LOGINมื้ออาหารดำเนินต่อไปท่ามกลางความเงียบที่ไม่ได้น่าอึดอัดอีกต่อไป ครอสไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาเพียงแค่นั่งมองเธอกินและคอยคีบอาหารเติมให้ในจานไม่ขาด จนกระทั่งอลิซกินจนอิ่มแปล้และวางตะเกียบลง
"อิ่มแล้วค่ะ กินไม่ไหวแล้วจริงๆ" อลิซยกมือขึ้นลูบท้องตัวเองเบาๆ
ครอสพยักหน้ารับ เรียกพนักงานมาเก็บเงิน เขาจ่ายค่าอาหารทั้งหมดโดยไม่ยอมให้อลิซหารครึ่งตามที่เธอเสนอ เมื่อเดินออกมาหน้าร้าน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้าจนอลิซต้องยกมือขึ้นลูบต้นแขนตัวเองเบาๆ
"หนาวเหรอ" ครอสถามเสียงเรียบ
"นิดหน่อยค่ะ"
ครอสไม่ได้ถอดเสื้อช็อปหรือเสื้อคลุมให้เธอเหมือนพระเอกในนิยาย เขาเพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ โอบแขนแกร่งไปรอบไหล่บางของเธอและดึงตัวเธอให้เข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้างของเขา
"เดินเร็วๆ จะได้ถึงรถไวๆ"
อลิซเบิกตากว้างกับสัมผัสที่จาบจ้วงแต่กลับทำให้รู้สึกปลอดภัย เธอพยายามจะขืนตัวออก แต่แรงบีบเบาๆ ที่หัวไหล่ของเขาก็ทำให้เธอต้องยอมเดินตามจังหวะก้าวของเขาไปโดยปริยาย
เมื่อขึ้นมานั่งบนรถสปอร์ตสีดำสนิทของครอส ความอบอุ่นจากเครื่องปรับอากาศก็ทำให้ความหนาวเย็นบรรเทาลง อลิซนั่งเงียบๆ มองออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกับผู้ชายคนนี้ดี ความสัมพันธ์ของพวกเขาเริ่มต้นจากความหวาดกลัว แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ซับซ้อนจนเธอตั้งรับไม่ทัน
รถสปอร์ตคันหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าหอพักของอลิซ ครอสดับเครื่องยนต์แต่ยังไม่ยอมปลดล็อกประตูรถ
"ขอบคุณที่เลี้ยงข้าวนะคะ แล้วก็... ขอบคุณที่มาส่ง" อลิซหันไปบอกเขา พร้อมกับเอื้อมมือไปจับที่เปิดประตู
"พรุ่งนี้เลิกเรียนกี่โมง" ครอสถามขึ้นโดยที่ยังไม่ได้มองหน้าเธอ
"บ่ายสามค่ะ ทำไมคะ"
"ฉันจะมารับ"
"พี่ครอส หนูเกรงใจ..."
"ฉันไม่ได้ขอความเห็น ฉันแค่บอกให้รู้" ครอสหันมาสบตากับเธอ นัยน์ตาดุดันคู่นั้นมีความเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ "เลิกเรียนแล้วรอฉันอยู่ที่คณะ ห้ามไปไหนเด็ดขาด เข้าใจไหม"
อลิซเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ว่าเถียงไปก็ไม่มีประโยชน์ ผู้ชายคนนี้เผด็จการเกินกว่าจะรับฟังเหตุผลของใคร เธอจึงทำได้แค่พยักหน้ารับเบาๆ
"เข้าใจแล้วค่ะ"
ครอสกดปลดล็อกประตูรถ อลิซเปิดประตูและก้าวลงไปยืนบนทางเท้า เธอมองดูรถสปอร์ตคันนั้นแล่นออกไปจนลับสายตา ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าหอพักไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงกว่าปกติ
ข่าวลือเรื่องที่อลิซ นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีสอง ขึ้นรถสปอร์ตสีดำสนิทของครอส ทายาทธุรกิจกาสิโนผู้ทรงอิทธิพล แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ทุกคนในคณะก็ต่างพากันจับจ้องมาที่อลิซด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความหวาดหวั่น
โคลอี้รีบวิ่งถลาเข้ามาหาเพื่อนสนิททันทีที่อลิซก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในช่วงสายของวันถัดมา ใบหน้าของโคลอี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและคำถามมากมายที่อัดอั้นอยู่เต็มอก
"อลิซ! แกอธิบายมาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าข่าวลือนั่นมันหมายความว่ายังไง" โคลอี้ดึงแขนอลิซให้นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะกระซิบถามเสียงเครียด "เมื่อวานเย็นมีคนเห็นแกเดินออกมาจากสตูดิโอกับพี่ครอส แถมเขายังสะพายกระเป๋าให้แกด้วย แล้วแกก็ขึ้นรถเขาไป แกบ้าไปแล้วเหรอ ฉันเตือนแกแล้วไงว่าให้อยู่ห่างจากผู้ชายคนนั้น!"
อลิซถอนหายใจยาว วางกระเป๋าผ้าลงบนโต๊ะอย่างเหนื่อยล้า เธอรู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องกลายเป็นประเด็นใหญ่ แต่ก็ไม่คิดว่าจะลุกลามเร็วขนาดนี้
"มันไม่มีอะไรหรอกแก ก็แค่... บังเอิญเจอกันที่สตูดิโอ เขาเลยชวนไปกินข้าว แล้วก็เลยมาส่ง" อลิซพยายามตอบให้ดูเป็นเรื่องปกติที่สุด แม้ในใจจะรู้ดีว่าการที่ครอสมานั่งเฝ้าเธอจนกว่าจะยอมไปกินข้าวด้วยนั้น ไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด
"บังเอิญเจอกัน? ชวนไปกินข้าว? นี่แกกำลังพูดถึงมาเฟียหน้าตายคนนั้นอยู่นะเว้ย" โคลอี้เบิกตากว้างกว่าเดิม "คนอย่างพี่ครอสเนี่ยนะจะมาเดินเล่นแถวสตูดิโอคณะเรา แถมยังใจดีชวนผู้หญิงไปกินข้าวอีก แกโกหกฉันอยู่ใช่ไหมอลิซ"
"ฉันไม่ได้โกหก ก็แค่กินข้าวกันจริงๆ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น" อลิซหลบสายตาเพื่อน หยิบสมุดจดขึ้นมาเปิดหน้าว่างเพื่อตัดบท "อาจารย์มาแล้ว แกเลิกถามเถอะ"
โคลอี้จำใจต้องหยุดซักไซ้เมื่ออาจารย์เดินเข้ามาในห้องเรียน แต่สายตาจับผิดยังคงจดจ้องมาที่อลิซเป็นระยะตลอดคาบเรียน อลิซพยายามจดจ่อกับการบรรยายหน้าชั้น แต่ในหัวกลับมีแต่ภาพใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นจางๆ และสัมผัสที่แผ่วเบาตอนที่เขาเช็ดคราบซอสที่มุมปากให้เธอ
ผู้ชายคนนั้นอันตราย เธอรู้ดี แต่ความอบอุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแข็งกร้าวนั้นกลับดึงดูดเธออย่างน่าประหลาด
"อลิซ... อลิซ ลืมตามองพี่สิ" เสียงทุ้มสั่นพร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเรียกชื่อเธอซ้ำๆ แต่คนในอ้อมแขนทำเพียงแค่ครางอืออาในลำคอ ใบหน้าจิ้มลิ้มแดงจัดเพราะพิษไข้"พี่ครอส พาอลิซไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ สภาพแกไม่ไหวแล้วจริงๆ" โคลอี้วิ่งตามออกมาด้วยความเป็นห่วง"ฉันจัดการเอง เธอไม่ต้องตามมา" ครอสตอบเสียงห้วน ตัดบททุกความช่วยเหลือ เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นและวิ่งกลับไปที่รถ จัดการวางร่างของอลิซลงบนเบาะข้างคนขับ ปรับพนักพิงให้เอนลงเพื่อความสบาย ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดให้เธออย่างเบามือที่สุด"ไม่เอา... ไม่ไปโรงพยาบาล... หนูเกลียดกลิ่นยา..."เสียงละเมอแหบแห้งหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก อลิซส่ายหน้าไปมา มือเล็กปัดป่ายเปะปะกลางอากาศด้วยความทรมานครอสชะงักมือที่กำลังจะสตาร์ทรถ เขาหันไปมองคนที่กำลังนอนกระสับกระส่าย รู้ดีว่าความทรงจำวัยเด็กที่เลวร้ายของเธอผูกติดอยู่กับโรงพยาบาลตอนที่แม่ของเธอป่วยหนัก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน"โอเค ไม่ไปโรงพยาบาล พี่จะพาหนูกลับบ้านของเรานะ"รถสปอร์ตพุ่งทะยานมุ่งหน้ากลับไปยังเพนต์เฮาส์ส่วนตัว ครอสใช้มือข้างซ้ายบังคับพวงมาลัย ส่วนมือขวาเอื้
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องวาดภาพ อลิซนั่งอยู่หน้าผืนผ้าใบมาตั้งแต่เช้าตรู่โดยไม่ได้ลุกไปไหน มือเล็กที่เปื้อนคราบสีอะคริลิกขยับพู่กันตวัดลงบนผืนผ้าใบอย่างต่อเนื่อง เธอรับงานวาดภาพเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยเงินเก็บที่ร่อยหรอ แม้ปัญหาเรื่องหนี้สินของพ่อจะถูกปัดเป่าไปแล้วด้วยฝีมือของผู้ชายคนนั้น แต่เธอก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตของตัวเองอยู่ดีดวงตากลมโตเริ่มพร่ามัว หยาดเหงื่อซึมชื้นตามกรอบหน้าทั้งที่เครื่องปรับอากาศในห้องทำงานอย่างเต็มที่ อาการปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาตั้งแต่ขมับลามไปถึงท้ายทอย หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกระพริบตาเพื่อไล่ความเวียนศีรษะ แต่ภาพตรงหน้ากลับยิ่งหมุนเคว้งเธอวางพู่กันลงบนจานสี มือสั่นเทาเอื้อมไปจับขอบโต๊ะเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น ร่างกายหนักอึ้งเหมือนมีหินถ่วงอยู่ที่ขาทั้งสองข้าง อลิซตัดสินใจเดินออกจากห้องทำงานเพื่อไปล้างหน้าในห้องน้ำ หวังว่าน้ำเย็นๆ จะช่วยเรียกความสดชื่นกลับมาได้บ้างสองเท้าก้าวเดินไปตามทางเดินของคณะอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก เมื่อผลักประตูห้องน้ำหญิงเข้าไปได้ อลิซก็พาร่างที่สั่นเทาของตัวเองไปหยุดอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เ
"คุณ... คุณเป็นใคร จับผมมาทำไม" พ่อของอลิซถามเสียงสั่นเทา พยายามถอยกรูดหนีแต่ถูกลูกน้องของครอสเตะสกัดไว้ครอสไม่ได้ตอบคำถาม เขาพยักพเยิดหน้าให้ลูกน้อง ลูกน้องคนสนิทเดินนำแฟ้มเอกสารไปโยนลงตรงหน้าชายวัยกลางคน"ดูซะ ว่ามึงสร้างหนี้อะไรไว้ที่กาสิโนของกู" น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวพ่อของอลิซรีบตะครุบแฟ้มนั้นขึ้นมาเปิดดู ใบหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิมเมื่อเห็นตัวเลขหนี้สินหลักล้านและลายเซ็นค้ำประกันที่เป็นชื่อลูกสาวตัวเอง"ผม... ผมไม่รู้เรื่องนะครับ! ผมไม่ได้เป็นคนเซ็นค้ำ เมียผม... เมียผมเป็นคนทำ!" ชายวัยกลางคนรีบแก้ตัวเสียงหลง โยนความผิดให้ภรรยาใหม่ทันที"กูรู้" ครอสตอบหน้าตาย "และกูก็รู้ด้วยว่ามึงเป็นคนอนุญาตให้เมียมึงเอาชื่อลูกสาวมึงมาใช้ เพราะมึงไม่มีปัญญาหาเงินมาใช้หนี้กู""ผมขอโทษครับเสี่ย! ผมขอเวลาหน่อย ผมจะหาเงินมาคืนให้ทุกบาททุกสตางค์เลยครับ ไว้ชีวิตผมเถอะ!" พ่อของอลิซก้มลงกราบแทบเท้าครอสอย่างหมดสภาพครอสมองภาพนั้นด้วยความรังเกียจ เขาใช้ปลายรองเท้าผ้าใบเตะเข้าที่ไหล่ของชายวัยกลางคนอย่างแรงจนล้มหงายหลัง"เงินของมึง กูไม่อยากได้" ครอสผุดลุกขึ้นยืน ก้มหน้าลงมองคนที่นอนตัวสั่นอยู่บนพื้น "แต่ก
"อลิซ! แกใส่ชุดนักศึกษาใหม่มาเรียน! แถมกลิ่นน้ำหอมแกก็เปลี่ยนไป!" โคลอี้ชี้หน้าเพื่อนด้วยความตื่นตระหนก "เมื่อคืนแกไม่ได้กลับหอ แกไปนอนที่ไหนมาฮะ อย่าบอกนะว่า...""ฉันไปนอนคอนโดพี่ครอสมา" อลิซตอบตามตรง เธอรู้ว่าปิดบังเพื่อนไปก็ไม่มีประโยชน์"แกบ้าไปแล้วเหรออลิซ!" โคลอี้แทบจะกรีดร้อง "แกไปนอนคอนโดผู้ชาย! แถมเป็นมาเฟียหน้าตายนั่นอีก แกโดนเขาทำอะไรหรือเปล่า แกเจ็บตรงไหนไหม""เบาๆ สิโคลอี้ คนมองหมดแล้ว" อลิซรีบดึงแขนเพื่อนให้เดินเลี่ยงไปที่มุมเงียบๆ "ไม่ได้มีอะไรแบบนั้นสักหน่อย ฉันแค่ไปทำรายงานแล้วเผลอหลับไป เขาก็เลยให้นอนพักที่ห้องแขก""แล้วชุดใหม่นี่ล่ะ""เขาให้คนไปซื้อมาให้เมื่อเช้า" อลิซตอบเสียงอ้อมแอ้มโคลอี้หรี่ตามองเพื่อนอย่างจับผิด "แกแน่ใจนะว่าแค่ทำรายงาน ผู้ชายคนนั้นน่ะอันตรายระดับที่ไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยนะเว้ย แกกำลังเล่นกับไฟอยู่รู้ตัวไหม""ฉันรู้ แต่เขาไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คนอื่นคิดหรอกแก" อลิซยิ้มบางๆ ให้เพื่อน "ฉันดูแลตัวเองได้ แกไม่ต้องห่วงนะ"โคลอี้ถอนหายใจยาว ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นของเพื่อน "เออๆ ห้ามให้ไม่ได้ก็ต้องปล่อยแหละ แต่ถ้าไอ้หมอนั่นมันทำแกเสียใจเมื่อไหร่ ฉันจะเ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาตกกระทบเปลือกตาบาง อลิซขยับตัวพลิกหนีแสงแดดอย่างเกียจคร้าน ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความนุ่มสบายของฟูกนอนและกลิ่นหอมสะอาดที่ไม่ใช่กลิ่นหอพักของตัวเอง หญิงสาวลืมตาขึ้นช้าๆ กวาดสายตามองเพดานห้องที่แปลกตา ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเธอผล็อยหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้หลังจากที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนตักของผู้ชายคนนั้นอลิซรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สำรวจเสื้อผ้าบนร่างกายตัวเอง ทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกปนความรู้สึกแปลกประหลาด เขาแค่กอดเธอไว้แล้วหลับไปจริงๆ หรือนี่เสียงเครื่องครัวกระทบกันดังแว่วมาจากด้านนอกเรียกความสนใจของเธอ อลิซตวัดขาลงจากเตียง เดินออกจากห้องนอนด้วยความระมัดระวัง กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดและเบคอนทอดลอยเตะจมูกภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้อลิซต้องหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ครอสในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอกกับกางเกงสแล็กสีดำสนิทกำลังยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าเตาแก๊ส มือข้างหนึ่งถือตะหลิวพลิกเบคอนในกระทะ ส่วนมืออีกข้างกำลังคนกาแฟในแก้วมัค ท่วงท่าทะมัดทะแมงนั้นดูขัดกับหน้าตาโหดๆ และรังสีความน่าเกรงขามที่เขามักจะแผ่ออกมา
เขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธ ชายหนุ่มเดินตรงไปยังห้องนอนส่วนตัว ก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับเสื้อยืดสีดำตัวใหญ่และกางเกงขาสั้นเนื้อนิ่ม ยัดมันใส่มือเธอ"ห้องน้ำอยู่ตรงนั้น อาบน้ำซะ แล้วก็ล็อกประตูให้ดี" ครอสสั่งเสียงเข้ม "ถ้าเธอเดินเพ่นพ่านออกมาตอนดึก ฉันจะไม่รับประกันความปลอดภัยของเธออีกต่อไป"พูดจบเขาก็เดินหายเข้าไปในโซนห้องครัว ทิ้งให้อลิซยืนมองเสื้อผ้าในมือด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอรู้ว่าเขาพูดจริง และเธอก็รู้ตัวดีว่าการอยู่ในห้องนี้สองต่อสองกับผู้ชายที่เพิ่งจะทำให้เธอเกือบหยุดหายใจเมื่อครู่ เป็นเรื่องที่อันตรายแค่ไหนแต่ถึงอย่างนั้น เธอก็เลือกที่จะเดินเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองโดยไม่คิดจะหาข้ออ้างหนีกลับหอพักอีกสายน้ำเย็นฉ่ำช่วยเรียกสติของอลิซให้กลับคืนมาได้บ้าง เธอใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ เมื่อเช็ดตัวจนแห้งและสวมเสื้อยืดสีดำของครอส เธอพบว่ามันใหญ่เกินไปมาก ชายเสื้อยาวคลุมลงมาจนถึงช่วงต้นขาด้านล่าง บังทับกางเกงขาสั้นที่เขาส่งมาให้จนมิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ติดอยู่บนเนื้อผ้า ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเขาโอบกอดไว้ตลอดเวลาอลิซเดินออกจากห้องน้ำด้วยความระมัดระวัง ไฟในห้องนั่งเล่นถู







