LOGINสถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดา
19 ตุลาคม ดี.ดี. 12
กลไกสลับซับซ้อนเคลื่อนตัว เครื่องจักรส่งเสียงอึงอลระใบหู ของเหลวสีเขียวถูกระบายออกจากหลอดทดลองขนาดยักษ์ ไร้ซึ่งสิ่งพยุงร่าง ไพเรนทร์ก็ร่วงลงไปกองที่ก้นหลอดทดลอง มือจักรกลดึงเขาขึ้นมาใหม่เพื่อสวมแท่งเหล็กหนาสีดำสนิทหุ้มตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงข้อศอกล็อกสองแขนของเขาไม่ให้ขยับเขยื้อนได้
“หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม ตามมาด้วยความสงบ หากขัดขืนจะทำการยิงยาสลบทันที”
เจ้าหน้าที่ในชุดเกราะต่อต้านไอทมิฬของดีซีโอสองคนถือปืนเดินมาประกบข้างหลอดทดลอง หลอดแก้วทรงกระบอกหนาเลื่อนตัวลง ปลดปล่อยตัวทดลองข้างในให้เป็นอิสระ
ไพเรนทร์ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สองขาที่ล่องลอยอยู่แต่ในของเหลวจนอ่อนเปลี้ยไม่เหลือเรี่ยวแรง อุปกรณ์ที่ล็อกแขนเขาไว้ก็หนักเสียถ่วงดุลทั้งร่างไปด้านหน้า เจ้าหน้าที่สองคนรุดมาหิ้วปีกเขาคนละข้าง ด้วยรู้ว่าหากรอให้ไพเรนทร์ลุกเองวันนี้คงไม่ต้องไปไหนกันพอดี ไพเรนทร์เดินไปตามทางที่ผู้คุมทั้งสองพาเขาไปอย่างเลื่อนลอย เพื่อทำกิจวัตรประจำวันใหม่ในห้องทดลองแห่งใหม่
ตัวทดลองเข้าไปเอนกายนอนในเครื่องสแกน ภาพบนหน้าจอปรากฏริ้วไอทมิฬที่ไหลเวียนดุจสายน้ำในร่าง ไร้ซึ่งความแปรปรวน ไร้จุดปะทุ ดั่งฝูงปลาว่ายเวียนอพยพตามฤดูกาล
“วันนี้ไอทมิฬของตัวทดลองอมตะก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่มีอะไรผิดปกติ แน่ใจนะว่านายไม่ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเอง” ชายชราผมสีดอกเลาจับเครื่องควบคุมอันดัดแปลงมาจากอาวุธสังหารเหนี่ยวนำการทำงานของเครื่องมือทดลอง ใบมีดทมิฬกรีดผ่ากลางอกของตัวทดลอง ไอทมิฬจากในอกพวยพุ่งขึ้นมาปกคลุมฟื้นฟูบาดแผลในพริบตา
“หา? ฉันจะทำแบบนั้นไปทำไม เดี๋ยวพ่อปั๊ดทุบกะโหลกเละซะหรอก ตาแก่นี่” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ ผิวออกสีแทนเล็กน้อยอย่างคนที่เคยกรำแดดแต่ไม่ได้ออกแดดมานาน ผู้สวมเพียงเสื้อกล้ามสีดำตัวบางในห้องปรับอุณหภูมิหนาวเหน็บกัดบุหรี่ในปากจนหักงอ
นักวิจัยชราเหลือบมองคนด้านข้างด้วยสายตาดุดัน “ก็ลองดูสิ นายได้ถูกขังให้จมอยู่ใต้มหาสมุทรไปพร้อมกับสถานีวิจัยเบอร์มิวดาแห่งนี้แน่ แล้วก็บอกกี่ครั้งแล้วว่าในนี้ห้ามสูบบุหรี่”
“ชิ เหม็นกลิ่นคนแก่โว้ย!” ชายหนุ่มพ่นบุหรี่ทิ้งลงพื้นแล้วใช้ปลายเท้าขยี้ดับไฟระบายอารมณ์
ผู้ชราถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย เขาเริ่มการทดลองต่อไปตามลำดับ ชายชรายื่นปุ่มกดไปให้ชายหนุ่มด้านข้าง ชายหนุ่มกระแทกมือกดมันอย่างอารมณ์เสีย ปุ่มหน้าโง่นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องทนอยู่ในสถานีวิจัยน่าเบื่อหน่ายแห่งนี้ และยังต้องถ่อสังขารมาที่ห้องทดลองนี้ทุกวัน
โพแทสเซียมคลอไรด์ถูกฉีดเข้าเส้นเลือดที่ข้อพับแขนซ้ายโดยไร้ยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อเหนี่ยวนำ ตัวทดลองดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานก่อนจะสิ้นลม ไอทมิฬพวยพุ่งปกคลุมทั่วทั้งร่างจนภาพในหน้าจอกลายเป็นสีดำสนิทดั่งสัญญาณดับ เพียงแต่ไอทมิฬในร่างของตัวทดลองกลับยังคงไหลเวียนอย่างสงบเช่นเดิม ไม่ได้มีส่วนใดถูกแบ่งมาเพื่อฟื้นฟูชีวิตที่ขาดหายไปแม้เพียงเสี้ยวเดียว
“มีแค่การตายเท่านั้น ที่ตัวทดลองอมตะไม่ได้ใช้ไอทมิฬจากในร่างเลยแม้แต่น้อย แล้วเขาเอาพลังมาจากไหนกันล่ะ?” นักวิจัยพึมพำพลางจดบันทึกผลการทดลอง “หรือว่าความลับของพลังอันแข็งแกร่ง จะต้องตายก่อน”
ชายหนุ่มด้านข้างได้ยินดังนั้นก็เงียบไปสักพักก่อนจะแค่นเสียงสบถ “เหอะ! เรื่องแบบนั้นพิสูจน์ไม่ได้หรอก ไม่มีฆาตกรคนไหนยอมตายเพียงเพื่อจะช่วยปู่พิสูจน์เรื่องบ้า ๆ พรรค์นี้แน่ คนที่มีชีวิตเพื่อฆ่าน่ะ ไม่สามารถยอมรับความรู้สึกในชั่วขณะที่ชีวิตกำลังจะดับสูญโดยไม่รู้ว่าจะได้ลุกขึ้นมาฆ่าอีกไหมได้หรอกนะ อีกอย่าง ฉันก็ฆ่าฆาตกรนอกเขตไปตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นจะลุกขึ้นมาใหม่สักคน”
นักวิจัยเหลือบมองฆาตกรด้านข้าง แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่ตัวทดลอง แต่ความเห็นเมื่อสักครู่เขาคงต้องขอจดบันทึกเพื่อประโยชน์ในการพัฒนางานวิจัยไว้เสียหน่อย
“ได้เวลาทำงานของนายแล้ว เข้าไปคุยกับเขาหน่อยสิ เค้นหาสิ่งผิดปกติที่นายกุขึ้นมาซะ”
“ฉันไม่ได้กุขึ้นมานะเว้ย! แล้วจะให้คุยกับศพเดินได้แบบนั้นน่ะเหรอ? คุยกับซอมบี้ยังน่าสนุกกว่า ให้ตายเถอะ ทำไมคนอย่างฉันต้องมาติดแหง็กในที่เส็งเคร็งแบบนี้ด้วย”
“นายเป็นคนพาเขามา ถ้าเขาเป็นตัวอันตรายอย่างที่นายรายงานจริง คนเดียวที่จะหยุดเขาได้ก็มีแต่นายแล้ว”
นักวิจัยชราจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม แม้พวกเขาจะดูเหมือนปฏิบัติต่อกันอย่างไร้ซึ่งความเคารพ แต่เรื่องความไว้วางใจในฝีมือของอีกฝ่ายนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดออกมา
“ชิ! น่ารำคาญจริง”
สีขาวหายไป เสียงบาดหูเหมือนเหล็กลากพื้นเรียกให้ไพเรนทร์ลืมตา เขาไม่เคยได้ยินเสียงนี้ เขากำลังจะได้รับการทรมานแบบใหม่อย่างนั้นหรือ…
“เฮ้! ไอ้หนูทดลอง มานั่งนี่”
ใครกัน ไพเรนทร์ไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน แล้วที่ว่าให้มานั่งนี่… เก้าอี้ทรมานแบบใหม่?
“เฮ้ย! เมินกันเหรอวะ? ลุกขึ้น”
กลิ่นควันระคายคอที่ไพเรนทร์ไม่ชอบกลับชวนให้ระลึกถึงวันวานก่อนที่โลกจะพังพินาศ เขาเกลียดบุหรี่ และไม่เคยทำใจชอบมันลง แม้คนรอบข้างเขาจะมีหลายคนที่เสพติดมันจนขาดไม่ได้ก็ตาม บุหรี่ในยุคนี้จัดเป็นของฟุ่มเฟือย ไพเรนทร์จำได้ว่า ในเขตสิบเอ็ดเคยมีผู้ที่ลักลอบซื้อขายถูกลงโทษให้มาทำงานชดใช้ในค่ายกักกันไอทมิฬด้วย
เขาทั้งไม่อยากถูกทรมานและเกลียดกลิ่นควันบุหรี่ แต่หากไม่ไป การทดลองในวันนี้ก็คงไม่มีวันจบ ไพเรนทร์เข้าใจในข้อนี้ดี ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไร้แรงใจจะบังคับร่างให้ลุกขึ้นยืน
นอนตรงนี้ตลอดไปเลยไม่ได้หรือ? นอนไปโดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก...
คอเสื้อของเขากลับถูกกระชากอย่างแรง เสื้อที่ฉีกขาดจากการทดลองอยู่เดิมขาดแหว่งจนแทบจะปกปิดสิ่งใดไม่ได้
“ฉันไม่ได้มีความอดทนมากนักหรอกนะ ไอ้หนูทดลอง ฉันสั่งให้ลุก แกก็ต้องลุก!”
ไพเรนทร์เบนสายตามองอีกฝ่ายอย่างเฉยเมย ชายหนุ่มที่ขยุ้มคอเสื้อเขาอยู่มีรูปร่างสูงใหญ่ แขนที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามสีดำเต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยสัก ไม่แปลกใจที่สามารถฉุดเขาขึ้นมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องพึ่งพลังแห่งความตายเสริมความแข็งแกร่ง
ลำคอแห้งผากเปล่งเสียงขาด ๆ หาย ๆ อย่างยากลำบาก เนื่องจากไม่ได้พูดมานาน “หนัก… ลุกไม่ขึ้น”
ไพเรนทร์พยักพเยิดไปทางแขน บอกเป็นเชิงให้อีกฝ่ายดูอุปกรณ์อันใหญ่เทอะทะที่หนักเสียจนแค่ลุกก็เหมือนไหล่จะหลุด
ชายหนุ่มมองตามก็ยิ่งขัดใจกว่าเดิม
“ชิ! มีไอทมิฬมากขนาดนั้น แต่ดันอ่อนแอปวกเปียกอย่างกับลูกหมา แกนี่มันชวนโมโหจริงว่ะ”
ไอทมิฬถูกเรียกออกมาห้อหุ้มท่อนแขนกำยำ ร่างสูงหิ้วคอตัวทดลองขึ้นมาจากเครื่องสแกน จับเขาห้อยไพล่หลังแล้วโยนลงบนเก้าอี้ที่ลากมาตั้งไว้
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายเป็นคนเดียวกับคนในตอนนั้น ไอ้วิคเตอร์นั่นดันแอบซ่อนของดีไว้ในเขตของตัวเองไม่ยอมรายงานดีซีโอ ถ้าเจ้านั่นไม่ได้ขอกำลังเสริมจากหน่วยของเขตหนึ่งที่ออกไปทำภารกิจอยู่ไม่ไกลพอดีล่ะก็ นายคงถูกเก็บเป็นความลับของมันไปจนวันตายแน่”
ไพเรนทร์ใจเต้นระรัว เขาไม่ได้อยู่ในเขตที่สิบเอ็ดแล้ว เขาหนีพ้นจากวิคเตอร์แล้ว ความโล่งอกทำให้เขาผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ไพเรนทร์ทำใจกล้าช้อนสายตามองอีกฝ่ายด้วยความลังเล “ที่นี่…คือเขตที่หนึ่ง?”
“หา? ก็ใช่น่ะสิ นายอยู่มาตั้งนานโดยไม่รู้เลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเนี่ยนะ สมแล้วที่เป็นได้แค่หนูทดลอง” ชายหนุ่มเขี่ยก้นบุหรี่แล้วควักมวนใหม่ขึ้นมาจุด “เอาหน่อยมะ?”
ไพเรนทร์เพียงส่ายศีรษะเบา ๆ แทนคำตอบ
“คุณเอง…ก็เป็นหนูทดลอง?”
“หนูทดลอง? ฉันเนี่ยนะ? ขำตายล่ะ ฉันมันคนใหญ่คนโตในเขตหนึ่งนะเว้ย! จะเอามาเทียบกับหนูทดลองห่วย ๆ อย่างนายได้ไง”
“อืม” ไพเรนทร์ตอบกลับสั้น ๆ คนคนนี้มีไอทมิฬที่แข็งแกร่งมาก หากไม่ใช่ฆาตกรทั่วไปก็คงจะเป็นหน่วยพิเศษ ไพเรนทร์เคยได้ยินมาบ้างว่าเขตการปกครองใหญ่มักจะดึงฆาตกรอันดับสูง ๆ ในรายชื่อผู้ปลุกไอทมิฬมาเป็นกองกำลังเสริมทัพให้กับเขตของตน
ชายหนุ่มพ่นควันบุหรี่พลางจ้องไพเรนทร์เหมือนกำลังรอให้เขาพูดอะไรบางอย่าง แต่หนูทดลองกลับปิดปากเงียบ นิ่งสนิทราวกับไม่มีตัวตนอยู่แล้ว
“ชิ นายนี่มันน่าเบื่อจริง ๆ เอาเถอะ ฉันจะรีบ ๆ พูดแล้วกัน จะได้ออกไปจากที่เส็งเคร็งนี้สักที ที่นี่คือสถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดา ก็ตามชื่อนั่นแหละ สถานีหน้าโง่นี่อยู่ใต้มหาสมุทรส่วนที่เคยเป็นสามเหลี่ยมเบอร์มิวดามาก่อน”
เรื่องนี้กลับดึงความสนใจไปจากไพเรนทร์ได้เล็กน้อย “ใต้สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา… ไม่อันตราย?”
“นั่นมันก่อนการวาร์ปของแผ่นเปลือกโลกครั้งใหญ่ ตอนนี้พวกทิศทางน้ำหรือแรงดันอะไรที่พวกนักวิชาการชอบพูดถึงหายไปแล้ว คนบ้าพวกนั้นเลยนึกคึกอยากมาสร้างห้องแลปในแดนสังหารนี้น่ะสิ”
“แดนสังหาร...?” ไพเรนทร์ทวนคำ เขาคลับคลาว่าจะเคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“หา? ไม่รู้หรือไง? ก็เหมือนกับอาวุธสังหารนั่นแหละ สถานที่ที่มีคนตายมากก็จะสะสมพลังแห่งความตายไว้มาก พูดง่าย ๆ ก็คงจะคล้ายกับบ่อน้ำมันล่ะมั้ง มีพลังงานให้เก็บเกี่ยวหรือจะสร้างอะไรที่ใช้พลังแห่งความตายเหนี่ยวนำก็ทำได้ง่าย”
“อืม”
ไพเรนทร์ตอบสั้น ๆ เพื่อแสดงการรับรู้เช่นเคยแล้วก้มหน้าลงไปจ้องโต๊ะอย่างเลื่อนลอยต่อ
ชายหนุ่มจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ “นายนี่มันจืดชืดน่าเบื่อซะจริง เอาล่ะ ฉันเล่าให้ขนาดนี้ก็บอกมาได้แล้ว พลังของนายทำงานยังไง?”
อา เพราะแบบนี้นี่เอง
สาเหตุที่เขายังไม่ถูกนำกลับไปเข้าหลอดทดลองหลังถูกจับมาทรมานรายวัน เพราะแบบนี้ถึงมีคนเข้ามาพูดคุยกับเขาแทนที่จะฉีดยาสลบให้หลับใหลอย่างโดดเดี่ยวในของเหลวสีเขียวน่าขยะแขยง
ไม่ว่าไพเรนทร์จะเต็มใจให้ความร่วมมือกับคนพวกนี้หรือไม่ เขาก็มีเพียงคำตอบเดียว
“ผมไม่รู้”
ตกลงมาจากฟากฟ้าสีโลหิต ฝ่าดงกระสุนไปพร้อมกับโอบกอดคนสำคัญไว้ในอ้อมแขน พุ่งเข้าหาศัตรูไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ไทเรสพลิกตัวหันหลังใช้ร่างที่แข็งกระด้างของตนกำบังกระสุน กอดอีกฝ่ายจนมั่นใจว่าปลอดภัย เขาควรจะตึงเครียด เขาควรจะตื่นตัวพร้อมปะทะแต่ตอนนี้ใจเขากลับสงบเหมือนได้กลับไปนั่งในมุมมืดของห้องสมุดที่คณะ มุมมืดที่มีเพียงเขากับชายผู้มืดมน แค่เราสองคนสองร่างตกกระทบพื้นอย่างแรง ฝุ่นดินคละคลุ้งบดบังการมองเห็น หน่วยสำรวจรีบสวมหน้ากากกันแก๊สแล้วถอยร่นไปด้านหลังเพื่อติดตั้งอาวุธหนัก หน่วยพิเศษที่ถูกส่งมาหลังจากมีรายงานพบตัวเป้าหมายรุดมาข้างหน้า ในมือกำอาวุธประจำกายพร้อมกำจัดภัยคุกคามอันดับหนึ่งแห่งมวลมนุษยชาติภายในฝุ่นหนาทึบที่เริ่มเบาบางลง ไทเรสประคองไพเรนทร์ยืนอย่างมั่นคง มือซีดยื่นออกมา แม้จะประหลาดใจเล็กน้อย แต่ไทเรสก็ส่งมือไปจับกับอีกฝ่ายสอดประสานนิ้วโดยไร้ความลังเล เหมือนกับตอนที่กระโดดลงมา เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่ต้องลงมาอยู่ในวงล้อมของศัตรู ณ วินาทีนี้ ไทเรสเชื่อใจไพเรนทร์ทุกอย่างโดยไม่ตั้งคำถามแค่มีสองเราก็เพียงพอ ทุกอย่างจะต้องออกมาดีอย่างแน่นอนซอมบี้กับเจ้านายจูงมือกันเดินอ
บทที่ 64ทุกอย่างเพื่อนายหลายวันมานี้ ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระดับพิเศษกับเจ้านายจับตัวศาสตราจารย์ราชาน พาสคาลเป็นตัวประกันหลบหนีออกนอกเขตการปกครองที่หนึ่ง ภารกิจค้นหาเพื่อช่วยเหลือนักวิจัยและกำจัดซอมบี้ระดับพิเศษกลายเป็นวาระระดับเดียวกับภัยพิบัติเพลย์เมคเกอร์ ทว่า นอกกำแพงไม่ใช่พื้นที่ชำนาญการของพวกเขา หากไม่นับเส้นทางขนส่งระหว่างเขตที่ใช้เป็นประจำ พวกเขาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีอะไรรออยู่ในทุ่งรกร้างแห่งความตายนั่นกระนั้น รัฐบาลโลกก็มีคำสั่งลงมาให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันออกปฏิบัติการเป็นการเร่งด่วน โชคกลับไม่เข้าข้าง ตั้งแต่ที่หน่วยสำรวจชุดแรกคลาดจากร่องรอยของผู้หลบหนีในวันที่สอง พวกเขาก็ไม่พบวี่แววของแคปซูลบนฟ้าอีกเลยผู้บัญชาการแซม มัวร์ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมปฏิบัติการระดับภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ในการค้นหา โดยตั้งสมมติฐานอยู่ในกรอบเกณฑ์ที่ว่า ผู้ร้ายจะไม่สังหารศาสตราจารย์ราชานเพื่อเก็บไว้ใช้เป็นตัวประกัน จึงมุ่งเน้นการค้นหาไปที่สิ่งประทังชีพอย่างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่า และไฟที่ให้ความอบอุ่นในเวลากลางคืน โดยพวกเขาไม่รู้กฎเกณฑ์แห่งโลกนอกกำแพงที่ว่า กองไฟเป็นสิ่งอำนวยความสะ
บทที่ 63แมลงเม่าบินเข้ากองไฟการจุดไฟตอนกลางคืนนอกกำแพง เป็นการแสดงสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่ง สัตว์ป่าในยุคสมัยใหม่และฆาตกรที่เร่ร่อนอยู่ด้านนอกต่างก็หลีกเลี่ยงไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยง แต่ตรรกะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่มั่นใจในความแข็งแกร่งของตนแมกไม้ส่งเสียง ไอทมิฬที่จงใจแผ่ออกมาเพื่อแสดงอำนาจลอยฟุ้งในอากาศ ด้านหลังของเคียต มีคนผู้หนึ่งแหวกต้นไม้รกชัฏออกมาดวงตาแดงฉานเด่นชัดในความมืด เขี้ยวแหลมสะท้อนประกายคมจากเปลวไฟ เสียงทุ้มลึกเอ่ยด้วยท่วงทำนองสละสลวยราวกับขับขานบทกลอน “คืนนี้ช่างเป็นค่ำคืนที่เหน็บหนาว กองไฟของพวกคุณดูอบอุ่นดีนี่”“อ๊ะ”“โอ้”“อ้อ”“…อะไรของมันวะ?”และนี่คือการตอบรับที่ผู้เปิดตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบได้รับจากคนทั้งสี่ที่นั่งผิงกองไฟกันอยู่บุรุษผู้เคยเป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งเมืองกลับถูกหมางเมินอย่างไม่น่าให้อภัย เขาแยกเขี้ยวข่มขู่ “พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร หากได้รู้จักชื่ออันน่าสะพรึงกลัวของข้าแล้ว ก็จงถวายเลือดบูชาข้าเสีย!”“ก็คนที่โดนแขวนในห้องทดลอง บลัดดี แมร์รีไม่ใช่เหรอ?” ไพเรนทร์หันไปถามไทเรส“เบียวขนาดนี้ พวกลัทธิแวมไพร์ชัวร์” ไทเรสเห็นด้วยผู้มาใหม่ได้ยินก็เด
บทที่ 62เดินทางอย่างไร้ทิศ “แน่ใจนะว่าทางนั้น?” ราชานมองป่ารกร้างไร้วี่แววของเส้นทางการเดินทางของแคปซูลหรือรอยล้อรถบนพื้นแม้แต่น้อย“ถ้ามาถูกทางตามที่คุณอิกอร์บอก อีกไม่นานทางทิศเหนือจะเห็นกำแพงเขตที่เก้าอยู่ไกล ๆ ครับ” ไพเรนทร์ควบคุมแคปซูลบินมาตามทางที่อิกอร์ชี้ ใช่แล้ว ชี้ในยุคโลกาวินาศนี้ หมอกโลหิตปกคลุมจนไม่เห็นดวงดาว พลังแห่งความตายซึ่งนับเป็นพลังงานอย่างหนึ่งลอยปะปนอยู่ทุกที่ รบกวนการทำงานของสนามแม่เหล็ก เข็มทิศตามแบบฉบับของยุคก่อนจึงใช้ไม่ได้ ไพเรนทร์เพิ่งได้เข้าใจถึงความล้ำหน้าของเขตการปกครองที่หนึ่งที่มีเหนือเขตอื่นก็วันนี้ วิทยาการซึ่งสามารถเอาชนะความแปรปรวนของพลังงาน สร้างระบบติดต่อสื่อสารและวางระบบไฟฟ้าได้แทบไม่ต่างจากยุคสมัยก่อนทั้งที่มีพลังแห่งความตายลอยอยู่ทุกแห่งหนอิกอร์เลยช่วยพวกเขาได้มากสุดเพียงแค่อธิบายและชี้นิ้วเท่านั้น“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ?” ไทเรสถามทั้งสามมองหน้ากันนิ่งแล้วหันไปมองหน้าเคียตที่ทำสีหน้าว่างเปล่าตอบกลับมา“คงต้องกลับไปหาคาราวานสีเทาเพื่อถามทางใหม่”ท้องฟ้าสีแดงหมองหม่นลงจนมืดมิด ช่วงกลางคืนพวกเขาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย แม้จะผ่านกำแพงเขตการปกค
บทที่ 61ข้อเสนอคาราวานสีเทาเดินทางไปอย่างไร้จุดหมายก็จริง แต่พวกเขามีแบบแผนอยู่ และที่หมู่บ้านร้างแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่พวกเขาจะแวะเวียนมาหยุดพักทุกปี เพื่อเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในไร่ของชาวบ้านเจ้าของถิ่นดั้งเดิมก่อนที่มันจะถูกทิ้งร้าง เมื่อเก็บมาจนเต็มกำลังการบรรจุของคาราวาน พวกเขาก็จะปักท่อนพันธุ์ลงไปปลูกใหม่และล้อมรั้วหนามไว้ป้องกันสัตว์ป่าและซอมบี้ มีปีหนึ่งที่โชคร้าย เมื่อคาราวานสีเทาเดินทางมาถึงก็พบรั้วหนามพังกระจัดกระจาย และมันสำปะหลังในไร่โดนรื้อถอนไปหมด จากร่องรอยไอทมิฬและร่องรอยการอยู่อาศัยในบ้านร้างทำให้คาดเดาได้ว่าเป็นฝีมือของพวกฆาตกรที่เร่ร่อนผ่านทางมา หากเป็นเช่นนั้นจริง ยอมหาเสบียงใหม่ย่อมดีกว่าเสี่ยงปะทะกับฆาตกรไลก้าผู้เกิดมาในคาราวานสีเทาพาเหล่าคนนอกทั้งสามไปช่วยกันเก็บเกี่ยวอย่างสนุกสนาน ราวกับพวกเขากำลังเล่นสนุกกันมากกว่าทำงานประทังชีวิตแสนลำเค็ญและทุกการกระทำก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าผู้นำที่นั่งตัดแต่งท่อนพันธุ์กันพลางประชุมพลางอย่างไม่ให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว“พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันต่อแล้ว จะเอาไงกับสามคนนั้นดี?” ตู้โจวเปิดประเด็นท
บทที่ 60ความตายเป็นสีขาว “แล้วพวกนายก็กลายเป็นหมากับแมวที่ไลก้าเคยเลี้ยง?” ไทเรสถามอย่างเหลือเชื่อ“เปล่า พวกฉันก็ยังคงเป็นพวกฉันนั่นแหละ แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของไลก้า” แมวดำเลียจัดแจงเส้นขนเปื้อนฝุ่นของมัน“แต่ส่วนใหญ่ไลก้าอยากให้เราอยู่ในร่างนี้มากกว่าร่างคนน่ะ” สุนัขกล่าวต่อ“ร่างนี้ก็สบายดีออก ไม่ต้องหาเสื้อผ้ามาใส่ด้วย”คำพูดของเจ้าแมวทำให้ทุกคนเพิ่งจะนึกได้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นหญิงสาว หากไลก้าเกิดนึกอยากให้ทั้งสองกลับร่างมนุษย์เมื่อไร ร่างสัตว์ที่ไร้อาภรณ์ทั้งสองเห็นจะต้องรีบหาอะไรมาปกปิดกันให้วุ่น“กลายร่างเป็นสัตว์ได้ เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีได้ แต่ถึงจะไม่นับเรื่องนี้ ยังไงสองคนนี้ก็ต้องนับเป็นซอมบี้ระดับพิเศษอย่างแน่นอน เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้กลับมีซอมบี้ระดับพิเศษอยู่ใต้อาณัติถึงสองตัว!” ราชานพึมพำข้อมูลที่ล้นเข้ามาในหัวอย่างคนกำลังสับสน การค้นพบครั้งนี้ทำให้เขามีคำถามที่ตอบไม่ได้มากมายเหลือเกินดีจริง ๆ ที่ออกมานอกกำแพงในบ้านร้างหลังเล็กขนาดหนึ่งห้องได้จัดสรรพื้นที่สำหรับการนอนหลับพักผ่อนโดยแมวและสุนัขผู้มาถึงก่อนได้อย่างยุติธรรม“พื้นที่ทั้งหมดเป็นของไลก้า







