Se connecter**Warning**
1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น
2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม
3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
|
|
Imperative Mama คุณแม่จำเป็น
EP.5 เรื่องวุ่นวายของดารินทร์
.
.
“พี่รินทร์มาเช้าจัง” ส้มเมื่อมาถึงร้านก็เห็นว่ามีคนมาถึงก่อนหน้าแล้ว ปกติแล้วเธอจะเป็นคนแรกที่มาถึงร้านแต่คงต้องเสียตำแหน่งให้แก่พนักงานใหม่ที่ทำงานได้หนึ่งสัปดาห์และกำลังถูพื้นจัดการทำความสะอาดร้านจนเรียบร้อย
“พอดีพี่ไปส่งลูก ๆ ที่โรงเรียนเลยแวะมาทำงานเลยน่ะส้ม” อินหันไปตอบแล้วยิ้มให้คนมาใหม่อย่างเป็นมิตร
“ทุกคนหวัดดีครับ มาเช้าจนผมรู้สึกว่าตัวเองมาสายเลย” เจ๋งเปิดประตูเข้ามาเป็นเวลาเข้างาน 8.00 น. พอดิบพอดี ถึงจะไม่ได้สายแต่พอเข้ามาแล้วเห็นว่ามีคนอยู่ครบแล้วก็อดรู้สึกตัวเองสายขึ้นมา
“จ้า ๆ ไม่สายแต่ตรงเป๊ะเลย”
“สวัสดีครับทุกคน”
“บอสสวัสดีค่ะ / บอสหวัดดีครับ” ส้ม กับ เจ๋ง ทักทายหัวหน้างานทันทีที่หันไปเห็น ในมือเจ้านายถือถุงพะรุงพะรัง เจ๋งก็รีบเข้าไปช่วยถือทันที ส้มสังเกตเห็นว่าบอสมองไปรอบร้านก็รู้ทันทีว่าบอสมองหาใคร
“พี่รินทร์ไปเก็บไม้ถูพื้นหลังร้านค่ะบอส” ส้มเอ่ยบอกเจ้านายโดยไม่ต้องรอให้ถามออกมา แถมส้มยังอวดรอยยิ้มมีเลศนัยเหมือนกันกับเจ๋งตอนนี้ ราวกับจะบอกว่ารู้ทันความคิดของบอสเสียแล้ว
“ช่วงนี้บอสใจดีจังนะครับ ของกินไม่ขาดเลย”
“เจ๋ง ไม่อยากกินใช่มั้ย” กฤษณ์ยิ้มเย็น ๆ ส่งไปให้เจ๋งที่ตอนนี้เปลี่ยนจากรอยยิ้มที่มีเลศนัยกลายเป็นยิ้มแหย ๆ แทน
“กินครับบอส”
“พี่กฤษณ์สวัสดีครับ” อินที่พึ่งเดินออกมาจากหลังร้าน ก็ทักทายพร้อมส่งยิ้มให้ตามปกติ แต่รอยยิ้มนั้นคงมีผลต่อใจใครโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเอง เพราะทำเอาคนมองยิ้มตามด้วยสายตาหวานหยด
“บอสเก็บอาการหน่อยนะครับ” เจ๋งเอ่ยแซวแล้ววิ่งไปเก็บของหลังร้านพร้อมกับเตรียมตัวทำงานไปด้วย กฤษณ์ได้แต่กัดฟันมองตามเจ๋งอย่างคาดโทษจะตะโกนด่าออกไปเดี๋ยวก็จะเป็นข้อสงสัยให้แก่คนใสซื่อที่มองเหตุการณ์อยู่ตรงนี้เปล่า ๆ
“ทานข้าวรึยังครับรินทร์”
“ทานกับลูก ๆ เรียบร้อยแล้วครับ” อินตอบคำถามตามมารยาทไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายถามเพราะอะไร คงเป็นการทักทายตามปกติ
“ถ้าหิวอีกก็ทานได้นะครับ พี่ซื้อของกินไว้ให้แล้วครับ”
“ส้มทานด้วยได้มั้ยคะบอส” ส้มถามออกมาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แถมโชว์ฟังสวยแทบทุกซี่
“ได้สิครับส้ม” บอสตอบเน้นเสียงพูดรอดมาจากไรฟัน
“สวัสดีค่ะลูกค้า วันนี้รับอะไรดีคะ” ส้มรอดตายจากสายตาคาดโทษได้อย่างหวุดหวิดเพราะมีลูกค้าเข้ามาพอดี อินรีบเข้าไปที่เคาน์เตอร์คิดเงินเพื่อรับออเดอร์ลูกค้าช่วยส้มทันที รวมถึงเจ๋งก็เตรียมตัวชงเครื่องดื่มต้อนรับช่วงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนโหยหากาแฟยิ่งกว่าเข้าสวยร้อน ๆ เสียอีก
.
.
14.15 น.
“ผมขอออกไปรับลูกก่อนนะครับ” พอถึงเวลาอินก็เอ่ยขออนุญาตเหมือนทุกวันเพื่อออกไปรับเด็กแฝดที่โรงเรียน
“พี่ไปส่งนะครับ”
“ไม่เป็นระ..”
“วันนี้ไม่ให้ปฏิเสธนะครับ พี่จะออกไปซื้อของเข้าร้านพอดีครับ” ว่าแล้วคนอาสาก็หยิบกุญแจรถขึ้นมาทันที อินก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงก็เลยต้องเลยตามเลย
“ไปนาน ๆ ก็ได้นะครับบอสสสส” เจ๋งส่งเสียงจากหลังเคาน์เตอร์
“ทางนี้เราดูแลได้ค่ะบอส” และส้มก็เอ่ยสมทบออกมาทันที
“ดูแลร้านดี ๆ ถ้ามีปัญหาล่ะน่าดู”
อินนั่งรถมาอย่างเกร็ง ๆ เพราะไม่เคยอยู่กับเจ้านายตามลำพังสองคนมาก่อน ไม่รู้ต้องทำตัวแบบไหนหรือควรพูดอะไรดี ความเงียบบวกกับอาการกระสับกระส่ายของคนข้าง ๆ ทำให้กฤษณ์ที่กำลังขับรถอยู่จับสังเกตได้แล้วก็เผลอยิ้มออกมา คนอะไรหน้าตาดูดื้อรั้นแต่กิริยาท่าทางกลับดูใสซื่อ ยิ่งมองแล้วยิ่งน่าสนใจ
“เลี้ยงลูกเหนื่อยมั้ยครับ” กฤษณ์เปิดบทสนทนาเพื่อละลายพฤติกรรมและทำลายความเงียบในรถลง
“ไม่เลยครับ อย่างที่เห็น ลูก ๆ น่ารักและฉลาด ทำให้ผมวางใจไปได้เยอะเลยครับ” อินตอบไปยิ้มไปเพราะคิดถึงเด็ก ๆ ที่รออยู่ที่โรงเรียนแล้วก็อารมณ์ดีขึ้นมาทุกครั้ง
“ก็จริง เลี้ยงลูกมาอย่างดีเลยนะครับ ไพลินสดใสร่าเริงเหมือนพระอาทิตย์ เพทายก็ฉลาดจนน่าทึ่ง” กฤษณ์พูดชมเด็ก ๆ ออกมาเพราะเขาได้สัมผัสจากคนข้าง ๆ ที่พาลูก ๆ มาเลี้ยงที่ร้านอยู่เกือบอาทิตย์ก็ดูออกเลยว่าเด็กทั้งคู่เลี้ยงง่ายจนน่าเหลือเชื่อ แค่เอาขนมวางไว้ และของเล่นนิดหน่อยก็ไม่ดื้อไม่ซนวิ่งไปมาแล้ว แถมเด็กแฝดคนน้องก็เหมือนจะเลี้ยงแฝดคนพี่ได้เองด้วยซ้ำ
“ครับ คงต้องยกความดีให้พ่อเค้าแหละครับ เค้าเลี้ยงมาอย่างดีจริง ๆ” อินยิ้มออกมาบาง ๆ พลางก้มหน้าลงมองมือตัวเอง จะเอาความดีเข้าตัวเองคงไม่ใช่ เพราะตัวคนเป็นแม่อย่างดารินทร์หรือคนที่อยู่ในร่างกายของคนเป็นแม่อย่างเขาก็ไม่อาจเอาความดีนั้นเป็นของตัวเองได้เลย
“ยกให้พ่อคนเดียวรินทร์ก็น้อยใจแย่สิครับ”
“ฮ่า ๆ ไม่หรอกครับ” กฤษณ์ตะลึงจนเกือบไม่ได้มองทางเพราะคนที่นั่งข้าง ๆ หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำที่เขาเห็นคนเล็กอารมณ์ดีแบบนี้
“อ่า..ที่เขาว่าคนเป็นแม่จะอารมณ์ดีถ้าได้คุยเรื่องลูกคงจะจริงนะครับ”
“เอ่อ..คงจะใช่ครับ” อินตอบกลับก้มหน้ามองมือตัวเองอีกครั้งเพราะรู้สึกเขินขึ้นมาเมื่อคิดได้ว่าเผลอหัวเราะจนเกินงาม พลางคิดในใจเผลอทำตัวเสียมารยาทไปหรือไม่
.
.
“มะม๊า!! อากฤษณ์ก็มาด้วยยยย”
“สวัสดีครับม๊า สวัสดีครับอากฤษณ์”
ไพลิน กับ เพทาย เอ่ยทักทายทันทีที่เห็นแม่มารับแถมมากับอากฤษณ์ที่แสนใจดีอีกต่างหาก ไพลินวิ่งมากอดมะม๊าตัวเองเหมือนเคยพร้อมกับพูดจ้อเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่ได้ทำวันนี้ให้มะม๊าฟังไม่หยุดจนคนเป็นแม่ก็จูงมือเด็กทั้งสองไปขึ้นรถเจ้านายไป
“อากฤษณ์มะม๊าทำกับข้าวอร่อยมากกก ไพลินแบ่งเพื่อน ๆ กิน แล้วเพื่อน ๆ ชอบทุกคนเลยด้วยน้า” หลังจากขึ้นรถไพลินก็ยังคุยจ้อแถมอวดแม่ให้คุณอาใจดีฟังอีกต่างหาก
“หรอครับ อาอยากลองทานด้วยจังเลยน้า”
“ตัวอย่ายืนเดี๋ยวก็ตกหรอก” เพทายที่เห็นว่าไพลินลอดตัวออกจากเข็มขัดนิรภัยแถมยังยืนขึ้นเพื่อยืดตัวไปคุยกับอาใจดีของตัวเอง
“ตัวดุเค้าอีกแล้ว” ไพลินทำหน้ามุ่ยปากยื่นออกมาอย่างเบื่อ ๆ เพราะเคืองที่เพทายดุตัวเองตลอดเลย
“ไพลินม๊าเห็นด้วยนะลูก กลับไปนั่งดี ๆ เลยลูก เดี๋ยวตกมาจะเจ็บเอานะครับ” ไพลินจำยอมนั่งลงไปที่เบาะหลังแล้วคาดเข็มขัดเข้าไปเหมือนเดิมสีหน้าหงอยลงจนอาแสนใจดีสงสารขึ้นมา
“ไม่หงอยนะครับไพลิน เดี๋ยวอาซื้อขนมอร่อย ๆ ให้กินนะครับ”
“ไม่ต้องหรอกครับอากฤษณ์ ไพลินพึ่งทานขนมไปครับ” ไพลินที่กำลังจะดีใจก็ถูกฉุดอารมณ์ลงด้วยเสียงของแฝดน้องตัวเองแต่ก็ไม่อยากโวยวายเพราะเพทายน่ะพูดด้วยเหตุผลจนเถียงไม่ได้ทุกทีเลย
“อ๋า อย่างงั้นเองสินะ” กฤษณ์โดนห้ามจากเสียงเล็กแต่เรียบเฉยก็ยิ้มออกมาพลางมองไปที่กระจกมองหลังสบตากับเด็กน้อยที่ดูโตกว่าวัยเพียงเวลาไม่กี่วินาทีก็รู้สึกได้เลยว่าเจ้าเด็กฉลาดคนนี้คงรู้ถึงความในใจของเขาอยู่แน่ ๆ หวงคนเป็นแม่น่าดูเลยสินะ เจอศัตรูหัวใจเข้าแล้วเรา
.
.
“เด็กที่ไหนมาครับเนี่ย”
“แฝดมาแล้วเหรอคะ ขออาส้มกอดหน่อยยยย”
“มาเลยไพลินกอด ๆ” เด็กน้อยทำท่าอ้าแขนเล็ก ๆ นั้นออกกว้างเป็นสัญญาณบอกว่าอนุญาตให้กอดได้อย่างเต็มใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างจนทำให้ดวงตาเรียวหยี
“อาส้ม อาเจ๋ง สวัสดีครับ” เพทายก็ยังคงสุภาพเหมือนทุกวัน เจ๋งเห็นแล้วก็อดลูบหัวน้อยนั้นอย่างเอ็นดูไม่ได้
“ไพลิน เพทาย ลูกไปนั่งที่เดิมนะครับ อย่าซนนะลูกม๊าขอทำงานก่อน” อินหันไปเห็นว่ามีลูกค้ากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามากลัวว่าเด็ก ๆ จะเกะกะหน้าร้านเลยเอ่ยบอกให้ลูก ๆ ไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งทุกวันและเด็ก ๆ ก็ทำตามอย่างว่าง่ายเช่นเดิม
“ครับม๊า” เด็กน้อยสองคนจูงมือกันไปนั่งที่เดิมตามที่คนเป็นแม่บอกก่อนจะจัดการกางสมุดการบ้านเพื่อนั่งทำไปด้วย และเป็นเด็กน้อยเพทายที่ต้องเตือนให้แฝดคนพี่ละจากตุ๊กตาในมือเพื่อจัดการการบ้านให้เสร็จก่อนอีกตามเคย
“รินทร์ครับ วันนี้ให้พี่ไปส่งนะ เห็นรินทร์ซื้อของไว้เยอะเลย ลำบากแย่ถ้าจะเดินกลับกัน” เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงเลิกงานกฤษณ์อาสาเป็นคนไปส่งดารินทร์ทันทีโดยอ้างว่าเพราะคุณแม่ต้องขนของจำนวนมากซึ่งจะลำบากถ้าเดินกลับเอง
“ก็ได้ครับ ผมรบกวนด้วยนะครับ ปะครับลูก” อินยอมรับข้อเสนอที่กฤษณ์อาสาจะไปส่งเพราะคิดถึงเด็ก ๆ ถ้าพาเดินตอนที่ต้องขนของเยอะ ๆ คงไม่สะดวกจริง ๆ ก่อนจะหันไปเรียกลูก ๆ ที่เก็บของเตรียมตัวกลับอยู่ก่อนแล้ว
“วันนี้ไม่ต้องเดิน ๆ เหรอมะม๊า เย้” เมื่อเดินมาถึงรถของกฤษณ์ไพลินก็กระโดดดีใจใหญ่เพราะไม่ต้องเดินกลับเหมือนอย่างเคย ต่างจากเด็กแฝดอีกคนที่ไม่ค่อยยินดีสักเท่าไรที่คนอื่นไปส่งที่บ้าน
“แต่ผมชอบเดินนะครับม๊า วันอื่นเราเดินกันเถอะนะครับ” เมื่อพูดกับแม่ออกไปแบบนั้นคนที่อาสาจะไปส่งถึงกลับหน้าชาหันไปมองหน้าแม่เด็กที่ส่งยิ้มแห้งที่ดูก็รู้ว่าเป็นการขอโทษโดยภาษากาย กฤษณ์ทำได้เพียงยิ้มอ่อนตอบกลับไปเพื่อบอกว่าไม่เป็นไร
“วันนี้อาขอไปส่งก่อนนะครับ ปะขึ้นรถกันก่อนเถอะ” เพื่อไม่ให้บรรยากาศแย่ลง กฤษณ์จึงพูดชวนขึ้นรถเพื่อทำลายสถานการณ์ตอนนี้ไม่ให้ตึงเครียดเกินไป
“ขอบคุณนะครับพี่กฤษณ์ที่อุตส่าห์มาส่ง” เมื่อเดินทางมาจนถึงที่พักของแม่และลูกแล้วกฤษณ์ก็จัดการจอดรถ และลงไปช่วยขนของออกจากรถทันที
“ให้พี่ช่วยถือของไปให้มั้ยครับ”
“ไม่เป็นครับอากฤษณ์ ผมช่วยม๊าถือไปได้ครับ”
“ไพลินช่วยด้วยยยยยย” ว่าแล้วเด็กตัวน้อยก็รีบทำท่ามาถือของช่วยคนเป็นแม่ จนอินต้องยื่นทิชชูให้เด็กน้อยถือแทนเพื่อให้เด็กน้อยรู้สึกว่าได้ช่วยอะไรบ้างแล้ว
“กลับเถอะครับพี่กฤษณ์ วันนี้ขอบคุณมากนะครับ ช่วยไว้หลายเรื่องเลย เด็ก ๆ สวัสดีอากฤษณ์เร็ว” อินเอ่ยลาพร้อมกับให้เด็ก ๆ สวัสดีคุณอาแสนใจดีไปด้วย
“วันหลังเดี๋ยวอามาส่งอีกนะครับ”
“เย้ ไพลินชอบนั่งรถ”
“นั่งรถป๊าก็ได้นะตัว รบกวนคนอื่นไม่ดีหรอก” และเป็นอีกครั้งที่กฤษณ์โดนเด็กน้อยขี้หวงแม่ตัวเองพูดถากถางมันก็ไม่ร้ายแรงมากนัก แต่ฟังดูก็รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้หวงแม่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
“ฮ่า ๆ โอเคครับ งั้นอากลับก่อนนะครับ” กฤษณ์เอ่ยลาพร้อมกับหัวเราะออกมาน้อย ๆ เพราะท่าทางของเด็กน้อยตรงหน้าก่อนจะกลับขึ้นรถและขับออกไป
“ปะ เราขึ้นข้างบนกันดีกว่า” อินจูงมือลูก ๆ เดินเข้าลิฟต์เพื่อขึ้นไปที่ห้องพัก ทั้งแม่และลูก ๆ เดินพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี เด็ก ๆ เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนให้คนเป็นแม่ฟังพร้อมเดินไปอย่างอารมณ์ดี
“ว่าไงดารินทร์ ทำไมมาช้านักล่ะ” ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้องพักอย่างที่เคย แต่ไม่เหมือนเคยคือมีคนที่เขาไม่รู้จักนั่งอยู่ที่โซฟากลางห้องสามคน อินปล่อยของในมือลงบนพื้นแล้วใช่แขนทั้งสองข้างกันเด็ก ๆ ไว้ด้านหลังเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน
ในหัวอินก็พยายามคิดว่าในความทรงจำของดารินทร์มีอะไรบ้าง แล้วนั้นก็แวบภาพที่ดารินทร์ถูกทวงถามเรื่องหนี้สินรวมถึงวิธีการที่ดารินทร์ใช้ผ่อนผันเรื่องดอกเบี้ยด้วยการเอาตัวเข้าแลก จนถึงวันสุดท้ายที่ดารินทร์ถูกตามล่าจนต้องขับรถพุ่งชนข้างทางและตกลงไปในน้ำ เหตุการณ์ในวันนั้นที่ทำให้อินได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
“คุณมาทำอะไร ยังไม่ถึงเวลาจ่ายนิ”
“แหม น้องรินทร์พูดซะห่างเหิน คนเคย ๆ หน่า” ว่าแล้วหนึ่งในสามคนนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ตัวอินมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสีหน้าที่ยียวนกวนประสาทอยู่ไม่น้อย
“อย่าเข้ามาใกล้ผมนะครับ” อินถอยหลังหนีพร้อมกับใช้มือกันลูก ๆ ไว้ด้วย
“ไม่เอาหน่าส่งเด็ก ๆ เข้านอนแล้วเรามาทำกันอย่างเคย ๆ ดีกว่ามั้ยน้องรินทร์”
“ไม่ครับ ผมไม่ทำแบบนั้นแล้ว พวกคุณกลับไปเถอะนะครับ แล้วผมจะจ่ายตามกำหนดเดิมครับ” อินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ก่อนจะพูดออกไปอย่างหนักแน่น ไม่ว่าดารินทร์จะเคยทำอะไรที่นี่ก็ตามเขาไม่มีทางทำมันอีก โดยเฉพาะต่อหน้าเด็กทั้งสองคนนี้
“ถ้าน้องรินทร์ไม่ได้จะหนี แล้วทำไมไม่ไปเล่นที่บ่อนเลยล่ะจ๊ะ เล่นหายไปเลยแบบนี้ ไม่ให้พวกพี่มาตามได้ยังไงล่ะ พวกพี่คิดถึงนะครับ” ชายอีกคนที่ยังนั่งอยู่เริ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงไปด้วย
“ผมไม่ได้จะหนีครับ แค่ไม่เล่นแล้ว”
“งั้นก็จ่ายดอกมาตอนนี้แล้วเราจะกลับ”
“แต่มันยังไม่ถึง..”
“อย่าพูดมากไม่มีจ่ายก็อ้าขา ก็แค่นั้น” อินตกใจจนตัวโยนพร้อมกับเสียงร้องไห้ของไพลินที่ก็รู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ยังดีที่เพทายยังมีสติดีอยู่
“อย่ามายุ่งกับม๊านะ พวกคนไม่ดี” เพทายชะเง้อหน้าออกมาจากด้านหลังของแม่แล้วส่งเสียงออกมาด้วยความกล้าหาญเพราะอยากปกป้องแม่ของตัวเอง
“มะม๊าไพลินกลัววววว ฮึกฮืออออ” ไพลินร้องไห้หนักกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าชายทั้งสามคนเริ่มเดินเข้ามาใกล้คนเป็นแม่มากขึ้น
“อย่าเข้ามานะ” อินถอยจนหลังชนกับประตูห้องพักซึ่งนั้นหมายความว่าตอนนี้ไม่มีที่ให้ตัวเองถอยแล้ว ในหัวของอินตอนนี้คิดถึงวิธีเอาตัวรอดและก็ไม่เห็นทางออกอื่นอีกแล้วนอกจากคงต้องยอมทำเหมือนเดิมอย่างที่ดารินทร์เคยทำครั้งที่ผ่าน ๆ มา
“จะเอาไง จะจ่ายเป็นเงินหรือจ่ายเป็นอย่างอื่น” เงินเหรอจากที่เขาดูแล้วดารินทร์ไม่มีมากมายอย่างที่คิดคงเป็นเพราะการพนันและการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายของดารินทร์แล้วก็ไม่แปลกใจเลยที่เงินเดือนละสองแสนที่ได้มาทำไมถึงไม่มีเหลืออยู่ในบัญชีไม่ถึงหมื่น แถมวันนี้อินยังซื้อของให้เด็ก ๆ ไปหลายบาทแล้วด้วย
“ขะ ขอเอาลูก ๆ เข้าห้องก่อน” แล้วนี่แหละ ทางที่อินต้องเลือก แม้ว่ามันจะมีภาพเหตุการณ์เรื่องพวกนั้นเต็มหัวอินไปหมดด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ แต่มันไม่ง่ายเลยสำหรับอินเพราะตัวอินเองไม่ได้มีประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้มากนัก
“ตามนั้น”
“ไปจ้าเด็ก ๆ แม่ของหนูกำลังจะเล่นสนุกกับพวกลุงแล้ว ฮ่า ๆๆ” ลุงที่ดูไม่น่าไว้ใจก้มลงมาพูดกับเด็ก ๆ เพทายจ้องไปที่คนพวกนั้นตาเขม็งเหมือนพร้อมจะสู้ไม่ถอย
“ไปอยู่ในห้องก่อนนะลูก” อินหันมาบอกลูก ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าไปในห้องก่อนเพื่อให้อินมั่นใจว่าเด็กน้อยทั้งคู่จะปลอดภัย
“ไม่ คนพวกนี้ต่างหากที่ต้องไปครับ”
“มะม๊า ไพลินไม่อยากห่างมะม๊า” เด็กทั้งสองไม่ยอมเดินไปที่ห้องอย่างที่คนเป็นแม่บอก
“ไปสิวะ” ในขณะที่อินกำลังพยายามจะพาเด็กทั้งคู่ไปที่ห้องนอน แต่ดูเหมือนจะไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะเด็กทั้งสองไม่มีท่าทีว่าจะยอมออกห่างจากตัวคนเป็นแม่เลย จนคนที่รอจะทำอะไรกับแม่ของเด็กทั้งสองเริ่มหงุดหงิดและไม่อยากรออีกต่อไป
ชายคนหนึ่งในนั้นเข้ามากระชากแขนของไพลินจนเด็กตัวน้อยเซล้มลงไปกับพื้น อินเห็นแบบนั้นก็ร้อนใจจนเข้าไปพยุงตัวไพลินเข้ามาในอ้อมแขนแล้วกอดปลอบไปด้วย
“มะม๊าไพลินเจ็บ ฮึก ฮือออ” อินได้ยินเสียงเด็กน้อยในอ้อมแขนที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปนความกลัวยิ่งเด็กน้อยร้องเสียงดังขึ้นเท่าไร อินก็อยากร้องไห้ตามไปด้วยจนน้ำตาเริ่มคลอหน่อย
“อย่ามายุ่งกับเรานะ” เด็กน้อยอีกคนกางแขนเล็ก ๆ ทั้งสองข้างกันไว้ไม่ให้คนพวกนั้นเข้ามาทำร้ายแฝดคนพี่และแม่ของตัวเอง แม้ว่าตัวเองจะไม่รู้เลยว่าแขนเล็ก ๆ นั้นไม่สามารถทำอะไรผู้ใหญ่สามคนตรงหน้า
“ฮ่า ๆ มึงดูเทพบุตรตัวน้อยนี้ดิ คิดว่าจะช่วยแม่มันได้มั้ง”
“จับมันหิ้วไปไว้ที่ห้องอื่นก็จบแล้ว”
“เร็ว ๆ เหอะ กูจะหมดอารมณ์แล้ว” คนที่ดูจะเป็นหัวหน้าพูดสั่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เพทาย
“พวกคุณหิ้วตัวเองไปทิ้งในขยะเถอะ ของที่ไม่ดีควรเอาไปทิ้งที่ขยะ” เด็กที่อายุแค่ 5 ขวบพูดออกมาต่อหน้าผู้ใหญ่ที่ดูใจร้ายทั้งสามคน จนคนพวกนั้นเริ่มรู้สึกโกรธและเสียหน้าไม่น้อยที่มาโดนเด็กด่าในสถานการณ์แบบนี้
“ไอ้เด็กปากดี ปากแบบนี้ต้องโดนตบสักที”
“อย่านะ” อินร้องห้ามเสียงหลง
ปัง!!!
ในขณะที่อินกำลังจะเข้าไปห้ามชายที่ง้างมือขึ้นเพื่อหวังจะทำร้ายเด็กน้อยที่จ้องไปที่ชายคนนั้นอย่างไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะได้ฟาดลงมาที่ใบหน้าเด็กน้อย ประตูหน้าห้องก็ถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับที่ทุกคนให้ห้องหันขวับเพื่อไปดูว่าใครเป็นคนเปิดเข้ามา
“หยุดเดี๋ยวนี้” คนที่เข้ามาใหม่ตะโกนเสียงก้าวออกมาเมื่อเปิดเข้ามาเห็นภาพตรงหน้าว่ามีใครกำลังทำเรื่องระยำอะไรกับลูกทั้งสองของเขา ใบหน้าของคนเป็นพ่อไม่สบอารมณ์เหมือนจะฆ่าคนให้ตายได้ตอนนี้เสียด้วยซ้ำ
“มึงเป็นใครวะ” หนึ่งในชายทั้งสามคนพุ่งเข้าไปที่คนมาใหม่ทันทีแต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าไว้ เมื่อเห็นว่าคนหน้าประตูไม่ได้มาเพียงคนเดียว และคนที่มาสบทบนั้นก็มีอาวุธเหน็บอยู่ที่ลำตัวอีกต่างหาก ถ้ายังดันทุรังเข้าไปคงเป็นพวกตัวเองที่เสียเปรียบอีกฝ่ายมากกว่า
“ทีนี้คงหยุดได้แล้ว บอกมาว่าพวกมึงมาเอาอะไร”
.
.
“ปะป๊า ไพลินกลัวววว ฮืออออ” หลังจากจัดการเรื่องของชายชั่วทั้งสามคนเรียบร้อยแล้ว ไพลินก็วิ่งร้องไห้เข้าไปหาคนเป็นพ่อทันที แต่เพทายกลับจับมือคนเป็นแม่ไม่ปล่อยโดยที่เด็กน้อยไม่มีน้ำตาสักนิดเดียว
“ไม่เป็นไรแล้วครับลูก ป๊าอยู่นี้แล้ว ไม่มีใครทำร้ายลูกได้แล้วครับ” คนเป็นพ่อกอดลูกไว้ในอ้อมแขนพร้อมโยกตัวไปมาเพื่อเป็นการปลอบให้เด็กตัวน้อยที่ร้องไห้ไม่หยุดสงบลง
“ม๊าไม่เป็นไรนะครับ” เพทายที่นั่งกุมมือม๊าไว้ เด็กน้อยมองไปที่ม๊าซึ่งไม่ยอมเงยหน้ามองลูกทั้งสองคน เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นต้นเหตุให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเด็กน้อยทั้งสอง ยิ่งต่อหน้าคนที่เป็นพ่อแล้ว อินยิ่งไม่กล้ามองเข้าไปใหญ่ รู้กันดีอยู่แล้วว่าสายตาที่คนเป็นพ่อของเด็กทั้งสองมองมามันจะเป็นยังไง ต้องเป็นสายตาเดียวกับที่อินเคยได้รับมาเป็นแน่
“ม๊าไม่เป็นไรครับลูก ม๊าไม่เป็นไร” อินพูดทั้งที่ก้มหน้ามองตักตัวเองอยู่เหมือนเดิม
“เพทายครับเดี๋ยวลูกพาพี่เขาไปอาบน้ำก่อนนะครับ ป๊ามีเรื่องจะคุยกับม๊าหน่อยนะครับลูก” หลังจากปลอบเด็กในอ้อมแขนจนเด็กน้อยยอมหยุดร้องแล้ว เขาก็เห็นว่าถึงเวลาต้องจัดการกับคนเป็นแม่ของเด็กทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเสียที
“ครับป๊า ตัวไปอาบน้ำกัน”
“อื้อ เค้าขอเลือกชุดนอนได้มั้ย”
“อื้อได้ เค้ายอมตัววันหนึ่ง”
“เย้ อาบน้ำกัน”
เด็กทั้งคู่จูงมือกันเพื่อเดินไปในห้องของตัวเองเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำเหมือนอย่างปกติ พ่อและแม่ของเด็กน้อยนั่งมองลูกเดินจูงมือกันไปยิ้ม ๆ ด้วยความเอ็นดู
ทันทีที่เด็กน้อยเดินเข้าห้องไปจนพ้นสายตา อินหันกลับมานั่งมองมือของตัวเองโดยที่รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาของคนตรงข้ามส่งมาให้จนอินไม่กล้าเงยหน้าสบตากับเขา
“ดารินทร์เธอต้องยอมรับสักทีว่าเธอดูแลลูกไม่ได้”
“คือมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ จริง ๆ แล้วมันยังไม่ถึงกำหนดจ่าย แต่ไม่รู้ทำไมคนพวกนั้นถึงมาที่นี่ครับ” อินพยายามอธิบายถึงสาเหตุของเหตุการณ์ในวันนี้ว่าเป็นเรื่องที่ตัวเขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกัน
“ฉันไม่ได้หมายถึงแค่วันนี้ การใช้ชีวิตของเธอ วันนี้แค่ดอกเบี้ยแล้วยังไง ต่อไปจะเป็นยังไงอีก แค่ตัวเธอก็สกปรกพอแล้วลูกไม่ควรอยู่กับคนแบบเธอ” ยิ่งกว่าสายตาที่มองมาแล้วยังมีคำพูดที่ทำร้ายอินได้ยิ่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า วันเก่า ๆ ความรู้สึกเดิม ๆ วนกลับเข้ามาในความทรงจำของอินอีกครั้ง เมื่อได้ยินคำที่บอกว่าตัวเขาเองนั้นเป็นสิ่งสกปรก
“แต่ผมตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้จริง ๆ ครับ” เพราะว่าอินเองก็ไม่รู้ว่าดารินทร์จะกลับมาไหม เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่อินตัดสินใจเองไม่ได้
“อย่ามาเล่นแง่หน่อยเลย คนอย่างเธอจะเก็บลูกไว้ทำไมถ้าไม่ใช่เพราะเงินของฉัน”
“แต่ผม...”
“ฉันจะยื่นข้อเสนอให้เธอเป็นครั้งสุดท้าย ฉันจะจ่ายหนี้ให้เธอทั้งหมด และจะให้เงินเธอไว้นิดหน่อย แต่เธอต้องยกลูก ๆ ให้อยู่ในความดูแลของฉัน ฉันจะไม่ห้ามถ้าเธออยากจะเจอลูกบ้าง แต่พนันได้เลยว่าเธอไม่อยากเจอลูกแน่ ๆ มันจะสบายตัว พร้อมให้เธอไปเริ่มต้นใหม่กับเจ้านายเธอไงดารินทร์”
“พี่พิชญ์รู้ได้ยังไงครับว่าผมทำงาน” อินเริ่มสงสัยว่าทำไมคนตรงหน้าถึงรู้เรื่องที่เขาทำทุกอย่างรวมถึงที่เข้ามาช่วยเขาและเด็ก ๆ ไว้ได้ทันเมื่อครู่นี้ด้วย
“ด้วยพฤติกรรมของเธอคิดว่าฉันจะปล่อยลูกไว้กับเธอโดยไม่มีใครตามดูหรือไง ฉันไม่คิดว่าเธอจะดูแลลูก ๆ อย่างที่เธอคิดว่าดูแลได้ตั้งแต่เธอพาตัวเองลงไปในน้ำเพราะหนีหนี้แล้วดารินทร์”
“แต่ผมไม่..”
“หยุดอ้างสักทีเถอะ ฉันจะทนเธอไม่ไหวแล้ว ถ้าเธอไม่ยกลูกให้ฉัน ฉันก็จะไม่สนอะไรอีก ฉันจะไม่ยอมให้ลูก ๆ มาเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก ไหนจะที่เธอทำอะไรสกปรก ๆ ต่อหน้าลูก ๆ ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เป็นแม่แบบไหนกันดารินทร์”
“...”
“ครั้งต่อไปฉันจะไม่ให้อะไรเธอเลย คิดให้ดีไม่งั้นเธอจะไม่เหลืออะไร”
อินไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไปอีกเพราะเรื่องที่คนเป็นพ่อพูดก่อนจะเดินเข้าไปหาลูก ๆ ในห้องเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ทิ้งให้อินอยู่กับความคิดของตัวเอง ก่อนนี้อินก็ไม่คิดว่าสถานการณ์ของดารินทร์จะเลวร้ายมากขนาดนี้ แต่ในวันนี้ต้องยอมรับว่าเธอไม่ควรเก็บลูก ๆ ไว้กับตัว แต่ก็นั่นแหละ
เธอไม่ใช่ดารินทร์จะตัดสินใจแทนได้อย่างไรกัน
.
.
.
to be continued..
.
.
.
ฝากติดตามด้วยนะคะ
*Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||15 ปีผ่านไป“เราชอบเธอนะ” เด็กชายรุ่นราวคราวเดี๋ยวกันกับเด็กหญิงเดินออกมาจากมุมตึกก่อนจะยื่นดอกกุหลายหนึ่งดอกที่ตัวเองเลือกมาอย่างดีแล้วว่าเป็นดอกที่สวยที่สุดในร้านเพื่อนำมาส่งมองให้ผู้หญิงที่ตัวเองแอบมองมากว่าหลายเดือน“เดี๋ยวก่อนไอ้น้อง จะมาขอสาวเป็นแฟนทั้งทีใช้ดอกกุหลาบดอกเดียวเนี่ยนะ” ว่าแล้วหนุ่มหล่อคนหนึ่งก็คว้าดอกกุหลาบในมือเด็กชายไปถือเองอย่างถือวิสาสะและพูดพร้อมกับหัวเราะไปด้วยอย่างขบขัน“อายุเท่าไร ให้เดานายคงซื้อดอกไม้ด้วยเงินค่าขนม กลับไปตั้งใจเรียนเถอะ” หนุ่มหล่ออีกคนที่มีหน้าตาคล้ายกันแต่แตกต่างกันที่คนนี้ใส่แว่นตาจนหนาเตอะแต่สายตากลับเฉือดเฉือนคนได้มองราวกับเป็นผู้คุมกฏมาจากไหนและมันก็ทำให้เด็กชายกลัวจนวิ่งหนีหายไปทันที“หยุดเลยนะพี่ไพลินพี่เพทาย บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าทำแบบนี้กับหนูไง หนู 17 แล้วนะโตแล้ว”“กล้าจะโตนะหนูพร้อมรัก ยังต้องเอาตุ๊กตาเน่าใส่กระเป๋ามาเรียนอยู่เลยนี่ไง” ไพลินไม่ว่าเปล่าคว้าไปหยิบตุ๊ก
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 3ม๊าหึงป๊าแล้วนะ||2 ปีผ่านไป“ม่าย ๆ ม่ายเพาะเอา เอาขวด ๆ ” เสียงเด็กหญิงตัวเล็กงอแงเรียกชื่อตัวเองเป็นคำว่า เพาะ เพราะยังพูดไม่ค่อยชัดมากนัก“น้องพร้อมรักไม่แง ๆ น้า เดี๋ยววันพรุ่งนี้ม๊าให้กินแบบขวดนะครับ” อินกำลังตกลงความเห็นที่ไม่ลงตัวกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจที่สุดในบ้านเพราะด้วยความที่เป็นลูกและหลานคนเล็กทุกคนเลยพร้อมจะตามใจ คงมีแต่อินที่ต้องพยายามดัดนิสัยอยู่บ้างบางครั้งเพราะกลัวว่าจะโตไปเป็นเด็กเอาแต่ใจไม่น่ารัก“ม่ายน้าม๊า ขวด”“คุณรินทร์ครับเดี๋ยวผมออกไปซื้อที่สาขาอื่นให้นะครับ” คนขับรถเองก็เห็นท่าทางเบะจะร้องไห้ของคุณหนูตัวน้อยก็อดจะเอ็นดูไม่ได้ และเขาก็คงเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ได้เห็นคุณหนูเศร้าใจก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างที่เด็กตัวน้อยต้องการจนหมด“ไม่เป็นไรครับลุงสมชายเดี๋ยวผมจัดการเองครับ” แต่อินก็ยังตั้งมั่นว่าจะต้องจัดการกับเด็กเอาแต่ใจคนนี้ให้ได้ ไม่งั้นลุงสมชายต้องเดือดร้อนออกไปหาซื้อให้อีก“แล้วจะได้เหรอครับ ดูเบะมากเลยนะครับนั่
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||ตอนพิเศษ 2สมาชิกใหม่ของบ้านเลิศศิริกุล||“ใกล้คลอดเข้าไปทุกที ให้เมียแกลงมานอนข้างล่างซะ” คนที่ทำเหมือนไม่สนใจคนท้องแก่แต่กลับใส่ใจกว่าที่คิดเอ่ยปากบอกลูกชายให้พาเมียลงมานอนห้องข้างล่างเพราะเห็นคนท้องขึ้นบันไดทุกวันแล้วพานให้เธอหงุดหงิด“ผมให้ป้าดาวจัดการแล้วครับ”“ดี เธอก็เดินเหินให้มันระวัง ไม่ใช่คิดน้อยอยากจะขยับไปไหนก็ทำ”“ครับ” อินตอบรับยิ้ม ๆ เพราะรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณย่าเด็กแฝดอีกครั้ง“มะม๊าขอไพลินฟังเสียงน้องหน่อยไพลินจะไปเรียนแล้ว” เด็กตัวน้อยจัดการทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก่อนจะวิ่งมาหาคนเป็นแม่และเอาใบหน้าเล็กแนบไปกับหน้าท้องกลมนูนเต็มที่ของมะม๊าเช่นทุกวัน“ม๊าหนักมั้ยครับ” เพทายถามม๊าด้วยความเป็นห่วงและแน่นอนว่าเด็กน้อยคนนี้ก็ถามมะม๊าแบบนี้ทุกวันเช่นกัน“ม๊าไม่เป็นไรครับ เพทายไม่ต้องห่วงม๊าน้า” อินว่าพร้อมลูบหัวลูกปรอย ๆ“ไปกันครับเด็กแฝด ฉันไปก่อนถ้ามีอะไรรีบโทรบอกทันทีเลยนะ”“ครับพี่พิชญ์” ก่อนออกไปจารุพิชญ์ก้มลงหอมขมับเล็กเบ
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน|ตอนพิเศษ 1 พาสะใภ้เข้าบ้านใหญ่|“กังวลอะไรขนาดนั้น” จารุพิชญ์เอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กปรอย ๆ เพื่อเป็นการปลอบคนตัวเล็กที่แสดงสีหน้าคิดไม่ตกตั้งแต่รู้ว่าต้องเข้าบ้านใหญ่เลิศศิริกุล“ก็คุณแม่พี่พิชญ์ไม่ชอบใจผมเอามาก ๆ นิครับ ก็เลย..” อินพูดด้วยใบหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์ของตัวเองกับแม่ของอีกฝ่ายแล้วก็อดคิดมากไม่ได้ เจอกันทุกครั้งเขาไม่เคยมีเรื่องราวดี ๆ เลย จะไม่ให้กังวลก็คงแปลก“เดี๋ยวนอนแค่วันนี้แล้วค่อยหาที่อยู่ใหม่กันดีมั้ย” แม้เพียงสักนิดเขาก็ไม่อยากให้คนตัวเล็กกังวลเรื่องอะไรก็ตาม“ไม่เป็นไรครับพี่พิชญ์เองก็บอกแล้วว่าคุณย่าติดเด็กแฝดไปแล้ว ผมไม่อยากให้เธอคิดมาก” ในเมื่อเขาตั้งใจจะเริ่มต้นใช้ชีวิตครอบครัวกับพ่อของลูกแล้วจะเอาแต่ความสุขตัวเองก็คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวจนเกินไป อินจึงตั้งใจจะอดทนอยู่กับคนที่เรียกได้ว่าเป็นคุณย่าของเด็ก ๆ ให้ได้ เพราะบ้านนี่ยังไงก็เป็นที่ของเด็กแฝดและตัวเล็กที่กำลังจะเกิดมาด้วย อินจึงทำใจสู้เพราะเรื่องที่หนักกว่านี้ก็
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 38 ~การมีอยู่ของเธอทำให้เราเป็นครอบครัว..“พี่รินทร์ลาเต้โต๊ะสองหวานน้อยเพิ่มหนึ่งจ้า พี่รินทร์ พี่” ไมโลเรียกอินเป็นครั้งที่สามแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ได้สติ เอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกร้านราวกับว่ากำลังรอใครอยู่“โทษทีจ่ะ ลาเต้หวานน้อยนะ” จนเจ้าหนูไมเดินเข้าไปสะกิดร่างเล็กถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมา และได้เริ่มทำเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง“จ่ะพี่รินทร์” ไมโลตอบรับก่อนจะสังเกตท่าทางไร้ชีวิตชีวาของผู้จัดการร้านตัวเล็ก แต่ก็ยังไม่ได้โอกาสถามออกไปเพราะลูกค้าเข้าร้านมาเรื่อย ๆ จนเจ้าหนูจำไมนึกหงุดหงิดในใจต้องเก็บความสงสัยเอาไว้อีกแล้ว โอ๊ย อยากใส่ใจจนเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงพักกลางวันที่ไมโลเป็นคนจัดหาและตัดสินใจเลือกอาหารการกินแทนเพื่อนร่วมงานเพราะถามอะไรก็บอกแต่ว่าแล้วแต่ ๆ จนความหนักใจมาอยู่ที่เจ้าไม จึงออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสตรงข้ามร้าน พอกินเสร็จก็ได้เวลาสัมภาษณ์เรื่องที่อยากใส่ใจของไอ้ไมสักที“พี่รินทร์ ที่พี่เหม่อมาเป็นอาทิตย์เพราะคิดถึงคุณค
**Warning**1.เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้น2.พฤติกรรมบางอย่างของตัวละครมีความไม่เหมาะสม3.โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน||~ ตอนที่ 37 ~อยากมีเธออยู่ในชีวิต..7.30 น.ร้านคาเฟ่สาขานนทบุรีหลังจากที่หนีพ่อของลูกขึ้นไปบนห้องแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องด้านบนจนเช้า และจะได้เวลาต้องเปิดร้านแล้ว อินจึงเดินลงมาเพื่อจัดการความเรียบร้อยในร้าน ขณะมือเล็กกดเปิดสวิตช์ไฟจนร้านสว่างจึงเห็นว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาอินไม่ได้พักอยู่ในร้านนี้คนเดียว“พี่พิชญ์ทำไมยังนอนอยู่ที่นี่ครับ”“อื้อ ตื่นแล้วเหรอ” จารุพิชญ์งัวเงียลุกขึ้นนั่งที่โซฟาตัวเดิมกับที่ตัวเองใช้เป็นเตียงไปเมื่อคืนนี้ ก่อนที่มือหนาจะคว้าจับมือเล็กที่พยายามสะบัดออกแต่โดนคนตัวโตกว่าดึงเข้าไปหาและใบหน้าหล่อก็ซบลงที่หน้าท้องนูนราวกับคนละเมอที่ยังไม่ตื่นเต็มตา“พี่พิชญ์ทำอะไรครับ” อินพยายามขยับตัวหนีแต่สู้แรงไม่ได้แม้จะเอามือเล็กขึ้นมาแกะอ้อมแขนของคนพี่ออกก็ยังทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายยิ่งกอดตัวเองแน่นขึ้นไปอีก“คิดถึง” คำที่ได้ฟังเมื่อวานถูกเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้อินทนมันได้แล้ว“พี่พิชญ์ปล่อยผมเถอะครับ” จนอินไร้หนทางสู้และจึงเอ่ยบ







![หวนคืนลิขิตรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)