Masukไป๋เสวี่ยหลาน (ชื่อเล่น: เสวี่ยหลาน) เด็กกำพร้า แม่ถูกฆ่าตาย พ่อหายสาบสูญตั้งแต่เด็กถูกเลี้ยงโดยพ่อค้าเร่ แสร้งเป็นหญิงธรรมดา แต่ภายในร่างมี ตราสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ “งูขาว” ที่สืบทอดมาโดยไม่รู้ เสวี่ยหลานถูกลากเข้าสู่ยุทธภพหลังพ่อค้าผู้เลี้ยงนางมาถูกฆ่า นางถูกไล่ล่า จนเผลอเปิดเผยพลังทำให้ทั้งยุทธภพเริ่มจับตามอง นางเข้าร่วม “สังเวียนประลองโลหิต” ที่เหล่าคนหนุ่มสาวแข่งขันวรยุทธเพื่อเลื่อนขั้น จนได้ฉายา “งูขาวโลหิต”ได้พบพันธมิตรและศัตรู เสวี่ยหลานสืบพบว่าแม่แท้จริงเคยเป็น “จ้าวพิษบุปผา” หนึ่งในหญิงผู้ครองยุทธภพ การตายของแม่เกี่ยวข้องกับการแตกหักของ 12 ตราศักดิ์สิทธิ์ นางต้องเลือกว่า จะฟื้นฟูเกียรติยศของมารดา หรือจะทำลายวัฏจักรแห่งอำนาจ สี่สำนักใหญ่เริ่มรบพุ่งกันเพื่อชิงตรา เสวี่ยหลานถูกผลักให้กลายเป็นผู้นำกองกำลังของผู้ถูกกดขี่ทในที่สุด นางตัดสินใจสร้าง “สำนักไร้ตรา” ที่ไม่ขึ้นต่อใคร ศึกสุดท้ายคือการเผชิญหน้ากับผู้ถือ “ตรามังกรทอง” ที่แท้จริงแล้วเป็นบิดาที่หายสาบสูญ
Lihat lebih banyakใต้หล้าแห่งนี้ มิได้มีราชา มิได้มีสวรรค์ชี้นำ มีเพียง พลังแห่งวรยุทธ เท่านั้นที่ชี้ขาดชะตาชีวิตผู้คน ดินแดนยุทธภพ แผ่นดินกว้างใหญ่ที่แสงอาทิตย์มิอาจส่องทั่วถึง ปกคลุมด้วยหมอกควันแห่งสงครามและเลือดสังเวยแห่งความทะเยอทะยาน ที่นี่… ความถูกผิดถูกกลืนหายไปตั้งแต่ยุคบรรพกาล เหลือเพียง “กำลัง” และ “เจตจำนงแห่งคมดาบ” เท่านั้นที่ยังคงอยู่
เหนือยอดเขา มีสำนักใหญ่ครอบครองฟ้าเบื้องบน กลางแผ่นดิน มีเจ้าพรรคผู้ปกครองดินแดนด้วยกำลังมือ ใต้เงาหุบเหว มีเหล่ามารผู้ซ่อนเร้น รอวันกลืนกินแสงสว่าง ทุกชีวิตที่ถือกำเนิดในโลกนี้ ล้วนถูกกำหนดด้วยพลังในลมปราณและเส้นทางที่ตนเลือก คำว่า “ยุทธภพ” จึงมิใช่เพียงชื่อเรียก หากคือ สนามประลองแห่งโชคชะตา ผู้ไร้พลัง ย่อมเป็นเหยื่อ ผู้มีพลัง แต่ไร้ใจ ย่อมเป็นอสูร และผู้ที่มีทั้งพลังและใจ ย่อมต้องแบกรับชะตาของโลกทั้งผืนไว้ในฝ่ามือ ในแต่ละราตรี มีเสียงกระบี่ที่ยังมิได้ชำระความ ในแต่ละรุ่งอรุณ มีโลหิตที่ยังมิทันแห้งกรัง ผู้ฝึกยุทธนับหมื่นชีวิตยอมสละเลือดเนื้อ เพื่อไขว่คว้า “หนึ่งก้าวเหนือฟ้า” เพราะเพียงแค่ก้าวเดียวที่ยืนสูงกว่าผู้อื่น คือเส้นแบ่งระหว่าง ผู้เป็นตำนาน และ ผู้ถูกลืม ลมแห่งยุทธภพพัดหวนทุกคราไม่เคยเงียบงัน มันพัดพาเสียงกรีดร้อง เสียงหัวเราะ เสียงคำสาบาน และเสียงร่ำไห้ของเหล่ายอดยุทธ์ที่สิ้นสูญไปในห้วงกาลเวลา ที่นี่ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีคำว่าพรหมลิขิต มีเพียง “ผู้รอด” ที่จะได้เขียนประวัติศาสตร์ด้วยคมดาบของตน ดินแดนแห่งยุทธภพ คือโลกที่ทุกชีวิตต้องเลือกระหว่าง การยืนอยู่เหนือผู้อื่น หรือ ถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้า และเลือด... คือหมึกที่จารึกตำนานทุกบทในแผ่นดินนี้ สองสามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขพวกเขาพยายามที่จะไม่ยึดติดกับเรื่องวรยุทธแม้แต่อย่างใด พวกเขาเคยเป็นนักยุทที่มีชื่อเสียงมาก่อนแต่ตอนนี้พวกเขาละทิ้งเพื่อที่จะสร้างครอบครัวด้วยกัน บุรุษเป็นชายผู้หนึ่งที่หล่อเหลาเขาล้างมือจากวงการวรยุทธมาตั้งแต่ที่พบกับสตรีผู้นี้ คราแรกเขาประมือกันโดยบังเอญ เมื่อทั้งสองคนค้นพบถึงความรัก ตกลงปลงใจอยู่กินกันฉันสามีภรรยา พวกเขาสามีภรรยาไม่เคยคิดที่จะอยู่ที่เดียวเป็นเวลานาน ไม่ภรรยาชวนย้ายถิ่น ผู้เป็นสามีก็ชวนย้าย พวกเขาเข้าใจซึ่งกันและกันเพราะพวกเขาก็มีชีวิตอยู่จนคนเดียวไป หญิงสาวทั้งท้องราวเก้าปีก่อนที่จะคลอดออกมา เสียงร้องของทารกดังแผ่วเบาในค่ำคืนที่ฝนโปรยปราย ภายในกระท่อมไม้กลางหุบเขาอันเงียบงัน หญิงสาวนอนหมดเรี่ยวแรง เหงื่อชุ่มทั่วร่าง ผมยาวเปียกแนบแก้ม แต่ในอ้อมแขนกลับโอบสิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ที่เพิ่งลืมตาดูโลก แสงแห่งชีวิตที่เธอรอคอย “เขา... เป็นหญิง” นางพึมพำเสียงสั่น ยิ้มทั้งน้ำตา สามีของนางหลี่เทียนเซิน ยืนมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่ในแววตานั้นกลับมีประกายแห่งความกังวลแฝงลึก “เจ้าทำได้ดีมาก... แต่ตอนนี้พวกมันเริ่มเข้ามาใกล้แล้ว” เสียงแตรสัญญาณดังขึ้นจากไกลโพ้น เงาไฟจากคบเพลิงนับสิบกระพริบอยู่บนยอดเขา ผู้ตามล่าจากสำนักไหนไม่รู้ได้เจอร่องรอยพวกเขาเข้าแล้ว หลี่เทียนเซินบีบมือนางแน่น “ฟังข้าให้ดีนะ อวิ๋นซี... เจ้าต้องอยู่กับลูก อย่าออกไปจากที่นี่จนกว่าฟ้าสาง ข้าจะพาพวกมันออกไปให้ไกลที่สุด” เสียงบุรุษกล่าวขึ้น ผู้เป็นภรรยามั่นใจว่าพวกนั้นมาเพราะตัวเอง จะปล่อยผู้เป็นสามีไปได้อย่างไร “ไม่! เจ้าเพิ่งบาดเจ็บจากศึกครั้งก่อน หากไปคนเดียว—” เสียงนางขาดห้วง น้ำตาเอ่อรื้น เขาส่ายหน้าเบา ๆ “ข้าผ่านความตายมาหลายครั้ง หากครั้งนี้ต้องตายเพื่อให้เจ้ากับลูกปลอดภัย ข้าก็ยอม” มือของเขาวางลงบนหน้าผากทารก เสียงเบาราวกับกระซิบ “เจ้าตัวน้อย... จงเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องหลบหนีเหมือนบิดา จงใช้ชีวิตที่สงบสุขในโลกที่บิดาไม่อาจมีได้” เขาคลุมผ้าห่มให้ภรรยาอย่างอ่อนโยน ก่อนหมุนตัวคว้าดาบคู่ใจ ปลายคมสะท้อนแสงไฟจากเตาเรือน — ดาบที่เคยสั่นสะเทือนยุทธภพ บัดนี้เป็นเพียงดาบของชายผู้หนีตายเพื่อครอบครัว เสียงฝนเริ่มหนักขึ้น เมื่อประตูไม้เปิดออก ลมหนาวพัดเข้ามาแทนที่ความอบอุ่นทันที หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น “เทียนเซิน! อย่าไป!” แต่เขาเพียงหันกลับมามองยิ้มสุดท้าย — ยิ้มที่เธอจะจดจำไปชั่วชีวิต ไม่นาน เสียงฟ้าผ่าและเสียงโลหะกระทบกันดังสะท้อนจากหุบเขาเบื้องล่างเปลวไฟของคบเพลิงนับสิบส่องสว่างกลางพายุฝน ชายผู้หนึ่งลำพัง ยืนต้านผู้ไล่ล่านับร้อย — ดาบในมือวาดแสงสังหารราวดาวตก ขณะอีกฟากหนึ่งของหุบเขา หญิงสาวกอดลูกแน่น หลับตาฟังเสียงฝนที่กลืนเสียงต่อสู้ไกลลิบ นางไม่รู้ว่าเขาจะรอดหรือไม่... แต่รู้เพียง ทุกลมหายใจของนางจะมีชื่อของเขาอยู่เสมอ ไม่นานบานประตูเปิดออกอีกครั้ง "อวิ๋นซี ไปเร็วข้าจะพาเจ้าหนี" เสียงบุรุษกล่าวขึ้น มีบุรุษราวๆสามคนพุ่งตัวเข้ามา ดาบของพวกเขาสะท้อนเงาดวงจันทร์ทำให้น่ากลัวยิ่งนัก "ไป๋อหมิงเป็นเจ้านั่นเอง เจ้าช่วยบุตรสาวของข้าด้วยพานางหนีไป" เสียงของอวิ๋นซีกล่าวขึ้นอย่างแผ่วเบา บุรุษหนึ่งในนั้นเดินเข้าไปหาหนังที่อยู่บนเตียงนางยืนเด็กให้เขาแล้วนำสร้อยนั้นยื่นให้ไป "ให้นางถ้านางรู้ความแล้วอย่าให้ใครเจอสร้อยเส้นนี้มันจะเป็นอันตรายกับมันแต่มันจะช่วยชีวิตนางได้เมื่อมันจำเป็น" เสียงของอวิ๋นซีกล่าวขึ้น และยัดของใส่มือบุรุษผู้นั้นก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะรู้ตัวสตรีผู้นี้ก็พยายามลุกขึ้น เพื่อที่จะคุกเข่าขอร้องเข้า "ไม่ต้องเราต้องหนีไปได้ด้วยกันข้าจะพาเด็กหนีไปก่อน เจ้าสองคนช่วยการประครองนางและคุ้มกันนางด้วยข้าจะพาเด็กผู้นี้ออกไปก่อน" เสียงบุรุษหนุ่มกล่าวขึ้น สตรีผู้นี้ลูบหัวเด็กน้อยเบาๆอย่างอาลัยอาวรไม่นานเด็กนั้นก็หลับไป บุรุษผู้นี้อุ้มเด็กขึ้นและทะยานออกไป โดยที่เขาไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นมาอย่างไร แต่เขาก็มามันช่วยชีวิตเด็กผู้นี้ หลังจากอุ้มเด็กออกไปได้ไม่นาน เขาก็เห็นมีเงาคนวิ่งมาทางกระท่อมหลังนั้น แต่เขาไม่สามารถหันหลังกลับไปช่วยได้แล้ว เขาพาเด็กผู้หญิงพุ่งทะยานไปข้างหน้าเรื่อยๆเสียงลมพัดหวิวรอบหุบเขาไม่เคยสงบ ตั้งแต่เมื่อวานจนเข้าสู่วันใหม่ หมอกบางเคลื่อนไหวดั่งมีชีวิต ขณะที่หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลานหินเปียก ลมหายใจของนางสม่ำเสมอแต่เต็มไปด้วยความกดดัน สายฝนที่ตกต่อเนื่องราวไม่รู้จักจบจักสิ้นมันตกทั้งวันทั้งคืน แต่กลับไม่อาจดับความร้อนที่พลุ่งพล่านในโลหิตของหญิงสาว ชายชรายืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวดวงตาเขาปิดอยู่ แต่เขารับรู้ได้ถึงทุกการสั่นไหวในลมหายใจของนาง“จงฟังเสียงลมในกายเจ้า...”เสียงทุ้มของเขาเอื้อนเอ่ย “ลมหายใจที่หนึ่งคือ การตื่นของตรา — เจ้าผ่านมาแล้ว แต่ลมหายใจที่สองคือ การยตอมรับเลือดของมัน หากใจเจ้าไม่มั่นคง มันจะกลืนเจ้าจากภายใน”เสียงชายชรากล่าวขึ้นอย่างไม่รีบร้อน หญิงสาวหลับตาแน่น พยายามสงบใจเสียงฝนกลายเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของนางเสียงสายลมแผ่วเบาจนแยกไม่ออกว่า มาจากนอกกาย... หรือในกาย“เจ้าคือเลือดของข้า..จงฟังข้า... และเจ้าจะไม่ต้องเจ็บปวดอีก...”เสียงกระซิบกลับมาอีกครั้งหลังจากที่มันไม่ได้กระซิบกับนางมาเป็นเวลาหนึ่งวันแล้ว เสียงที่แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับอยู่ในหู ภาพวูบวาบแล่นผ่านในห้วงสำนึก เงาร่างของพ่อที่ล้มลงกลางเพลิง มือที่ผลักนางอ
สายหมอกยามเช้าคลอเคลียยอดไม้ เสียงน้ำจากธารภูเขาไหลรินอย่างสงบ หญิงสาวเดินเซอย่างเหนื่อยล้าท่ามกลางผืนป่าที่ทอดยาวไร้สิ้นสุด เท้าทั้งสองเปื้อนโคลน เลือดแห้งกรังอยู่ตามขาและแขน แต่ดวงตา... ยังส่องประกายแน่วแน่ นางนั้นวิ่งหนีออกจากถ้ำตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ได้หยุดพักเนื่องจากว่าหากหยุดพักก็กลัวว่าจะถูกตามทัน และเหมือนมีพลังบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถที่จะหยุดพักได้“อีกนิดเดียว...” เด็กน้อยพึมพำเบา ๆราวกับเสียงกระซิบในหัวตอบกลับทันที “หนทางของตรา ไม่ใช่การหนี... แต่คือการ ตื่นรู้”เสียงเมื่อคืนที่นั่งได้ยินนั้นดังอีกครั้ง“ข้าไม่ต้องการมัน...” นางตอบเสียงแผ่ว “ตรานี้นำแต่ความตาย...หากไม่เรียนรู้จะควบคุม พลังนั้นจะกลืนเจ้าในที่สุด”คำพูดนั้นยังดังก้องอยู่ในใจ จนนางแทบไม่รู้ว่าตนเองเดินมาถึง “หุบเขาแห่งพายุ” ตั้งแต่เมื่อใดหมอกหนาทึบและลมแรงพัดหมุนตลอดเวลา ต้นไม้รอบด้านเอียงเอนไปตามแรงลม เสียงกรีดของพายุทำให้ทุกก้าวกลายเป็นการต่อสู้นางพยายามหาที่หลบ แต่ลมกลับพัดรุนแรงกว่าเดิม จนกระทั่ง“เจ้า... ทำไมถึงมาที่นี่ได้”เสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือเสียงพายุ หญิงสาวเงยหน้ามอง เห็นชายชราผู้หนึ่งยืนอย
แสงอรุณสาดลอดปากถ้ำเข้ามาอาบผนังหิน เงาแสงสีทองอุ่นจางส่องต้องใบหน้าของหญิงสาว เด็กน้อยค่อย ๆ ลืมตาขึ้นจากห้วงฝันอันพร่าเลือน ความฝันที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบ เสียงลมหายใจของอสรพิษ และแสงเงินที่เลื้อยอยู่รอบกาย ทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัวไปในที่แผลตอนที่นางลืมตาตื่นขึ้นมาหัวใจของนางยังเต้นไม่เป็นจังหวะ หัวใจที่เต้นถี่ ความเย็นจากพื้นหินยังคงซึมเข้าสู่ร่างเรื่อยๆ“เมื่อคืน... มันคือความฝันงั้นหรือ?”หญิงสาวพึมพำเบา ๆกับตัวเองพรางบิดขี้เกียจ และมือบางบางของนางก็เลื่อนไปแตะที่ต้นคอของตัวเองเบาๆ ความเย็นเฉียบแผ่วผ่านปลายนิ้ว ก่อนที่นางจะชะงักมือด้วยความตกใจ เมื่อเห็นบางสิ่งสะท้อนในแสงยามเช้า มันเป็นคล้ายๆกับเกล็ดเงินเล็กละเอียดปรากฏชัดบนผิวจองนาง เรียงเป็นลวดลายโค้งคล้ายเกล็ดงู นุ่มเรียบแต่มันส่องแสงสีขาวราวโลหะกระทบกับแสงอาทิตย์“นี่มัน...” นางสูดลมหายใจสั้น ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน รอยนั้นไม่จางหาย ไม่ใช่รอยสัก ไม่ใช่แผลแต่เหมือนเป็น “ส่วนหนึ่งของร่าง” ไปแล้วความหวาดกลัวแล่นวูบเข้าสู่ใจ แต่ลึกลงไป... มีบางสิ่งหนึ่งที่เหมือนกำลัง ปลุกเร้า นางจากภายใน เสียงนั้น... กลับมาอีกครั้ง “อย่ากลัว.
สายลมยามค่ำคืนเย็นเยียบจนแทงทะลุผิวกายหญิงสาวพิงผนังหินในถ้ำลึก มือกุมหน้าอกแน่น ใบหน้าเปื้อนเหงื่อและฝุ่น นางหอบหายใจแรงราวกับเพิ่งหนีตายมาไกลหลายลี้ นางมองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว ถ้ำนี้ดีหน่อยที่มีคบเพลิงอยู่สามสี่อัน นางจุดคบเพลิงขึ้นเพียงอันเดียวก็เพียงพอให้แสงสว่างแล้ว เพราะเป็นตอนกลางคืนและถ้ำเองก็มืด คบเพลิงอันเดียวก็ส่งแสงสว่างเพียงพอ เสียงน้ำหยดจากเพดานถ้ำดังเป็นจังหวะช้า ๆ ผสมกับเสียงหัวใจเต้นที่ดังชัดในอกความเหนื่อยล้าเข้ามาปะปน นางหลับตา สูดลมหายใจลึกเพื่อข่มความสั่นแต่ยิ่งพยายามสงบเท่าไร เสียงนั้นกลับยิ่งชัดขึ้น... “เลือดของข้า... ไหลเวียนในตัวเจ้าแล้ว”หญิงสาวสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นกวาดมองรอบถ้ำไม่มีใคร ไม่มีเงาของผู้คน มีเพียงเปลวไฟจากคบเพลิงที่นางจุดไว้สะท้อนอยู่บนผนังหินซึ่งไร้คนอื่นๆ เปลวเพลิงเองก็นิ่งเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน“ใคร... ใครอยู่ที่นั่น!”เธอตะโกนถาม เสียงสะท้อนกลับมาเพียงคำพูดของตนเอง"ใคร...ใครอยู่ที่นั่น!"สักพักใหญ่ๆก็มีเสียงอีกเสียงที่ไม่ใช่เสียงสะท้อนของนาง“ข้า... คือเจ้า”“และเจ้าคือผู้สืบตราแห่งอสรพิษขาว”เสียงนั้นดังขึ้นในหัวชัดเจ











