LOGIN“ไม่กิน”
“อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกจะกินไง ทำไมคะ ไม่มีของที่อยากกินเหรอ”
“อืม ไม่กิน เอาไปทิ้งเลยไป”
“ฮะ?”
“เอาไปทิ้งไงวะ”
“เอาไปทิ้งอะไรเฮีย”
“บอกให้เอาไปทิ้งก็เอาไปทิ้ง เป็นไรวะต้องให้ผู้ชายซื้อของให้กิน เป็นขอทานเหรอ?”
“...”
“มองหน้าทำไม?” กล้าถามเนอะไอ้เหี้ย ไม่ใช่ ๆ ไอ้เฮียต่างหาก จะพูดว่าไอ้เหี้ย เอ้ย! ไอ้เฮียนั่นแหละแต่โมโหไปหน่อยเสียงเลยเพี้ยน แหะ ๆ ๆ
“เฮียพูดแรงไปไหม พี่เขาแค่ซื้อให้เพราะเขาเป็นสุภาพบุรุษ ไปเดินหาของกินด้วยกันเขาก็จ่ายให้แค่นั้น อีกอย่างพริกลืมโทรระ... / เอาไปทิ้ง”
“ฮะ?” พูดให้ฟังตั้งเยอะนี่ยังจะพูดคำเดิมอีกเหรอไอ้บ้าอำนาจ และแน่ว่า...พริกไทยส่ายหน้าปฏิเสธจ้ะ
“ไม่มีทาง ที่ซื้อมานี่อยากกินมากทิ้งก็บ้าแล้ว ตกลงเฮียไม่กินนะพริกจะได้ไปกินกับพี่เจฟข้างนอก”
“...”
“สรุปไม่กินนะ”
“จะให้กินไหมล่ะ? ถ้าให้กินจะกินตอนนี้เลย”
“...” กินของเรา...ยังเหมือนกันรึเปล่าวะ?
“ว่าไง จะให้กินไหม?” ยังจะถามคำเดิมแล้วมีหน้ายกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอีกเนอะ กวนตีนชะมัด
“ดี ๆ เฮีย ตกลงไม่กินนะจะเอาไปกิน หิวข้าว”
“เอาไปทิ้ง”
“ทิ้งเพื่อ? อะไรของเฮียเนี่ย” ฉันขมวดคิ้วแล้วขยับตัวเตรียมจะรวบถุงของกิน จะเอาไปเก็บก่อนแล้วเดี๋ยวคุณเฮียเขามีธุระอะไรจะได้จัดการให้เขาให้มันเสร็จ ๆ แล้วไปกินกับพี่เจฟสักที
พรึ่บ!
“เอ้า! เฮียทำอะไร?” จะรวบถุงแต่มือเขารวบไวกว่า รวบเสร็จก็ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องหน้าตาเฉย
เฮ้อ~ ช่างเหอะ จะเอาอะไรกับคนประสาทแดก ทำอย่างกับวิ่งไปแย่งแล้วคนแบบนั้นจะยอม อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เยอะจะตาย
ฉันนั่งกอดอกอยู่ที่เดิมเขาเดินออกไปแป๊บเดียวก็เดินกลับมานั่งแล้วรินเหล้าแดก เอ้ย! ดื่มเอง
“เฮียมีอะไรอีกไหม พริกหิวข้าวจะไปกินข้าว” ฉันถามด้วยความเซ็ง ยำมะม่วง กุ้งอบวุ้นเส้น ตีนไก่ทอด ขนมนมเนยต่าง ๆ ที่ได้มาแบบไม่เสียแม้แต่เหรียญบาทสักเหรียญหายวับไปกับตา นี่สุดท้ายต้องสั่งข้าวในครัวมากินถูกไหม? เหอะ!
“ไอ้เติ้ลไปไหน”
“ไม่รู้อ่ะพี่เติ้ลไม่ได้บอก บอกแค่ให้มาเฝ้าร้านให้”
“มันไม่บอกอะไรเลย?”
“ไม่นะ ไม่ได้บอก”
“ฮึ!” อะไรของเขา อยู่ ๆ ก็แค่นเสียงออกมาคนเดียว
“ตกลงเฮียมาหาพี่เติ้ลเหรอ”
“มาหาเมียมั้ง” ปากคอนี่เนอะ ตอบดี ๆ ไม่เป็นรึไง
“ใครจะไปรู้ เผื่อเฮียอยากได้เมียจากร้านเหล้า”
“ฮึ! ไร้สาระ” เขาแค่นเสียง มองฉันด้วยสายตารำคาญแล้วก็รินเหล้ากรึ๊บเองไปอีกหนึ่งเป๊ก
“โอเคถ้างั้นพริกไม่ไร้สาระแล้ว สรุปว่าเฮียดีแลนมาหาพี่ไตเติ้ลแต่พี่ไตเติ้ลไม่อยู่นะคะ ถ้างั้นเชิญเฮียตามสบายเลยค่ะพริกจะขอตัวไปอีท ๆ ดินเนอร์ก่อนเพราะเดี๋ยวต้องเวิร์ค ๆ ก่อนร้านจะโอเพ่นนะคะเฮีย”
“อย่ากวนตีน”
“เอ้า! กวนตีนอะไร” ฉันแกล้งถามแต่ก็รู้ล่ะ ทั้งสวยทั้งฉลาดขนาดนี้ใครจะไม่รู้คะซิส~ แต่เขาไม่พูดอะไรนะนอกจากลุกขึ้น
“จะกลับแล้วเหรอเฮีย” ถามตามมารยาทเนอะแต่ในใจลิงโลดมาก เพราะหิวข้าวไม่อยากนั่งเป็นเด็กดริ๊งซ์จำเป็นที่เฮียเขาก็ไม่ได้ต้องการนาน ๆ
“ลุก”
“ฮะ?”
“ลุก”
“ลุก? ลุกไปไหน”
“...” ถามปุ๊บจ้องตาขวางปั๊บ โอเคค่ะ ลุกค่ะ ลุกทันทีทันใดทันใจเลยค่ะคุณเฮี๊ย~
ฉันลุกปุ๊บเฮียดีแลนสุดหล่อ สุดเท่ และสุดแสนจะเอาแต่ใจก็เดินนำฉันออกจากห้องทำงานของพี่เติ้ล เดินช้า ๆ ลงไปข้างล่างเรียกเสียงกรี๊ดทางสายตาจากพนักงานหญิงที่กำลังเริ่มเตรียมร้าน แล้วก็เดินออกไปข้างนอก เดินอย่างกับนายแบบที่ไม่สนใจใครถึงแม้ว่าใครต่อใครจะมองเฮียแกเป็นตาเดียวก็ตาม
“เฮีย”
“อะไร”
“จะไปไหน”
“หาข้าวแดก”
“หยาบมาก”
“ตาม ๆ มาเถอะ พูดมาก ถามมาก” เหอะ!
ฉันกรอกตามองบนแต่ก็จำใจเดินตามหลัง ซึ่งทางที่เฮียแกเดินนำมันคือทางที่เดินไปหาซื้อของกินข้างทางข้าง ๆ ผับพี่เติ้ลที่ฉันกับพี่เจฟเพิ่งเดินมานี่แหละ พอมาถึงเขาก็หยุดเดินขาเรียว ๆ ของน้องพริกไทยเลยต้องหยุดตาม
“จะกินอะไร”
“ไม่กินอ่ะเฮีย พริกมีของกินของพริกแล้ว เฮียจะกินไรเฮียซื้อเลย” ฉันบอกเขาเพราะตอนเดินออกมาจากห้องทำงานฉันเห็นถุงของกินขอวตัวเองถูกวางกองอยู่โต๊ะแถวนั้น เดี๋ยวกลับไปกิน ส่วนเขาก็ไม่พูดอะไรแต่หยิบโทรศัพท์มาโทรหน้าตาเฉย
“พี่อิ่มให้คนขึ้นไปเอาของกินบนโต๊ะหน้าห้องทำงานไอ้เติ้ลลงมากินทั้งหมดเลย ตอนนี้”
ฮะ? เล่นแบบนี้เลยเหรอ? นี่คือว่างเลยอยากกวนประสาทคนอื่นอีกแล้วเหรอวะเฮีย?
ติ๊ด!
“ไม่มีของกินแล้ว จะกินอะไรไหม?” วางสายปุ๊บหันมาถามปั๊บเลย
“เฮียว่างเหรอ?”
“ดูเหมือนยุ่งไหมล่ะ” เออ ดูเหมือนไม่ยุ่ง...ไม่ยุ่งตรงไหนวะ ยุ่งเรื่องกูเนี่ย -_-!
ฉันกรอกตามองบนด้วยความรำคาญไปให้เขาแบบชัดเจนแล้วขาก็ก้าวไปหยุดหน้าร้านยำมะม่วงที่เพิ่งซื้อไป อยากกินต้องได้กิน เมนส์จะมาด้วยทำให้หิวมากเลยไม่คิด กลับไปยังไงซะของกินบนห้องก็ไม่เหลือแน่นอนเพราะฉะนั้นซื้อค่ะพริกไทย อย่างอแงให้โง่ไม่งั้นไม่หายหิว
“เลี้ยงด้วยนะเฮีย”
“อืม”
“ป้าคะเอายำมะม่วงปูจืดใส่ปลากรอบนิดหน่อยเผ็ดนรกแตกหนึ่งถุงค่ะ”
“อ้าวหนู เมื่อกี้มากับอีกคนไม่ใช่เหรอลูก?” อห. ออ หอ ที่แปลว่า โอ้โห นั่นล่ะเพราะแปลเป็นอีกอย่างไม่ได้ป้าแกแก่แล้ว แต่ก็นะเห็นหน้าปุ๊บทักปั๊บไม่พลั้งปาก นี่ถ้ามาด้วยกันในฐานะชู้สาวรับรองมีตายกันไปข้างแน่นอนค่ะป้า -_-!
“เอ่อ...” พูดไม่ออก อึ้งป้าอยู่ อึ้งมากด้วย พอเห็นฉันพูดไม่ออกป้าก็เหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าพูดในสิ่งที่ไม่สมควร คือต่อให้ฉันกับเฮียไม่ได้เป็นอะไรกันแต่สำหรับเรื่องปกติป้าก็ไม่ควรทักลูกค้าแบบนี้ไงถูกต้องไหมคะ
“เอ่อป้าพูดเล่นนะจ้ะ พ่อหนุ่มอย่าคิดมากนะ ป้าพูดเล่นเฉย ๆ ป้าไม่เคยเห็นหนูคนนี้มาซื้อของเลยนะ”
“ฮึ ๆ ๆ ไม่เป็นไรครับคุณป้า พูดได้ครับ...ไอ้นั่นลูกน้องผมเอง พอดีเมื่อกี้ผมไม่ว่างเลยให้มันเดินมาเป็นเพื่อนเมียผม”
ฮะ!
ฮะ!!
ฮะ!!!
OoO!!!!
-หนึ่งปีต่อมา-“แม่ง”“...คะ?” ฉันที่เพิ่งจะหย่อนก้นลงเก้าอี้เงยหน้ามองฝั่งตรงข้ามแล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ ด้วยความสงสัยว่าฝั่งตรงข้ามเป็นอะไร“หงุดหงิด”“หงุดหงิดอะไรคะ”“ฮึ!”“เอ้า! พริกถามเฮียดี ๆ นะหงุดหงิดหนักกว่าเดิมทำไม”“...”“เป็นอะไร ตอบ”“...”“จะตอบไหมเฮียดีล” ฉันจ้องเขม็ง รู้ว่าเขาหงุดหงิดแต่ไม่กลัว หงุดหงิดอะไรก็ต้องบอกกันสินี่อะไรตื่นมากำลังจะกินข้าวเช้าด้วยกันอยู่ดี ๆ ก็สบถคำหยาบซะงั้น“เราก็น่าจะรู้ว่าพี่หงุดหงิดอะไร” เฮียดีแลนวางช้อนลงทำท่างอแงเหมือนจะไม่กินข้าวซะดื้อ ๆ“ก็หม่าม๊าเขาบอกฤกษ์ที่เฮียจะแต่งมันไม่ได้”“ฤกษ์? ฮึ! ฤกษ์อะไร ก็รู้ว่ามันไม่ใช่เพราะฤกษ์” เสียงสุดหล่อไม่เอ็นจอยสุด ๆ ไปเลยค่ะ“อีกแค่หกเดือนเองค่ะ เฮียก็รอหน่อยสิ”“แค่? เราใช้คำว่าแค่เหรอพริกไทย”“อาฮะ” ฉันพยักหน้ารับง่าย ๆ เพราะคิดแบบนั้นจริง ๆ“แม่ง...รักกันจังเลยนะแม่ผัวกับลูกสะใภ้”“เอ้า! อะไรของเฮียเนี่ย”“ฮึ!” เฮียดีแลนแค่นเสียงแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม ดื่มเสร็จก็เมินฉันด้วยการหันไปมองที่ระเบียงซะงั้น“เฮียดีล อย่ามางอนพริกแบบนี้นะ”“เธอไม่อยากแต่งเร็วก็เรื่องของเธอสิวะยัยลูกหมา แต่พี่อยากแต่งเร็ว ๆ
“จะคุยอะไรกับพี่พูดมาเลย แต่ไม่ต้องอยากได้คำตอบที่เราถามนะ คำตอบที่รู้อยู่แล้วจะถามทำไมวะยัยลูกหมา”“ฮ่า ๆ ๆ โอเคค่ะ ถ้างั้นพริกพูดเรื่องที่พริกอยากพูดเลยนะ”“อื้ม ว่ามาพี่รอฟังอยู่”“พริก...จะไม่แต่งงานกับเฮียนะ”“...”“เฮีย...” ฉันเรียกเขาเบา ๆ เพราะหลังจากได้ยินคำพูดประโยคก่อนหน้านี้จากฉันเฮียดีแลนก็นิ่งทันที“คือ?”“ก็... / อธิบายให้ชัดหน่อยที่บอกว่าจะไม่แต่งงานกับพี่เหตุผลมันคืออะไร” พูดได้แค่วลีเดียวเขาก็พูดแทรก แต่ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่เข้าใจน้ำเสียงเขากลับไม่ได้มีความหงุดหงิดหรือโมโหฉันเลยแม้แต่นิดเดียว“พริก...ไม่พร้อมแต่งงานกับเฮียค่ะ พริกกับพี่เติ้ลยังติดหนี้เฮียอยู่ ตอนนี้พริกคิดแค่เรื่องเดียวคืออยากใช้หนี้เฮียให้หมดก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องอื่น แต่พริกก็ไม่รู้ว่าวันไหนที่เราสองคนพี่น้องจะใช้หนี้หมดเลยคิดว่า...คงจะไม่แต่งงานกับเฮียดีกว่า” คำอธิบายของฉันทำให้เขาระบายรอยยิ้มอบอุ่นออกมาบาง ๆ แต่ถึงจะแค่บาง ๆ ฉันกลับอบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ“จะทิ้งพี่รึไง” เฮียดีแลนถามพร้อมกับใช้หลังมือไล้แก้มฉันเบา ๆ ทำเอาฉันใจเต้นไม่เป็นจังหวะได้ง่าย ๆ“เปล่า พริก
“ขอบคุณนะคะ” ฉันเอ่ยคำขอบคุณสุดหล่อของฉันทันทีที่เขาเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน“เปลี่ยนเป็นจุ๊บแก้มสักหนึ่งครั้งได้ไหม”“คะ?” ฉันเปล่งคำนี้ออกมาสั้น ๆ ด้วยความแปลกใจ ขอจุ๊บแก้มนี่นะ? แต่พอเห็นฉันดูงง ๆ คนตรงหน้าก็ระบายรอยยิ้มบาง ๆ ที่ดูอ่อนโยนมากมาให้ แต่ความจริงตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นรอยยิ้มของคนตรงหน้าก็ดูอ่อนโยนมากแบบนี้เสมอนะ เมื่อก่อนก็อ่อนโยนอยู่แล้วล่ะแต่ตอนนี้อ่อนโยนมากขึ้น เหมือนเขายิ้มเพื่อส่งความอบอุ่นมาให้ฉัน เหมือนเขาใช้รอยยิ้มเป็นสื่อกลางเพื่อบอกให้ฉันรู้อยู่เสมอว่าเขาจะอยู่ข้าง ๆ เป็นที่พักพิงให้ตลอดไปไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงแค่ไหนก็ตาม“อยากจุ๊บแก้มเรา ได้ไหม”“ต้องขอด้วยเหรอคะ” ไม่ได้อ่อยนะแต่ระดับเฮียจะจุ๊บแก้มเมียนี่ต้องขอด้วยเหรอ? ถามจริง?“ฮึ ๆ ๆ ขอสิ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสวีทกันนี่ พี่จะจุ๊บเราสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง เกิดพี่เข้าไปจุ๊บแต่เรากำลังรู้สึกไม่โอเคกับเรื่องอะไรสักเรื่องพี่ว่ามันคงไม่ดี” เขา...น่ารักจัง พอได้ฟังเหตุผลของการที่เขาเอ่ยปากขอจุ๊บแก้มฉันก็เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งว่าเขารู้สึกยังไงเลยรีบส่งรอยยิ้มน่ารัก ๆ กลับไปให้“จะอยู่ในอารมณ์ไหนแก้มพ
“กินอีกไหมลูกเดี๋ยวให้เฮียดีลปอกให้”“ไม่แล้วค่ะหม่าม๊า หนูอิ่มแล้วค่ะ” ^^ ฉันปฏิเสธพร้อมกับส่งยิ้มให้คนถาม“แต่ม๊าว่าหนูพริกกินน้อยไปนะลูก” สีหน้าเป็นห่วงของหม่าม๊าทำให้ฉันอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไรมากกว่านี้ ฉันกินน้อยจริง ๆ นั่นล่ะแต่กินมากกว่านี้ไม่ไหวแล้วเพราะเท่าที่กินเข้าไปก็ฝืนสุด ๆ“พริกไทยเพิ่งเจอเรื่องเครียดมานะครับหม่าม๊าเลยกินได้น้อย แต่เดี๋ยวหายเครียดก็กินเยอะเอง หม่าม๊าไม่ต้องห่วงนะครับถึงตอนนั้นร้องจะกินจนลูกชายหม่าม๊าป้อนไม่ไหวแน่นอน” เฮียดีแลนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ช่วยพูดกึ่งแซวฉัน“โอเคจ้ะ ถ้างั้นก็หายเครียดไวไวนะลูกนะ เรื่องมันผ่านไปแล้วอย่าเก็บมาคิดจนทำร้ายตัวเองเด็ดขาด” ท่านปลอบโยนพร้อมกับเอามือลูบหัว สายตาของหม่าม๊าเต็มไปด้วยความห่วงใย ที่สำคัญท่านมาเยี่ยมเร็วมาก หลังจากที่ฉันฟื้นได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหม่าม๊าก็มาถึงที่นี่แล้ว ตอนที่ท่านเข้ามาในห้องท่าทางท่านร้อนรนมาก ฉันสัมผัสได้ทุกความรัก ความห่วงใยจากผู้ใหญ่วัยกลางคนตรงหน้าที่มีให้เด็กผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างฉันน้ำตาถึงได้คลอออกมาไงคะ“ค่ะหม่าม๊า” ฉันยิ้มรับ อย่างน้อยในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีเกิดขึ้นกับแกนะพริกไทยเพราะต่อ
“หุบปากซะไอ้เหี้ย!”“เธอนั่นล่ะที่ต้องหุบปากถ้าไม่อยากให้คลิปหลุด!”“ไง! มึงจะฆ่ากูเลยไหม? กูรู้ว่าในห้องนี้มีปืน ไปเอามายิงกูเลยถ้ามึงคิดว่าคลิปที่กูเอากับเมียมึงมันจะไม่... / มันไม่มีคลิปอะไรทั้งนั้นล่ะ! ถ้าจะมีก็คงมีแค่ฉันที่เลิกโง่แล้วส่งคนอย่างแกไปลงนรก!”ขวับ!“...แพม!”“...น้องแพม?” ฉันเองก็ตกใจที่ได้เห็นบุคคลที่สี่ไม่ต่างจากปริ๊นซ์ แต่ฉันแค่ไม่ได้ตกใจเท่าปริ๊นซ์ที่ตอนนี้แสดงอาการหน้าตื่นจนเห็นได้ชัดแพมหรือยัยน้องแพม อดีตแฟนของปริ๊นซ์ที่อยู่ ๆ ก็หายไปจากมหาวิทยาลัยชนิดที่ไม่มีใครได้ข่าวคราวเลยสักคน มีข่าวลือว่าซิ่วไปเรียนที่อื่นเพราะเลิกกับปริ๊นซ์เข้าหูอยู่บ้างแต่ฉันก็ไม่ได้ตามหาความจริงเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังอินเลิฟกับเฮียดีแลนอีกอย่างก็ไม่รู้จะไปสนใจเรื่องของคนที่เขาไม่ชอบเราไปเพื่ออะไรด้วย แต่วันนี้แพมกลับปรากฏตัวที่นี่ ในคอนโดของคนรักฉันที่สำคัญยังเพิ่งโผล่ออกมาจากห้องนอนเล็กที่เฮียดีแลนเคยให้ฉันไปอยู่ตั้งแต่แรกที่มาอยู่ที่นี่ด้วยนี่มันอะไรกัน?“ไง ตกใจเหรอคะพี่ปริ๊นซ์ ไม่สิ ตกใจเหรอ...ไอ้สารเลว” แพมจ้องปริ๊นซ์แล้วเดินออกมาจากห้องนั้นช้า ๆ ออกมาพร้อมกับสิ่งที่ทำให้ฉันขาสั
แอด~ประตูคอนโดถูกปริ๊นซ์ผลักเข้าไปให้เปิดออก ภายในห้องไม่ได้สว่างจ้าแต่ก็มีแสงสว่างเพราะไฟถูกเปิดไว้ เห็นไฟแค่นี้ฉันก็รู้แล้วว่าเจ้าของห้องอยู่ในนี้ ถ้าอยู่คนเดียวเฮียดีแลนไม่เปิดไฟทั่วห้องอยู่แล้วฉันรู้“เอามือออกไปปริ๊นซ์” ฉันบอกปริ๊นซ์ที่ลงน้ำหนักมือมาที่เอวฉันมากขึ้นเบา ๆ แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุสินะฉันลืมไป“ฮึ ๆ ๆ แค่กอดไอ้ห่านั่นไม่ขาดใจตายหรอก”“...” ฉันไม่ต่อปากต่อคำ เลือกที่จะเงียบเพราะไม่อยากพูดให้มันกลายเป็นการยั่วยุให้ปริ๊นซ์อยากเอาชนะมากขึ้น บอกตรง ๆ นะคะว่ากลัวเฮียดีแลนเป็นฆาตกรเร็ว ๆ นี้มาก และฉันมั่นใจว่าตอนนี้คนของฉันเขาคงรู้แล้วว่าห้องเขามีคนเข้ามาแต่เขาแค่ยังไม่ออกมาแสดงตัวก็เท่านั้น“เข้าไปสิ” ปริ๊นซ์ดันเอวฉันเบา ๆ ฉันเลยเดินเข้ามาในห้องตามคำสั่ง ใจก็เริ่มเต้นรัวเพราะไม่อยากให้คนรักของตัวเองรู้สึกแย่ไปมากกว่านี้หมับ!“...” ฉันตั้งใจจะเดินให้เร็วเพื่อออกห่างจากปริ๊นซ์ แต่ก้าวขาได้สองก้าวปริ๊นซ์ก็ตามมากอดเอวเอาไว้ทำให้ฉันนิ่งไปชั่วขณะด้วยความรู้สึกรังเกียจรังเกียจ ขยะแขยง อยากอาเจียน แค่ยืนใกล้ ๆ ก็แทบจะไม่อยากหายใจใช้อากาศร่วมแล้วแต่นี่ปริ๊นซ์มาสัมผัสร่างกายมัน







