LOGINปางอุบลอาสานำแซนด์วิชที่เหลือมาส่งให้ที่บริษัท เนื่องจากเธอทำไม่ทัน จึงให้น้ำรินเอามาแค่ 100 ชิ้นก่อน และเธอจะนำส่งที่เหลือมาให้ในภายหลัง
“แป๊บนะคะพี่ริน...” ปางอุบลป้องปากคุยสายกับน้ำริน แล้วหันไปถามคนขับรถต่อ “ขอโทษนะคะพี่ อีกไกลไหมกว่าจะถึง” เขาก้มดูเส้นทางผ่านหน้าจอสมาร์ตโฟนตรงบริเวณคอนโซลหน้ารถก่อนจะเอ่ยตอบอย่างสุภาพ “จากนี้ไปน่าจะประมาน 400 เมตรนะครับ” ปางอุบลมองรถราที่แน่นขนัดยาวเหยียดจากสภาพจราจร รีบตัดสินใจเพียงไม่กี่เสี้ยววินาที “งั้นเดี๋ยวหนูขอลงตรงนี้เลยนะคะ อ้อ! หนูตัดชำระผ่านบัตรแล้วนะคะพี่” คนขับพยักหน้ารับทราบ “พี่รินเดี๋ยวบัวรีบไปเลยค่ะไม่ไกลจากนี้มาก” ปางอุบลกดตัดสาย ก่อนจะรีบหิ้วถุงแซนด์วิชมาคล้องแขนทั้งสองข้างไว้ หันกลับไปดูฝั่งซ้ายมือว่ามีรถผ่านมาหรือไม่ เมื่อเห็นทางสะดวกปลอดภัย ก็รีบเปิดประตูรถออกมาทันที เจ้าตัวน้อยอิงศีรษะซบอยู่บนอกเธอ เงยหน้ามองผู้เป็นมารดาตาแป๋ว “แม่ แม่” “คร้าบ... ลูก” ปางอุบลตอบลูกโดยลากคำเสียงยาวแต่ทว่ากลับอ่อนโยน พลางก้มมองลูกชายด้วยความเอ็นดู เห็นเด็กน้อยฉีกยิ้มกว้างแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอารมณ์ดีโชว์ฟันล่างซี่เล็กน่ารักสองซี่ ตั้งแต่ภูบดินทร์เรียกแม่ได้ เขาก็เรียกแม่ไม่หยุด เมื่อนึกคำพูดไม่ออก คำแรกที่เขาจะนึกถึงก็คือคำว่า “แม่” เสมอ ปางอุบลซอยเท้าฉับ ๆ ด้วยความรีบเร่งเหลือเวลาอีกประมาน 20 นาทีใกล้จะถึงเวลาพักเบรก ยังพอมีเวลาให้น้ำรินจัดเสิร์ฟได้ เธอรีบแลกบัตรที่เคาน์เตอร์แล้วรีบขึ้นไปที่ห้องประชุมใหญ่ตามที่น้ำรินแจ้งข้อมูลไว้ให้ในแอพสนทนาทันที “ชั้น 30 ๆ” ปางอุบลลนลานกดลิฟท์ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของบริษัท เมื่อไปถึงห้องจัดประชุมก็พบว่าน้ำรินรออยู่ที่หน้าห้องด้วยความกะวนกระวายใจ เธอชะเง้อชะแง้มองมาที่ตัวลิฟท์ตลอดเวลา เมื่อเห็นปางอุบลออกมาจากลิฟท์ เธอก็รีบวิ่งปรี่เข้ามาช่วยถือของที่หอบหิ้วพะรุงพะรัง ปางอุบลจึงอาสาช่วยน้ำรินจัดของเสิร์ฟเป็นการไถ่โทษจนแล้วเสร็จ “พี่ริน ขอโทษนะคะ ที่บัวมาช้า” ปางอุบลเอ่ยขอโทษเสียงอ่อย เพราะเกือบทำให้น้ำรินถูกหัวหน้างานเอ็ดอึง “ไม่เป็นไรหรอกน่า ก็มาทันนี่” น้ำรินแย้มยิ้มตอบ แล้วหันไปเช็คความเรียบร้อยของจานอาหารพักเบรกต่อ ปางอุบลเหลือบไปเห็นว่า ขณะนี้ผู้คนเริ่มทยอยกันออกมาจากห้องประชุม และเดินตรงเข้ามารับอาหารว่างที่ถูกจัดวางบนโต๊ะสำนักงานสีขาวที่ถูกวางต่อกันยาวเหยียด ซึ่งเป็นบริเวณที่เธอยืนอยู่ จึงได้อ้อมแอ้มกระซิบกระซาบเอ่ยกับน้ำรินเพราะไม่อยากอยู่เกะกะ “พี่ริน งั้นเดี๋ยวบัวกลับแล้วนะคะ” “โอเคจ้ะกลับดี ๆนะ” ขณะที่เธอกำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปที่โถงลิฟท์นั้น... “บัว!” ร่างบางชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง เสียงตะโกนที่ดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้ไม่กล้าแม้จะหันกลับไปดูเสียด้วยซ้ำ ตอนนี้...หัวใจเริ่มเต้นแรงแทบจะทะลุออกมานอกโพรงอก ก้อนเนื้อด้านซ้ายบีบรัดตัวจนเจ็บปวดไปหมด ปางอุบลกลั้นใจรีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุ ไม่แม้จะหันกลับไปดู เธอจ้ำฝีเท้ารีบไปที่โถงลิฟท์ทันที เหตุใดเธอจะจำเสียงนั้นไม่ได้ เสียงที่เธอคุ้นเคย ตอนนี้นึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงอยู่ที่นี่? ปางอุบลรีบกดลิฟท์และรออย่างใจจดใจจ่อ ตอนนี้มีความกล้าอีกครั้งที่จะลองหันกลับไปดูเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เพราะเสียงที่เรียกนั้น ยามนี้เธอไม่ได้ยินเสียแล้ว “...” ‘ก็ไม่เห็นมีใครนี่ สงสัยหูแว่วไปเอง บ้าไปแล้ว เฮ่อ!’ ปางอุบลพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับพรูลมหายใจออกมาหนักหน่วง แล้วหันกลับมาที่ตัวลิฟท์ตามเดิม แขนเรียวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมากอดลูกชายไว้แน่น ใจจดจ่อรอลิฟท์ต่อ... ตอนนี้สัญญาณไฟสีแดงค่อย ขยับเลื่อนขึ้นมาทีละชั้น ทีละชั้น... “26 27 28 29” ติ๊ง! “อ่า 30 แล้ว” ร่างบางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจแล้วก้มลงกดจมูกลงที่ศีรษะลูกชายตัวน้อย ขณะที่ลิฟต์กำลังเปิดออก ร่างบางขยับเท้าก้าวเข้าไป... หมับ! “อ๊ะ” “จะหนีไปไหนบัว คุยกันก่อนสิ”เสียงเข้มขรึมกดเสียงต่ำลงกว่าโทนเสียงปกติของตัวเองหนึ่งระดับ ฝ่ามือหนาถูกเอื้อมมากระชากแขนเรียวกลมกลึง เพื่อยื้อยุดฉุดเธอไว้แน่น แวบหนึ่งที่เธอเงยหน้าขึ้นไปสบตาคู่คมของเขาก็ต้องตกใจตาเบิกกว้าง ‘แววตาที่คุ้นเคย ใบหน้าที่คุ้นเคย ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิด’ เธอรีบก้มหน้าหลบสายตาเขาด้วยความประหม่า พยายามเก็บอาการตื่นตระหนกไว้ แล้วโกหกคำโตออกไป “คุณจำคนผิดแล้วค่ะ” “จำคนผิด?” คนทักเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม ขณะที่เธอก็พยายามดึงแขนออกจากการเกาะกุม หากแต่เขาก็ยังยื้อไว้ไม่ยอมปล่อย เขาใช้สายตาไล่สำรวจตรวจตราเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า... ‘นี่เธอคิดว่าแค่ไม่แต่งหน้ากับแต่งตัวปอน ๆใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงผ้าลินินที่ดูหลวมโพรกจะทำให้ฉันถึงกับจำเธอไม่ได้เลยอย่างนั้นเหรอ ยัยบื้อเอ้ย’ “ดูละครมากไปหรือเปล่า ฉันจำเธอได้ ทำไมต้องโกหก”ภูเบศร์เอ่ยขึ้น ใช่! เป็นเขานั่นแหละ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความฉุนเฉียวอย่างเปิดเผย จนคนฟังรู้สึกได้ ข้าง ๆกันนั้นก็เป็นอธิปที่ยืนกุมมือไว้เบื้องหน้าอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ในท่าเตรียมรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย “แม่ แม่” เด็กตัวน้อยในอ้อมอกร้องเรียกผู้เป็นแม่เสียงใสแจ๋ว เมื่อรู้สึกถึงความโกลาหลที่เกิดขึ้น เขาหันหน้าไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญ สลับกันไปมาทั้งสองคนด้วยแววตาฉงน แล้วก็เงยหน้าขึ้นไปมองมารดาอีกที“ก็รีบเรียนให้จบสิ จะได้ปั๊มลูกกันเร็ว ๆ” เขาโน้มท้ายทอยเธอลงมาถูไถจมูกเธอกับจมูกเขา ก่อนจะจุ๊บปากไปอีกหนึ่งที“ปะป๊าจุ๊บแม่ต๋า” เด็กน้อยที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ มองคนทั้งคู่สวีทหวานแหวว ก่อนที่เขาจะยกมือปิดปากแล้วหัวเราะเอิ๊กอ๊าก“ใช่แล้วปะป๊าจุ๊บแม่จ๋าแล้วก็จะจุ๊บดินดินด้วย” พูดจบคนเป็นพ่อก็รวบตัวเจ้าเด็กน้อยมาจุ๊บแก้มกลมซ้ำ ๆแล้วก็เกลือกกลั้วใบหน้าไปที่พุงกลม ๆด้วยความมันเขี้ยวเด็กน้อยหัวเราะร่วนด้วยความจั๊กจี้ “ปะป๊ารักดินเท่าไหน” เด็กน้อยเจื้อยแจ้วเอ่ยถาม“รักเท่าฟ้าเลย”“ปะป๊ารักแม่ต๋าเท่าไหน”“รักเท่าดินดินเลย” ดินที่ไม่แปลว่าผืนดิน แต่หมายถึงรักเท่ากับเด็กน้อยต่างหาก เด็กน้อยหัวเราะชอบใจใหญ่ “แม่ต๋า วันนี้ ปับป๊า...” ภูเบศร์ตาเบิกโพลง กลัวว่าลูกชายจะเอาเรื่องวันนี้มาฟ้องแม่ เขารีบยกมือขึ้นมาปิดปากลูกชายไว้ทันที“ดินดินนอนได้แล้วนะลูก” ภูเบศร์ยิ้มเจื่อนเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง เธอหรี่ตามองเขาจับพิรุธ แล้วรีบแกะฝ่ามือหนาออกจากปากลูกชายตัวน้อย“ปะป๊า ทำไมครับหืม?” ปางอุบลคาดคั้นอีก“ปะป๊า...” เด็กน้อยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ“ดิน ดิน ไม่เอา ไม่พูดนอนดีกว่า นอน นอนกันน้า” ภูเ
วันต่อมา... “ธิปวันนี้มีคุยงานที่บริษัทวัสดุก่อสร้างตอนบ่ายสามนี่หว่า” “ใช่ครับ ผมหาเนิสเซอรีใกล้ ๆ เอาน้องดินไปฝากไว้สักชั่วโมงสองชั่วโมงให้แล้วนะครับ” อธิปรายงานผู้เป็นนาย “โอเค ทำดีมาก” ทำตบบ่าอธิปเบา ๆ ภูเบศร์นำเด็กน้อยไปฝากไว้ แล้วรีบเข้าไปยังบริษัทวัสดุก่อสร้าง คู่ค้ารายใหญ่ ที่อยู่ใกล้ ๆกัน เด็กน้อยเห็นว่ามีของเล่นมากมาย ก็ชอบใจใหญ่ เนิสเซอรีที่นี่ดูแลเด็กได้เป็นอย่างดี เด็กน้อยได้เล่นกับเพื่อน ๆ ด้วย พอเล่นนาน ๆเข้าก็หมดเรี่ยวแรง แล้วก็ง่วงนอนขึ้นมา เด็กน้อยหลับไปในที่สุด พี่เลี้ยงเด็กก็แยกเขาออกมานอนอีกห้อง เพราะเด็กคนอื่นที่ไม่นอนจะได้ไม่รบกวน สองชั่วโมงผ่านไป... “พ่อน้องยังไม่มารับอีกหรือ” พี่เลี้ยงคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าเลยเวลาที่จะมารับแล้ว “เอ เห็นว่าฝากไว้ประมาน 2 ชั่วโมงนะคะ สักพักคงมารับค่ะ น่าจะติดธุระอยู่ค่ะ” คนที่ถามพยักหน้ารับทราบ “ธิปแกรีบเลยนะ งานนี้ต้องใช้วัสดุก่อสร้างค่อนข้างเยอะ ถ้าใบPO (ใบเสนอราคา) ที่ทางนั้นส่งมา เป็นไปตามราคาที่ฉันบอกแกไป ก็ตกลงดีลได้เลย” อธิปรับคำสั่งเจ้านายที่กำลังเดินจ้ำอ้าวออกมาหลังจากคุยธุระเสร็จเร
Rrrrrrrเสียงสมาร์ตโฟนบนที่เขาวางบนโต๊ะประชุมสั่นดังครืดคราด เขาเปิดแอพสนทนาไปดูก็เห็นข้อความมายาวเกือบหนึ่งหน้าพารากราฟ ซึ่งเป็นเรื่องเดิม ๆที่บางอุบลสั่งไว้ก่อนที่เธอจะไปเรียน เธอย้ำคิดย้ำทำจนเขาแทบจะท่องได้จำขึ้นใจ“ถ้าหนูปวดฉี่ฉี่ ปวดอึอึ๊ไหม ต้องบอกปะป๊านะลูก โอเค๊” เด็กน้อยพยักหน้ารับ เด็กน้อยรู้ความมากแล้ว และสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้แล้วปางอุบลเพิ่งจะหัดให้เขาเลิกใส่แพมเพิสในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนยังคงให้ใส่อยู่เพราะเขายังติดนอนฉี่ใส่แพมเพิสตอนกลางคืนอยู่“ปับป๊า หม่ำ ๆ”“หิวแล้วหรือ” เด็กน้อยพยักหน้ารับ ก่อนที่ภูเบศร์จะเงยหน้าขึ้นไปแจ้งพนักงาน“ทุกคนครับงั้นเดี๋ยวพักการประชุมสัก 30 นาที แล้วค่อยมาประชุมกันต่อนะครับ” ทุกคนพยักหน้ารับทราบ รอจนผู้เป็นนายเดินออกไปแล้วจึงหันมาซุบซิบกันต่อภูเบศร์อุ่นนมให้ลูกชาย ส่วนอธิปก็ช่วยหยิบข้าวเด็กมาอุ่นในไมโครเวฟแล้วส่งให้ภูเบศร์ จากนั้นเขาก็เริ่มป้อนนมป้อนข้าวลูก“ปับป๊า ดินปวดฉี่ฉี่” จากนั้นก็ถอดกางเกงให้ลูกพาเข้าไปฉี่ในห้องน้ำ แล้วก็ออกมากินนมต่อ ภูเบศร์ปูฟูกที่มุมหนึ่งของห้องทำงาน เด็กน้อยก็ล้มตัวลงนอนยกขาขึ้นมาไขว่ห้
“แง้ ~ แม่~” เด็กน้อยงอแง ร้องหาแม่“เดี๋ยวแม่กลับมาครับ แม่ไปเรียน เดี๋ยวตอนเย็น ๆค่อยไปรับแม่กันนะครับ โอเค๊” เด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตักพ่อในห้องทำงาน ลืมแม่ไปได้เพียงแป๊บเดียว แต่ทว่าพอนึกถึงแม่ขึ้นมาก็ร้องไห้โยเยอีก“ธิป ช่วยหน่อยสิวะ”“อ้อ ครับ ๆ” เขาเดินไปหยิบตุ๊กตายางบีบแล้วบีบเสียงปี๊บ ๆเล่นกันเด็กน้อย“น้องดิน ๆ ปี๊บ ๆ เห็นไหม”“แง้~ แม่” เด็กน้อยไม่สนใจ อธิปเกาหัวแกรกๆ ต้องหาอะไรมาหลอกล่อแล้ว เขาหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดเพลงเบเบี้ ชาร์คขึ้นมาพร้อมกับเต้นอวดสะโพกโยกย้ายตามจังหวะเพลง“เบ้บี้ ชาร์ก ดูด ดู ดู ดูด ฯลฯ”“ฮะ ฮ้า~~”เด็กน้อยตบมือ หัวเราะชอบใจ พร้อมดิ้นลงจากตักผู้เป็นพ่อ เด็กน้อยโยกคลอนศีรษะ และร่างกายไปด้วยตามจังหวะเพลง ดูท่าว่าจะได้ผลเสียด้วย“ปับ ป๊า เต้น เต้น” เด็กน้อยดึงมือคนเป็นพ่อให้ลุกขึ้นมาเต้นเข้าจังหวะเพลงด้วยกัน ช่วยไม่ได้เขาก็ต้องเอาใจลูกสักหน่อย ภูเบศร์จึงลุกขึ้นเต้นกับลูกด้วยขณะที่ทั้งสามคนกำลังเต้นแร้งเต้นกากันอย่างสนุกสนาน จารุณีที่เดินมาตามภูเบศร์เข้าประชุมบริษัทก็เห็นเข้ากับภาพน่ารักของทั้งสามคนจากกระจกบานกว้างหน้าห้องที่ไม่ได้ปิดม่านอัตโนมัติ
เด็กน้อยเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน แถมยังคุยเก่ง คุยไม่หยุด ตอนนี้เขามีอายุได้สองขวบแล้ว เรียกพ่อกับแม่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน แถมยังเป็นเด็กที่ช่างซักช่างถามเป็นเจ้าหนูจำไมอีกด้วย และหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นที่ภูเบศร์ได้เปิดอกเปิดใจกับผู้เป็นพ่อ ทำให้เขาเริ่มที่จะปล่อยวางเรื่องราวในอดีตลง เขายอมรับว่าการที่มีกำแพงกับปางอุบลเพราะเรื่องราวครอบครัวของเขาในอดีตที่ทำให้เขามีชุดความคิดแบบนั้น เขาเกลียดผู้หญิงคนนั้นของพ่อที่มาแย่งพ่อไปจากแม่ เลยทำให้เขาพลอยตั้งแง่กับปางอุบลไปด้วยว่าเป็นผู้หญิงที่หิวเงินเหมือน ๆกัน แต่เมื่อเขายอมรับได้แล้วว่าควรปล่อยวาง ก็ทำให้เขาไม่รู้สึกผิดที่จะรักเธอได้เต็มหัวใจ ภูเบศร์กับพ่อของเขาเริ่มมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากขึ้น และเขาก็เปิดใจที่จะกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันกับพ่อของเขา และยอมรับในตัววดี ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงของเขา และน้องชายต่างมารดาอย่างภูวินทร์ก็สนิทสนมกันมากขึ้น เบื้องหน้าทางเข้าเช็คอินที่สนามบิน ภูเบศร์ ปางอุบลและเด็กน้อย ก็เดินทางไปส่งครอบครัวเขาด้วย วดีและภูวินทร์อยากเจอหลานชายมาก ภูดิสจึงพาทุกคนบินกลับมาเที่ยวพักผ่อนกันภายในครอบครัว ทุกคนใช้เวลาต
“ฉันจะดูแลเขาให้ดี อิงเธอไม่ต้องห่วงเขานะ” ใบหน้าซีดเซียวพยักหน้ารับ“ที่รักขอโทษนะ ที่ฉันดูแลคุณได้ไม่ดีพอ ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีของคุณไม่ได้” ภูดิสประคองศีรษะของเธอซบลงที่บ่าเขา“ทำไมเธอพูดอย่างนั้นล่ะอิง เธอทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้วทั้งภรรยาและแม่ของลูก”“ฉันรู้ตัวดีว่าฉันบกพร่อง ฉันให้ความสุขคุณไม่ได้” พูดไปถึงตรงนี้เธอก็เริ่มมีน้ำตาขึ้นมาอีก นับตั้งแต่เธอตั้งท้องลูกชาย จนจวบจนถึง ณ ตอนนี้เธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ภรรยาเลย ด้วยเพราะสุขภาพไม่ดี เธออยากมีลูกอีกสักคนก็ไม่สามารถมีได้เพราะตั้งแต่มีลูกคนแรกร่างกายก็ทรุดโทรมลงไปมาก อย่างไม่ทราบสาเหตุ“วดี ขอบใจเธอมากที่มาช่วยแบ่งเบาภาระ ฉันไม่ไว้ใจใครนอกจากเธอนะ” เหม่ยอิงแย้มยิ้มก่อนที่จะจับมือสามีของเธอและวดีมาเกาะกุมกันไว้“คุณหญิง”“คุณคะ ต่อไปนี้ให้วดีดูแลคุณต่อจากฉันนะคะ เป็นคำขอสุดท้าย ก่อนที่ฉันจะไม่อยู่แล้ว ฉันบอกให้วดีคอยดูแลคุณเองค่ะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ค่อยชอบใจนัก แต่ฉันว่าฉันดูคนไม่ผิดนะที่รัก”“พูดอะไรกันอิง เธอยังอยู่ได้อีกนาน”“ฉันรู้ตัวดีค่ะ” ร่างผ่ายผอมแย้มยิ้มให้กับทั้งคู่ ภูดิสมองหน้าวดี เพราะอย่างนี้นี่เองที่วดีชอบเข้าหาเ







