มะม๊าเอาซอสเยอะ ๆ น้า”

ไพลินกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ จนคนเป็นพ่อมองดูการกระทำของลูกตัวเองอย่างเอ็นดูปนความตกใจว่าแม่แบบดารินทร์จะทำให้ลูก ๆ มีความสุขแบบนี้ได้

“ม๊าเหนื่อยมั้ยครับ วันนี้ลูกค้าเยอะหรือเปล่าครับ”

อินยิ้มออกมาเมื่อได้ยินคำถามแสนห่วงใยจากปากของเด็กน้อยวัย 5 ขวบที่มีให้อย่างตื้นตันทำเอาน้ำตาจะไหลออกมาเสียให้ได้แต่ก็ต้องพยายามกลั้นเอาไว้ก่อนไม่ให้มันไหลออกมาต่อหน้าเด็ก ๆ

[ เมื่อกี้ยังเหนื่อยอยู่เลยน้า แต่พอได้ยินเสียงไพลินกับเพทาย ม๊าหายเป็นปลิดทิ้งเลยนะเนี่ย ]

“จริงเหรอ งั้นไพลินจะคุยกับม๊าทั้งคืนเลยดีม้าย”

“ตัว ม๊าต้องพักผ่อนนะ”

“จริงด้วย งั้นเอาไว้ฟังวันอาทิตย์เนาะ ๆ”

[ อื้อ ม๊ารอวันอาทิตย์นะครับลูก ]

อินนอนคุยกับเด็ก ๆ ไปสักพักจนเกือบจะหนึ่งชั่วโมงแล้ว จึงถึงเวลาต้องวางสายแล้วเพราะค่อนข้างดึก ไหนจะยังไม่ได้จัดของให้เข้าที่ดี ๆ เลย ถ้าคุยมากกว่านี้เด็ก ๆ ได้นอนดึกไปด้วยแน่

[ ไปนอนได้แล้วครับลูก ไพลินหาวใหญ่แล้ว ]

“งื้อ ไพลินม่ายง่วงงงงงงง”

“ไม่ง่วงอะไร ตัวตาจะปิดแล้ว”

“อยากฟางนิทานมะม๊าอีก มะม๊าเพื่อนเยอะ ๆ”

[ ไว้มีโอกาสม๊าเล่าให้ฟังนะครับลูก แต่ตอนนี้คนเก่งของม๊าไปนอนได้แล้วน้า ]

“ครับม๊า / ไพลินนอน ๆ”

เมื่อได้ข้อสรุปแล้วว่าเด็ก ๆ ถึงเวลานอนคนเป็นพ่อก็รับโทรศัพท์มาจากมือลูกๆ แล้วเพทายก็พาแฝดพี่ของตัวเองเดินไปที่ห้องนอนอย่างไม่ต้องให้เอ่ยปากบอก

“ไม่ได้อยู่ที่ห้องรึไง” 

หลังจากที่รับมือถือมาแล้วแต่ปลายสายยังไม่ปิดกล้องวางสายไป จารุพิชญ์จึงเห็นว่าคนในกล้องไม่ได้อยู่ในห้องเดิมเหมือนที่เคยเห็น

[ ผมย้ายแล้วครับ มาอยู่ห้องใหม่ ]

“เหรอ ทำไมอยู่ที่เก่าไม่ได้เพราะคิดถึงลูกรึไง” 

จารุพิชญ์พูดพลางหัวเราะในลำคอเหมือนเหน็บแนมมากกว่าตั้งใจจะหมายความอย่างที่พูดจริง ๆ

[ อันนั้นก็ด้วยครับ แต่ผมไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าด้วยครับ ] 

พิชญ์ขมวดคิ้วไปครู่หนึ่งเมื่อได้ฟังคำตอบอีกฝ่าย นอกจากแปลกใจที่คนในสายคิดถึงเรื่องประหยัดเงินเป็นต่างจากแต่ก่อนที่เจ้าตัวคงหาผู้ชายรวย ๆ คนใหม่มาจ่ายให้ทันทีอย่างไม่เดือดร้อนอะไร

“เงินที่ให้ไปใช้หมดแล้วรึไง”

[ ใช่เงินของผมที่ไหนละครับ ]

“แล้วของใคร จะเก็บไว้ให้ลูกเหรอ ตอบแบบนั้นฉันคงขำแย่”

[ ผมคงไม่ตอบหรอกครับ เพราะยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของเรา แค่นี้นะครับ ]

ว่าจบแล้วปลายสายก็วางไปทันที จารุพิชญ์ได้แต่แปลกใจที่ดารินทร์ไม่พูดจาเล้าโลมหรือถ่วงเวลาให้ได้คุยกับเขาต่อเหมือนที่เคยทำเช่นตอนเขาโทรหาลูก ๆ จนเป็นเขาเองที่ต้องตัดสาย

“หรือว่าคนผ่านความเป็นความตายแล้วจะดีขึ้น”

ประธานบริษัทเริ่มส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดที่ไม่เข้าเรื่องออกไป คนเราไม่สามารถเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ หรอก ก็คงจะแสดงละครเรียกคะแนนสงสารอีกเหมือนเคย

.

.

7.30 น. “ไพลินนั่งกินดี ๆ ครับ”

“อื้อ แต่ไพลินเอาหนมปังไม่ถึง”

“เดี๋ยวเค้าเอาให้ ตัวนั่งลงดี ๆ ก่อน” 

ไพลินยอมนั่งลงดี ๆ ตามที่ทั้งพ่อและน้องชายบอกแต่ก็ไม่คลายหน้ามุ้ยเพราะไม่พอใจที่ไม่ได้หยิบขนมปังกินเอง

“ไพลินอย่ากัดแต่เนื้อขนมปังสิลูก มันไม่ดีนะครับ”

“ก็ไพลินไม่ชอบกินขอบ”

“ไม่ชอบก็ต้องกินครับ เวลาออกไปกินข้าวข้างนอก เดี๋ยวคนมองว่าไม่มีมารยาทนะครับลูก”

“มารยาทคืออะไร”

“มารยาทเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมี และหนึ่งในนั้นคือไม่ทานของเหลือนะครับลูก”

“แต่ไพลินไม่ชอบกินนะปะป๊า” ไพลินยังดื้อส่งสายตาอ้อนคนเป็นพ่อเพราะชอบกินขอบขนมปัง

“เดี๋ยวผมกินแทนพี่เองครับป๊า ไว้ค่อยให้พี่ฝึกตอนโตกว่านี้เถอะครับป๊า” เพทายเห็นท่าว่าแฝดพี่ตัวเองจะร้องงอแงหลังจากที่พ่อออกคำสั่งเสียงแข็ง

“ไพลินไม่ชอบปะป๊าแล้ว”

ปากเล็กเบะออกเมื่อไม่พอใจปะป๊าที่เอาแต่สั่ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี้ปะป๊าเอาแต่บอกให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบทั้งนั้น มีแต่เรื่องที่เพทายทำได้ง่าย ๆ แต่ไพลินกลับต้องใช้ความอดทนอย่างมากกว่าจะผ่านไปได้ เช่นแยกเตียงนอนกับเพทาย แล้วก็ไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอน ทำการบ้านก่อนทานของว่าง ปะป๊าไม่น่ารักเหมือนมะม๊าเลยสักนิด

“ถ้าน้องไพลินทำได้ดี ป๊าจะพาไปกินไอติมวันศุกร์ดีมั้ยครับ”

“ก็ได้ ไพลินยอมคืนดีด้วยก็ได้” แต่เด็กน้อยก็ต้องแพ้ให้กับพลังความหวานของไอศกรีมอีกเช่นเคย เมื่อถูกเสนอให้เป็นของแลกเปลี่ยน

“ขอบคุณครับลูก รีบทานเถอะครับ เดี๋ยวป๊าไปส่งที่โรงเรียน”

“โอเค/ครับป๊า”

.

.

บริษัท LSRK

“เป็นอะไรมั้ยครับ ประธานดูเพลีย ๆ นะครับ”

“เลี้ยงลูกเองไม่ง่ายเลยนะครับ”

ประธานคนเก่งพูดพลางใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้คลึงที่ระหว่างคิ้วทั้งสองข้างเพื่อเป็นการคลายเครียด เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในทุกเช้าและทุกเย็นเวลาต้องคอยดูแลลูก ๆ เพทายไม่เท่าไร แต่ไพลินกว่าจะโน้มน้าวให้ทำอะไรตามที่บอกก็ทำเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่นเลยล่ะ

“ให้ผมช่วยหาพี่เลี้ยงให้มั้ยครับ”

“ไม่ต้องหรอกครับ คนอย่างดารินทร์ยังดูแลลูก ๆ ได้ก็คงไม่ยากเท่าไรมั้งครับ”

“แต่เด็กเลี้ยงยากนะครับ คุณหนูเพทายไม่เท่าไร แต่คุณหนูไพลินไม่ใช่เล่น ๆ เลยนะครับ” 

วินพูดไปพลางหัวเราะไปด้วยเมื่อนึกถึงใบหน้าคุณหนูตัวน้อยที่เรียกได้ว่าเป็นอิสระ แต่ต้องมาอยู่กับพ่อที่แสนจะเนี๊ยบ คงงอแงเอาเรื่องจนคนเป็นพ่อคิดไม่ตก

“นั้นน่ะสิ เด็กน่ารัก ๆ แบบนั้น เวลาไม่ฟังก็เอาเรื่องเลยล่ะครับ”

“ไม่โทรไปขอคำแนะนำจากคุณดารินทร์ล่ะครับ”

“แบบนั้นไม่ได้หรอกครับ”

วินได้แต่หัวเราะในใจเมื่อคิดได้ว่าเจ้านายตัวเองไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีโดยการไปขอร้องคนที่ตัวเองอุตส่าห์แย่งลูกมาได้ให้ช่วยเหลือแน่ ๆ

“งั้นก็ต้องปวดหัวไปสักพักใหญ่เลยล่ะครับ กว่าจะผ่านไปได้”

“พอได้ลองเลี้ยงลูกเองแล้วผมนับถือวินเลยนะครับ ที่เลี้ยงลูกจนโตมาได้ขนาดนี้ กี่ขวบแล้วนะครับ”

“12 แล้วครับ เดี๋ยวนี้ไม่ติดพ่อแม่แล้วครับ อยู่กับตัวเองได้แล้ว ถ้าเลือกได้ไม่อยากให้โตสักเท่าไรเลย”

“ฮ่า ๆ ดูเหมือนเราจะสวนทางกันอยู่นะครับตอนนี้” 

ทั้งคู่หัวเราะใส่กันเมื่อคุยเรื่องลูกของตัวเอง เหมือนสมาคมพ่อบ้านที่มาปรึกษาปัญหาเรื่องลูกของกันแล้วกัน

.

.

โรงเรียนของเด็กแฝด

“อาวินสวัสดีครับ”

“ปะป๊าล่ะอาวิน”

“ป๊าไม่ว่างครับ อาวินเลยขอมารับแทนครับ”

ไพลินทำหน้ามุ่ยไปครู่หนึ่งเพราะไม่พอใจที่ปะป๊าไม่ยอมมารับอีกแล้ว ทั้งที่รับปากว่าจะมารับแท้ ๆ วินเห็นหน้าคุณหนูตัวน้อยก็อดเอ็นดูไม่ได้ เป็นการงอนที่น่ารักไม่หยอกจริง ๆ

“ตัวไม่งอแงนะ เดี๋ยวป๊าทำงานเสร็จก็กลับมาเอง วันนี้เค้าให้ตัวเลือกชุดนอนดีมั้ย”

“ก็ได้ ไว้ไพลินจะจัดการปะป๊าทีหลังเอง” 

วินหัวเราะออกมาเล็กน้อย คิดไปถึงประธานบริษัทที่มีแต่คนเคารพกลับต้องมาโดยคาดโทษจากเด็กน้อยแก้มอ้วนที่รอสำเร็จโทษเขาอยู่เมื่อกลับมาถึงบ้าน

.

.

คอนโด LSRK

แกร๊ก

“ป๊ากลับมาแล้วครับละ..ลูก”

จารุพิชญ์ชะงักทุกการกระทำลงเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเห็นว่ามีเด็กตัวน้อยยืนกอดอกหน้านิ้วคิ้วขมวดรออยู่ พร้อมกับส่งสายตาตำหนิเขาเหมือนว่าเขาไปทำอะไรที่เป็นความผิดอันใหญ่หลวงมาเสียอย่างนั้น

“ทำไมปะป๊าไม่ทำตามที่พูด ปะป๊าบอกว่าจะไปรับเราหลังเลิกเรียน” 

เอาแล้วไงเขาโดนทำโทษเสียแล้วแต่เป็นถูกต่อว่าที่ทำเขาอดยิ้มออกมาไม่ได้เลย ปากเล็กที่มุ่ยอยู่ช่างน่ารักเสียจริง

“ป๊าขอโทษได้มั้ยครับ ป๊าซื้อนี่มาให้พอจะหายโกรธมั้ยครับ”

“ไอติมมมมม” 

เด็กที่ตั้งท่าโกรธกอดอกเมื่อครู่หายไปในพริบตาเมื่อเห็นว่าในมือปะป๊ามีของโปรดตัวเองอยู่ พลันเก็บความโกรธเอาไว้ก่อนทันที

“เพทายลูกมากินก่อนสิครับ” 

เมื่อทำให้เด็กน้อยคนพี่หายโกรธได้แล้วก็มองหาแฝดคนน้องที่นั่งทำการบ้านตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียนเป็นแบบนี้ทุกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับป๊า ผมทานข้าวอิ่มแล้วครับ”

“ไม่พักก่อนเหรอครับลูก” 

หลังจากที่ไพลินง่วนอยู่กับการกินไอศกรีมไปเรียบร้อยแล้ว จารุพิชญ์ก็เดินมานั่งอยู่ข้าง ๆ เพทายที่ทำการบ้านอยู่ แต่มันดูเหมือนจะเป็นการบ้านที่ออกจะเกินวัยของเพทายอยู่ไม่น้อย

“คุณครูให้โจทย์มาลองทำดูครับป๊า”

“แต่ว่านี้เป็นโจทย์ของเด็กประถมนะลูก”

“ครับ คุณครูบอกให้ลองดู ถ้าทำได้คุณครูบอกจะขอคุยกับป๊าม๊าครับ” อ่า..ว่าแล้วเชียวต้องมีคนเห็นแววความฉลาดของเพทาย ว่าง ๆ เขาต้องพาไปตรวจความถนัดจาก DNA สักหน่อยแล้ว

“แล้วชอบทำมั้ยครับ”

“ชอบครับ”

“ถ้าชอบทำอะไร ป๊าก็จะสนับสนุนนะครับ” 

จารุพิชญ์ลูบหัวเพทายด้วยความเอ็นดูปนความภูมิใจเพราะเมื่อเห็นเพทายทีไรก็อดคิดถึงตัวเองตอนเรียนเมื่อสมัยอายุเท่าเพทายไม่ได้

“ขอบคุณครับป๊า”

Rrr Rrr Rrr

เวลาผ่านไปครู่หนึ่งหลังจากที่เขานั่งตอบคำถามเพทายเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เข้าใจระหว่างลูกทำโจทย์ อยู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา ปลายสายขึ้นเป็นวินเลขาคนสนิท คงหนีไม่พ้นเรื่องงานอีกตามเคย

“ว่าไงวิน”

[ขอโทษที่รบกวนครับประธาน แต่ประธานเกียรติศักดิ์ขอคุยกับท่านเรื่องเร่งด่วนครับ]

“ได้ครับบอกให้เค้าติดต่อมาได้เลย”

เป็นเวลานานที่จารุพิชญ์ได้คุยงานทางโทรศัพท์แต่ดูเหมือนยังต้องคุยต่ออีกสักพัก ทำให้เวลาล่วงเลยมาถึงช่วงที่เด็กแฝดต้องได้คุยกับม๊าของพวกเขาแล้ว จึงเป็นเด็กน้อยไพลินที่เดินเข้ามากระตุกชายเสื้อป๊าเพื่อบอกเวลา

“ปะป๊า โทรหามะม๊า” 

จารุพิชญ์รีบเอามือปิดโทรศัพท์ไว้ แย่แน่ ๆ ถ้ามีใครรู้ว่าเขามีลูกแล้วในตอนที่เขายังไม่ได้ประกาศออกไป ยังไงก็ตามก่อนที่จะเกิดข่าวลือเขาขอจัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเพื่อให้มีผลกระทบต่อลูก ๆ

“รอก่อนนะครับ เดี๋ยวป๊าออกไปครับ”

“อื้อ..เร็วน้าปะป๊า”

“โทษทีครับ ข้อเสนอดีนะครับ แล้วจะเริ่มประมาณไตรมาสไหนครับ”

จากที่บอกลูกว่าอีกสักพักเขาก็คุยโทรศัพท์อยู่อีกกว่าครึ่งชั่วโมงจนลืมเรื่องที่บอกให้ลูก ๆ รอไปเสียดื้อ ๆ นั่นทำให้เด็กตัวน้อยต้องเดินมาตามอีกครั้ง

“ปะป๊า!!”

“ไพลินป๊าบอกว่ารอก่อน” 

ด้วยความตกใจแล้วกลัวว่าเสียงจะเข้าไปในสายรีบยกมือปิดโทรศัพท์ และเผลอหันไปตวาดเด็กน้อยจนไพลินตกใจ ด้วยความที่ไม่เคยโดนปะป๊าดุมาก่อน

ปากเล็กเบะออกและน้ำตารื้นขึ้นมาน้อย ๆ ก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องทำงานปะป๊าทันที จารุพิชญ์เห็นแบบนั้นก็ใจเสียรีบบอกปลายสายว่าจะติดต่อกลับทีหลัง เห็นทีว่าเข้าสร้างคดีใหม่ให้ตัวเองเสียแล้วสิ

แต่เมื่อออกมาจากห้องทำงานเพื่อมาดูว่าไพลินที่น่าจะโกรธเขาอยู่นั้น แต่เขากลับไม่เห็นวี่แววของเด็กทั้งสองคนเลย จึงเดินไปที่ห้องนอนของลูก ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเล็กที่กำลังคุยกันอยู่เรื่องของตัวเขา ในทีแรกเขาว่าจะเปิดเข้าไป แต่เนื้อหาที่เด็ก ๆ พูดคุยกันอยู่ทำให้เขาชะงัก

“ตัวไม่ร้องนะ ป๊าไม่ได้ตั้งใจหรอก”

“แต่ปะป๊าดุเสียงดังเลย เค้าไม่อยากอยู่กับปะป๊าแล้ว มะม๊าใจดีกว่าตั้งเยอะ”

“ไหนบอกอยากอยู่กับป๊าไงเมื่อก่อน เดี๋ยววันอาทิตย์ก็ได้เจอม๊าแล้ว”

“ก็ปะป๊าเอาแต่ห้าม ฮึก..นอนกับเพทายก็ไม่ได้ ฮึก..เค้าอยากจับมือตัวตอนนอน ปะป๊า ฮึก..ก็บอกว่าไม่ได้ อะไรที่เค้าไม่ชอบ ฮึก..ปะป๊าก็บังคับให้กิน แล้วไหนจะให้เค้าเรียนพิเศษอีก เค้าไม่อยากเรียน ฮือออออ” ความในใจพวยพุ่งออกมาจากปากเล็กที่ยังคงเบะคว่ำลงส่งเสียงสะอื้นอยู่ไปพร้อม ๆ กัน

“ไม่ร้องนะตัว เดี๋ยววันนี้เค้าขอป๊าให้ว่าเราจะนอนด้วยกันนะ”

“จริง ๆ นะ ฮึก..เรื่องเรียนด้วยได้มั้ย”

“เรื่องนั้นไพลินลองบอกป๊าว่าทำไมไม่ชอบดูนะ ตอนนี้ตัวหยุดร้องก่อนนะ เค้าปวดใจ”

“ไม่ปวด เพทายไม่เจ็บน้า เค้าหยุดแล้ว ฮึบ” 

เมื่อได้ยินว่าแฝดคนน้องปวดใจเพราะตัวเองร้องไห้ไพลินจึงทำท่ากลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดกำลัง

“อื้อ เค้าไม่เจ็บแล้ว”

ทุกการกระทำของเด็กทั้งสองคนอยู่ในสายตาคนเป็นพ่อทุกอย่าง เขาคงเข้มงวดกับไพลินเกินไปจริง ๆ อย่างที่ลูกว่ามา เป็นเพราะเห็นว่าไพลินเอาแต่เล่นจำกังวลว่าจะตามไม่ทันเพทายเอา

แต่เขาลืมคิดไปว่าเขาไม่ควรเปรียบเทียบลูก ๆ ด้วยกันเองเลย

[ ครับ แล้วลูกล่ะครับ ] 

หลังจากที่เห็นว่าลูกปลอบกันได้แล้ว เขาก็กดโทรวิดีโอคอลหาแม่ของลูกทันที หวังจะใช้สิ่งนี้ง้อแฝดคนพี่ให้หายโกรธ

“ไพลินร้องไห้น่ะ”

[ หือ ไพลินเหรอครับ บังคับอะไรแกมั้ยครับ ]

“ก็หลายอย่างน่ะ ฉันอยาให้ไพลินตามให้ทันเพทาย ก็เลยว่าจะให้เรียนพิเศษ” จารุพิชญ์หน้าเครียดอธิบายเหตุการณ์ให้แม่ของลูกฟัง

[ พี่พิชญ์จะให้ใครตามเพทายทันล่ะครับ เพทายเค้าเรียนรู้เร็วตามธรรมชาติของเขา ส่วนไพลินเค้าก็เร็วตามพัฒนาการนะครับ ]

“อื้อ ฉันลืมไป” 

จารุพิชญ์ตอบกลับเสียงอ่อนเมื่อได้ยินความจริงข้อนี้ตีแสกหน้าจากอีกฝ่ายที่เขาเคยปรามาสว่าไม่เอาไหน

[ โดนลูกงอนเหรอครับ ] 

“คงงั้น บอกไม่อยากอยู่กับฉัน” 

อินยิ้มให้กับทางท่าไปไม่เป็นที่ไม่เคยเห็นมากก่อนของคนปลายสาย อย่างที่เขาว่ากันพ่อที่ไหนก็แพ้ให้ลูกตัวเองกันทั้งนั้น กลัวกันทุกคนเมื่อลูกจะไม่ต้องการตัวเอง

[ แกคงโกรธอยู่ก็เลยพูด ขอผมคุยด้วยหน่อยสิครับ ]

“อือ”

จารุพิชญ์เดินเข้าไปในห้องลูก ๆ เพื่อให้คนแม่ได้คุยกับลูกเหมือนทุกวัน แต่พอเปิดเข้าไปเขาก็เห็นภาพที่ชวนปวดใจ เมื่อไพลินขยับเข้าไปหลบหลังเพทายเพราะไม่อยากเห็นปะป๊าในตอนนี้ จนจารุพิชญ์ต้องยื่นโทรศัพท์ให้เพทายแทน

“สวัสดีครับม๊า”

[ไหนใครงอแง ใครร้องไห้น้า ] ทันทีที่ได้ยินเสียงมะม๊าน้ำตาที่แห้งไปแล้วก็เริ่มเอ่อออกมาอีกครั้งแต่ก็พยายามกลั้นไว้เพราะกลัวจะทำให้เพทายปวดใจ

“ไพลินไม่ร้อง” ยิ่งเห็นเด็กน้อยกำลังกลั้นน้ำตายิ่งทำให้อินเอ็นดูเข้าไปอีก

[ เก่งจังเลยน้า แล้วใครบอกไม่อยู่กับป๊า ไม่กลัวป๊าน้อยใจเหรอ ]

“ก็ป๊าดุ”

[แล้วถ้าป๊าขอโทษจะให้อภัยมั้ย]

“ต้องให้อภัยถ้าปะป๊าขอโทษ ใครทำผิดแล้วขอโทษเราต้องให้อภัย” ไพลินว่าพลางเหลือบตาไปมองปะป๊าที่ทำหน้าตาละห้อยอยู่ข้าง ๆ

“ป๊าขอโทษครับลูก ที่เสียงแข็งใส่ แล้วก็บังคับลูกมากเกินไป ให้อภัยป๊านะครับลูก” เสียทรงจริง ๆ ด้วย ประธานบริษัทกลับแพ้ให้เด็ก 5 ขวบซะได้

“อื้อ ทีหลังอย่าทำอีกนะ” ไพลินเดินไปตบบ่าพ่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ช่างน่าเอ็นดูอะไรอย่างนี้ เห็นแล้วอยากเข้าไปกอด

“ม๊าเป็นไงบ้างครับ” เพทายเห็นว่าทุกอย่างดูจะคลี่คลายแล้วเพราะตอนนี้ไพลินอยู่บนตักพ่อพร้อมกับถูกกอดหอมง้ออย่างเต็มรักเรียบร้อยแล้ว

[สบายมากครับลูก ม๊ามาอยู่ห้องใหม่ด้วยนะ]

“ห้องใหม่ ไพลินอยากไปด้วย”

[ไว้ว่าง ๆ ให้ป๊าพามานะลูก] อินพูดไปด้วยเสียงประหม่าเพราะเขารู้ว่าข้อตกลงคือต้องไปเจอที่คอนโดพ่อของลูกเท่านั้น

“ปะป๊าพาหามะม๊าด้วยน้า” ไพลินหันไปบอกพ่อทันทีด้วยความอยากเห็นห้องใหม่มะม๊า

“ไว้มีโอกาสป๊าพาไปนะครับ” จารุพิชญ์ตอบเอาใจลูกไปก่อนเพื่อไม่ให้เด็ก ๆ รับรู้ถึงความไม่ปกติของความสัมพันธ์พ่อกับแม่

“ไพลินอยากให้ม๊ามาอยู่ด้วยจังที่บ้านปะป๊ามีห้องเหลือด้วย อยากอยู่กับทั้งปะป๊า และมะม๊า เหมือนเพื่อน ๆ ไพลินนนน” 

ความกดดันเกิดขึ้นทันทีเมื่อพ่อและแม่ได้ยินความประสงค์ของลูกตัวน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเขาทั้งสองคนให้ไม่ได้

“ตัวเค้าว่าม๊าน่าจะเหนื่อย ให้ม๊าไปพักผ่อนดีกว่านะ” 

เพทายที่เห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเท่าไรก็เป็นฝ่ายยุติปัญหาก่อนที่ป๊ากับม๊าจะทำตัวไม่ถูกไปมากกว่านี้ นั่นเป็นเพราะเพทายมักจะรับรู้อะไร ๆ ได้มากกว่าเด็กคนอื่น ๆ เสมอ

“โอเคคคคค พรุ่งนี้คุยกับมะม๊าอีกน้า มะม๊านอนหลับฝันดี” 

ไพลินโบกมือให้โทรศัพท์แล้วยิ้มร่าให้กับมะม๊าด้วยอารมณ์ดีไม่เหมือนเด็กขี้แยเมื่อกี้เลยสักนิด

“ฝันดีนะครับม๊า”

[ครับลูก พรุ่งนี้คุยกันใหม่ครับ]

หลังจากวางสายจากแม่ของลูกไปแล้วจารุพิชญ์ก็เอาเด็ก ๆ เข้านอน และแน่นอนว่าวันนี้เด็กทั้งคู่ขอนอนด้วยกันเหมือนอย่างที่ทั้งคู่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งเขาเองก็อนุญาตพร้อมกับยืนมองเด็ก ๆ จับมือกันจนไพลินหลับไป แต่เพทายยังคงตื่นอยู่และคุยกับป๊าก่อนป๊าออกไป

“ว่าไงลูกมีอะไรจะพูดกับป๊า”

“อย่าบังคับพี่เลยนะป๊า ปล่อยพี่เค้าสนุกไปเถอะครับ”

“ป๊าไม่ได้อยากบังคับลูก ป๊าแค่คิดว่ามันดีครับ”

“แต่พี่ไม่ชอบครับ ม๊าบอกว่าคนเราไม่สามารถชอบอะไรเหมือนกันได้ แล้วคนเราก็ไม่ควรถูกบังคับให้ทำอะไรที่ไม่ชอบครับป๊า”

จารุพิชญ์อึ้งไปครู่หนึ่งเพราะสิ่งที่เพทายพูดมันเหมือนเขาถูกสอนโดยคนที่เป็นลูกเขาทางอ้อม และที่ยิ่งไปกว่านั้น เพทายยังเอาคำสอนของแม่ ที่เขาไม่เคยคิดว่าคนคนนั้นจะเป็นได้มาสอนคนแบบเขา

“ม๊าสอนอะไรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรครับ”

“เดือนที่แล้วครับป๊า”

“ม๊าเริ่มสอนอะไรดี ๆ นานหรือยังครับลูก”

“ตั้งแต่ม๊าหายป่วยคราวนั้นครับ”

“อยู่กับม๊าดีมั้ยครับลูก”

“ดีกว่าเมื่อก่อนมากครับ ไพลินเองก็มีความสุข ม๊าทำอาหารอร่อย เล่านิทานเก่ง แล้วก็ม๊าทำงานกับคนดี ๆ ครับ อยู่กับม๊าก็มีความสุขครับ”

“ครับลูก วันนี้เพทายก็นอนได้แล้วนะครับ”

“ครับ ป๊าก็ฝันดีนะครับ”

หลังจากที่ส่งลูกเข้านอนเรียบร้อยจารุพิชญ์ก็กลับมาเคลียร์งานที่เหลือจนเวลาร่วงเลยมาถึง 23.00 น. ก่อนที่สมาร์ตโฟนจะเตือนให้เข้านอนตามที่ตนตั้งเวลาไว้

เมื่อล้มตัวลงนอนในหัวเขาก็มีความคิดแวบเข้ามาก่อนที่จะหลับ เรื่องนั้นเป็นเรื่องของ ดารินทร์ ที่ดูเปลี่ยนไปมากหลังจากที่รอดตายมาจากอุบัติเหตุ ทั้งท่าทาง การพูดการจา ไม่เหมือนคนเดิมที่เขาเคยรู้จักเลยแม้แต่น้อย

ไหนจะเรื่องที่ลูกบอกอีกว่าอยู่กับม๊าแล้วมีความสุข ทั้งที่ก่อนหน้าถามถึงม๊าทีไรก็ไม่ค่อยมีเรื่องจะเล่าเท่าไรแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับมีทั้งเรื่องอาหาร ไหนจะเรื่องสอนลูกอีก ต่างจากตลอด 5 ปีแล้ว ทำไมพึ่งจะมาทำเอาตอนนี้กัน

“ว่าจะหาคนมาดูแลเด็กแฝดสักหน่อย ม๊าเค้าทำไว้ดีขนาดนี้แล้วจะหาได้ที่ไหนล่ะเนี่ยเรา”

.

.

.

to be continued..

.  

.

.

ฝากติดตามด้วยนะคะ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.4] พี่ชายฝาแฝดกับน้องสาวของเขา

    *Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||15 ปีผ่านไป“เราชอบเธอนะ” เด็กชายรุ่นราวคราวเดี๋ยวกันกับเด็กหญิงเดินออกมาจากมุมตึกก่อนจะยื่นดอกกุหลายหนึ่งดอกที่ตัวเองเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นดอกที่สวยที่สุดในร้านเพื่อนำมาส่งมองให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบมองมากว่าหลายเดือน“เดี๋ยวก่อนไอ้น้อง จะมาขอสาวเป็นแฟนทั้งทีใช้ดอกกุหลาบดอกเดียวเนี่ยนะ” ว่าแล้วหนุ่มหล่อคนหนึ่งก็คว้าดอกกุหลาบในมือเด็กชายไปถือเองอย่างถือวิสาสะและพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างขบขัน“อายุเท่าไร ให้เดานายคงซื้อดอกไม้ด้วยเงินค่าขนม กลับไปตั้งใจเรียนเถอะ” หนุ่มหล่ออีกคนที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่แตกต่างกันที่คนนี้ใส่แว่นตาจนหนาเตอะแต่สายตากลับเฉือดเฉือนคนได้มองราวกับเป็นผู้คุมกฏมาจากไหนและมันก็ทำให้เด็กชายกลัวจนวิ่งหนีหายไปทันที“หยุดเลยนะพี่ไพลินพี่เพทาย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับหนูไง หนู 17 แล้วนะโตแล้ว”“กล้าจะโตนะหนูพร้อมรัก ยังต้องเอาตุ๊กตาเน่าใส่กระเป๋ามาเรียนอยู่เลยนี่ไง” ไพลินไม่ว่าเปล่าคว้าไปหยิบตุ๊ก

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.3] ม๊าหึงป๊าแล้วนะ

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||2 ปีผ่านไป“ม่าย ๆ ม่ายเพาะเอา เอาขวด ๆ ” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กงอแงเรียกชื่อตัวเองเป็นคำว่า เพาะ เพราะยังพูดไม่ค่อยชัดมากนัก“น้องพร้อมรักไม่แง ๆ น้า เดี๋ยววันพรุ่งนี้ม๊าให้กินแบบขวดนะครับ” อินกำลังตกลงความเห็นที่ไม่ลงตัวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้านเพราะด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนเล็กทุกคนเลยพร้อมจะตามใจ คงมีแต่อินที่ต้องพยายามดัดนิสัยอยู่บ้างบางครั้งเพราะกลัวว่าจะโตไปเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น่ารัก“ม่ายน้าม๊า ขวด”“คุณรินทร์ครับเดี๋ยวผมออกไปซื้อที่สาขาอื่นให้นะครับ” คนขับรถเองก็เห็นท่าทางเบะจะร้องไห้ของคุณหนูตัวน้อยก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ และเขาก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นคุณหนูเศร้าใจก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างที่เด็กตัวน้อยต้องการจนหมด“ไม่เป็นไรครับลุงสมชายเดี๋ยวผมจัดการเองครับ” แต่อินก็ยังตั้งมั่นว่าจะต้องจัดการกับเด็กเอาแต่ใจคนนี้ให้ได้ ไม่งั้นลุงสมชายต้องเดือดร้อนออกไปหาซื้อให้อีก“แล้วจะได้เหรอครับ ดูเบะมากเลยนะครับนั่

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.2] สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 2สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล||“ใกล้คลอดเข้าไปทุกที ให้เมียแกลงมานอนข้างล่างซะ” คนที่ทำเหมือนไม่สนใจคนท้องแก่แต่กลับใส่ใจกว่าที่คิดเอ่ยปากบอกลูกชายให้พาเมียลงมานอนห้องข้างล่างเพราะเห็นคนท้องขึ้นบันไดทุกวันแล้วพานให้เธอหงุดหงิด“ผมให้ป้าดาวจัดการแล้วครับ”“ดี เธอก็เดินเหินให้มันระวัง ไม่ใช่คิดน้อยอยากจะขยับไปไหนก็ทำ”“ครับ” อินตอบรับยิ้ม ๆ เพราะรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณย่าเด็กแฝดอีกครั้ง“มะม๊าขอไพลินฟังเสียงน้องหน่อยไพลินจะไปเรียนแล้ว” เด็กตัวน้อยจัดการทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก่อนจะวิ่งมาหาคนเป็นแม่และเอาใบหน้าเล็กแนบไปกับหน้าท้องกลมนูนเต็มที่ของมะม๊าเช่นทุกวัน“ม๊าหนักมั้ยครับ” เพทายถามม๊าด้วยความเป็นห่วงและแน่นอนว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ถามมะม๊าแบบนี้ทุกวันเช่นกัน“ม๊าไม่เป็นไรครับ เพทายไม่ต้องห่วงม๊าน้า” อินว่าพร้อมลูบหัวลูกปรอย ๆ“ไปกันครับเด็กแฝด ฉันไปก่อนถ้ามีอะไรรีบโทรบอกทันทีเลยนะ”“ครับพี่พิชญ์” ก่อนออกไปจารุพิชญ์ก้มลงหอมขมับเล็กเบ

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   [Sp.1] พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน|ตอนพิเศษ 1 พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่|“กังวลอะไรขนาดนั้น” จารุพิชญ์เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กปรอย ๆ เพื่อเป็นการปลอบคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าคิดไม่ตกตั้งแต่รู้ว่าต้องเข้าบ้านใหญ่เลิศศิริกุล“ก็คุณแม่พี่พิชญ์ไม่ชอบใจผมเอามาก ๆ นิครับ ก็เลย..” อินพูดด้วยใบหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับแม่ของอีกฝ่ายแล้วก็อดคิดมากไม่ได้ เจอกันทุกครั้งเขาไม่เคยมีเรื่องราวดี ๆ เลย จะไม่ให้กังวลก็คงแปลก“เดี๋ยวนอนแค่วันนี้แล้วค่อยหาที่อยู่ใหม่กันดีมั้ย” แม้เพียงสักนิดเขาก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กกังวลเรื่องอะไรก็ตาม“ไม่เป็นไรครับพี่พิชญ์เองก็บอกแล้วว่าคุณย่าติดเด็กแฝดไปแล้ว ผมไม่อยากให้เธอคิดมาก” ในเมื่อเขาตั้งใจจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับพ่อของลูกแล้วจะเอาแต่ความสุขตัวเองก็คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป อินจึงตั้งใจจะอดทนอยู่กับคนที่เรียกได้ว่าเป็นคุณย่าของเด็ก ๆ ให้ได้ เพราะบ้านนี่ยังไงก็เป็นที่ของเด็กแฝดและตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาด้วย อินจึงทำใจสู้เพราะเรื่องที่หนักกว่านี้ก็

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 38 การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว { จบบริบูรณ์ }

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 38 ~การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว..“พี่รินทร์ลาเต้โต๊ะสองหวานน้อยเพิ่มหนึ่งจ้า พี่รินทร์ พี่” ไมโลเรียกอินเป็นครั้งที่สามแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้สติ เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกร้านราวกับว่ากำลังรอใครอยู่“โทษทีจ่ะ ลาเต้หวานน้อยนะ” จนเจ้าหนูไมเดินเข้าไปสะกิดร่างเล็กถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา และได้เริ่มทำเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง“จ่ะพี่รินทร์” ไมโลตอบรับก่อนจะสังเกตท่าทางไร้ชีวิตชีวาของผู้จัดการร้านตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสถามออกไปเพราะลูกค้าเข้าร้านมาเรื่อย ๆ จนเจ้าหนูจำไมนึกหงุดหงิดในใจต้องเก็บความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย อยากใส่ใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพักกลางวันที่ไมโลเป็นคนจัดหาและตัดสินใจเลือกอาหารการกินแทนเพื่อนร่วมงานเพราะถามอะไรก็บอกแต่ว่าแล้วแต่ ๆ จนความหนักใจมาอยู่ที่เจ้าไม จึงออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสตรงข้ามร้าน พอกินเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์เรื่องที่อยากใส่ใจของไอ้ไมสักที“พี่รินทร์ ที่พี่เหม่อมาเป็นอาทิตย์เพราะคิดถึงคุณค

  • Imperative Mama คุณแม่จำเป็น (Mpreg)   ตอนที่ 37 อยากมีเธออยู่ในชีวิต

    **Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 37 ~อยากมีเธออยู่ในชีวิต..7.30 น.ร้านคาเฟ่สาขานนทบุรีหลังจากที่หนีพ่อของลูกขึ้นไปบนห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องด้านบนจนเช้า และจะได้เวลาต้องเปิดร้านแล้ว อินจึงเดินลงมาเพื่อจัดการความเรียบร้อยในร้าน ขณะมือเล็กกดเปิดสวิตช์ไฟจนร้านสว่างจึงเห็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาอินไม่ได้พักอยู่ในร้านนี้คนเดียว“พี่พิชญ์ทำไมยังนอนอยู่ที่นี่ครับ”“อื้อ ตื่นแล้วเหรอ” จารุพิชญ์งัวเงียลุกขึ้นนั่งที่โซฟาตัวเดิมกับที่ตัวเองใช้เป็นเตียงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนที่มือหนาจะคว้าจับมือเล็กที่พยายามสะบัดออกแต่โดนคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปหาและใบหน้าหล่อก็ซบลงที่หน้าท้องนูนราวกับคนละเมอที่ยังไม่ตื่นเต็มตา“พี่พิชญ์ทำอะไรครับ” อินพยายามขยับตัวหนีแต่สู้แรงไม่ได้แม้จะเอามือเล็กขึ้นมาแกะอ้อมแขนของคนพี่ออกก็ยังทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก“คิดถึง” คำที่ได้ฟังเมื่อวานถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้อินทนมันได้แล้ว“พี่พิชญ์ปล่อยผมเถอะครับ” จนอินไร้หนทางสู้และจึงเอ่ยบ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status