LOGIN“คุณตีค่าความสัมพันธ์ของเราด้วยเงินเหรอ... ถ้าอย่างนั้นผมคงต้องเป็นคนจ่ายให้คุณแล้วล่ะ เท่าไหร่ล่ะ ค่าพรหมจรรย์ของคุณน่ะ คุณมาฟันผมแล้วจะทิ้งกันไปง่ายๆ แบบนี้ ผมไม่โอเคหรอกนะ! " เขาอุตส่าห์เปิดซิงมาด้วยความยากลำบาก ได้กินแล้วติดใจขนาดนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้เธอคลาดสายตาไปไหนแน่ เตรียมตัวรับผิดชอบผู้กองคนนี้ซะดีๆ ยัยเด็กแสบ!
View Moreตอนที่ 1 สายตาคมกริบของผู้กองภัทร์
แฟ้มคดีอาชญากรรมกองโตบนโต๊ะทำงานถูกปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจยาว
“นทีภัทร์ เดชดำรง” หรือที่ใครๆ ในโรงพักต่างก็เรียกกันติดปากว่า 'ผู้กองภัทร์' เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า กลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดไปแล้วยังคงลอยอวลอยู่ในห้องทำงานสี่เหลี่ยมแคบๆ
“ผู้กองครับ คืนนี้ออกเวรแล้วพาพวกผมไปรีแล็กซ์หน่อยนะครับ เครียดมาหลายวันแล้ว” เสียงแหบพร่าของจ่าแย้ม ลูกน้องรุ่นเดอะที่ทำงานคลุกคลีกันมานานดังขึ้นตรงหน้าประตู ชายวัยกลางคนบิดขี้เกียจไปมาจนกระดูกลั่นกรอบแกรบ คดีปล้นร้านทองเมื่อสองวันก่อนเล่นเอาทีมสืบสวนไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันแทบทุกคน พอปิดคดีได้ ร่างกายมันก็เริ่มประท้วงเรียกร้องหาการปลอบประโลมทางอารมณ์
คนเป็นนายได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะในลำคอ เขารู้ดีว่าลูกน้องเหนื่อยกันแค่ไหน
“ไปสิ”คำตอบสั้นๆ ของผู้กองหนุ่มทำเอาคนฟังหูผึ่ง ผู้กองภัทร์ กวาดสายตามองลูกทีมที่นั่งหน้าสลอนรอฟังคำบัญชาอยู่ด้านนอก ก่อนจะเอ่ยข้อแม้ที่ทุกคนรู้ดี
“ออกเวรแล้วไปทานข้าวกันก่อน แล้วค่อยไปเที่ยว แต่มีข้อแม้... ห้ามใส่ชุดครึ่งท่อนเด็ดขาด ห้ามพกปืน ให้แต่งตัวปกติธรรมดา แม้แต่เสื้อกั๊กก็ไม่ได้ ออกเวรแล้วให้ถือซะว่าพวกเราคือประชาชนธรรมดา ใครทำตามที่ผมบอกได้ ก็เจอกันที่ร้านข้าวต้มเจ้ผิงหลังออกเวร”
“รับทราบครับเจ้านาย!”
เสียงตอบรับดังฟังชัดก้องไปทั้งห้องสืบสวน ผู้กองภัทร์ส่ายหน้ายิ้มๆ แม้เขาจะไม่ได้มียศใหญ่โตระดับสั่งการผู้คนได้ทั้งโรงพัก แต่ความตรงไปตรงมา ลุยไหนลุยกัน และคอยปกป้องลูกน้องเสมอ ทำให้ผู้กองหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดปีคนนี้กลายเป็นที่รักและเคารพของคนในทีม ชนิดที่ว่าสั่งให้ไปบุกน้ำลุยไฟที่ไหนก็ไม่มีใครขัด
สามทุ่มเศษๆ หลังจากกินข้าวต้มรอบดึกกันจนอิ่มหนำ ตำรวจนอกเครื่องแบบราวแปดชีวิตก็ย้ายสำมะโนครัวมานั่งแหมะกันอยู่ที่ผับกึ่งเรสเตอรองต์แห่งหนึ่ง คืนวันพฤหัสบดีแบบนี้คนไม่พลุกพล่านเท่าไหร่นัก พวกเขาเลือกโต๊ะที่หลบมุมอยู่ในโซนด้านข้าง แสงไฟสลัวๆ กับเสียงดนตรีสดที่เล่นเพลงจังหวะฟังสบาย ช่วยสลัดความตึงเครียดจากหน้าที่การงานไปไม่น้อย
บนโต๊ะมีเพียงเหล้า เบียร์ และกับแกล้มง่ายๆ สองสามอย่าง พวกเขาไม่ได้กะมากินล้างกินผลาญหรือเมาหัวทิ่ม แค่อยากนั่งคุยกันสัพเพเหระเปลี่ยนบรรยากาศ ลูกน้อง บางคนที่มีลูกมีเมียแล้วก็ต้องทำหน้าที่พ่อบ้านใจกล้า ยกหูโทรศัพท์รายงานตัวกับที่บ้าน
“ผู้กองครับ ช่วยพูดกับเมียผมหน่อย บอกว่าผู้กองเป็นคนพามา ไม่งั้นผมหูชาแน่”
ดาบตำรวจนายหนึ่งยื่นโทรศัพท์มาให้ด้วยสายตาเว้าวอน ภัทร์รับเครื่องมาแนบหู ช่วยยืนยันเป็นพยานบุคคลให้ลูกน้องจนภรรยาปลายสายยอมวางใจ มันเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่เขาต้องคอยเป็นหนังหน้าไฟให้พวกมีครอบครัว
ระหว่างที่นั่งจิบเครื่องดื่มและฟังลูกน้องคุยโวใส่กันเอง สายตาคมกริบที่ถูกฝึกให้ช่างสังเกตมาตลอดชีวิตการเป็นตำรวจของภัทร์ ก็สะดุดเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งที่โต๊ะเยื้องไปทางด้านหน้า เป็นกลุ่มวัยรุ่นชายสี่หญิงสอง ดูจากหน้าตาและท่าทางคึกคะนองแล้ว อายุอานามไม่น่าจะไม่เกินยี่สิบปี แต่สิ่งที่ทำให้เขาสายตาไปไหนไม่ได้ คือหนึ่งในผู้หญิงกลุ่มนั้น
เธอสวมเดรสเกาะอกสีขาวสะอาดตา ตัดกับแสงไฟนีออนในร้าน ผิวพรรณขาวจัดบวกกับใบหน้าจิ้มลิ้ม ผมทรงสมัยและดวงตากลมโต ทำให้เธอดูน่ารักโดดเด่นออกมาจากคนอื่นๆรอบโต๊ะ แต่ปัญหาคือ... ท่าทางของเธอตอนนี้มันดูผิดปกติเกินไป เด็กสาวนั่งโอนเอนไปมา คอพับคออ่อน ศีรษะแทบจะทิ่มลงกับแก้วเครื่องดื่มตรงหน้า มือเล็กๆ นั้นจับแก้วแบบคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องการดื่มด้วยซ้ำ ภัทร์หรี่ตามอง อาการแบบนี้มันไม่ใช่แค่คนคออ่อนแล้วเมาเหล้า แต่มันเหมือนคนไร้สติ ควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้
“ผู้กองสนใจเด็กคนนั้นหรือครับ ผมเห็นมองตั้งแต่เข้ามาแล้ว”
จ่าแย้มที่นั่งอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นทิศทางสายตาของเจ้านายจึงเอ่ยแซวขึ้นมาลอยๆ
ภัทร์ละสายตากลับมาที่โต๊ะตัวเองก่อนที่จะตอบ
“บ้าสิ!... ที่มอง... ดูก็รู้ว่ามันผิดปกติ และอีกอย่าง เด็กพวกนั้นอายุก็ไม่น่าจะถึงสิบแปดด้วยซ้ำ” เขาชี้ให้จ่าแย้มดูเงียบๆ
“ยัยเด็กชุดขาวนั่น ดูท่าทางแล้วน่าจะถูกลวงมามอมยาหรือเปล่า”
จ่าแย้มเพ่งมองตาม
“อืม... เจ้านายเรานี่สายตาเฉียบคมมาก ถ้าผู้กองสงสัย เดี๋ยวผมเดินไปตีเนียนเช็คให้เอาไหมครับ” ยังไม่ทันที่จ่าแย้มจะขยับตัวลุกขึ้น ภาพตรงหน้าก็ทำเอาภัทร์นั่งไม่ติด วัยรุ่นชายสองคนในกลุ่มนั้นลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปขนาบข้างเด็กสาวชุดขาว พวกมันคนหนึ่งจับแขน อีกคนหิ้วปีก ลากร่างที่อ่อนปวกเปียกแทบจะไร้สติของเธอให้ลุกขึ้นเดินออกไปจากโต๊ะ โดยที่เพื่อนผู้หญิงอีกคนในกลุ่มไม่ได้มีท่าทีตกใจหรือคิดจะห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย
ซ้ำยังนั่งจิบเหล้ามองตามหน้าตาเฉยสัญชาตญาณของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทำงานทันที “เฮ้ย...” ภัทร์สบถเบาๆ ในลำคอ เขาวางแก้วเหล้าลงบนโต๊ะเสียงดัง ตึก ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“พวกนายกินกันไปก่อนเลยนะ”
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม สองขายาวก้าวฉับๆ ออกจากโต๊ะ ฝ่าผู้คนที่ยืนถือแก้วโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง สายตาจับจ้องแผ่นหลังของวัยรุ่นสองคนที่กำลังหิ้วร่างเด็กสาวมุ่งหน้าไปยังประตูทางออกด้านหลังร้าน ซึ่งทะลุไปยังลานจอดรถที่ค่อนข้างมืดและเปลี่ยว
ยิ่งเดินตามออกไป อากาศด้านนอกที่ร้อนอบอ้าวก็ปะทะเข้ากับใบหน้า แต่ความร้อนนั้นเทียบไม่ได้กับความเดือดดาลในใจของผู้กองหนุ่ม เมื่อเขาผลักประตูเหล็กด้านหลังร้านออกไป ภาพที่เห็นตรงหน้าลานจอดรถคือ วัยรุ่นชายสองคนนั้นผลักร่างของเด็กสาวไปพิงกับกระโปรงหน้ารถเก๋งคันหนึ่ง สภาพของเธอตอนนี้เดรสเกาะอกสีขาวร่นลงมาจนเกือบจะเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น ดวงตาปรือปรอยแทบจะปิดสนิท ใบหน้าหวานแดงก่ำหายใจหอบลึก
หนึ่งในพวกมันกำลังซุกหน้าลงกับซอกคอขาวผ่องของเธอที่กำลังปัดป่ายไปอย่างสะเปะสะปะ ในขณะที่อีกคนกำลังพยายามลูบคลำไปตามต้นขาของเธอ เด็กสาวพยายามส่ายหน้าขัดขืนด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด เสียงครางฮือในลำคอฟังดูสับสนและหวาดกลัว ฟางเส้นสุดท้ายในหัวของภัทร์ขาดผึงลงทันที
หลังจากขับรถออกจากคอนโดของกอบัว ภัทร์ก็มุ่งหน้าตรงกลับบ้านทันที ชายหนุ่มจัดการเก็บกวาดทำความสะอาดห้องรับแขกชั้นล่างและห้องนอนอย่างขะมักเขม้น ร่องรอยความวุ่นวายและคราบเปรอะเปื้อนถูกจัดการจนสะอาดเอี่ยม แต่ถึงอย่างนั้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของหญิงสาวก็เหมือนจะยังลอยวนเวียนรบกวนจิตใจเขาอยู่ทุกตารางนิ้วเย็นวันนั้นหลังเลิกงาน ภัทร์แวะร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยเพื่อซื้อของใช้กระจุกกระจิก สายตาคมสะดุดเข้ากับมุมเครื่องเขียน เขาหยิบสมุดบันทึกขนาด A5 ปกสีชมพูอ่อนมีลายหัวใจดวงเล็กๆ ติดมือมาด้วยหนึ่งเล่มชายชาติตำรวจอย่างเขาไม่เคยคิดจะเขียนไดอารี่ แต่ความรู้สึกมากมายที่อัดอั้นอยู่ในอกตอนนี้ มันไม่สามารถเอาไปเล่าให้ลูกน้องหรือใครฟังได้เลย เขาจึงเลือกใช้สมุดหน้าปกสีหวานแหววที่ไม่เข้ากับหน้าตาดุดันของตัวเองเล่มนี้ เป็นที่ระบายความรู้สึกคลั่งรักและห่วงใยที่มีต่อเด็กสาวหน้ามึนคนนั้นวันเวลาผ่านไปเกือบสัปดาห์ ภัทร์กับกอบัวยังคงติดต่อกันผ่านทางไลน์ แม้ส่วนใหญ่เขาจะเป็นฝ่ายทักไปถามไถ่อาการและคอยเตือนให้เธอทานยาตรงเวลา ส่วนเธอก็จะตอบกลับมาสั้นๆ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของคนรอชุ่มชื่นขึ้นมาได้อย่างประหลา
กอบัวสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม เธอทำหน้างอง้ำ หยิบส้อมขึ้นมาจิ้มแฮมเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างขัดใจ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรกับเขาอีกเลยจนกระทั่งทานมื้อเช้าเสร็จ ภัทร์รับหน้าที่สารถี ขับรถพาเธอออกจากทาวน์โฮมมุ่งหน้าไปยังคอนโดของเธอตามเส้นทางที่หญิงสาวบอก ทาวน์อินทาวน์กับลาดพร้าวไม่ได้ไกลกันมากนัก ประกอบกับเป็นช่วงเช้ารถยังไม่ติด เพียงไม่นานฟอร์จูนเนอร์สีดำก็เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบที่หน้าล็อบบี้คอนโดหรูแห่งหนึ่ง“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” กอบัวเอ่ยสั้นๆ มือเล็กปลดเข็มขัดนิรภัยและเตรียมจะเปิดประตูลงจากรถ แต่ภัทร์กลับดึงเบรกมือ ดับเครื่องยนต์ แล้วเปิดประตูลงตามมาติดๆ“คุณรอผมด้วยสิ” ชายหนุ่มร้องเรียกพร้อมกับก้าวฉับๆ ตามมาประกบข้าง หญิงสาวหันขวับมามองหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง“แล้วคุณจะตามฉันมาทำไมคะ ส่งถึงที่แล้วก็กลับไปสิ”“ผมจะสบายใจและมั่นใจว่าคุณปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต่อเมื่อส่งคุณเข้าห้องแล้วเท่านั้น” ภัทร์ลอยหน้าลอยตาตอบ ไม่สนใจสายตาเขียวปั๊ดที่ส่งมาให้ เขาดันหลังเธอเบาๆ ให้เดินเข้าไปในลิฟต์ กอบัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับผู้ชายหน้ามึนคนนี้ จึงเอื้อมมือไปกดปุ่มชั้นแปด
“ไม่ค่ะ” เธอส่ายหน้าช้าๆ แววตาเด็ดเดี่ยว“ต่างคนต่างไป... ฉันจะกลับแล้ว” พูดจบเธอก็ทำท่าจะก้าวลงจากเตียง แต่ภัทร์คว้าข้อมือเล็กไว้เสียก่อน“เดี๋ยวสิ แล้วเพื่อนคุณกลุ่มนั้นล่ะ คุณกลับไปแบบนี้จะไม่เป็นอันตรายเหรอ”“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” กอบัวตอบตามตรง ไหล่เล็กลู่ลงอย่างคนหมดหนทาง“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกนั้นพักอยู่ที่ไหน ฉันรู้จักแค่ ‘กุ้ง’ เพื่อนผู้หญิงคนเดียว และเราก็เพิ่งมารู้จักกันตอนเข้ามหาลัยนี่เอง... เพื่อนประเภทนี้ ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีในชีวิตก็ได้ค่ะ”“โอเค แล้วเมื่อคืนคุณไปที่ผับนั้นได้ยังไง” ภัทร์ซักไซ้ต่อราวกับกำลังสอบปากคำผู้ต้องหา“ไปแท็กซี่ค่ะ รถฉันยังไม่ได้ จะได้อาทิตย์หน้า คุณพ่อคุณแม่เพิ่งซื้อให้” ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ข้อมูลทั้งหมด เขาปล่อยมือจากข้อมือเธอแล้วพยักพเยิดหน้าไปทางประตูห้องน้ำ“คุณไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง กว่าจะเดินออกจากหมู่บ้านนี่มันไกลนะ และเสื้อผ้าที่คุณสวมอยู่... มันก็ไม่เหมาะที่จะไปนั่งรถแท็กซี่ตอนเช้าตรู่แบบนี้ด้วย” กอบัวก้มลงมองสภาพตัวเอง เสื้อยืดตัวใหญ่รุ่มร่ามกับท่อนล่างที่เปล่าเปลือย เธอเม้มปากชั่งใจอยู่นิดหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตกลงเพราะเห็นด้
ร่างสูงโปร่งของ ‘ภัทร์’ ทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียงในห้องนอนชั้นสอง เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนมา ความเงียบในบ้านทำให้เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกตัก ชายหนุ่มล้วงมือถือขึ้นมากดโทรออกหาจ่าแย้มที่ป่านนี้คงยังนั่งดื่มอยู่กับพวกในทีม“จ่า... พวกแกกินกันไปก่อนเลยนะ แล้วอย่ากลับดึกกันนักล่ะ”(อ้าว ผู้กอง แล้วนั่นผู้กองอยู่ไหนครับเนี่ย) เสียงปลายสายถามกลับมาแข่งกับเสียงดนตรี“ฉันอยู่โรงพยาบาล รอผู้ปกครองเด็กมารับตัว เด็กมันถูกวางยาอย่างว่านั่นแหละ... เออ แค่นี้นะ”ภัทร์รีบชิงตัดบทแล้วกดวางสายเอาดื้อๆ เขาจำใจต้องโกหกคำโตออกไป ทั้งที่ความจริงแล้ว ‘ผู้ป่วย’ ที่ว่ากำลังนอนหมดสติอยู่ชั้นล่างของบ้านเขาเอง ขืนบอกความจริงไป มีหวังพรุ่งนี้ข่าวผู้กองหิ้วสาวกลับบ้านคงลือสะพัดไปทั้งโรงพักแน่ชายหนุ่มถอนหายใจยาว คว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไปชำระล้างร่างกาย หวังจะให้น้ำเย็นๆ ช่วยดับความรุ่มร้อนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ลึกๆ เมื่อจัดการตัวเองเสร็จและสวมเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย เขาก็เดินกลับลงไปที่ห้องนอนเล็กชั้นล่างกอบัวยังคงหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ภัทร์ค่อยๆ ช้อนอุ