เข้าสู่ระบบ“อะไรพี่เชน จะยืนกดดันถึงไหน” ฉันพยายามจะไม่ขึ้นเสียงใส่พี่เชนเหมือนที่ฉันขึ้นเสียงใส่เจ้านายของเขา แต่ให้ตายเหอะฉันว่าอีกสักพักฉันได้วีนแตกใส่ทั้งเจ้านายทั้งลูกน้องแน่ ๆ
“ผมไม่ได้กดดันครับ ผมแค่ยืนรอเก็บจานให้ครับ”
“ก็เก็บไปสิคะ”
“ต้องรอคุณแยมโรลทานก่อนครับ”
“พี่เชน” ฉันเรียกชื่อเสียงแข็งแต่พี่เชนเลือกยืนตีหน้านิ่งเอามือกุมเป้าเหมือนสงบเสงี่ยม ท่าทางแบบนี้ไม่ฟังคำสั่ง ไม่แม้แต่ฟังคำพูดฉันแน่นอน!
ฉันหงุดหงิดมากนะแต่ก็หยิบช้อนมาตักอาหารเข้าปากให้มันจบ ๆ และจบด้วยการกินเข้าไปสองคำ
“กินเสร็จแล้ว เก็บเลยพี่เชน” ฉันวางช้อนลงแล้วบอกลูกน้องของไอ้หมาบ้า
“ต้องทานให้หมดครับคุณแยมโรล นายสั่งไว้”
“เจ้านายพี่เชนไม่ใช่เจ้านายแยม ถ้าจะไม่เอาไปเก็บก็ไปยืนที่อื่นได้ไหมจะยืนกดดันแบบนี้เพื่อ?” คือไม่ใช่ว่าฉันหนีไปนั่งที่ยื่นไม่ได้นะ ไปแล้ว ย้ายที่นั่งมาสี่รอบแล้วแต่ลูกน้องของไอ้บ้านั่นก็ยกอาหารตามฉันไปทุกที่จนฉันประสาทจะกิน!
“ผมบอกคุณแยมโรลแล้วครับว่าผมไม่ได้กดดัน ผมแค่รอเก็บจานให้ครับ”
“พี่เชน” ฉันเรียกเสียงแข็ง จ้องเขม็ง อีกนิดนึงจะหมดความอดทน อีกนิดเดียวจะวีนใส่แล้วเอาอาหารไปเททิ้งแล้วนะ
“คุณแยมโรลทานเถอะครับ นายแค่อยากให้คุณแยมโรลทานอาหารเยอะ ๆ จะได้มีแรงเชื่อผมสิครับ”
“เฮอะ! นายพี่เชนจะมาหวังดีกับแยมเพื่อ? แล้วจำเป็นอะไรต้องกินให้หมด ไม่ได้มีเรื่องต้องใช้แรงซะหน่อย” ฉันเถียงกลับถึงน้ำเสียงของพี่เชนจะดูเหมือนจริงจังมากก็ตาม
“อาจจะมีก็ได้ครับคุณแยมโรล อย่างน้อยก็ต้องเก็บแรงไว้ดูแลคุณนรินทร์หลังผ่าตัดเสร็จนะครับ”
“...” พอถูกอ้างถึงคุณแม่ฉันก็เงียบไปทันที
“คุณแยมโรลทานเถอะนะครับ นายไม่ได้ต้องการแกล้งคุณแยมโรลหรอกครับเชื่อผมเถอะ”
“เฮอะ! ไม่ต้องพยายามพูดให้เจ้านายตัวเองดูดีเลยพี่เชน เจ้านายพี่เชนเจตนาแกล้งแยมเด็กสามเดือนยังมองออกเลย”
“ถ้านายอยากแกล้งแล้วนายจะเร่งให้อาจารย์หมอผ่าตัดคุณนรินทร์ทำไมล่ะครับ”
“...” ฉันว่าจะเถียงให้สุดใจแล้วนะแต่...ช่างมันเถอะ
“คุณแยมโรลทานเถอะนะครับ เดี๋ยวพอคุณแม่ออกจากห้องผ่าตัดคุณแยมโรลต้องเป็นเสาหลักดูแลคุณแม่นะครับ”
“...พี่เชนไปนั่งพักเถอะค่ะ ยืนจ้องแบบนี้ใครจะกินลง” ฉันบอกเบา ๆ พอพูดจบพี่เชนก็ยิ้มบาง ๆ
“ครับผม”
...โอเค กินก็ได้ เดี๋ยวจะกินให้หมดหรอก แต่ไม่ใช่เพราะพี่เชนพูดเหมือนมีใครหวังดีกับฉันหรอกนะ ฉันกินเพื่อคุณแม่ต่างหาก
#JAMROLL END
#AKIN TALK
“สวัสดีครับคุณอคิน”
“สวัสดีครับสารวัตร เป็นยังบ้างครับ” ผมมาที่เกิดเหตุสารวัตรของ สน. ท้องที่ที่รับผิดชอบก็เดินมาหาผมทันทีที่เห็น
“กำลังเกิดหลักฐานครับ ข่าวใหญ่น่าดู เสียใจด้วยนะครับเรื่องท่านทินกร”
“ครับ” ผมพยักหน้ารับ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรมากกว่านี้เพราะผมไม่ได้เสียใจอะไร แค่เสียดายที่ร่างที่นอนอยู่หน้าประตูทางเข้าสำนักงานเขตที่มีผ้าขาวคลุมอยู่ตรงนั้นตายห่าเร็วเกินไปก็แค่นั้นเอง
ตื๊ด ตื๊ด~
ติ๊ด!
(ว่าไงคิน อาได้ข่าวแล้วนะ)
“ครับอา เตรียมเอกสารได้เลยจันทร์นี้จะได้จัดการทุกอย่างให้จบ”
(ได้ลูก อาเตรียมไว้แล้วล่ะ)
“ครับ ถ้างั้นแค่นี้ก่อนนะครับอา ผมอยู่ที่เกิดเหตุ”
(โอเคลูก...อคิน)
“ครับ”
(ยินดีด้วยนะ)
“ขอบคุณครับอา”
-เวลาต่อมา-
ตื๊ดตื๊ด~
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นฉันที่ไม่ได้สนใจหยิบโทรศัพท์มาดูอะไรเลยตั้งนานเกือบสามชั่วโมงก็ขยับเพื่อจะเหลือบมอง แต่ทำไมพี่เชนดูเลิ่กลั่กจังเลยนะตอนที่เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้น
ตอนแรกฉันแค่จะมองผ่านตาว่าใครโทรมา จะเป็นคุณพ่อที่โทรมาเพื่อสั่งให้ทำอะไรอีกหรือเป็นคนสนิทของคุณพ่อที่โทรมาเพื่อแกล้งอะไรฉันอีกรึเปล่า แต่ไม่ใช่ทั้งสองคนและรายชื่อคนที่โทรมาก็ทำให้ใจฉันเต้นรัวมาก
...ปั้นชา
ปั้นชาโทรมาทำไมนะ โทรมา...ด่าฉันรึเปล่า
รับดีรึเปล่าแยมโรล ไม่ต้องรับก็ได้มั้งไม่อยากโดนเพื่อนด่า ไม่อยากเป็นศัตรูไปมากกว่านี้ทั้งที่ความจริงไม่เคยอยากเป็นเลย
“...” ไม่ต้องรับหรอก อย่ารับเลย ขอโทษนะชา ฉันไม่กล้าคุยกับแกตรง ๆ จริง ๆ
ตื๊ด ตื๊ด~
...ปั้นชา
ปั้นชาโทรมาอีกครั้งฉันเหมือนจะตัดสินใจที่จะไม่รับแล้วแต่สุดท้ายก็มีบางอย่างในใจที่บอกฉันให้รับสาย อย่างน้อยก็ควรมีจิตสำนึกรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเองบ้าง
“...ฟู่ว~”
ติ๊ด!
“...” ฉันรับสายแล้วแต่ไม่ได้พูดอะไรแค่ใจจดใจจ่อรอฟังว่าเพื่อนจะพูดหรือด่าอะไรบ้าง
(ไงแก ทำอะไรอยู่) ปลายสายเป็นฝ่ายพูดออกมา น้ำเสียงของปั้นชาที่ไม่ได้เหมือนคนโกรธเกลียดทำให้ฉันทั้งงงว่าปั้นชาโทรมาเพราะต้องการอะไรทั้งใจเต้นแรง
“แก...มีอะไรรึเปล่า” เสียงของฉันไม่มั่นคงเพราะสับสนไม่รู้จะคุยกับปั้นชาแบบไหนดี
(รู้ความจริงหมดแล้วนะ)
“...” ปั้นชาพูดสั้น ๆ ทำให้ฉันพูดไม่ออก แค่คำพูดประโยคเดียวก็ตอบทุกอย่างได้หมดแล้ว
(กดดันมากไหมแก) น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยทำโทรศัพท์เกือบจะหลดจากมือและน้ำตาที่ไม่รู้มาจากไหนก็ไหลออกมาทันที
“...ฮึก!”
(ทำไมไม่บอกกันบ้างล่ะแยมว่าแกกำลังเจอกับอะไร บอกสักนิดก็ยังดี...ฉันเป็นเพื่อนรักของแกนะ~)
“ฮึก! ขอโทษ~ ขอโทษนะแก~”
(ไม่ยกโทษให้ได้ไหม ฉันโกรธมากนะที่แกเจอปัญหาอะไรแล้วไม่บอกกัน) ยิ่งปั้นชาพูดประโยคนี้ออกมาน้ำตาฉันยิ่งไหลพรากออกมาเพราะมันตอกย้ำว่าปั้นชากำลังห่วงฉันแค่ไหน
“ฮึก! ฉันไม่รู้จะทำยังไง~ ขอโทษนะชาที่เห็นแก่ตัว~ ขอโทษที่ฉันพยายามทำลายชีวิตคู่ของแก ฮื่อ ๆ ๆ”
(แกตั้งใจที่ไหนล่ะ พอแล้ว ไม่ร้อง ไม่กล้าโกรธหรอกฉันรักแกจะตายแกก็รู้) คำนี้ของปั้นชาทำฉันปล่อยโฮออกมาอีกครั้งแล้วเราก็ปรับความเข้าใจต่ออีกนิดหน่อยปั้นชาก็ขอวางสาย
“ฮึก!” วางสายแล้วแต่น้ำตากับเสียงสะอื้นจากฉันหลุดมาอีกครั้ง ปั้นชารู้ความจริงแล้วแผนที่คุณพ่อบงการก็คงล่มและไม่มีทางกลับไปทำอะไรได้อีกแต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยคุณแม่ก็ได้รับการผ่าตัดแล้ว แค่คุณแม่ได้ผ่าตัดก็พอแล้วนับจากวันนี้ไปไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัวหรือกดดันอีกต่อไปแล้ว
ฉันพยายามไม่ร้องไห้เพราะอายพี่เชนกับหนูดี แม่บ้านคนสนิทที่มาอยู่เป็นเพื่อนตามคำสั่งของเขา หยุดร้องไห้ ปาดน้ำตาพร้อมกับวางโทรศัพท์ลง
“ฟู่ว~”
“...เป็นอะไรคะพี่เชน” แค่ฉันวางโทรศัพท์ลงพี่เชนก็พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ท่าทางอย่างกับโล่งใจอะไรสักอย่างซึ่งฉันไม่เข้าใจ มันดูแปลก ๆ
“เปล่าครับ ผมแค่...”
ตื๊ด ตื๊ด~
ใครโทรมาอีกนะ หรือว่าปั้นชา? แล้วนี่พี่เชนเป็นอะไรกำลังพูดแต่พอเสียงโทรศัพท์ฉันดังก็สะดุ้งแล้วหน้าเสียทันที
ฉันมองพี่เชนด้วยความแปลกใจ ไม่ได้สงสัยอะไรแค่ไม่เข้าใจในท่าทางแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์กลับมาอีกครั้ง
“คุณแยมโรลครับ! ไม่ต้องรับโทรศัพท์หรอกครับ”
“ฮะ? ทำไมคะ” ฉันยังไม่ทันได้หยิบโทรศัพท์แล่ปลายนิ้วแตะโดนโทรศัพท์พี่เชนก็เปล่งเสียงห้ามด้วยอาการเลิ่กลั่กมาก
“เอ่อ...”
“อะไรของพี่เชนเนี่ย” ฉันขมวดคิ้วแล้วหยิบโทรศัพท์มา เป็นอะไรก็ไม่รู้หรือว่าเจ้านายตัวเองสั่งไม่ให้ฉันใช้โทรศัพท์ด้วยรึไง ถ้าเป็นแบบนั้นสาบานว่าจะทิ้งคุณแม่ไว้สักพักแล้วตามไปด่าเจ้านายหมาบ้าของพี่เชนเลยคอยดู
...พี่พริกไทย
ติ๊ด!
“ค่ะพี่พริก” ฉันกดรับสายพี่พริกไทยพี่รหัสปีสี่ของฉัน ตอนแรกไม่อยากคุยกับใครเลยเพราะห่วงคุณแม่ที่อยู่ในห้องผ่าตัดมากแต่พอได้เคลียร์ใจกับปั้นชาความหนักอกจากเรื่องใหญ่หนึ่งเรื่องก็เบาลงเลยพอจะคุยกับคนอื่นได้แล้ว
(แยมโรล~ หนูอยู่ไหน หนูโอเคไหม พี่ตกใจมากเลยนะเมื่อกี้เห็นข่าวแล้วจำได้ว่าเป็นคุณพ่อของหนู พี่เสียใจด้วยนะ ต้องเข้มแข็งนะแยม ว่าแต่ตอนนี้หนูอยู่ไหนเดี๋ยวพี่รีบไปหา)
“คะ? พี่พริกพูดเรื่องอะไรคะ?” ฉันได้ยินที่พี่พริกไทยพูดแต่ฉันงงว่าพูดแบบนี้ทำไม
(ก็เรื่องที่คุณพ่อหนูยิง...เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าหนู...ยังไม่รู้)
-วันต่อมา-“เหนื่อยไหม”“ไม่เหนื่อยค่ะ” ฉันทั้งยิ้มทั้งส่ายหน้า เรากำลังเดินเล่นกันค่ะ เดินชมรีสอร์ทที่มีพื้นที่เยอะมาก ๆ แต่ไม่ได้สร้างให้ใหญ่เวอร์นะเป็นรีสอร์ท Luxury ที่ตัวบ้านพักแต่ละหลังอยู่ห่างกันพอสมควรแถมยังกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ๆ ช่วงสายของวันนี้หลังจากทานอาหารเช้ากับคุณอาของพี่คินซึ่งท่านเป็นคุณแม่ของพี่ไนซ์ด้วยพี่คินก็พาฉันเดินชมทั่วรีสอร์ทแต่ฉันไม่รู้สึกเหนื่อยเลยเพราะที่นี่วิวสวยบรรยากาศก็ดี ยิ่งอากาศนะเย็นสบายมาก ๆ เลยค่ะ“แล้วเมียพี่ชอบไหม” ตาหวานตาเยิ้มเลยนะคุณอคิน ยิ่งตอนพูดว่าเมียมือใหญ่ที่จับมือฉันอยู่ก็บีบมือเข้าหากันด้วย ดูเขาภูมิใจกับการมีเมียสุด ๆ ไปเลย ส่วนฉันก็ใจฟูสุด ๆ ไปเลยเหมือนกันที่คนรักของเราเขาภูมิใจในการเรียกเราว่าเมียมาก ๆ“ชอบค่ะ บรรยากาศดีมาก~ แล้วที่นี่ใกล้จะเปิดรึยังคะ” ที่นี่เป็นรีสอร์ทที่พี่คินร่วมหุ้นกับคุณอา ท่านเพิ่งเล่าให้ฟังหลังกินข้าวเช้าเสร็จว่าเมื่อสองปีก่อนท่านเคยบ่น ๆ กับพี่คินว่าแก่แล้วเบื่อกรุงเทพอยากอยู่แบบสงบ ๆ ที่เหนือ อยากตื่นมาเจอหมอกกับภูเขาแต่ก็ไม่อยากอยู่เงียบ ๆ เกินไปอยากมีรีสอร์ทเล็ก ๆ ไว้ดูแลในแต่ละวันจะได้พบเจอกับลูกค้าให
“แค่เพราะอยากได้ผู้ชายคนหนึ่งเธอต้องทำร้ายผู้หญิงด้วยกันขนาดนี้เลยเหรอ?”“แล้วกลับมาทำไม! กลับมาอ่อยเขาทั้งที่เขาอยู่กับฉันมาเป็นปีมันก็สมควรแล้วที่จะโดน!”ซ่าส์!“กรี๊ด!!!!!!!”“พูดมากไม่สำนึกความชั่วก็เชิญแดกเพียว ๆ ไปเลยเถอะอีประสาท!”“กรี๊ด!!! แยมโรลเธอทำแบบนี้ได้ยังไง! กรี๊ด!!!” หน้ายัยคุณอิ้งค์อะไรนี่แดงจัด ตัวก็สั่น พูดจบก็พยายามเช็ดปากซ้ำ ๆ แต่ยิ่งเช็ดยิ่งดูสติแตกมากขึ้น จนกระทั่งสุดท้ายก็ถึงขั้นถ่มน้ำลายออกมาต่อหน้าฉันกับพี่คิน“ถุย! ถุย! ถุย!!!” ยัยคุณอิ้งค์อะไรนี่ถ่มน้ำลายทิ้งไม่หยุดเลยค่ะ ดูไม่มีสติอะไรแล้วเอาแต่สนใจจะถ่มน้ำลายเพื่อให้ยามันออกมา...ทุเรศ“ถ่มทิ้งทำไม ชิมหน่อยสิคะพี่อิ้งค์ ซื้อมาหลายบาทไม่ใช่เหรอ ทิ้งไว้ให้เสียของทำไมคะ” ฉันจ้องแล้วพูดเสียงเย็นพูดจบก็โยนขวดแก้วในมือทิ้งลงไปตรงหน้ายัยสารเลว“แก! ฮึก! แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“ทีเธอยังทำเลย มีสิทธิ์อะไรมาด่าคนอื่น?” ฉันยิ้มด้วยความสะใจสายตาก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดกับยัยนี่เพราะอยู่ ๆ หน้ายัยคุณอิ้งค์ที่แดงเพราะโกรธตจัดอยู่แล้วจนไม่น่าจะแดงได้มากกว่านี้ก็แดงขึ้นอีกจนเห็นได้ชัด แถมหน้าผากกับไรผมก็มีเหง
“งงอะไรเหรอคะ”“ก็งงที่...ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทำไมอิ้งค์แท็คพี่เหมือนเราเป็นแฟนกันเลย แต่นั่นยังไม่งงเท่า...อิ้งค์กับเพื่อนอิ้งค์รู้ได้ไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“...”“ว่าไงครับ ตอบพี่ได้ไหม อย่าปฏิเสธล่ะ พี่รู้ว่าอิ้งค์ไม่โง่ ตอบพี่มาหน่อยครับว่ารู้ได้ไง ตอบความจริงกับพี่นะ...รู้ใช่ไหมว่าไอ้กลัฟกับจีน่าไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว?”“พี่...พี่คิน~”“ตอบ”“อิ้งค์ อิ้งค์ไม่รู้ว่าพี่คินพูดเรื่องอะไร กลัฟกับจีน่าเป็นใครอิ้งค์ก็ไม่รู้จัก ส่วนเรื่องโพสอิ้งค์ก็แค่...พี่คินก็รู้ว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง อิ้งค์แค่...สนองความสุขทางใจให้ตัวเอง” เธออธิบายให้ผมฟังพร้อมกับน้ำตาที่กำลังคลอ แววตาก็เต็มไปด้วยความตัดพ้อ“ขอโทษนะครับ แต่พี่ไม่รู้หรอกว่าอิ้งค์รู้สึกยังไง พี่ไม่เคยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงคนไหนยกเว้นของเมียพี่”“พี่คิน~” ผมไม่รู้ว่าคำพูดของผมรุนแรงหรือเสียมารยาทแค่ไหน แต่ผมไม่สนใจใครจะคิดยังไงกับผมมันเป็นเรื่องของพวกเธอ ผมรู้แค่ตัวผมชัดเจนเท่านั้นก็พอแล้ว อาจจะพูดคุยด้วยความสนิทแต่สนิทแบบเพื่อน พี่น้อง หรือนายจ้างลูกจ้างมันก็สนิทกันได้ทั้งนั้น ถ้าผมเคยเกินเลยค่อยมาด่าผมแต่ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยทำ
“ฟอด~”“อื้อ~ จะนอน~”“ไม่ตื่นมาดูหมอกหน่อยเหรอ”“ไม่เอา~” คนสวยของผมปัดป่ายมือเพื่อปัดมือผมที่ยุ่มย่ามที่ไหล่มนของเธอออกผมเลยเอาคางไปเกยแทนตัวหอมว่ะ มาถึงเกือบตีสามเหนื่อยล้ากันทั้งคู่แต่ผมนอนไม่หลับจนถึงตอนนี้เพราะการได้กอดร่างนุ่ม ๆ หอม ๆ ของแยมโรลอีกครั้งมันเหมือนฝัน ผมนอนกอดเธอจนเช้าโดยที่ตัวเองนอนไม่หลับแม้แต่วินาทีเดียว“วิวสวยนะ”“ตื่นไม่ไหว~”“พี่อุ้มไปดูไหมล่ะ” ผมยังกระซิบถามต่อ อยากให้แยมโรลตื่นมาดูหมอกตอนเช้าด้วยกันเพราะผมที่อยู่มาที่นี่นานเป็นปีก็เพิ่งกลับมาดูมันอีกครั้งวันนี้เหมือนกันหลังจากที่มาถึงที่นี่เช้าแรกเมื่อปีก่อนแล้วได้ดูแต่หลังจากนั้นผมก็ไม่ดูหมอกตอนเช้าอีกเลย...ถ้าได้ตื่นมายืนดูหมอกด้วยกันก็คงดีผมจำความรู้สึกวันนั้นได้ดีว่าเผลอคิดแบบนี้แล้วโกรธตัวเองมากแค่ไหนหลังจากนั้นผมก็ไม่เคยตื่นมาดูหมอกตอนเช้าอีกเลยเพราะผมกลัวความคิด ความคิดถึง และความโหยหาของตัวเอง“อื้อ~ ไม่เอา~”“ที่รัก พี่อยากดูหมอกตอนเช้ากับที่รัก” ผมรู้ว่ากวนแยมโยล รู้ว่าเธอรำคาญที่ถูกรบกวนการนอนแต่ผมอยากดูหมอกตอนเช้าในครั้งแรกที่มาค้างที่นี่ด้วยกันจริง ๆ“อื้อ~ เซ้าซี้~” แยมโรลเริ่มวีนผมเลยข้าม
“กลับกันเลยดีกว่า”“คะ? เวลานี้เหรอ?”“อื้ม เวลานี้ล่ะ แต่ไม่ได้กลับบ้านนะ ไปน่านกัน”“ไปน่าน?”“ครับผม ไปน่านกัน ไปตอนนี้ล่ะ พี่อดทนรอไม่ไหวหรอก พี่อยากรู้ว่า...อิ้งค์กับเพื่อนรู้ได้ยังไงว่าเมียพี่เข้าไอซียู”“พี่คินไม่ได้บอกเขาเหรอคะว่าเกิดอะไรกับแยม”“เขาเป็นใครทำไมพี่ต้องบอก?” นอกจากจะเสียงแข็งพอประมาณหน้าคุณอคินก็ดุด้วยฉันเลยยิ้มอ่อน“ดุทำไม ถามแค่นี้เอง”“อย่างอื่นก็ดุ เดี๋ยวพิสูจน์ให้ดู”“บ้า!”“ฮึ ๆ ๆ แล้วเรายังเพลียอยู่ไหม ถ้าไปคืนนี้ไหวรึเปล่า” เขาถามพร้อมกับลูบหัวส่วนฉันพอโดนถามก็ส่ายหน้าทันที“ไม่เพลียค่ะ” หรือต่อให้เพลียแต่ถ้าได้ออกจากโรงพยาบาลยังไงซะแยมโรลก็ยินดีออก ไม่ชอบกลิ่น ไม่ชอบเตียง ถึงแม้ว่าจะเป็นห้อง VVIP ที่หรูมาก ถึงที่นี่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจของคนตรงหน้าแต่โรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ไม่โอเค ไม่เอา ไม่อยากอยู่นาน“โอเค ถ้างั้นไปกันเลยนะ”“แต่แยมไม่มีเสื้อผ้านะคะ”“พี่เตรียมมาให้แล้ว ว่าจะชวนกลับบ้านคืนนี้อยู่แล้วก็เลยเตรียมมาให้เลย”“ขอบคุณนะคะ ถ้างั้นขอชุดหน่อย” ฉันพูดจบเขาก็ขยับมาใกล้ สายตาพี่คินหวานซึ้งมาก ๆ ยิ่งใกล้เท่าไหร่หัวใจก็ยิ่งเต้นรัวมากขึ้นเป็นเท่าตัวฟ
“ยังไม่ได้กินข้าวจริง ๆ เหรอ”“เกี่ยวอะไรกับกินข้าว”“...”“แยมโรล บอกพี่มา ถามเรื่องนั้นแล้ววนไปถามเรื่องกินข้าวมันคืออะไร มีอะไรคุยกันตรง ๆ อย่าเป็นเหมือนเมื่อก่อน พี่ไม่อยากเลิกกันแล้วนะ หรือว่าเราอยากเลิกกับพี่?”“...”“แยมโรล” ฉันเงียบเสียงเขาก็ดุมากขึ้น“...กับคุณอิ้งค์ถึงขั้นไหนแล้ว” โอเค ถามตรง ๆ ดีกว่า ถ้างั้นก็ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดเลยก็แล้วกัน“อิ้งค์?” ถามปุ๊บคุณอคินก็พูดชื่อฝ่ายนั้นสั้น ๆ ด้วยสีหน้างุนงงฉันจะทำยังไงล่ะนอกจากพยักหน้า“ค่ะ”“ยังไม่ลืมอิ้งค์อีกเหรอ?” ยังจะทำหน้างงต่ออีก“จะลืมได้ยังไงพี่คิน”“ฮึ ๆ ๆ แสดงว่าหึงยาว”“ไม่เล่นค่ะ นี่ซีเรียสนะ จะมีใครลืมแฟนใหม่ของคนรักตัวเองได้ลงเหรอถามจริง”“แฟนใหม่? แฟนใหม่อะไรพี่ไม่ได้คบอิ้งค์ ไม่เคยคบ ตอนนั้นแค่ประชดเราเฉย ๆ ประชดแค่ตอนอยู่กับเราด้วย เวลาต้องคุยงานกับเขาพี่ก็ทำตัวปกติ”“โกหกรึเปล่า” คำพูดเขาหนักแน่นถึงหน้าตาจะไม่ได้ซีเรียสจริงจังก็ตาม แต่ฉันก็ไม่กล้าเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกในเมื่อการกระทำของอีกฝ่ายมันบอกอีกอย่างแถมฝ่ายนั้นยังออกสื่อด้วยนะ“โกหกเมียทำให้ไม่เจริญ พี่ไม่ทำ”“พี่คิน~ อย่าเพิ่งเล่นมุขได้ไหมค







