นัทขอตัวกลับไปหาเพื่อนที่โต๊ะหลังจากได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ยกเว้นตัวผมน่ะนะ
ผมเลยได้มีจังหวะนั่งคิดและสงสัยอะไรบางอย่างกับตัวเองเงียบๆ
สงสัยที่บังเอิญได้เจอเจ้าของบ้านที่นี่ในเวลานี้ สายตาก็สบประสานกับคนที่นั่งอยู่ห่างไปประมาณสองโต๊ะ มันไม่ได้ไกลแต่ก็ไม่ใกล้ เรามองตากันเงียบๆ อยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ก็แน่สิ จะให้พูดอะไรได้ล่ะก็ในเมื่อพูดไปก็ไม่ได้ยินเสียงกันและกันอยู่ดี นอกจากว่าจะตะโกนคุยกันแข่งกับเพลงแววตาของพี่เจ เจตรินอะ
“อีโยมองห่าอะไรอยู่ มาชนแก้วเร็วๆ เข้า รีบกินรีบเมา ร้านจะปิดแล้วเนี่ย” แล้วก็เป็นฟูจิที่ใช้เสียงยานคางนิดๆ สะกิดผมให้ออกจากภวังค์ความคิด ตอนนี้เราอยู่กันสองคนเพราะว่าพี่แดนไทยไปเข้าห้องน้ำ
ผมละสายตาจากคุณกฤษณ์เพื่อหันมาให้ความสนใจกับเพื่อนตัวเอง แล้วก็ได้เห็นว่ามันเองก็มองมาที่ผมด้วยสายตาเยิ้มๆ ปะปนไปกับมีคำถามอยู่ในนั้น แต่ว่ามันก็ไม่ถามออกมา ไอ้ฟูจิหันขวับไปตามสายตาของผมที่เมื่อกี้เผลอมองไปยังโต๊ะของเจ้านายคนใหม่นานพอสมควร แล้วทางนั้นก็มองมาแบบไม่หลบอีกต่างหาก
“มึงรู้จักเขาเหรอ?” ฟูจิหันมาถามอย่างใคร่รู้ พูดง่ายๆ ก็คืออยากเสือกมากนั่นแหละ
“เปล่า” ผมตอบในทันทีที่ถูกถาม แล้วจิบเหล้าเบาๆ ไอ้ฟูจิมองหน้าผมนิ่งๆ แล้วถามต่อ
“ไม่รู้จัก แล้วมึงมองเขาแบบนั้นทำไมอะ มองนานมากด้วยนะ แล้วเขาก็มองมึงไม่หลบเลยเนี่ย ตอนนี้ก็มองอยู่ ทำอย่างกับว่ารู้จักกันงั้นแหละ”
อะไรวะ นี่ก็คิดว่าแอบมองแบบเนียนๆ โดยไม่ให้รู้ว่ามองแล้วนะเนี่ย แต่เพื่อนเลิฟของผมก็ยังเสือกรู้ดีไปอีกว่าผมแอบมองผู้ชายอยู่
“กูไม่ได้มองเขา” ผมก็แถของผมไปเรื่อย คือตอนนี้ไม่อยากบอกมันหรอก ว่าคนนี้นี่แหละที่กูไปอยู่บ้านเขาอะ
“อ๋อ หรือว่ามึงสนใจเขา ให้กูไปขอเบอร์ให้ไหม? กูว่าเขาก็สนใจมึงเหมือนกันนะ” ไอ้ฟูจิว่าพลางทำหน้าทำตากะลิ้มกะเหลี่ยอย่างมีเลศนัย นี่อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่ามึงกำลังคิดจะทำอะไรอยู่ “งั้นเดี๋ยวกูมา”
“เฮ้ย!! จิ! ไอ้จิ...เหี้ยแล้วไง”
ไอ้ฟูจิไม่ฟังเสียงโหยหวนของผม พอมันพูดจบมันก็ยกตูดขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะของคุณกฤษณ์อย่างไวว่อง สะกิดไหล่เขาเบาๆ พอเขาหันมามันก็คุยกับเขา แล้วก็ทำเป็นชี้มือชี้ไม้มาทางผม ไม่นานสองคนนั้นก็เดินกลับมาที่โต๊ะซึ่งมีผมนั่งเอ๋อแดกอยู่พร้อมกัน
ไอ้เพื่อนเลวววววววววววว มึงจะไปเรียกเขามาทำมายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
“กูไปเรียกเขามาให้มึงแล้ว” แล้วมันก็มากระซิบกระซาบข้างๆ หูผม ประหนึ่งว่าทำดีแล้วอยากได้คำชม
ประทานโทษเถอะว่ะ คือตอนนี้กูไม่ได้อยากคุยกับเขาไหมเล่า
“ไงคุณ” ผมทักทายคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับผมพลางยิ้มแห้ง
“เมาแล้วเหรอคุณ” อีกฝ่ายพยักหน้า พร้อมคำถามแรกของเขา หนำซ้ำยังกวาดสายตามองไปทั่วใบหน้าของผมอีกต่างหาก
หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือไง...
ผมเม้มริมฝีปากพลางส่ายหน้าเป็นคนตอบ บอกว่ากูยังไม่เมาสักหน่อย จากนั้นหลบตาเขาด้วยการก้มหน้าจิบเหล้าเพราะรู้สึกร้อนๆ ที่หน้าเวลาเผลอไปมองสบตา ดวงตาของเขาสวยมากนะ แล้วก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน
“ยังไงมึงอีโย ทักทายกันเหมือนคนรู้จัก นี่สรุปพวกมึงสองคนรู้จักกันใช่ไหมเนี่ย” แมลงหวี่ก็บินหึ่งๆ อยู่ข้างๆ หูผมนี่แหละ
“ก็…อืม รู้จักแต่ไม่ได้สนิท” ก็ไม่สนิทจริงๆ ผมแค่ไปอาศัยบ้านของเขาอยู่ ทำงานแลกเงินเพื่อความอยู่รอดก็เท่านั้น
“อ๋ออออออ” ไอ้ฟูจิตอบรับแค่นั้นแล้วลุกขึ้นยืน เพื่อย้ายตัวเองไปนั่งตรงตำแหน่งเดิม เพราะพี่แดนไทยกลับมาแล้ว มันทำท่าทำทางเป็นเชิงบอกให้คุณกฤษณ์ย้ายมานั่งข้างๆ ผม แล้วไอ้คุณกฤษณ์ก็รีบกุลีกุจอทำตามอย่างไม่มีอิดออด
ไม่นานร่างสูงก็นั่งลงข้างผม แถมยังขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เกินความจำเป็นอีกด้วย ร้อนจะตายห่า ในสภาวะโรคระบาดแบบนี้ เขาให้เว้นระยะห่างหนึ่งเมตรไม่รู้หรือไงนะ
“เบียดทำไมเนี่ย” ผมบ่นพึมพำคล้ายหงุดหงิด แต่ความจริงไม่ได้หงุดหงิดเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแต่ว่ากูเขินครับ ใจผมเต้นแรงมากเพราะคนขี้อ่อยมานั่งใกล้ๆ กลิ่นน้ำหอมของเขายั่วอารมณ์จนผมกลืนน้ำลายลงคอไปหลายอึก
“ใกล้แค่นี้ทำเป็นบ่น ทีเมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นแทบจะจูบปากคุณ คุณยังไม่ไล่เขาเลยนี่”
หา!? ใคร? ใครจะจูบปากกูครับ อย่ามามั่ว!!
“อย่ามาพูดมั่วๆ นะคุณ ใครที่ไหนจะมาจูบปากกันโต้งๆ ในร้านเหล้า” ผมตวัดตามองเขาอย่างเคืองๆ
“ก็ไม่รู้สิ แค่พูดตามที่เห็น”
“ถ้าแค่พูดตามที่เห็นก็ไม่สมควรพูดออกมานะ เพราะคนฟังรู้สึกไม่ดี”
“ขอโทษก็ได้ อย่างอนสิ”
ผมจำต้องหันไปตวัดตามองเขาอีกรอบ “ใครงอนคุณ” แล้วก็ถามเสียงขุ่นเสียงเคือง ผมไม่ได้งอนจริงๆ นะ ผมแค่ไม่ชอบที่เขาพูดจาอะไรแบบนี้กับผมอะ
“ก็คุณทำหน้างอ”
“ก็ไม่ได้งอนไหมล่ะ”
“…”
“เพื่อนคุณมองแล้ว กลับไปหาเพื่อนสิ” ผมออกปากไล่ เพราะเห็นว่าเพื่อนของเขากำลังมองมาทางนี้พอดี
“รีบไล่จัง กลัวผู้ชายคนนั้นหึงเหรอคุณ”
“หา? ทำไมผมต้องกลัวด้วย ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย” ผมเริ่มเสียงดังอย่างลืมตัวเพราะไม่พอใจ บวกกับความมึนเมาด้วยแหละ เลยทำให้ลืมอายคนอื่นในร้านไปด้วยเลย
แต่คงไม่มีใครสนใจผมหรอก นอกจากไอ้คุณกฤษณ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมเนี่ย
“จุ๊ๆ อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวคนเขาก็คิดว่าผมหาเรื่องคุณหรอก” ปากก็พูดเหมือนกังวลนะ แต่สีหน้ากับแววตาของเขาเนี่ยมันกวนบาทาสุดๆ ไปเลยล่ะครับ
“เอ่อ ขอโทษนะครับ ทั้งสองคนทะเลาะกันอยู่เหรอ?” พี่แดนไทยพูดขึ้นหลังจากที่นั่งอิงแอบกับฟูจิอยู่นานสองนาน จริงๆ ก็ไม่น่ารีบห้ามทัพหรอก น่าจะปล่อยให้ผมกับไอ้คุณกฤษณ์แลกหมัดตั๊นหน้ากันสักยกก่อน แล้วค่อยห้ามก็ได้...อันนี้ผมประชดนะครับ
“เราไม่ได้ทะเลาะกันครับ” ผมว่าอย่างหงุดหงิดพลางยกแก้วเหล้าขึ้นกระดก แต่ปากยังไม่ทันจะได้แตะขอบแก้ว ข้อมือก็ถูกไอ้คุณกฤษณ์ยึดไว้อย่างเหนียวแน่น พอผมหันไปมองก็แทบหงอ เพราะพ่อแกเล่นจ้องมาตาดุตาขวางเสียเหลือเกิน
นี่สรุปแล้วมึงเป็นเจ้านาย เป็นนายจ้างหรือว่าเป็นพ่อกูกันแน่วะเนี่ย
แต่ว่าพ่อกูไปทัวร์สวรรค์กับแม่กูนานแล้วนะ
“อะไรของคุณเนี่ย!” ผมถามอย่างหงุดหงิด พยายามชักแขนออกจากการจับกุม แต่ก็ยากเย็นแสนเข็ญเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือที่กำแน่น
“คุณเมาแล้ว พอเถอะ” เขาว่าเสียงเข้มแล้วดึงแก้วเหล้าออกไปจากมือผม
ผมทำหน้าไม่พอใจ น้ำเสียงก็ไม่พอใจเช่นเดียวกัน “ใครบอกคุณว่าผมเมา เหล้าแค่ไม่กี่แก้ว มันไม่ครณากระเพาะของผมหรอก ปล่อยแขนผมเลย แล้วก็เอาแก้วของผมคืนมาด้วย”
“เนี่ย พูดจาอ้อแอ้ ดื้อแบบนี้เขาเรียกว่าเมา” ว้อทเดอะฟัค!
“นี่คุณจะให้ผมเมาให้ได้ใช่ไหมเนี่ย” ผมขึ้นเสียงจ้องหน้าเขาเขม็ง แล้วเขาก็พยักหน้าตอบกลับมาอย่างหน้าตาเฉย ผมนี่ถึงกับงงแดกไปเลยทีเดียว
ผมหันไปมองฟูจิกับพี่แดนไทยที่มองเราทั้งคู่ตาปริบๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขัดสงครามประสาทแดกในครั้งนี้ ประหนึ่งว่าสองผัวเมียคู่นี้กำลังดูการแสดงที่แสนสนุกสนานอยู่อย่างไรอย่างนั้นแหละ
ผมยกมือขึ้นมาเกาหัวเพราะไม่รู้จะทำยังไง พอสบตากับไอ้คุณกฤษณ์อีกฝ่ายก็มองมานิ่งๆ แล้วก็ไม่รู้ทำไมกูถึงได้เงียบปากอยู่เฉยๆ ราวกับตุ๊กตาไขลานที่ถ่านหมด ข้อมือผมยังไม่ได้เป็นอิสระเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยมือ แต่ว่าตอนนี้เขาพามือของเราทั้งคู่ลงมาอยู่ใต้โต๊ะแล้ว แล้วก็ไม่ได้จับข้อมือไว้อย่างตอนแรก แต่เอานิ้วมาสอดประสานกับง่ามนิ้วมือของผมแทน
หัวใจของผมเต้นแรงมากเลย แล้วเขาก็บีบมือของผมแน่นมากด้วย
“เอ่อ จะว่าไปแล้ว ทั้งสองคนคงรู้จักกันสินะครับ” ไอ้ฟูจิพูดขึ้นพลางยิ้มแย้มจนตาหยี
“ใช่ครับ เราสองคนรู้จักกัน” คนข้างๆ ของผมตอบด้วยเสียงทุ้มๆ ของเขา
“อ้อ...แล้ว ไปรู้จักกันได้ยังไงเหรอครับ ขอโทษที่เสียมารยาทถามนะครับ แต่ว่าผมอยากรู้จริงๆ เพราะว่าเพื่อนของผมไม่ได้เล่าอะไรเกี่ยวกับคุณให้ผมฟังเลย”
บร๊ะ! ก็เป็นเพื่อนไหมล่ะ ไม่ใช่พ่อถึงจะต้องเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตให้ฟังจนหมดเปลือกอะ
“อืม จะให้พูดยังไงดีล่ะครับ” เขาทำเหมือนไม่อยากพูดนะ แต่ว่าสีหน้ากับรอยยิ้มมึงเนี่ยโคตรไม่น่าไว้ใจเลย
ผมพยายามดึงมือตัวเองกลับคืนมา แต่แม่งเอ้ย นี่มือคนหรือตีนตุ๊กแกวะเนี่ยเหนียวฉิบหาย
“พูดความจริงสิครับ” ไอ้เพื่อนชั่วของผมก็ไม่ยอมปล่อยผ่านด้วยนะ จะอยากเสือกอะไรปานนั้นวะ
“ผมเล่าได้ไหมคุณ” มึงก็อยากเล่าอยู่แล้วไหมครับไอ้คุณกฤษณ์ อย่าตอแหลทำมาเป็นถามกูครับ
“ไม่ต้อง เดี๋ยวผมเล่าเอง” บอกเขาเสร็จผมก็หันไปหาเพื่อนต่อ “แต่ไม่ใช่วันนี้วะจิ ขอโทษทีนะกูไม่เล่าให้มึงฟังวันนี้หรอก”
“อ้าววววว อีโย” ไอ้ฟูจิถลึงตาใส่ผมอย่างเสียดายที่อดเสือก แต่ว่ามันก็ไม่ได้ซักไซ้ให้รำคาญใจอีก เพราะตอนนี้พี่แดนไทยกำลังก้มกระซิบกระซาบอะไรกับมันอยู่สักอย่าง
“ว้าอีโย เสียดายจังกูคงต้องกลับแล้วอะ แดนไทยมีงานเข้า”
“อ้าว เหรอ…?” อ๋อเหรอ? กูไม่เชื่อหรอกว่างานจะเข้าพี่แดนไทยจริงๆ นอกเสียจากว่าพวกมึงสองคนจะกลับไปนัวกันที่ห้องอะ “งั้นกูกลับด้วย”
“เอ้อ ลืมอีโย กูต้องไปส่งมึงนี่หว่า” ก็เหมือนมันจะเพิ่งนึกขึ้นได้น่ะนะ ว่าต้องไปส่งผมถึงได้ทำหน้าตื่นตาโพลงขนาดนั้น
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมไปส่งเขาเอง” คนข้างๆ ผมรับอาสาอย่างใจดี แต่ขอโทษเถอะใจดีตรงไหน ก็ในเมื่ออยู่บ้านเดียวกันอยู่แล้วอะ ถ้าไม่ให้ผมกลับด้วยเนี่ยสิ อันนั้นโคตรแล้งน้ำใจเลยนะ คบไม่ได้เลยนะถ้าแบบนั้นอะ
“อุ๊ยตาย หล่อ ใจดี สปอร์ตด้วยปะครับเนี่ย” กูอยากดีดหน้ามึงจังเลยเพื่อนเลิ้ฟฟฟฟ
ผมหันไปมองพี่แดนไทยส่งสายตาบอกให้รีบๆ พาไอ้ฟูจิกลับไปเร็วๆ จะไปทำอะไรกันที่ไหนยังไงก็รีบๆ ไปเลยเถอะ อย่าปล่อยให้มันมาพร่ำเพ้อเจ้ออยู่ตรงนี้นานเลย มันขายหน้าอะพูดจริง
“ไม่รู้สิครับ อยู่ที่ความพอใจล่ะมั้งครับ”
อ่า...ใบ้แดกเลยสัด ผมได้แต่หันไปมองหน้าเขาแบบอึ้งๆ
“แหมๆ พูดแบบนี้ แสดงว่าพร้อมเปย์สินะครับ”
“คงประมาณนั้นมั้งครับ”
“งั้น…อีโย มึงก็ให้คุณเขาไปส่งก็แล้วกันนะ กูจะได้ไม่ต้องวกไปวนมาให้เสียเวลา ส่วนค่าเหล้าพี่แดนไทยเคลียร์แล้วนะ ฝากเพื่อนผมด้วยนะครับ”
ผมได้แต่มองตาค้าง อ้าปากหวอเพราะอับจนคำพูด เพราะพอพูดจบไอ้ฟูจิก็ลากแขนพี่แดนไทยออกไปเลย ทิ้งกูไว้กับใครที่มันก็ไม่รู้จักจะถามชื่อแซ่ของเขา นี่ถ้าเกิดว่าเขาพากูไปฆ่าหมกป่าจะทำยังงายยยยยย
“เรากลับกันเลยไหม?” ระหว่างที่ผมสิ้นหวังกับเพื่อนเลิฟของผม เสียงทุ้มๆ ของคนข้างๆ ก็ดังขึ้น
“หา?” ผมหันไปมองเขาพลางทำตาปริบๆ
“กลับบ้านกันเลยไหม?”
“อ้อ ครับกลับเลยก็ได้” ก็คงต้องกลับเลยสิ จะให้อยู่รออะไรล่ะเรื่องราวมันเลยเถิดมาขนาดนี้แล้วอะ
“งั้นคุณรอผมอยู่ตรงนี้แป๊บหนึ่งนะ ผมขอเดินไปบอกเพื่อนๆ ของผมก่อน”
ผมพยักหน้ารับหงึกๆ เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกเซ็ทโปรแกรมให้รับคำสั่งเท่านั้น จากนั้นผมก็รู้สึกโล่งๆ ที่มือเพราะเขาปล่อยมือจากผมแล้ว มือที่ถูกจับประสานเป็นเวลานานเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ผมก้มมองด้วยความรู้สึกโหวงๆ
มันจะดีสักแค่ไหนถ้าหากว่ามีใครสักคนจับมือเราไว้แบบนี้ไปตลอด
เหล้าแก้วที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ถูกสาดลงคอไปอีกแก้ว
--------------------
กฤษณ์จำต้องปล่อยมือออกจากมือที่เขายึดกุมไว้อย่างถือวิสาสะ เพื่อเดินไปบอกลาเพื่อนๆ ที่โต๊ะแล้วพาโยธินกลับบ้าน ก่อนหน้าที่จะตามอีกฝ่ายมาเขานัดแนะกับเพื่อนๆ ไว้อีกร้านหนึ่งแถวทองหล่อ แต่พอรู้ว่าโยธินจะมาที่ร้านนี้เลยขอเปลี่ยนร้านกะทันหัน แล้วก็ถูกโวยวายจนหูแทบระเบิด ทว่าพอบอกว่าจะเป็นคนจ่ายเงินทั้งหมดเอง พวกเพื่อนๆ ก็พากันดี๊ด๊าแล้วเออออตามอย่างไม่อิดออด
เขามาถึงร้านก่อนหน้าที่โยธินจะมาถึงแค่ไม่กี่สิบนาทีเท่านั้น เข้ามาในร้านได้ก็หาโต๊ะที่มันดูหลบมุมๆ หน่อย จนเพื่อนๆ พากันมองอย่างงงๆ แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม แล้วก็เห็นโยธินเดินเข้ามาในร้านจึงรีบหันหลังให้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะเห็น แต่ถึงแม้จะหลบก็หลบได้ไม่นานเพราะดันมีไอ้หน้าอ่อนที่ไหนก็ไม่รู้ ใจกล้ามั่นหน้า เข้าไปทำความสนิทสนมกับเด็กที่อยู่ในความครอบครอง
ก่อนหน้านี้ใครจะปกครองหรือใครจะครอบครองโยธินเขาไม่รู้ ไม่สนใจ แต่ตอนนี้โยธินมาอยู่กับเขาแล้ว ดังนั้นผู้ชายแมนๆ อย่างกฤษณ์ ธนวรรณก้องไพศาลจึงทึกทักเอาเองว่า โยธินคือเขาที่ตนต้องปกป้องรักษาเอาไว้ไม่ให้หลุดมือ
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ง่ายไปเสียหมด เพราะขนาดเขาอ่อยเขายั่วอย่างที่ไม่เคยต้องทำแบบนี้กับคนอื่นเลยสักครั้ง โยธินยังไม่สนใจเขาเลย แก้ผ้าให้ดูก็แล้ว พูดจาแทะโลมก็แล้ว แสดงท่าทางหื่นกามใส่ก็แล้ว โยธินก็ยังคงซื่อบื้อไม่ยอมสานต่อ ไม่ยอมเอนเอียงตาม ทั้งๆ ที่แววตาและสีหน้านั้นฟ้องหมดทุกอย่างว่าอยากได้และต้องการเขาเหมือนกัน
“พวกมึง กูคงต้องกลับก่อนว่ะ” คำบอกลาที่ไม่มีที่มาที่ไปของเจ้าของร่างสูง ทำให้เพื่อนๆ ที่ต่างก็กรึ่มๆ เพราะแอลกอฮอล์หันมองเป็นตาเดียวกัน
“จะรีบกลับไปไหนวะ ยังไม่ห้าทุ่มเลย”
“นั่นดิ สาวกำลังเยอะเลยนะมึง จะรีบกลับทำไมวะ”
“มีเมียรออยู่ที่บ้านหรือไงวะไอ้หม่อม”
เมียไม่ได้รออยู่ที่บ้าน แต่เมียกูเมากำลังจะหลับคาโต๊ะแล้วไอ้พวกเวร
“หม่อมแม่ก็ไม่ได้โทรตามนี่หว่า”
“อย่ามาชิ่งนะเว้ย ถ้าจะกลับกูก็ไม่ว่า แต่กรุณาจ่ายเงินก่อนนะครับ”
กฤษณ์ถอนหายใจพลางส่ายหัวไปมา มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนหยิบกระเป๋าสตางค์ราคาแพงหูฉี่ออกมา แล้วหยิบบัตรเครดิตยื่นส่งให้เพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุด “แดกกันให้พอ รูดได้ไม่ต้องเกรงใจกูนะ พรุ่งนี้ค่อยเอาบัตรไปคืนกูที่มหา’ลัยก็แล้วกัน”
“วู้วๆๆๆ แม่งโคตรป๋าเลยว่ะครับท่าน”
“แบบนี้แม่งมีเมียรออยู่บ้านชัวร์เลย”
ก็บอกว่าเมียไม่ได้รออยู่บ้านยังไงล่ะวะ ไอ้เพื่อนเวร
“กูขอให้หม่อมของกู เอ็นจอยจนเอวเคล็ดไปเลยนะครับหม่อม”
เสียงโห่แซวดังขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า หากแต่ว่าหม่อมราชวงค์กฤษณ์ ธนวรรณก้องไพศาลกลับไม่อยู่ฟัง
“ถึงบ้านของเราแล้วคุณ” เขย่าไหล่สะกิดเรียกคนที่ชิงหลับตั้งแต่ขึ้นมาบนรถ แต่ดูท่าว่าอีกฝ่ายจะถูกความเมาและความง่วงครอบงำจนประสาทไม่รับรู้อะไรแล้ว
นอกจากเสียงลมหายใจที่ดังกระเส่าผิดปกติ
“คุณโย...” นอกจากการขยับตัวเล็กน้อยแล้วก็ไร้ซึ่งเสียงใดตอบกลับมา
กฤษณ์ยิ้มมุมปากบางเบา ก่อนยื่นมือไปดับเครื่องยนต์แล้วเปิดประตูลงไปจากรถ ขายาวแข็งแรงเดินอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูพาคนหลับลงมา โยธินไม่ใช่คนหลับลึกแต่ถ้าได้เมาแล้วก็จะหลับเหมือนตาย ทำให้กฤษณ์ต้องย่อตัวลงไปช้อนอุ้มอีกฝ่ายออกมาจากรถในท่าเจ้าหญิง
เจ้าหญิงโยธิน (?) ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเขาเรียกตัวเองแบบนี้ จะโดนทุบกระดูกร้าวหรือเปล่านะ?