Masukว่าที่แพทย์หญิงที่ย้อนกลับไปสู่อดีตในร่างหญิงอวบอ้วนที่สามีและลูกชิงชัง และอยากให้เธอตายอยู่ทุกวัน เธอจะไม่ยอมใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายที่ไม่ได้รักเธอเป็นอันขาด
Lihat lebih banyak激しい雨がアスファルトを叩きつけ、弾けるように雫が飛び散っていた。轟々と唸る風は吹き飛ばされそうなほどに強く、雨粒と共に|澄花《すみか》の頬を殴ってくる。
雨でびしょびしょに濡れたミントグリーンのキャリーケースを引きながら、澄花は歩く。この分ではもうキャリーの中の着替えも駄目になってしまっているかもしれない。 (……別にいいか。だって、もう必要ないもの……) 二〇二五年五月二十二日。今日は澄花の高校の修学旅行の日だった。しかし、例年よりも早い急な台風に見舞われ、楽しみにしていた沖縄行きは中止となってしまった。 ひりひりと痛む頬が雨に冷やされて心地よかった。朝、家を出たときは持っていたはずの傘は気がつけばどこかに行ってしまっている。 今朝、羽田空港で沖縄への飛行機の欠航が言い渡されたとき、皆が一様に澄花のことを見た。教師たちですら、またお前かと言いたげな冷ややかな目で澄花のことを見ていた。 修学旅行に行けなくなってがっかりしたのは澄花だって同じだ。だけど、またか、やっぱりか、と納得している自分もいた。 澄花はいわゆる雨女である。学校行事や家族旅行の度に雨を降らし、何もない日であっても澄花が少し家を出ただけで雨に見舞われることも日常茶飯事だった。 周囲もはじめは雨が降っても雨女がいるから仕方ないねと笑っていた。しかし、時を経て、その視線は憎しみへと変わっていった。 ――うわ、|雨霧《あまぎり》のせいでせっかくの社会科見学なのに雨かよ ――春の社会科見学も雨だったのにな ――なのに、マラソン大会とかだけはしっかり晴れなんだよな。どうせならそういうときに雨降らせろよ 今日だってそうだった。羽田空港第一ターミナルの出発ロビーで同級生たちは憎々しげな目で澄花を見ながらささめき交わした。 ――誰だよ裏切ったの。コイツ、体育倉庫に閉じ込めとくはずだっただろ ――おい、山本! お前そんなことしようとしてたのか! 明日、職員室に来い! 親御さんにも来てもらうぞ! 学年主任の加藤の怒声がロビーに響く。しかし、生徒たちは澄花への口撃をやめようとはしない。他の教師たちも顔を見合わせるばかりで、誰一人として制止の声を上げようとはしなかった。 ――でもぉ、カト先だってー、雨霧さんのせいで修学旅行中止になったって思ってないわけじゃないでしょぉ? 山本じゃないけど、誰かがちょっと我慢して済むならそれで良くない? ――そうそう。雨霧さんには東京でお留守番しててもらってさあ。あ、お土産にちんすこうくらいは買ってきてあげるよ、雨霧さんだってクラスの仲間だもんねえ クラスメイトたちの言葉に加藤はそれ以上何も言わなかった。彼とて言葉にしないだけで、クラスメイトたちと同じようなことを思っていたに違いない。 ――またあんたのせいで台無しじゃない! せっかくバイト代貯めて新しい水着買ったのに! 人混みをかき分けて一人の女生徒が澄花へと近づいてきた。彼女は眦をきつく釣り上げ、手を振り翳すと澄花の頬を打った。澄花は自分の頬でパァンと音が鳴るのを誰だっけ、と思いながら聞いていた。 ――遠藤! 八つ当たりはやめろ! 修学旅行を楽しみにしていたのは雨霧も同じはずだ。雨霧のせいにするんじゃない! ――八つ当たりじゃないですよ、先生。去年も一昨年も校外学習も文化祭も大雨だったの忘れたんですか? 雨霧さんと同中の人は皆言ってますよ、雨霧さんは雨女だって――雨霧さんさえいなければ、って 同級生たちの言う通りだった。何も言い返せなかった。いたたまれなくなって澄花はキャリーケースを引いてその場を逃げ出した。「待て!」加藤の声が背中を追いかけてきたが、同級生たちの目が怖くて振り返れなかった。 それから、どうやって羽田空港から地元まで帰ってきたのか、澄花は覚えていない。気がつけば最寄駅のメトロの出口を出て、ふらふらと新旧入り混じった住宅の密集する住宅地を彷徨っていた。 家には帰れない。八個年下の妹・|陽菜《はるな》に紅芋タルトを買って帰ると約束してしまっていたからだ。昨夜のあの嬉しそうな顔を思い出すと、修学旅行が中止になってしまったから買ってこれなかったなんて言い出せそうにもない。 いつの間にか澄花の足は地元の大きな川――|猛川《たけりがわ》へと向いていた。水嵩は常よりも増し、川の色はひどく濁っていた。 激しい水の流れによって、折れた木の枝や打ち捨てられたごみが瞬く間に下流へと流されていく。あんなふうに流されてどこかへと行ってしまうのも悪くないかもしれない。 橋の上に差し掛かると、澄花はミントグリーンのキャリーケースを放り出した。アスファルトの上にキャリーケースが転がり、表面の塗装が剥げた。この修学旅行のために両親が買い与えてくれたキャリーケースに傷をつけてしまったことにずきりと心が痛んだ。しかし、せっかくのこのキャリーケースももう二度と使うことはない。 今日みたいに後ろ指を差されるのは慣れてはいる。暴言を吐かれることだって慣れている。 (――どうしてわたしはこうなんだろう) 望んで雨女になったわけじゃない。望んで学校行事や家族旅行を台無しにしているわけじゃない。澄花だって、普通に友達との学校行事も家族との旅行も楽しみたかった。 お金持ちに生まれたかったわけでもなければ、恵まれた容姿が欲しかったわけでもない。ただ、普通に生きられる人生が欲しかった。たったそれだけのことなのに、どうしてそんな些細な願いごとさえ神様は叶えてくれないんだろう。 雨で脚に張り付いた灰色のプリーツスカートが鬱陶しかった。澄花はスカートの裾を申し訳程度に絞った。ぽたぽたとスカートから滴った雫が足元の水溜りに波紋を描いた。 澄花はその場で黒のローファーを並べて脱いだ。そして、澄花は手すりに手をかけ、欄干に足をかける。そのまま手すりの上に立ち上がると、澄花は激しく猛り狂う川面を静かな目で見つめた。 三つ編みの張り付いた頬をつっと水の筋が伝った。身も心も冷え切った澄花には、それが雨なのか涙なのかわからなかった。 両親は、陽菜は悲しむだろうか。それとも彼らも自分のことを疎んでいて、せいせいしたと笑うのだろうか。 (――もういいや。全部、どうだっていい……) 澄花は足が震えているのを感じた。これ以上は取り返しがつかないことになる。 さよなら、と呟いた声は唸る風に掻き消されて誰の耳に届くこともなかった。そして、彼女は死の予感に怯える臆病な心を叱咤して、何もない空間へと足を踏み出した。全身を雨粒が、暴風が、容赦なく殴ってくる。 茶色く濁った水面が近づいてくる。川面に叩きつけられる瞬間、澄花は意識を手放した。 橋の上にはローファーとキャリーケースだけが取り残されている。強い風を伴いながら、雨は降り続いていた。หนึ่งปีให้หลัง จากบ้านที่มีเพียงสองห้องตอนนี้สมิงได้ขยับขยายเพิ่มอีกสองเป็นสี่ห้องใหญ่และต่อเติมส่วนที่เป็นห้องครัวออกไปอีกหนึ่งห้อง บัวจัดบ้านให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น ห้องนอนของเธอกับสามีบัวแยกออกมาต่างหาก ตอนนี้บ้านของสมิงกลายเป็นร้านขายเครื่องจักสานที่ทำจากกกและผักตบชวา และครอบครัวของเขาก็มั่งคั่งกว่าใครในเมืองนี้ เขามีควายตัวผู้สองตัวและเกวียนอีกหนึ่งเล่มเอาไว้ขนกกและผักตบชวา ส่วนเครื่องจักสานจำพวกรองเท้า และกระเป๋า มีลูกค้าประจำมารับอยู่แล้ว พลอยทำให้เครื่องจักสานของป้าชื่นที่ทำจากไม้ไผ่ขายดีไปด้วย เมืองอื่น ๆ รู้จักหมู่บ้านนี้ดีมากขึ้นในฐานะเมืองแห่งจุดกำเนิดรองเท้าและกระเป๋าจากต้นกกและผักตบชวาสมิงประคองภรรยาที่ท้องได้แปดเดือนมานั่งบนแคร่ช้า ๆ“เจ้านั่งตรงนี้ก่อนพี่จะไปเอาเก้าอี้มาให้ บอกให้หยุดทำก่อนก็ไม่เชื่อฟัง” ถึงจะท้องแก่แต่ก็ยังอยากช่วยลูกและสามีทำงาน สมิงจึงไปยกเก้าอี้ที่เอนหลังได้มาให้ เพราะตอนนี้เมียรักนั่งตั่งไม้เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว“ทีท่านพี่ล่ะเจ้าคะ ก็ไม่เคยฟังข้าเช่นกัน” ตอนเขาขาหักก็ดื้อไม่น้อยเช่นกัน“พูดแล้วยังจะมาเถียง เดี๋ยวตบด้วยปากสักทีสองที” สมิงพูดพลางยิ้ม
“ยังไงข้าก็ไม่กลับ” บัวปั้นหน้าให้เป็นปกติทั้งที่รู้ว่าตอนนี้มันกำลังขึ้นสีแดงเพราะเธอรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัวลามไปถึงใบหู “เจ้าไม่กลัวท้องไม่มีพ่อรึ” สมิงย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนกายทั้งสองเกือบแนบชิดกัน “ทำไมต้องกลัวเจ้าคะ” บัวแหงนหน้าคุยกับเขา สมิงทำลอยหน้าลอยตาแล้วพูดขึ้น “คืนนั้นข้าปล่อยหมิงน้อยเข้าไปในท้องเจ้าเป็นล้านเลยนะ หรืออาจจะหลายล้านก็เป็นได้เพราะข้าไม่ได้ปล่อยแค่ครั้งเด…” “หยุด ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด” บัวขัดขึ้นไม่ให้เขาพูดทะลึ่งออกมาอีก หมิงน้อยอย่างนั้นหรือ ตายแล้ว! บัวชมพู เจ้าเป็นแพทย์ภาษาอะไรถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทขนาดนี้ลืมไปว่าคนที่นี่เขาไม่รู้จักคุมกำเนิดกัน เธอคิดไปเองว่าบัวมีลูกสองแล้วต้องทำหมัน แต่มันไม่ใช่ คนที่นี่เขายังไม่รู้จักการทำหมัน โอย ๆ คิดแล้วก็ทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ ทำไมต้องมาตกม้าตายตอนจบด้วย “ท่านพี่ทำไมไม่ป้องกันเล่า” ทำหน้าย่นว่าคนตัวสูงตรงหน้า “เอ๊า จะให้ป้องกันทำไมก็บัวเป็นเมียพี่” อีกอย่างป้องกันอะไรกันเขาไม่รู้จัก สมิงทำหน้าทะเล้นใส่เธอแล้วยิ้มก
สมิงสะพายเอาผ้าขาวม้าที่ห่ออาหารและน้ำดื่มใส่กระบอกไม้ไผ่พร้อมทั้งเสื้อผ้าคนละชุดแล้วพาลูกทั้งสองออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า เมฆเดินนำหน้าพ่อเพราะเขาให้ลูกสาวขี่หลังในมือของเขามีกระบองหนึ่งอันเพื่อใช้เป็นไฟส่องทางเสียงเขียดทรายร้องระงมอยู่ในท้องนาที่เต็มไปด้วยน้ำ ความจริงเขาอยากเดินทางตั้งแต่เมื่อวานแล้วหากไม่ติดว่ากลับจากบ้านอุ่นเรือนเพื่อเอารองเท้าไปขายก็คงเดินทางกันแล้ว “ท่านพ่อข้าอยากเดินเองเจ้าค่ะ” ละอองบอกพ่อเมื่อเห็นว่าทางเดินสะดวกมากขึ้น อีกอย่างพ่อของเธอถือของพะรุงพะรังเธอจึงคิดสงสารพ่อ แค่เธอกับพี่ชายแอบเห็นท่านพ่อแอบนอนร้องไห้เกือบทุกคืนพวกเขาก็สงสารมากพออยู่แล้ว ผ่านไปครึ่งชั่วโมงท้องฟ้าเริ่มคลายความมืดออกเรื่อย ๆ ลูกทั้งสองยังเดินได้อย่างไม่รู้เหนื่อย พวกเขาคงรู้สึกดีใจและตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าแม่ “ท่านพ่อนั่นดาวอะไรหรือขอรับ” เมฆเอ่ยถามเมื่อมองเห็นดาวดวงใหญ่ที่กำลังส่องแสงทอประกายอยู่บนท้องฟ้า “ดาวประกายพรึก” สมิงบอกลูกชาย จากนั้นจึงหันไปมองลูกสาว “เจ้าขี่หลังพ่อหรือไม่” เห็นขาสั้น ๆ เดินแกมวิ่งตามพ่อแล้วก็สงสาร “ไม
“ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าคิดว่ามันจบแล้วเจ้าค่ะ เวลามันอาจจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น” สองมือปาดน้ำตาตัวเองแล้วลุกขึ้น “ข้าจะไปหาผักตบชวามาสานรองเท้าเจ้าค่ะ” บัวเพิ่งรู้ว่าที่หมู่บ้านนี้มีผักตบชวาอยู่ในลำน้ำเป็นจำนวนมาก เธอจึงอยากนำมาสานรองเท้าและขายให้คนในหมู่บ้านนี้ จะได้ช่วยให้ฐานะของครอบครัวดีขึ้น ว่าจบบัวก็เดินลงเรือนไป เธอต้องเข้มแข็งเธอจะอ่อนแอไม่ได้ “เฮ้อ!” ล้อมถอนหายใจแรง ๆ หมดปัญญาไม่รู้จะช่วยลูกอย่างไรดี เรื่องแบบนี้คนอื่นทำแทนไม่ได้ด้วยสิ บัวเดินตามถนนไปอย่างเงียบ ๆ ในหัวตอนนี้มีแต่ภาพลูก ๆ ที่คอยวิ่งเล่นเมื่อตอนที่เธอทำงาน ภาพที่พวกเขาร้องตามเธอไปทุกที่ ภาพที่เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สามี และภาพที่เขาคอยนอนกกกอดเธอทุกคืน ภายใต้ผ้าคลุมหน้าอันมิดชิด น้ำตามันยังหลั่งไหลออกมาไม่หยุดทั้งที่บอกกับตัวเองว่าจะไม่ร้องไห้ จะเข้มแข็งแต่เธอก็ทำไม่ได้ แพทย์หญิงอย่างเธอไม่เคยกลัวอะไรง่าย ๆ ไม่เคยกลัวผี ไม่เคยกลัวแม้แต่ความตาย แต่ทำไมเธอต้องมาอ่อนไหวกับเรื่องแค่นี้ด้วย เธอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน บัวกำลังก้มเงย ๆ
บัวเอาลูกเข้านอนไปแล้วเธอเตรียมจะลุกออกไปนอนที่ห้องของเธอเช่นเดิม สองมือกำลังจะเปิดมุ้งหลังใหญ่ เสียงนรกก็แทรกขึ้นมาก่อน เธอตั้งให้เขาเองแหละ “เจ้าจะไปไหน” “ไปนอนห้องโน้นเจ้าค่ะ” นี่เขายังไม่หลับอีกหรือไง ในเมื่อหลังคาซ่อมเสร็จแล้วเธอก็ควรที่จะไปนอนห้องโน้นไม่ใช่หรือ
บัวรับประทานอาหารเสร็จก็ไปตากกก เสร็จแล้วชวนลูกทั้งสองไปตัดกกมาผึ่งแดดอีก บัวได้กกเป็นจำนวนมากแล้วจึงหยุดไว้แค่นั้นก่อน น่าจะสานรองเท้าได้สักหนึ่งร้อยคู่ เช้าวันต่อมาบัวต้องเข้าตลาดเพื่อไปพบเพื่อนของหมอเพ็ง ถึงลูกทั้งสองจะร้องไห้งอแงแต่เธอก็ไม่ให้ไปด้วย ตลอดการเดินทางผู้หญิงที่อยู่บนเกว
วันต่อมาบัวเริ่มสานรองเท้าได้แล้ว เช่นเคยเขามีลูกและสามีช่วยคัดต้นกก ทุกคนทำงานช่วยกันอย่างขะมักเขม้น “บัว!” บัวละมือจากการสานรองเท้าแล้วหันมามองเขา “เจ้าคะ” บัวลุกขึ้นจากตั่งเดินมาหาเขา “ข้าอยากสานรองเท้าช่วยเจ้า” ก่อนที่เขาจะขาหัก ของใช้จำพวกกระด้ง กระบุง ตะกร้า หรือแม้แต่
ห้าวันแล้วที่ฝนตกหนักตอนกลางคืน เช้าวันนี้มีแสงแดดแต่เช้า สมิงลงมารับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ตั้งแต่ฝนตกในคืนนั้น เขาก็ให้ภรรยามานอนที่ห้องกับลูกทุกคืน และมันเพิ่งทำให้เขารู้สึกได้ถึงคำว่าภรรยากับสามีหลังจากที่แยกกันนอนมานาน เหลือเพียงเรื่องนั้นเรื่องเดียวที่ยังขาดหายไป และเขาค












Ulasan-ulasan