Intention to Death เมื่อความตายกลายเป็นพลัง

Intention to Death เมื่อความตายกลายเป็นพลัง

last updateآخر تحديث : 2026-04-18
بواسطة:  Sapphiros S. N.مستمر
لغة: Thai
goodnovel18goodnovel
لا يكفي التصنيفات
140فصول
301وجهات النظر
قراءة
أضف إلى المكتبة

مشاركة:  

تقرير
ملخص
كتالوج
امسح الكود للقراءة على التطبيق

เมื่อพลังแห่งความตายถูกปลุกให้ตื่น โลกถึงคราวโกลากล ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลกได้มาถึง เหล่าฆาตรกรได้รับพลัง จากการฆ่าเพื่อความบันเทิง สู่การฆ่าเพื่อสร้างกองทัพซอมบี้ของตน ผู้ที่เคยสังหาร ไม่ว่าจะเชือดไก่ไปจนถึงบี้มด จะปลุก ‘ไอโลหิต’ ส่วนผู้ที่เคยสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกัน จะปลุก ‘ไอทมิฬ’ หรือก็คือผู้ที่มีไอทมิฬ คือ 'ฆาตกร' ในวันที่หมอกโลหิตปกคลุมโลกทั้งใบ ชายหนุ่มก็ทิ้งร่างลงมาจากตึกเก้าชั้น แต่ผู้ที่อยากตายอย่างเขากลับไม่ตาย 'ไพเรนทร์' ไม่รู้ว่าเขาปลุกไอทมิฬขึ้นมาได้อย่างไร จนกระทั่งเขาถูกพาออกไปนอกกำแพงเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อฆาตกรอันดับที่สิบเจ็ด ความลับแห่งพลังที่ซุกซ่อนไว้กว่าสิบสองปี สาเหตุที่ไพเรนทร์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะพลังของเขาคือ 'อมตะ' เมื่อความตาย กลายเป็นพลัง ผู้ที่ ‘อยากตาย' จึงกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด

عرض المزيد

الفصل الأول

บทนำ อุบัติการณ์หมอกโลหิต (Suicidal attempt)

บทนำ

อุบัติการณ์หมอกโลหิต

ไพเรนทร์ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเฉยชา เขาเหยียบลงบนขอบดาดฟ้าของหอพักสูงเก้าชั้น ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่อยู่หอ เขาคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากนัก

ชายหนุ่มขึ้นมาข้างบนนี้เพื่อกระโดดลงจากระดับสูงสุดของตึก ใช่แล้ว ไพเรนทร์กำลังจะฆ่าตัวตาย

เขาเลือกการตายด้วยวิธีนี้เพราะได้ยินมาว่าเป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่ทำให้คนล้มเลิกความตั้งใจในวินาทีสุดท้ายมากที่สุด ไพเรนทร์ไม่ได้กลัวความสูง แต่ก็ไม่ได้ไม่กลัวจนไม่รู้สึกรู้สาอะไร เวลาเดินบนสะพานสูงที่แกว่งไปมาก็แอบมีหวั่นใจอยู่เหมือนกัน

ดวงตาสีดำมืดมนมองลงไปเบื้องล่าง จากความสูงระดับนี้ สุนัขจรจัดที่กำลังดมหาเศษอาหารดูตัวเล็กลงจนมีขนาดเท่าแมลงวัน แม้กระทั่งรถยนต์ยังดูเล็กไปถนัดตาอย่างกับของเล่นเด็ก เป็นความสูงที่ท้าทายสัญชาตญาณของมนุษย์ซึ่งต้องยึดเกาะกับพื้นโลกตามหลักของแรงโน้มถ่วงเป็นอย่างยิ่ง

ทว่ามันกลับไม่ได้ชักจูงให้เขาเปลี่ยนใจเลยสักนิด เขากลับรู้สึก…โล่งใจ

ไพเรนทร์จดจ้องมองพื้นคอนกรีต จุดที่จะกลายเป็นสถานที่ตายของตน เขาพยายามหาร้อยพันเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อก็แล้ว พยายามปลุกความกลัวและสัญชาตญาณในการมีชีวิตรอดก็แล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม ในใจของเขาเพรียกหาแต่จุดจบเพื่อยุติชีวิตอันไร้ความหมายของตนลงเสียที

ปลายเท้าเคลื่อนพ้นขอบดาดฟ้า ที่หางตาเขาเหมือนจะเห็นร่างซีดเซียวเดินไปมาด้วยท่วงท่าไม่เป็นธรรมชาติข้างล่างนั้น ราวกับพวกซอมบี้ในภาพยนตร์ บางทีนี่อาจจะเป็นรูปลักษณ์ของวิญญาณ คนที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดอย่างเขาอาจจะเห็นสภาพของตัวเองในอนาคตก็เป็นได้

ไพเรนทร์ทิ้งตัวลงไป ดำดิ่งสู่จุดจบที่เขาเฝ้าฝัน

ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งไม่ได้ดับมืดไปอย่างที่เขาคิดไว้ หลังความตาย...

มีเพียงสีขาวเท่านั้น

ดวงตาสีนิลลืมขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าขมุกขมัวเหมือนโลกถูกรมด้วยควันสีแดง บรรยากาศหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้ง ไพเรนทร์ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เขาคงจะตายไปแล้ว ตายตามที่เขาต้องการ หากแต่โลกหลังความตายกลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เขาคาดไว้ ชายหนุ่มหลับตาลงไปใหม่ด้วยความผิดหวัง ภาวนาขอให้เขาไม่ต้องลืมตาขึ้นมาอีกตลอดกาล

เสียงกรีดร้องเสียดหูตามมาด้วยเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง กรงเล็บแหลมคมขยุ้มคอเสื้อของไพเรนทร์แล้วกระชากเขาขึ้นจนตัวลอย ไพเรนทร์เบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เขากลับเห็นเพียงกรงเล็บสีดำสนิท แหลมคมดั่งใบมีด เรียวยาวราวกับเคียว กำลังพุ่งตรงเข้ามาสู่ใบหน้าของเขา

ไพเรนทร์หวาดกลัว

การกระโดดตึกไม่สามารถสร้างความกลัวให้กับเขาได้ แต่นี่ไม่เหมือนกัน แม้เขาจะอยากตาย ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยากถูกทรมาน เขายังกลัวความเจ็บปวดอยู่ ชั่วความคิด ไพเรนทร์ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักใครก็ตามที่ขยุ้มคอเขาไว้ก่อนที่เขาจะถูกแทงจนศีรษะพรุน

เสียงแหลมแปร่งหูดังโหยหวน ไพเรนทร์เพิ่งจะได้เห็น สิ่งที่ทำร้ายเขาอยู่คือร่างซีดเผือดซึ่งมีลำคอบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาของมันเหลือกลอยจนเห็นเพียงตาขาว ตามผิวกายปรากฏเส้นเลือดสีคล้ำดั่งรากไม้ชอนไชผืนดิน ปากที่อ้ากว้างเพื่อกรีดร้องเผยให้เห็นคมเขี้ยวยืดยาวดุจพยัคฆ์ร้าย น้ำลายเหนียวเหนอะของมันล้นทะลักจากปากราวกับสุนัขบ้า กรงเล็บสุดสะพรึงหยุดชะงักห่างจากใบหน้าของไพเรนทร์เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร ก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปกลายเป็นไอสีดำทมิฬ

ไพเรนทร์ทรุดลงกับพื้น เขากุมคอตัวเองและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สิ่งนั้นมันคืออะไรกัน มนุษย์? ไม่ใช่ มันคือซากศพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นซากศพที่เดินได้ ขยับได้ราวกับยังมีชีวิต

เขาเพิ่งถูก ‘ซอมบี้’ โจมตี

เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามปลุกให้ไพเรนทร์ฟื้นคืนสติ เขารีบเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางไอหมอกสีชาด รอบด้านเต็มไปด้วยความชุลมุนเสมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์วันสิ้นโลก กลิ่นคาวโลหิตฉุนกึกชวนคลื่นเหียน ซอมบี้สามตัวกำลังวิ่งโซซัดโซเซไล่กวดคนเป็นอยู่ในลานจอดรถ ซากศพนอนเกลื่อนตามทางที่พวกมันเดินผ่าน บางศพก็ลุกขึ้นมาร่วมไล่กัดกินมนุษย์กลายเป็นซอมบี้ไปเสียเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยและประกาศเหตุฉุกเฉินดังระงม ผู้คนแย่งกันตะโกนและวิ่งหนีไปทุกทิศทาง ก่อนที่เสียงดังกัมปนาทกว่าเสียงใดจะระเบิดขึ้น แสงสว่างวาบบาดตาจนไพเรนทร์ต้องหันหน้าหนี แรงกระเทือนทำเอาร่างของเขากระเด็นไปข้างหลัง สะเก็ดระเบิดเจาะทะลุแขนข้างที่ยกขึ้นมากำบังใบหน้า

ไพเรนทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด บาดแผลบนแขนของเขากลับมีไอสีดำทมิฬลอยโชยอย่างกับแก๊สรั่ว สะเก็ดระเบิดถูกดันหลุดออกมาจากเนื้อ แผลฝังลึกที่แขนของเขาปิดสนิทหายดีเป็นปลิดทิ้ง

ได้อย่างไรกัน?

ก่อนที่ไพเรนทร์จะทันได้รวบรวมสติ เขาก็ค้นพบความจริงที่ทำให้เขาสับสนยิ่งกว่าเดิม

เดี๋ยวก่อน เขาเจ็บ… เขารู้สึกเจ็บ แขนเขามีเลือดออก อีกทั้งตอนนี้เขาก็กำลังหอบหายใจถี่รัวจากความกลัว ที่สำคัญ…

…หัวใจของเขายังเต้นอยู่

ไพเรนทร์เพิ่งจะตระหนักได้ว่า เขายังมีชีวิตอยู่

หลังจากอุบัติการณ์หมอกโลหิตปกคลุมชั้นบรรยากาศ ทั่วทั้งโลกก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ผืนแผ่นดินถูกสลับสับเปลี่ยน แผ่นน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้สลับกับโอเอซิสกลางทะเลทราย ตึกเอ็มไพร์สเตตไปโผล่ที่จังหวัดนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น บ้านอุปถัมภ์ในกรุงมอสโกกลับไปตั้งอยู่กลางเกาะเซเชลส์อันแสนห่างไกล เทพีเสรีภาพจมลงใต้มหาสมุทรอินเดีย จากนั้นทุกอย่างก็เละเทะไปหมด ทุกทวีปถูกผสมปนเปจนแผนที่กลายเป็นของไร้ค่า ระบบนำทางจากสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ผู้คนทุกชนชาติถูกพรากจากถิ่น ไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใด ซอมบี้ไล่สังหารมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แพร่พันธุ์รวดเร็วราวกับดอกเห็ด สหประชาชาติจัดการประชุมครั้งใหญ่ เหล่าผู้นำเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ‘การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก’ และได้ออกมาประกาศว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงจนถึงขั้นเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

มนุษย์กำลังเผชิญกับยุคโลกาวินาศ หรือเรียกโดยย่อว่า ดี.ดี.[1]

เหล่าผู้นำสหประชาชาติซึ่งภายหลังจัดตั้งเป็นรัฐบาลโลกเชื่อว่า การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลกเป็นผลที่เกิดตามมาจากอุบัติการณ์หมอกโลหิต อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครอธิบายได้ว่า หมอกสีเลือดที่ปกคลุมทั่วทั้งโลกในชั่วพริบตาเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งพลังบางอย่างถูกปลุกขึ้น

พลังสีแดงที่มีลักษณะเหมือนกับหมอกโลหิตปลดปล่อยออกมาจากแทบทุกชีวิตบนโลก เรียกว่า ‘ไอโลหิต’ และพลังชั่วร้ายสีดำมืดมิดซึ่งมีเพียงไม่กี่คนได้ครอบครอง เรียกว่า ‘ไอทมิฬ’

พลังเหนือธรรมชาติอย่างไอโลหิตถูกปลุกขึ้นทั่วทุกมุมโลก แต่ไอทมิฬกลับตื่นขึ้นมาในกลุ่มคนจำพวกที่เลวร้ายที่สุด นักโทษประหารสังหารผู้คุมขังและนักโทษคนอื่นเพื่อแหกคุก ฆาตกรต่อเนื่องที่ยังลอยนวลออกล่าเหยื่อโดยไม่เกรงกลัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้บำบัดสารเสพติดคลุ้มคลั่งฆ่าล้างโรงพยาบาล นอกจากนี้ กลุ่มคนประเภททหารผ่านศึก ตำรวจ หน่วยราชการลับ และเพชฌฆาตก็ปลุกไอทมิฬขึ้นมาเช่นกัน รัฐบาลโลกรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชั้นนำที่ยังคงเหลือรอดจากภัยพิบัติ ร่วมกันวิเคราะห์ที่มาของพลังเหล่านี้ สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง

ผู้ที่มีประสบการณ์สัมผัสกับความตาย หรือก็คือผู้ที่เคย ‘ฆ่า’ จะถูกปลุกพลังแห่งความตายสีดำทมิฬขึ้นมา

และผู้ที่เคยฆ่าผู้อื่นก็คือ ‘ฆาตกร’

ฆาตกรส่วนใหญ่อาศัยพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ฆาตกรมีฝ่ายร้ายก็ย่อมต้องมีฝ่ายดี ส่วนมากคือเหล่าอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ปกป้องประเทศชาติและประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนและเป็นที่รังเกียจในหมู่คนทั่วไปจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘ผู้ปลุกไอทมิฬ’

เหล่าผู้นำตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกรวบรวมผู้รอดชีวิต จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยในระยะยาวได้ สร้างเป็นเขตการปกครองกว่าสามสิบเจ็ดเขต โดยยืมพลังจากผู้ปลุกพลังแห่งความตายฝ่ายดีปกป้องประชาชนจากซอมบี้และฆาตกร

สถานการณ์โดยรวมฟังดูมีความหวัง ทว่ากว่ามนุษยชาติจะตั้งตัวจนสร้างอารยธรรมยุคใหม่ รวมไปถึงลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างเห็นผลเช่นนี้ก็ใช้เวลาเกือบสิบปี ระหว่างนั้นโลกก็เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงจากยุคก่อนแล้ว ผู้รอดชีวิตรวมกันจากทั้งสามสิบเจ็ดเขตการปกครองนับได้เพียงสี่สิบเปอร์เซ็นต์จากประชากรโลกก่อนยุคโลกาวินาศ ภายนอกกำแพงสูงลิบของเขตการปกครองทั้งหลายก็เต็มไปด้วยซอมบี้เร่ร่อนซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ รวมไปถึงซอมบี้ที่พวกฆาตกรนำมาปล่อยทิ้งไว้เพื่อเฝ้าหาโอกาสบุกโจมตี

และนั่นคือพลังที่เลวร้ายที่สุดนับจากการวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก เหยื่อที่ถูกฆาตกรสังหารจะกลายเป็นซากศพผู้จงรักภักดี เป็นซอมบี้ภายใต้อาณัติที่ทำตามคำสั่งของผู้ที่สังหารตัวเอง หรือก็คือ ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างกองทัพซอมบี้ใต้อาณัติได้ หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายก็คงจะเป็น...

ยิ่งฆ่ามาก ยิ่งแข็งแกร่ง

หลังจากวันนั้นที่เขากระโดดลงมา ไพเรนทร์ก็ถูกวาร์ปไปยังต่างแดนพร้อมกับหอพักทั้งหอ เขาถูกตรวจพบว่าเป็นผู้ถือครองไอทมิฬอย่างรวดเร็ว จึงโดนควบคุมตัวในฐานะของฆาตกร ถูกจารึกชื่อในฐานะ ‘No. 113’ ตามลำดับผู้ปลุกไอทมิฬที่ถูกจับกุมโดยรัฐบาลโลก แรกเริ่มรัฐบาลโลกเพียงต้องการควบคุมตัวบรรดาฆาตกรเพื่อความปลอดภัยของผู้รอดชีวิตคนอื่น แต่หลังจากที่ฐานที่มั่นของมนุษย์เริ่มมั่นคง รัฐบาลโลกก็ได้ก่อตั้งองค์กรควบคุมมรณาหรือดีซีโอ[2]ขึ้นมา เพื่อค้นคว้าวิจัยถึงพลังแห่งความตายที่บังเกิดขึ้นมาในยุคโลกาวินาศโดยเฉพาะ

ไพเรนทร์กลายเป็นตัวทดลอง

‘No. 113’ กลับไม่ใช่ตัวทดลองที่สมบูรณ์แบบนัก ไอทมิฬของเขานั้นน้อยนิดจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ ทั้งยังปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตนเป็นฆาตกร ทำให้ที่มาแห่งพลังคลุมเครือ ปล่อยให้เป็นข้อครหาติดตัว แต่เนื่องจากทั้งระดับพลังและอุปนิสัยของ ‘No. 113’ ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในระดับอันตรายต่ำที่สุด เขาจึงถูกย้ายไปวิจัยยังห้องทดลองที่เล็กกว่าเดิมในเขตการปกครองต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวทดลองตัวอย่างฝึกฝนนักวิจัยรุ่นใหม่ จนกระทั่งถูกปล่อยตัวให้ไปอยู่อาศัยในค่ายกักกันไอทมิฬแห่งเขตการปกครองที่สิบเอ็ดในปลายปีดูมส์เดย์ที่สิบเอ็ด

คนไร้ประโยชน์อย่างเขาไปอยู่ที่ใดก็ยังคงไม่มีประโยชน์อยู่อย่างนั้น ไพเรนทร์ผู้อยู่แต่ในห้องทดลองจนสิ้นไร้กำลัง ประโยชน์ในฐานะคนงานยังทำแทบไม่ได้ ไอทมิฬก็น้อยนิดจนเกือบจะหมดสติทุกครั้งที่ถ่ายเทพลังเข้าเครื่องกักเก็บมรณาเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับเขต สุดท้ายจึงโดนโยนให้ไปรับหน้าที่ภารโรงในค่ายกักกัน

เดิมทีไพเรนทร์ก็หมดกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ประเภทที่ว่าถอดใจจะสู้ เป็นตัวประกอบที่ตายเป็นคนแรกในภาพยนตร์สยองขวัญ ยิ่งต้องมาพบกับสภาพของยุคโลกาวินาศ จิตใจของเขาก็ยิ่งดำดิ่ง

ไพเรนทร์ฆ่าตัวตายอีกครั้ง… อีกครั้ง… และอีกครั้ง

แต่ทุกครั้ง เขาจะลืมตาขึ้นมาบนเตียงผู้ป่วยในหน่วยพยาบาลของค่ายกักกัน เห็นสีหน้าเป็นกังวลของคุณหมอโรเบิร์ต

เขาไม่เคยฆ่าตัวตายสำเร็จเลยสักครั้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่รบกวนจิตใจของไพเรนทร์คือหลังจากได้ออกมาจากห้องทดลอง ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นตัวได้ไวขึ้นทุกครั้งที่บาดเจ็บ จนถึงขั้นที่ว่า พอไพเรนทร์กรีดข้อมือ บาดแผลก็จะหายจนเหมือนไม่เคยมีอยู่ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำให้การฆ่าตัวตายของเขายากขึ้นทุกที

สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาท้อแท้สิ้นหวัง เขาอยากจะหนีเหลือเกิน อยากจะหนีไปจากการต้องมีชีวิตอยู่…

และแล้ว จุดพลิกผันในชีวิตอันน่าสังเวชของเขาก็มาถึง

เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกไปทำภารกิจนอกกำแพงร่วมกับหน่วยพิเศษ แต่ทว่า แท้จริงแล้วเขาถูกใช้เป็นเหยื่อล่อฆาตกรต่อเนื่องอันดับที่สิบเจ็ดของตารางอันดับผู้ปลุกไอทมิฬอย่างเดอะดราวน์

เหยื่อล่อไร้ประโยชน์อย่างเขาถูกฆาตกรสังหารอย่างง่ายดาย แต่เรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น

ไพเรนทร์ไม่ตาย

‘อมตะ’ คือพลังที่ผู้ที่อยากตายที่สุดในยุคโลกาวินาศได้รับ

[1] DD ย่อมาจาก Doomsday ในที่นี้ใช้เรียกแทนระบบนับปีศักราชใหม่ของยุคโลกาวินาศ

[2] DCO ย่อมาจาก Death control organization

توسيع
الفصل التالي
تحميل

أحدث فصل

فصول أخرى
لا توجد تعليقات
140 فصول
บทนำ อุบัติการณ์หมอกโลหิต (Suicidal attempt)
บทนำอุบัติการณ์หมอกโลหิตไพเรนทร์ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเฉยชา เขาเหยียบลงบนขอบดาดฟ้าของหอพักสูงเก้าชั้น ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่อยู่หอ เขาคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากนักชายหนุ่มขึ้นมาข้างบนนี้เพื่อกระโดดลงจากระดับสูงสุดของตึก ใช่แล้ว ไพเรนทร์กำลังจะฆ่าตัวตายเขาเลือกการตายด้วยวิธีนี้เพราะได้ยินมาว่าเป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่ทำให้คนล้มเลิกความตั้งใจในวินาทีสุดท้ายมากที่สุด ไพเรนทร์ไม่ได้กลัวความสูง แต่ก็ไม่ได้ไม่กลัวจนไม่รู้สึกรู้สาอะไร เวลาเดินบนสะพานสูงที่แกว่งไปมาก็แอบมีหวั่นใจอยู่เหมือนกันดวงตาสีดำมืดมนมองลงไปเบื้องล่าง จากความสูงระดับนี้ สุนัขจรจัดที่กำลังดมหาเศษอาหารดูตัวเล็กลงจนมีขนาดเท่าแมลงวัน แม้กระทั่งรถยนต์ยังดูเล็กไปถนัดตาอย่างกับของเล่นเด็ก เป็นความสูงที่ท้าทายสัญชาตญาณของมนุษย์ซึ่งต้องยึดเกาะกับพื้นโลกตามหลักของแรงโน้มถ่วงเป็นอย่างยิ่งทว่ามันกลับไม่ได้ชักจูงให้เขาเปลี่ยนใจเลยสักนิด เขากลับรู้สึก…โล่งใจไพเรนทร์จดจ้องมองพื้นคอนกรีต จุดที่จะกลายเป็นสถานที่ตายของตน เขาพยายามหาร้อยพันเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อก็แล้ว พยายามปลุกความกลัวและสัญชาตญาณในการมีชีวิตรอดก็แล้ว แต่ทุกอย่
اقرأ المزيد
บทที่ 1 สถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดา
บทที่ 1สถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดา19 ตุลาคม ดี.ดี. 12กลไกสลับซับซ้อนเคลื่อนตัว เครื่องจักรส่งเสียงอึงอลระใบหู ของเหลวสีเขียวถูกระบายออกจากหลอดทดลองขนาดยักษ์ ไร้ซึ่งสิ่งพยุงร่าง ไพเรนทร์ก็ร่วงลงไปกองที่ก้นหลอดทดลอง มือจักรกลดึงเขาขึ้นมาใหม่เพื่อสวมแท่งเหล็กหนาสีดำสนิทหุ้มตั้งแต่ปลายนิ้วไปจนถึงข้อศอกล็อกสองแขนของเขาไม่ให้ขยับเขยื้อนได้“หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม ตามมาด้วยความสงบ หากขัดขืนจะทำการยิงยาสลบทันที”เจ้าหน้าที่ในชุดเกราะต่อต้านไอทมิฬของดีซีโอสองคนถือปืนเดินมาประกบข้างหลอดทดลอง หลอดแก้วทรงกระบอกหนาเลื่อนตัวลง ปลดปล่อยตัวทดลองข้างในให้เป็นอิสระไพเรนทร์ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สองขาที่ล่องลอยอยู่แต่ในของเหลวจนอ่อนเปลี้ยไม่เหลือเรี่ยวแรง อุปกรณ์ที่ล็อกแขนเขาไว้ก็หนักเสียถ่วงดุลทั้งร่างไปด้านหน้า เจ้าหน้าที่สองคนรุดมาหิ้วปีกเขาคนละข้าง ด้วยรู้ว่าหากรอให้ไพเรนทร์ลุกเองวันนี้คงไม่ต้องไปไหนกันพอดี ไพเรนทร์เดินไปตามทางที่ผู้คุมทั้งสองพาเขาไปอย่างเลื่อนลอย เพื่อทำกิจวัตรประจำวันใหม่ในห้องทดลองแห่งใหม่ตัวทดลองเข้าไปเอนกายนอนในเครื่องสแกน ภาพบนหน้าจอปรากฏริ้วไอทมิฬที่ไหลเวียนดุจสายน้ำในร่
اقرأ المزيد
บทที่ 2 ที่มาของพลัง
บทที่ 2ที่มาของพลัง“รสชาติของชีวิตเป็นยังไงบ้างครับ?”ไพเรนทร์หันหน้าไปตามเสียง ท่ามกลางสีขาวเจิดจ้า คุณหมอโรเบิร์ตผู้แสนใจดียืนยิ้มอบอุ่นอยู่ข้างเตียงคนไข้ดั่งเช่นทุกครั้ง“ขม… ขมมากครับ”คุณหมอหัวเราะขบขันพลางช้อนมือของเขาขึ้นไปแนบใบหน้าของตน “งั้น… อยากให้ผมช่วยไหมครับ?”ไพเรนทร์พยักหน้าอย่างเซื่องซึม “รบกวนด้วยครับ”คุณหมอยกยิ้มเบาบางก่อนจะเอียงศีรษะ ประทับริมฝีปากจุมพิตมือเย็นชืด เลือดแดงฉานถ่ายเทออกจากกลีบปากอุ่นไหลบ่าแต่งแต้มสีสันให้กับมือซีดเซียว ไพเรนทร์หลับตาดื่มด่ำกับสีขาวแสนสงบ“ราตรีสวัสดิ์ครับ”น้ำเย็นสาดเข้าเต็มใบหน้า ไพเรนทร์สะดุ้งตื่นเต็มตา ภาพคุกน้ำทมิฬของเดอะดราวน์ย้อนกลับมาฉายชัดในความทรงจำ สัญชาตญาณสั่งให้สองมือตะกายแหวกว่ายพาร่างขึ้นสู่ผิวน้ำสิ่งที่มือของเขาปัดป่ายกลับมีเพียงอากาศ ไพเรนทร์เปิดเปลือกตา เบื้องหน้าเขาคือชายผู้มีใบหน้าคมเข้มโดดเด่นแฝงความละมุนตามแบบฉบับลูกครึ่ง ชายผู้ที่เพิ่งต่อยเขาจนตายขยี้เส้นผมสีบลอนด์แซมดำของตัวเองพลางสบถอย่างหัวเสีย“แค่พูดออกมามันจะไปยากอะไรกันวะ! จะเก็บเป็นความลับอะไรนักหนา ช่างแม่งแล้ว! ตาแก่ เปิดประตูดิ๊ ฉันจะกลับแล้ว เสี
اقرأ المزيد
บทที่ 3 ไทเรส
บทที่ 3ไทเรส2 ปี ก่อน ดี.ดี.“ไพ โทษทีที่มาช้า ไปกันเถอะ”“อา ไม่เป็นไร”ไพเรนทร์ลุกจากที่นั่งในห้องสมุดตามกลุ่มเพื่อนไปตามที่นัดกันไว้ มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่แสนมหัศจรรย์ ขนาดคนมืดมนไม่เข้าสังคมอย่างเขา ยังมีคนประเภทพลังงานเหลือล้นเก็บมาเข้ากลุ่มได้“ว่าแต่คนที่นั่งกับนายเมื่อกี้ไม่ใช่ไทเหรอ นายรู้จักเขาด้วย?”“ไท?” ไพเรนทร์หันกลับไปมองโต๊ะที่เขาเพิ่งลุกจากมา เพื่อนของเขาคงจะหมายถึงคนที่เดินมานั่งเล่นโทรศัพท์เงียบ ๆ เพราะไม่เหลือที่ว่างที่อื่นแล้ว “ไม่อ่ะ เพื่อนนายเหรอ?”“หา? อย่าบอกนะว่านายไม่รู้จักไทเรส”“นั่นมันเดือนคณะเลยนะเว้ย ได้ตามข่าวบ้างไหมเนี่ย”“เห็นว่าเป็นตัวเต็งเดือนมหา’ลัยด้วยนะ แต่ดันเป็นพวกพูดน้อยไม่สนใจโลกนี่สิ บุคลิกไม่เหมาะเลยชวดตำแหน่งไป”“ไม่สนใจโลก... จะว่าไปก็คล้าย ๆ นายเลยไม่ใช่หรือไง ไพ?”“งั้นเหรอ” ไพเรนทร์ตอบส่ง ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก เขาเป็นพวกไม่สนใจโลกแบบที่เพื่อนว่าจริง ๆ นั่นแหละ ไพเรนทร์ไม่ได้รู้สึกอยากจะรู้เลยว่าใครเป็นเดือนเป็นดาว เหตุใดเขาต้องสนใจคนเหล่านั้นด้วยเล่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่ชื่อว่าไทเรสนั้นมีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นสมกับที่เป็นเดือนคณะอย่
اقرأ المزيد
บทที่ 4 ซอมบี้และเจ้านาย
บทที่ 4ซอมบี้และเจ้านายวันแห่งอุบัติการณ์หมอกโลหิต“เกิดอะไรขึ้น?!”“หอพักมันหายไป... จู่ ๆ ก็หายไปเลย!”“แล้วต้นไม้พวกนี้มาจากไหน? ทำไมถึงมีป่ามาโผล่ตรงนี้ได้ล่ะ หอพักหายไปไหน?!”รอบด้านเต็มไปด้วยความอลหม่าน เสียงจากทุกทิศทางฟังดูก้องชอบกล พาให้ไทเรสปวดศีรษะยิ่งกว่าเดิมศีรษะ…ไพ!!“…”ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาจากลำคอของเขา เขามาช้าไป กว่าจะรู้ว่าไพอยู่ที่ไหน กว่าจะวิ่งมาถึงหอพัก ร่างของไพก็…ไทเรสกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บใจ น้ำตาแห่งความโศกเศร้าไหล…ไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นเลือดใช่แล้ว ในตอนนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นร่างที่กำลังร่วงโรยลงมาจากดาดฟ้าหอพัก เขารู้แค่ว่าต้องวิ่งไปหาไพเรนทร์ให้ได้ และดูเหมือนว่าศีรษะของพวกเขาจะชนกันอย่างแรง พวกเขาทั้งสองตายแล้วอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วทำไมหัวของเขาถึงได้ปวดเช่นนี้กัน ทำไมเสียงโหวกเหวกโวยวายถึงได้กวนใจเขามากกว่าปกติถึงเพียงนี้ ภายในร่างของไทเรสปวดตุบทั่วทุกอณูสร้างความอึดอัดทรมานเกินบรรยายราวกับว่า มีอะไรบางอย่างกำลังถูกปลุกขึ้นมา“ไท ไทจริง ๆ ด้วย!”“ว้าย! เลือดเต็มไปหมดเลย นายบาดเจ็บเหรอ?”หญิงสาวสองคนที่ไทคิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่
اقرأ المزيد
บทที่ 5 ชุบชีวิต (1/2)
บทที่ 5ชุบชีวิต3 มีนาคม ดี.ดี. 12 นอกกำแพงเขตการปกครองที่สิบเอ็ด“หัวหน้า รายงานครับ!”“มีอะไรอีก ยังไม่ถึงเขตเลย” วิคเตอร์ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าเต็มทน เขาเป็นคนเดียวที่ยังพอเหลือพลังหลังผ่านการต่อสู้กับฆาตกรอันดับที่สิบเจ็ด เดอะดราวน์ เขาจึงจำต้องทำหน้าที่ควบคุมแคปซูลด้วยตัวเอง แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าหน่วยพิเศษก็ตาม นายพลผู้แข็งแกร่งที่สุดในเขตเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตภัยครั้งใหญ่ที่เกือบจะพรากชีวิตของเขาไปด้วยแล้ว ตอนนี้เขาเพียงอยากกลับเข้ากำแพงไปปั้นหน้าแสดงเป็นผู้กอบกู้ให้ประชาชนสรรเสริญแล้วอาบน้ำอุ่นชำระความเหนื่อยล้าในบ้านพักส่วนตัวของเขาจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว ลูกน้องของเขายังจะมีเรื่องอะไรมารายงานอีกกัน“คือว่า… ซอมบี้ที่เก็บกลับมาด้วย ตอนนี้ฟื้นฟูจนหายดีแล้วครับ”“ว่าไงนะ?! ทำไมไม่รีบบอก เฮอร์มิลล่ะ ไม่ใช่ว่าถูกมันฆ่าไปแล้วนะ” วิคเตอร์ได้ยินก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที“ไม่ใช่ครับ เอ่อ… เจ้าซอมบี้ตัวนี้ มันดูแปลก ๆ”กุนนาร์อ้ำอึ้งอย่างไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เรียกให้คิ้วของหัวหน้าหน่วยขมวดมุ่นจนเป็นปม“หมายความว่ายังไง หรือว่าจัดการมันไปแล้ว?”“ยังครับ หลังจากมันฟื้นฟูเสร็จก็นั่งนิ่งไม่
اقرأ المزيد
บทที่ 5 ชุบชีวิต (2/2)
“ถึงจะรู้งั้นแล้วก็เถอะ ตาแก่ ถ้าไอ้หนูทดลองไม่รู้วิธีเรียกใช้พลังของตัวเองปู่ก็หาวิธีควบคุมพลังของเขาไม่ได้ เจ้านั่นก็ดูจะไม่รู้เรื่องจริง ๆ ความลับของพลังอมตะปู่แก้ไม่ออกหรอก ล้มเลิกเหอะ”ราชานเหลือบมองคนหนุ่มเขม็งด้วยความหน่ายใจ “นายก็แค่อยากกลับไปใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาของนายข้างบนนั่นเลยหาข้ออ้างให้ฉันยุติการวิจัย”“หา? ก็ใช่น่ะสิ สถานีเส็งเคร็งนี่จะเทียบแมนชันของฉันได้ไง ว่าง ๆ ก็ลองแวะไปสิ ตาแก่ รับรองติดใจแน่”“รายงานครับ!”ในขณะที่เคนยูมัวแต่พูดเล่น เจ้าหน้าที่ของสถานีวิจัยก็เข้ามารายงานเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้กับนักวิจัยควบตำแหน่งผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจสูงสุดในสถานีวิจัยแห่งนี้“ซอมบี้มีสติสัมปชัญญะตัวนั้นน่ะเหรอ?” ราชานถามย้ำด้วยความเหลือเชื่อ“ใช่แล้วครับ ดูเหมือนหมายเลขหนึ่งหนึ่งสามจะรู้จักซอมบี้ตัวนั้นด้วยครับ”“ขอบใจมาก คุณไปทำงานของคุณต่อเถอะ”“ครับ!”เจ้าหน้าที่กลับออกไป ราชานรีบดึงภาพจากกล้องวงจรปิดขึ้นมาดู ภาพบันทึกได้ถึงเพียงช่วงที่ตัวทดลองคุกเข่าตรงหน้าซอมบี้เท่านั้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลายเป็นสีดำ และกล้องก็ถูกไอทมิฬซัดจนพังเสียหาย“เหลือเชื่อ ปฏิกิริยาของซอมบี้มีส
اقرأ المزيد
บทที่ 6 ออกจากสถานีวิจัยใต้สมุทร
บทที่ 6ออกจากสถานีวิจัยใต้สมุทร“มัวเหม่ออะไรอยู่ เดินมาสักทีสิวะ!”“อะ อืม”ไพเรนทร์รีบก้าวลงจากแคปซูลตามผู้คุมคนใหม่ ไทเรสเดินตามเขามาอยู่ไม่ห่าง ภายนอกแคปซูลขนส่งใต้น้ำจากสถานีวิจัยใต้สมุทรเบอร์มิวดาคือที่ทำการตรวจคัดกรองซึ่งเคร่งครัดเสียยิ่งกว่าด่านตรวจผู้อพยพนอกกำแพงเข้ามาในเขตการปกครองเสียอีก ที่นี่ยังเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผืนดินกับสถานีวิจัยเพียงแห่งเดียว เนื่องจากเบอร์มิวดาเป็นสถานีวิจัยเกี่ยวกับมรณาโดยเฉพาะที่ขึ้นตรงกับดีซีโอ ทำให้เป็นศูนย์รวบรวมตัวทดลองสุดอันตรายจากทั่วทุกมุมโลก จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดการลักลอบนำตัวทดลองออกไป หรือป้องกันในกรณีที่สถานีวิจัยถูกฆาตกรและซอมบี้ยึดครองกระทั่งเคนยูที่เข้าออกสถานีเป็นว่าเล่นก็ไม่เคยได้รับการยกเว้นสักครั้ง เมื่อเคนยูพิสูจน์ตัวตนเสร็จ ก็เหลือแต่ตัวทดลองที่ไม่มีข้อมูลในระบบฐานประชากรเขตหนึ่งอย่างไพเรนทร์กับซอมบี้ไทเรส ทั้งสองเดินเข้าเครื่องสแกนร่างกาย บันทึกใบหน้า รูม่านตา ข้อมูลทันตกรรม ตลอดจนลายนิ้วมือทุกนิ้ว ผ่านขั้นตอนลงทะเบียนยุ่งยากซับซ้อนมากมายจนไพเรนทร์หัวหมุนไปหมด“หมายเลขหนึ่งหนึ่งสาม เคยอยู่ในค่ายกักกันไอทม
اقرأ المزيد
บทที่ 7 หมู่บ้านหน่วยสังหาร
บทที่ 7หมู่บ้านหน่วยสังหารการตรวจเข้มก่อนเข้าเขตการปกครองกินเวลาไปเกือบทั้งวัน ไพเรนทร์โดนเก็บเลือดไปตรวจโรคและฉีดวัคซีนไปหลายเข็มกว่าจะถูกปล่อยตัว ซ้ำร้ายไอทมิฬเจ้ากรรมของเขายังแผ่ออกมารบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่จนต้องขอความช่วยเหลือจากเคนยูอยู่หลายครั้ง ทำเอาเจ้าตัวโมโหจนแทบจะพ่นไฟได้อยู่แล้ว จากนั้นไพเรนทร์กับไทเรสยังต้องทำบัตรประจำตัวเพื่อรับรองการอนุญาตเข้าเขตการปกครองอีกยกใหญ่ ไทเรสที่เป็นซอมบี้ถูกพาไปตัดเล็บด้วยใบมีดไฟฟ้าซึ่งดัดแปลงมาจากอาวุธสังหาร พร้อมกับสวมถุงมือหนาหุ้มเหล็กที่ปลายนิ้วและผ้าปิดปากอันทำหน้าที่เป็นดั่งตะกร้อครอบปากไปในตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ซอมบี้ไทเรสนำเชื้อไปแพร่ให้กับคนในเขต อีกทั้งยังช่วยปกปิดลักษณะแห่งซอมบี้จากสายตาคนอื่นอีกด้วยเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเคนยูก็ลากตัวทั้งสองขึ้นแคปซูลส่วนตัวของเขาที่จอดทิ้งไว้ในลานจอดของจุดตรวจตอนขามา ขับพาตัวทดลองทั้งสองเข้าไปในหมู่บ้านซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการตรวจคัดกรองนักภายในหมู่บ้านเป็นดินแดนที่ไพเรนทร์ไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นในยุคสมัยแห่งการทำลายล้างนี้ คฤหาสน์หรูหราหลายสิบหลังตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ แต่ละหลังตั้งห่
اقرأ المزيد
บทที่ 8 คืนแรกในแมนชันของคิง
บทที่ 8คืนแรกในแมนชันของคิงไพเรนทร์และไทเรสเดินขึ้นบันไดตามเคนยูกับสาว ๆ ไปยังชั้นบนของคฤหาสน์ขนาดยี่สิบสามห้องด้วยความเงียบงัน สาวสวยคนหนึ่งเปิดประตูห้องให้กับเจ้าของบ้านแล้วพากันเข้าไป ภายในคือห้องนอนขนาดใหญ่เกินปกติหลายเท่า มุมหนึ่งของห้องมีเตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่มีสาวสวยอกเอวสะบึมสามคนนอนทอดกายรออยู่ก่อนแล้ว“ว้าว! คิงมาแล้ว”“รอนานจนจะหลับแล้วน้า”“วันนี้พาเพื่อนมาเล่นด้วยเหรอ?”“ไม่ต้องไปสนใจพวกนั้นหรอก มาสนุกกันดีกว่า อุดอู้อยู่ในสถานีวิจัยเส็งเคร็งนั่นมาตั้งนาน เบื่อจะตายชักแล้ว”“เอ๋ ไม่ได้เล่นด้วยกันแล้วพามาด้วยทำไมล่ะ รสนิยมใหม่เหรอ?”เคนยูจิ๊ปากด้วยความขัดใจ เขาหันขวับไปชี้นิ้วใส่หน้าไพเรนทร์ “ไอ้หนูทดลอง ห้องนอนฉันทุบสองห้องรวมกัน ออกไปนอกห้องยังไงก็เกินสิบเมตร ดังนั้นจะไสหัวไปอยู่ตรงไหนก็อยู่ไป แต่อย่ามารบกวนฉันกับเด็ก ๆ ของฉัน เข้าใจ๊?”“อะ อืม” ไพเรนทร์ตอบตะกุกตะกักอย่างทำตัวไม่ถูก“คิง อย่าตะคอกสิ หนุ่มน้อยกลัวหมดแล้ว”“พ่อหนุ่มคนนี้หน้าตาดีใช้ได้นะ ไว้หนวดเคราแล้วดูดิบเถื่อนดี ฉันชอบ”ไพเรนทร์ผงะกับสาว ๆ ที่เข้ามาห้อมล้อมเขากับไทเรส ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นปัดป้องมือนุ่
اقرأ المزيد
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status