Intention to Death เมื่อความตายกลายเป็นพลัง

Intention to Death เมื่อความตายกลายเป็นพลัง

last updateHuling Na-update : 2026-02-04
By:  Sapphiros S. N.In-update ngayon lang
Language: Thai
goodnovel18goodnovel
Hindi Sapat ang Ratings
76Mga Kabanata
2views
Basahin
Idagdag sa library

Share:  

Iulat
Buod
katalogo
I-scan ang code para mabasa sa App

เมื่อพลังแห่งความตายถูกปลุกให้ตื่น โลกถึงคราวโกลากล ยุคสมัยแห่งวันสิ้นโลกได้มาถึง เหล่าฆาตรกรได้รับพลัง จากการฆ่าเพื่อความบันเทิง สู่การฆ่าเพื่อสร้างกองทัพซอมบี้ของตน ผู้ที่เคยสังหาร ไม่ว่าจะเชือดไก่ไปจนถึงบี้มด จะปลุก ‘ไอโลหิต’ ส่วนผู้ที่เคยสังหารเผ่าพันธุ์เดียวกัน จะปลุก ‘ไอทมิฬ’ หรือก็คือผู้ที่มีไอทมิฬ คือ 'ฆาตกร' ในวันที่หมอกโลหิตปกคลุมโลกทั้งใบ ชายหนุ่มก็ทิ้งร่างลงมาจากตึกเก้าชั้น แต่ผู้ที่อยากตายอย่างเขากลับไม่ตาย 'ไพเรนทร์' ไม่รู้ว่าเขาปลุกไอทมิฬขึ้นมาได้อย่างไร จนกระทั่งเขาถูกพาออกไปนอกกำแพงเพื่อใช้เป็นเหยื่อล่อฆาตกรอันดับที่สิบเจ็ด ความลับแห่งพลังที่ซุกซ่อนไว้กว่าสิบสองปี สาเหตุที่ไพเรนทร์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะพลังของเขาคือ 'อมตะ' เมื่อความตาย กลายเป็นพลัง ผู้ที่ ‘อยากตาย' จึงกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด

view more

Kabanata 1

บทนำ อุบัติการณ์หมอกโลหิต (Suicidal attempt)

บทนำ

อุบัติการณ์หมอกโลหิต

ไพเรนทร์ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างเฉยชา เขาเหยียบลงบนขอบดาดฟ้าของหอพักสูงเก้าชั้น ในเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่อยู่หอ เขาคงไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากนัก

ชายหนุ่มขึ้นมาข้างบนนี้เพื่อกระโดดลงจากระดับสูงสุดของตึก ใช่แล้ว ไพเรนทร์กำลังจะฆ่าตัวตาย

เขาเลือกการตายด้วยวิธีนี้เพราะได้ยินมาว่าเป็นวิธีการฆ่าตัวตายที่ทำให้คนล้มเลิกความตั้งใจในวินาทีสุดท้ายมากที่สุด ไพเรนทร์ไม่ได้กลัวความสูง แต่ก็ไม่ได้ไม่กลัวจนไม่รู้สึกรู้สาอะไร เวลาเดินบนสะพานสูงที่แกว่งไปมาก็แอบมีหวั่นใจอยู่เหมือนกัน

ดวงตาสีดำมืดมนมองลงไปเบื้องล่าง จากความสูงระดับนี้ สุนัขจรจัดที่กำลังดมหาเศษอาหารดูตัวเล็กลงจนมีขนาดเท่าแมลงวัน แม้กระทั่งรถยนต์ยังดูเล็กไปถนัดตาอย่างกับของเล่นเด็ก เป็นความสูงที่ท้าทายสัญชาตญาณของมนุษย์ซึ่งต้องยึดเกาะกับพื้นโลกตามหลักของแรงโน้มถ่วงเป็นอย่างยิ่ง

ทว่ามันกลับไม่ได้ชักจูงให้เขาเปลี่ยนใจเลยสักนิด เขากลับรู้สึก…โล่งใจ

ไพเรนทร์จดจ้องมองพื้นคอนกรีต จุดที่จะกลายเป็นสถานที่ตายของตน เขาพยายามหาร้อยพันเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อก็แล้ว พยายามปลุกความกลัวและสัญชาตญาณในการมีชีวิตรอดก็แล้ว แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม ในใจของเขาเพรียกหาแต่จุดจบเพื่อยุติชีวิตอันไร้ความหมายของตนลงเสียที

ปลายเท้าเคลื่อนพ้นขอบดาดฟ้า ที่หางตาเขาเหมือนจะเห็นร่างซีดเซียวเดินไปมาด้วยท่วงท่าไม่เป็นธรรมชาติข้างล่างนั้น ราวกับพวกซอมบี้ในภาพยนตร์ บางทีนี่อาจจะเป็นรูปลักษณ์ของวิญญาณ คนที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดอย่างเขาอาจจะเห็นสภาพของตัวเองในอนาคตก็เป็นได้

ไพเรนทร์ทิ้งตัวลงไป ดำดิ่งสู่จุดจบที่เขาเฝ้าฝัน

ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทุกสิ่งไม่ได้ดับมืดไปอย่างที่เขาคิดไว้ หลังความตาย...

มีเพียงสีขาวเท่านั้น

ดวงตาสีนิลลืมขึ้นมาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าขมุกขมัวเหมือนโลกถูกรมด้วยควันสีแดง บรรยากาศหนักอึ้งไปด้วยกลิ่นคาวคละคลุ้ง ไพเรนทร์ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เขาคงจะตายไปแล้ว ตายตามที่เขาต้องการ หากแต่โลกหลังความตายกลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เขาคาดไว้ ชายหนุ่มหลับตาลงไปใหม่ด้วยความผิดหวัง ภาวนาขอให้เขาไม่ต้องลืมตาขึ้นมาอีกตลอดกาล

เสียงกรีดร้องเสียดหูตามมาด้วยเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดุจสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง กรงเล็บแหลมคมขยุ้มคอเสื้อของไพเรนทร์แล้วกระชากเขาขึ้นจนตัวลอย ไพเรนทร์เบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีด เขากลับเห็นเพียงกรงเล็บสีดำสนิท แหลมคมดั่งใบมีด เรียวยาวราวกับเคียว กำลังพุ่งตรงเข้ามาสู่ใบหน้าของเขา

ไพเรนทร์หวาดกลัว

การกระโดดตึกไม่สามารถสร้างความกลัวให้กับเขาได้ แต่นี่ไม่เหมือนกัน แม้เขาจะอยากตาย ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะอยากถูกทรมาน เขายังกลัวความเจ็บปวดอยู่ ชั่วความคิด ไพเรนทร์ใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักใครก็ตามที่ขยุ้มคอเขาไว้ก่อนที่เขาจะถูกแทงจนศีรษะพรุน

เสียงแหลมแปร่งหูดังโหยหวน ไพเรนทร์เพิ่งจะได้เห็น สิ่งที่ทำร้ายเขาอยู่คือร่างซีดเผือดซึ่งมีลำคอบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาของมันเหลือกลอยจนเห็นเพียงตาขาว ตามผิวกายปรากฏเส้นเลือดสีคล้ำดั่งรากไม้ชอนไชผืนดิน ปากที่อ้ากว้างเพื่อกรีดร้องเผยให้เห็นคมเขี้ยวยืดยาวดุจพยัคฆ์ร้าย น้ำลายเหนียวเหนอะของมันล้นทะลักจากปากราวกับสุนัขบ้า กรงเล็บสุดสะพรึงหยุดชะงักห่างจากใบหน้าของไพเรนทร์เพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร ก่อนที่ร่างของมันจะสลายหายไปกลายเป็นไอสีดำทมิฬ

ไพเรนทร์ทรุดลงกับพื้น เขากุมคอตัวเองและหอบหายใจอย่างหนักหน่วง สิ่งนั้นมันคืออะไรกัน มนุษย์? ไม่ใช่ มันคือซากศพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เป็นซากศพที่เดินได้ ขยับได้ราวกับยังมีชีวิต

เขาเพิ่งถูก ‘ซอมบี้’ โจมตี

เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามปลุกให้ไพเรนทร์ฟื้นคืนสติ เขารีบเงยหน้าขึ้น ท่ามกลางไอหมอกสีชาด รอบด้านเต็มไปด้วยความชุลมุนเสมือนหลุดเข้าไปในภาพยนตร์วันสิ้นโลก กลิ่นคาวโลหิตฉุนกึกชวนคลื่นเหียน ซอมบี้สามตัวกำลังวิ่งโซซัดโซเซไล่กวดคนเป็นอยู่ในลานจอดรถ ซากศพนอนเกลื่อนตามทางที่พวกมันเดินผ่าน บางศพก็ลุกขึ้นมาร่วมไล่กัดกินมนุษย์กลายเป็นซอมบี้ไปเสียเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยและประกาศเหตุฉุกเฉินดังระงม ผู้คนแย่งกันตะโกนและวิ่งหนีไปทุกทิศทาง ก่อนที่เสียงดังกัมปนาทกว่าเสียงใดจะระเบิดขึ้น แสงสว่างวาบบาดตาจนไพเรนทร์ต้องหันหน้าหนี แรงกระเทือนทำเอาร่างของเขากระเด็นไปข้างหลัง สะเก็ดระเบิดเจาะทะลุแขนข้างที่ยกขึ้นมากำบังใบหน้า

ไพเรนทร์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด บาดแผลบนแขนของเขากลับมีไอสีดำทมิฬลอยโชยอย่างกับแก๊สรั่ว สะเก็ดระเบิดถูกดันหลุดออกมาจากเนื้อ แผลฝังลึกที่แขนของเขาปิดสนิทหายดีเป็นปลิดทิ้ง

ได้อย่างไรกัน?

ก่อนที่ไพเรนทร์จะทันได้รวบรวมสติ เขาก็ค้นพบความจริงที่ทำให้เขาสับสนยิ่งกว่าเดิม

เดี๋ยวก่อน เขาเจ็บ… เขารู้สึกเจ็บ แขนเขามีเลือดออก อีกทั้งตอนนี้เขาก็กำลังหอบหายใจถี่รัวจากความกลัว ที่สำคัญ…

…หัวใจของเขายังเต้นอยู่

ไพเรนทร์เพิ่งจะตระหนักได้ว่า เขายังมีชีวิตอยู่

หลังจากอุบัติการณ์หมอกโลหิตปกคลุมชั้นบรรยากาศ ทั่วทั้งโลกก็เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ ผืนแผ่นดินถูกสลับสับเปลี่ยน แผ่นน้ำแข็งจากขั้วโลกใต้สลับกับโอเอซิสกลางทะเลทราย ตึกเอ็มไพร์สเตตไปโผล่ที่จังหวัดนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น บ้านอุปถัมภ์ในกรุงมอสโกกลับไปตั้งอยู่กลางเกาะเซเชลส์อันแสนห่างไกล เทพีเสรีภาพจมลงใต้มหาสมุทรอินเดีย จากนั้นทุกอย่างก็เละเทะไปหมด ทุกทวีปถูกผสมปนเปจนแผนที่กลายเป็นของไร้ค่า ระบบนำทางจากสัญญาณดาวเทียมขัดข้อง ผู้คนทุกชนชาติถูกพรากจากถิ่น ไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใด ซอมบี้ไล่สังหารมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม แพร่พันธุ์รวดเร็วราวกับดอกเห็ด สหประชาชาติจัดการประชุมครั้งใหญ่ เหล่าผู้นำเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ‘การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก’ และได้ออกมาประกาศว่าโลกกำลังเผชิญสถานการณ์ร้ายแรงจนถึงขั้นเปลี่ยนผ่านยุคสมัย

มนุษย์กำลังเผชิญกับยุคโลกาวินาศ หรือเรียกโดยย่อว่า ดี.ดี.[1]

เหล่าผู้นำสหประชาชาติซึ่งภายหลังจัดตั้งเป็นรัฐบาลโลกเชื่อว่า การวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลกเป็นผลที่เกิดตามมาจากอุบัติการณ์หมอกโลหิต อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครอธิบายได้ว่า หมอกสีเลือดที่ปกคลุมทั่วทั้งโลกในชั่วพริบตาเกิดขึ้นได้อย่างไร จนกระทั่งพลังบางอย่างถูกปลุกขึ้น

พลังสีแดงที่มีลักษณะเหมือนกับหมอกโลหิตปลดปล่อยออกมาจากแทบทุกชีวิตบนโลก เรียกว่า ‘ไอโลหิต’ และพลังชั่วร้ายสีดำมืดมิดซึ่งมีเพียงไม่กี่คนได้ครอบครอง เรียกว่า ‘ไอทมิฬ’

พลังเหนือธรรมชาติอย่างไอโลหิตถูกปลุกขึ้นทั่วทุกมุมโลก แต่ไอทมิฬกลับตื่นขึ้นมาในกลุ่มคนจำพวกที่เลวร้ายที่สุด นักโทษประหารสังหารผู้คุมขังและนักโทษคนอื่นเพื่อแหกคุก ฆาตกรต่อเนื่องที่ยังลอยนวลออกล่าเหยื่อโดยไม่เกรงกลัวผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ผู้บำบัดสารเสพติดคลุ้มคลั่งฆ่าล้างโรงพยาบาล นอกจากนี้ กลุ่มคนประเภททหารผ่านศึก ตำรวจ หน่วยราชการลับ และเพชฌฆาตก็ปลุกไอทมิฬขึ้นมาเช่นกัน รัฐบาลโลกรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยชั้นนำที่ยังคงเหลือรอดจากภัยพิบัติ ร่วมกันวิเคราะห์ที่มาของพลังเหล่านี้ สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง

ผู้ที่มีประสบการณ์สัมผัสกับความตาย หรือก็คือผู้ที่เคย ‘ฆ่า’ จะถูกปลุกพลังแห่งความตายสีดำทมิฬขึ้นมา

และผู้ที่เคยฆ่าผู้อื่นก็คือ ‘ฆาตกร’

ฆาตกรส่วนใหญ่อาศัยพลังที่ถูกปลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวาย แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ฆาตกรมีฝ่ายร้ายก็ย่อมต้องมีฝ่ายดี ส่วนมากคือเหล่าอดีตเจ้าหน้าที่ผู้ปกป้องประเทศชาติและประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนและเป็นที่รังเกียจในหมู่คนทั่วไปจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘ผู้ปลุกไอทมิฬ’

เหล่าผู้นำตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกรวบรวมผู้รอดชีวิต จัดตั้งพื้นที่ปลอดภัยที่มนุษย์สามารถอยู่อาศัยในระยะยาวได้ สร้างเป็นเขตการปกครองกว่าสามสิบเจ็ดเขต โดยยืมพลังจากผู้ปลุกพลังแห่งความตายฝ่ายดีปกป้องประชาชนจากซอมบี้และฆาตกร

สถานการณ์โดยรวมฟังดูมีความหวัง ทว่ากว่ามนุษยชาติจะตั้งตัวจนสร้างอารยธรรมยุคใหม่ รวมไปถึงลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างเห็นผลเช่นนี้ก็ใช้เวลาเกือบสิบปี ระหว่างนั้นโลกก็เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงจากยุคก่อนแล้ว ผู้รอดชีวิตรวมกันจากทั้งสามสิบเจ็ดเขตการปกครองนับได้เพียงสี่สิบเปอร์เซ็นต์จากประชากรโลกก่อนยุคโลกาวินาศ ภายนอกกำแพงสูงลิบของเขตการปกครองทั้งหลายก็เต็มไปด้วยซอมบี้เร่ร่อนซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ รวมไปถึงซอมบี้ที่พวกฆาตกรนำมาปล่อยทิ้งไว้เพื่อเฝ้าหาโอกาสบุกโจมตี

และนั่นคือพลังที่เลวร้ายที่สุดนับจากการวาร์ปครั้งใหญ่ของแผ่นเปลือกโลก เหยื่อที่ถูกฆาตกรสังหารจะกลายเป็นซากศพผู้จงรักภักดี เป็นซอมบี้ภายใต้อาณัติที่ทำตามคำสั่งของผู้ที่สังหารตัวเอง หรือก็คือ ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างกองทัพซอมบี้ใต้อาณัติได้ หากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายก็คงจะเป็น...

ยิ่งฆ่ามาก ยิ่งแข็งแกร่ง

หลังจากวันนั้นที่เขากระโดดลงมา ไพเรนทร์ก็ถูกวาร์ปไปยังต่างแดนพร้อมกับหอพักทั้งหอ เขาถูกตรวจพบว่าเป็นผู้ถือครองไอทมิฬอย่างรวดเร็ว จึงโดนควบคุมตัวในฐานะของฆาตกร ถูกจารึกชื่อในฐานะ ‘No. 113’ ตามลำดับผู้ปลุกไอทมิฬที่ถูกจับกุมโดยรัฐบาลโลก แรกเริ่มรัฐบาลโลกเพียงต้องการควบคุมตัวบรรดาฆาตกรเพื่อความปลอดภัยของผู้รอดชีวิตคนอื่น แต่หลังจากที่ฐานที่มั่นของมนุษย์เริ่มมั่นคง รัฐบาลโลกก็ได้ก่อตั้งองค์กรควบคุมมรณาหรือดีซีโอ[2]ขึ้นมา เพื่อค้นคว้าวิจัยถึงพลังแห่งความตายที่บังเกิดขึ้นมาในยุคโลกาวินาศโดยเฉพาะ

ไพเรนทร์กลายเป็นตัวทดลอง

‘No. 113’ กลับไม่ใช่ตัวทดลองที่สมบูรณ์แบบนัก ไอทมิฬของเขานั้นน้อยนิดจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ประโยชน์ ทั้งยังปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตนเป็นฆาตกร ทำให้ที่มาแห่งพลังคลุมเครือ ปล่อยให้เป็นข้อครหาติดตัว แต่เนื่องจากทั้งระดับพลังและอุปนิสัยของ ‘No. 113’ ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในระดับอันตรายต่ำที่สุด เขาจึงถูกย้ายไปวิจัยยังห้องทดลองที่เล็กกว่าเดิมในเขตการปกครองต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นตัวทดลองตัวอย่างฝึกฝนนักวิจัยรุ่นใหม่ จนกระทั่งถูกปล่อยตัวให้ไปอยู่อาศัยในค่ายกักกันไอทมิฬแห่งเขตการปกครองที่สิบเอ็ดในปลายปีดูมส์เดย์ที่สิบเอ็ด

คนไร้ประโยชน์อย่างเขาไปอยู่ที่ใดก็ยังคงไม่มีประโยชน์อยู่อย่างนั้น ไพเรนทร์ผู้อยู่แต่ในห้องทดลองจนสิ้นไร้กำลัง ประโยชน์ในฐานะคนงานยังทำแทบไม่ได้ ไอทมิฬก็น้อยนิดจนเกือบจะหมดสติทุกครั้งที่ถ่ายเทพลังเข้าเครื่องกักเก็บมรณาเพื่อใช้เป็นพลังงานให้กับเขต สุดท้ายจึงโดนโยนให้ไปรับหน้าที่ภารโรงในค่ายกักกัน

เดิมทีไพเรนทร์ก็หมดกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่แล้ว เป็นมนุษย์ประเภทที่ว่าถอดใจจะสู้ เป็นตัวประกอบที่ตายเป็นคนแรกในภาพยนตร์สยองขวัญ ยิ่งต้องมาพบกับสภาพของยุคโลกาวินาศ จิตใจของเขาก็ยิ่งดำดิ่ง

ไพเรนทร์ฆ่าตัวตายอีกครั้ง… อีกครั้ง… และอีกครั้ง

แต่ทุกครั้ง เขาจะลืมตาขึ้นมาบนเตียงผู้ป่วยในหน่วยพยาบาลของค่ายกักกัน เห็นสีหน้าเป็นกังวลของคุณหมอโรเบิร์ต

เขาไม่เคยฆ่าตัวตายสำเร็จเลยสักครั้ง

อีกเรื่องหนึ่งที่รบกวนจิตใจของไพเรนทร์คือหลังจากได้ออกมาจากห้องทดลอง ดูเหมือนว่าเขาจะฟื้นตัวได้ไวขึ้นทุกครั้งที่บาดเจ็บ จนถึงขั้นที่ว่า พอไพเรนทร์กรีดข้อมือ บาดแผลก็จะหายจนเหมือนไม่เคยมีอยู่ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ทำให้การฆ่าตัวตายของเขายากขึ้นทุกที

สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขาท้อแท้สิ้นหวัง เขาอยากจะหนีเหลือเกิน อยากจะหนีไปจากการต้องมีชีวิตอยู่…

และแล้ว จุดพลิกผันในชีวิตอันน่าสังเวชของเขาก็มาถึง

เมื่อเขาถูกบังคับให้ออกไปทำภารกิจนอกกำแพงร่วมกับหน่วยพิเศษ แต่ทว่า แท้จริงแล้วเขาถูกใช้เป็นเหยื่อล่อฆาตกรต่อเนื่องอันดับที่สิบเจ็ดของตารางอันดับผู้ปลุกไอทมิฬอย่างเดอะดราวน์

เหยื่อล่อไร้ประโยชน์อย่างเขาถูกฆาตกรสังหารอย่างง่ายดาย แต่เรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น

ไพเรนทร์ไม่ตาย

‘อมตะ’ คือพลังที่ผู้ที่อยากตายที่สุดในยุคโลกาวินาศได้รับ

[1] DD ย่อมาจาก Doomsday ในที่นี้ใช้เรียกแทนระบบนับปีศักราชใหม่ของยุคโลกาวินาศ

[2] DCO ย่อมาจาก Death control organization

Palawakin
Susunod na Kabanata
I-download

Pinakabagong kabanata

Higit pang Kabanata
Walang Komento
76 Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status