Masukครั้งหนึ่ง... อวี้เหวินเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดา ดุจดั่งหยาดฝนต้องลม ชีวิตเรียบง่าย ไร้ซึ่งคลื่นลมโหมกระหน่ำ ทว่า... โชคชะตา พลิกผันดั่งสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน บีบบังคับให้เขาต้องก้าวเท้าเข้าสู่โลกอันโหดร้ายแห่งผู้ฝึกตน โลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง ความแค้นอันลึกซึ้งจากการถูกพรากมารดาไป ก่อเกิดเป็นเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ในใจเด็กหนุ่ม เขาต้องลุกขึ้นยืนหยัด ทะยานสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝน เพื่อนำความอบอุ่นแห่งอ้อมอกแม่กลับคืนมา จากความแค้นครั้งนั้น... ใครเลยจะคาดคิด ว่ามันจะหล่อหลอมเด็กหนุ่มผู้อ่อนเยาว์ ให้กลายเป็นตำนานอันยิ่งใหญ่ไปตลอดกาล จากปลาตัวน้อย แหวกว่ายในสระน้ำตื้นเขิน กลับกลายเป็นมังกรทะยานฟ้า ทะลุกำแพงแห่งขีดจำกัด ก้าวข้ามสู่จุดสูงสุด ชื่อเสียงของเขากระหึ่มก้อง สะท้านสะเทือนไปทั่วเก้าสวรรค์สิบพิภพ นามของเขา... กลายเป็นตำนานที่ผู้คนกล่าวขาน จดจำไปชั่วกาลนาน "ราชันจักรพรรดินภา อวี้เหวิน" ผู้เเต่ง: Prince_White
Lihat lebih banyak“ตราผนึกอักขระเช่นนี้... ลึกล้ำปานท้องนภาที่ไร้ขอบเขต” ชายชราพึมพำพลางถอนหายใจยาว แววตาที่จ้องมองพู่กันนั้นเต็มไปด้วยความอาวรณ์ทว่าก็แฝงด้วยความยอมรับในวาสนา เขาค่อยๆ ประคองพู่กันเล่มนั้นคืนสู่มือของอวี้เหวินอย่างทะนุถนอม “พู่กันเล่มนี้มีจิตวิญญาณของมันเอง... เมื่อครู่ข้าลองหยั่งเชิงดูแล้ว แม้แต่ข้
ใบหน้าของตาเฒ่าจูที่เคยบูดบึ้งถมึงทึง ปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มยินดีดุจดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ แม้ในใจจะแอบฉงนสงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้จองหองผู้นี้ถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันปานพลิกฝ่ามือ ‘หึ... คงเห็นท่าไม่ดี หรือไม่อยากให้ตาเฒ่าจางต้องปะทะกับข้าจนบาดเจ็บกระมัง’ เขาครุ่นคิดพลางปัดความสงสัยทิ้งไปเ
พริบตาที่เสียงตวาดก้องดังมาจากด้านนอก อวี้เหวินสะบัดข้อมือคราหนึ่ง พู่กันไม้โบราณที่แฝงกลิ่นอายเร้นลับพลันหายวับเข้าไปในแหวนมิติอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคมกริบของเขาประสานเข้ากับดวงตาที่สั่นไหวของจางเซวียนเพียงวูบเดียว ทั้งคู่ต่างเข้าใจในเจตนาของกันและกันโดยไร้คำพูด โครม! ประตูแสงค่ายกลถูกกระแทกเปิดออ
‘นี่มิใช่การจองจำ... แต่คือการทดสอบจิตวิญญาณ’ อวี้เหวินรำพึงในใจ เขาหลับตาลง นิ่งสงบดุจพระพุทธองค์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เขาเลิกใช้เนตรเปล่งมองดูอักขระบนโซ่ แต่ใช้ ‘ดวงจิต’ สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของค่ายกล เขาพบว่าอักขระเหล่านั้นมิได้หยุดนิ่ง แต่มันเปลี่ยนรูปร่างไปตามลมหายใจของเขา อวี้เหวินเริ่มขยับป
“หากไม่มีท่านผู้อาวุโส ศิษย์คงมิมีโอกาสได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้” อวี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ ชายชราอาภรณ์สีเทาพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “อืม เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วที่จะต้องผดุงความเป็นธรรม มิให้มีการโกงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอค่ายกลแห่งนี้” เขา
ในที่สุด ชายชราก็ตัดสินใจ... เขาหันหลังกลับอย่างฉับพลัน ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วลงบันไดมุ่งหน้าไปยังลานจัดกิจกรรม เสื้อคลุมสีหม่นพลิ้วสะบัดในความมืด ราวประกาศให้รู้ว่าความยุติธรรมจะไม่ถูกละเลยง่าย ๆ จูซงเทียนมองตามหลังผู้อาวุโสจางไป รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก สายตาเจือแววแห
ทันใดนั้น แววตาเขาเปลี่ยนเล็กน้อย เฉียบคมขึ้นในชั่ววูบหนึ่ง มุมปากยกขึ้นเพียงน้อย ขณะสายตามองลอดผ่านหมู่คนไปยังมุมหนึ่งของฝูงชน...ตรงจุดนั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนปะปนอยู่กับผู้ชมทั่วไป เขาสวมชุดคลุมเข้มสีดำอมม่วง ไม่มีสัญลักษณ์ใดประดับอยู่ตามเนื้อผ้า รูปลักษณ์ธรรมดา หาได้เด่นชัดไม่ ทว่าแววตาของเขาเ
อวี้เหวินพยักหน้าช้าๆ พร้อมรอยยิ้มที่ดูกว้างขึ้นเล็กน้อย “ถูกต้องแล้ว จูซงเทียน หากเจ้าสามารถทำตามที่ข้าบอกได้สำเร็จ หยาดทิพย์หลอมวิญญาณจะเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว” จูซงเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งบางอย่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง “แล้ว...






Ulasan-ulasan