INICIAR SESIÓNเธอพยายามรักษาคำว่าเพื่อนเอาไว้ แต่เขาพยายามทำลายมัน "ถ้ามึงจะไม่เป็นแค่เพื่อน มึงแน่ใจนะว่าจะทนมีแค่กูคนเดียวได้" “แล้วสามปีที่ผ่านมา กูทนไม่ได้ตรงไหน”
Ver másบทที่ 1 จุดเริ่มต้นของ ‘เพื่อน’
มหาลัยชื่อดังย่านกรุงเทพฯ
“อาจารย์เช็กชื่อแล้วแน่ ๆ วันแรกก็มาสายเลยนะได๋!” คนตัวเล็กบ่นพึมพำในขณะที่ขารีบจ้ำก้าวเดินไปยังคณะที่ตนมีเรียน พร้อมกันนั้นก็ค้นหาของในกระเป๋าเพื่อเอามาดูว่ามีเรียนห้องไหน ความไม่ทันระวังทำให้เธอเดินชนใครคนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ น้ำที่อยู่ในมือของเขาหกเลอะเสื้อนักศึกษาสีขาวให้เห็นเป็นวงกว้าง
“ขะ…ขอโทษค่ะ” ดวงหน้าสวยรีบเงยมองเจ้าของร่างใหญ่ที่ยืนต่อหน้า พลางยกมือขึ้นไหว้เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่ แต่เมื่อเห็นหน้าเขาแล้วก็ต้องลดมือลง แต่สีหน้ายังคงรู้สึกผิดอยู่เหมือนเคย
“เราขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ”
“ขอโทษแล้วมันหายเปื้อน?” คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ว่ากำลังคิดสิ่งใด มันเต็มไปด้วยความเรียบเฉยจนเดาไม่ออก
“เดี๋ยวเราซักให้ก็ได้” เธอพูดพลางก้มลงมองรอยเปื้อนบนเสื้อเขาอีกครั้ง “แต่อาจจะไม่สะอาดมาก เอาไว้เลิกเรียนแล้วเราจะซักให้อีกครั้ง”
“นำไปสิ”
“ไปไหน”
“ไหนว่าจะซักให้?” ไม่พูดเปล่า สีหน้าของเขาก็เข้มขึ้นอีกเล็กน้อย “เธอกำลังทำให้ฉันเข้าเรียนสาย”
“ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ” คำว่าเข้าเรียนสายส่งผลให้เธอห่อเหี่ยวไปอีกเท่าตัว แต่อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบกับความผิดที่ตนทำก่อนอยู่ดี “ตามมาสิ เดี๋ยวเราพาไปซักที่ห้องน้ำ”
พูดจบคนตัวเล็กก็เดินนำไปยังห้องน้ำที่ว่า ส่วนเขาก็เดินตามโดยที่ปากยังปิดสนิทเหมือนเดิม มีเพียงตาคมที่มองแผ่นหลังบางเงียบ ๆ กระทั่งเดินมาถึงห้องน้ำที่อยู่ข้างตึกของคณะ
“ถอดเสื้อออกสิ” ดวงตากลมโตมองเสื้อสลับกับหน้าเจ้าของมัน ท่าทางดูร้อนรนไม่น้อย ต่างจากคนเสื้อเปื้อนที่ยังยืนใจเย็นราวกับน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือก็ไม่ปาน
“ซักแบบนี้แหละ”
“แต่เราไม่ถนัด”
“ถ้าฉันถอดออกแล้วยืนตัวเปลือย คนอื่นอาจคิดว่าเราเพิ่งทำอะไรกันเสร็จ” เขาพูดหน้าตาย ตายังคงจ้องมองหญิงสาวนิ่ง “แต่ถ้าเธอไม่คิดมาก เดี๋ยวฉันถอดให้ก็ได้”
“ไม่เป็นไร! เดี๋ยวเราซักแบบนี้ก็ได้!” เสียงหวานรีบบอกเสียงดังฟังชัด พลางคิดว่าไม่คิดมากกับผีน่ะสิ! เพิ่งเข้าเรียนปีแรก เธอไม่ได้อยากเป็นที่รู้จักในด้านเสื่อมเสียสักหน่อย!
อีกอย่างเธอไม่อยากสร้างปัญหา ไม่อย่างนั้นมันจะวุ่นวายไปถึงครอบครัวเป็นแน่
หญิงสาวยืนใช้น้ำซับซักเสื้อให้คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเงียบ ๆ หากเป็นเวลาอื่นเธอคงใจเต้นแรงที่ได้ยืนใกล้ผู้ชายคนนี้ ใครบ้างจะไม่รู้จักลูกชายคนเล็กของตระกูลอินทราราราม ตระกูลที่ทำอาชีพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นเจ้าของโครงการคอนโดหรู ที่ตั้งอยู่หลายสิบแห่งทั่วประเทศ มิหนำซ้ำตระกูลของเขายังติดอันดับต้น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในประเทศอีกต่างหาก
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอให้ความสนใจนักหรอก ที่สนใจคือเขาเป็นผู้ชายที่หล่อมากเลยต่างหาก! หล่อสะอาดเหมือนอาบน้ำวันละสิบรอบ!
‘หล่อแต่น่ากลัวนะได๋ หน้าเขาโหดมากเลยนะ’ เสียงหนึ่งตอบสนองความคิดของเธอ ก่อนที่ดวงหน้าสวยจะสะบัดเบา ๆ เมื่อเริ่มคิดฟุ้งซ่าน
“เสร็จแล้ว” เธอเงยหน้าขึ้นมองชายที่ยืนอยู่ต่อหน้า แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับตาคม เขากำลังก้มมองเธออยู่เช่นกัน และเหมือนจะมองนานแล้วด้วยซ้ำ
“อือ” เจ้าของเสื้อตอบรับเพียงสั้น ๆ สีหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม ต่างจากอีกคนที่ขยับยุกยิกไปมา
“งั้นเราไปก่อนนะ แล้วก็ขอโทษด้วยนะที่ทำให้นายเข้าเรียนสาย” ดวงตากลมโตจ้องมองเขาตาปริบ ๆ “นาย…จะไม่เอาเรื่องเราใช่ไหม”
“กำลังคิดอยู่” เห็นท่าทีร้อนรนระคนอยู่ไม่นิ่งเหมือนกระต่ายตื่นตูม จากที่เขาไม่คิดอะไรก็เริ่มคิดขึ้นมา แน่นอนว่ามันทำให้คนฟังยิ่งตื่นตูมมากกว่าเดิม ดวงตาเบิกกว้างแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าอยู่รอมร่อ
“อย่าเอาเรื่องเราเลยนะ เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
“…”
“ถ้านายเอาเรื่องเรา ชีวิตเราจบเห่แน่ภีม!”
“ชีวิตเธอจบเห่ ไม่ใช่ชีวิตฉันซักหน่อย” ว่าแล้วภีม ภัทรา อินทารารามก็เอามือสอดเข้าไปในกางเกง สีหน้าและท่าทางผ่อนคลายกว่าที่ผ่านมาเป็นไหน ๆ เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายรู้จักชื่อได้ไง เพราะกำลังสนใจต่อท่าทีลุกลี้ลุกลนของเธอ
“เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ นายอย่าเอาเรื่องเราเลย” มือบางยกขึ้นพนมพลางถูกันไปมา “ถ้านายจะฟ้องเราด้วยเรื่องแค่นี้ นายจะกลายเป็นคนใจร้ายมากเลยนะ”
“เธอทำเสื้อฉันเปื้อน และทำให้ฉันเข้าเรียนสาย” ตาคมจ้องไปยังคนตัวเล็กนิ่ง “เธอใช้คำว่าแค่นี้?”
“เรา…”
“เอาเป็นว่าฉันขอคิดก่อนว่าจะเอาเรื่องเธอดีไหม” ว่าแล้วภีมก็โน้มตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเธอ “ถ้าคิดออกแล้วจะบอกอีกที”
พูดจบคนร่างสูงก็เดินเข้าคณะไป ทิ้งให้คนที่ถูกขู่ยืนทำหน้ากังวลอยู่ที่เดิม แต่ตาไม่วายมองค้อนด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่ขาจะรีบก้าวเดินไปยังห้องสาขาวิชาที่เธอมีเรียน
ส่วนทางด้านฝั่งของภีม เขาทิ้งตัวนั่งลงข้างเพื่อนที่โต๊ะหน้าคณะ สีหน้ายังนิ่งเฉยเหมือนเดิม มีเพียงตาที่รอดูสถานการณ์ต่อจากนี้
“ไหนน้ำมึงไอ้ภีม” พร้อมกันนั้นเสียงของคิน เพื่อนสนิทคนที่หนึ่งก็ถามให้ได้ยิน “แล้วนั่นเสื้อมึงไปโดนอะไรมา”
“ไอ้ห่าไม่ใช่เงี่ยนแล้วไปแอบชักมานะมึง” เสียงนี้คือเสียงของปาย เพื่อนสนิทคนที่สอง
“กูว่าไม่น่าใช่ เหมือนอะไรหกใส่เสื้อมันสักอย่าง” ตบท้ายด้วยเสียงของเดย์ เพื่อนสนิทคนที่สามของกลุ่ม
“พวกมึงน่าจะลงเรียนวิชาเสือก” คนถูกซักถามพูดบ้าง “ขี้เสือกกันทั้งกลุ่ม”
คำพูดดังกล่าวทำให้สามหนุ่มไหวไหล่แผ่วเบา ไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำพูดของภีมเลยสักนิด เหมือนเป็นคำพูดทั่วไปเสียด้วยซ้ำ อย่างว่าแหละพวกเขาทั้งหน้ามึนและหน้าหนา นิสัยก็ห่ามอย่างกับอะไร ตามประสาวัยกำลังคึกคะนอง คำด่าแค่นี้ไม่ทะลุเข้าไปในกะโหลกหนา ๆ ของพวกเขาหรอก
“เธอ” และเพียงไม่นานเสียงของภีมก็ดังให้ได้ยินอีกครั้ง เขามองไปยังจุดหนึ่งจนเพื่อนต้องมองตาม ยังดีที่เสียงของเขาหยุดยั้งการก้าวเดินของอีกฝ่ายได้
“มีอะไร” คนที่เพิ่งลงมาจากห้องสาขาที่ตนมีเรียนถามเสียงแข็ง สีหน้าสื่อถึงความเหนื่อยและโมโหชัดเจน และที่โมโหก็เพราะเขาไม่ยอมบอกว่าวันนี้อาจารย์ยกเลิกคลาส ปล่อยให้เธอรีบเดินเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว!
เขามันกวนประสาทหน้าตาย!
“เด็กมึง?”
“ตรงสเปกมัน กูว่าใช่” คินตอบปายที่ถามเมื่อครู่
“เธอเดินชนทำน้ำหกใส่เสื้อกู” ภีมตอบคำถามด้วยท่าทีที่อารมณ์ดี ตาจ้องมองคนตัวเล็กที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่ไม่ไกล “กูกำลังคิดว่าจะเอาเรื่องดีหรือเปล่า”
“แค่น้ำหกใส่เสื้อ มึงคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เดย์ถามขึ้นบ้าง เพราะปกติภีมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเหมือนที่กำลังแสดงออก
“ไม่หรอก กูได้คำขอโทษมาละ” ว่าแล้วปากหยักก็ระบายยิ้มแผ่วเบา “อีกอย่างเธอคงเดินจนเหนื่อยแล้ว เห็นแล้วกูสงสารว่ะ”
“เหอะ! ไอ้คนกวนประสาท!” ความโมโหที่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกว่าอาจารย์ยกเลิกคลาส ทำให้ได๋ถลึงตาใส่ภีมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน จากตอนแรกที่กลัวเขาจะเอาเรื่อง ตอนนี้กลับรู้สึกอยากเอาเรื่องเขาแทน
“รวยไปก็แค่นั้นแหละ! ถ้านิสัยยังเสียแบบนี้!” พูดจบคนตัวเล็กก็เดินหนีไป ทิ้งคำพูดเจ็บแสบไว้ให้สี่หนุ่มได้ยิน พร้อมกับเสียงร้อง ‘อู้ว’ ของคิน เดย์ ปายที่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“กูชอบว่ะ อยากได้เป็นเพื่อน” ส่วนนี่คือเสียงของคนถูกด่า สีหน้าดูชอบใจไม่น้อย
“อยากได้เขาเป็นเพื่อนเพราะตรงสเปก?”
“เปล่า กูจะเอาไว้แกล้ง”
คอนโดห้องภีม“อยู่นิ่ง ๆ กูจะเช็ดหน้าให้” มือหนาพยายามจับร่างคนเมาไว้ไม่ให้เธอดิ้น ยังดีที่เสียงของเขาสามารถทำให้เธอหยุดนิ่งได้ เขาจึงสามารถเช็ดเครื่องสำอางออกจากใบหน้าสวยได้ ก่อนจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามอีกที“อื้อ! มันเย็น!” ได๋ปัดผ้าเปียกที่กำลังลูบหน้าหนีพัลวัน “ภีมมันเย็น!”“มันก็เย็นทุกรอบ มึงจะโวยวายทำไม”“ทำไมต้องดุกูด้วย” จากตอนแรกที่โวยวายเสียงแข็ง กลับกลายเป็นเถียงเสียงอ่อนคล้ายกำลังงอแง ส่วนใบหน้าก็เริ่มสื่อถึงความน้อยอกน้อยใจ “มึงดุกูตลอด มึงไม่เคยรักกูเลย”“ไม่เคยรัก?” ภีมหัวเราะในลำคอแผ่วเบา พลางก้มหน้าลงไปมองสบตาคนเมา “กูไม่เคยรักมึงเหรอได๋”“ใช่! มึงไม่เคยรักกู” ริมฝีปากเล็กขยับพูด ดวงตาหวานฉ่ำเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้าให้เห็น “ไม่เหมือนกูที่รักมึงตลอด รักตั้งแต่ปีหนึ่ง”คำสารภาพรักครั้งแรกที่ได้ยินจากปากคนเมา ส่งผลให้ตาคมดำมืดกว่าเดิม เขารู้ว่าเธอรักเขา แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินคำสารภาพตรง ๆ แบบนี้ แม้จะเป็นการสารภาพที่สติไม่เต็มร้อยก็ตาม แล้วยังไงล่ะ คนเมาไม่โกหกหรอกว่าไหม“กูรักมึง” มือหนาประคองใบหน้าแดงระเรื่อไว้แผ่วเบา “รักมึงตั้งแต่ปีหนึ่งเหมือนกัน”“ไม่จริง” แต่คนเมาก็ยังเป็นค
บทที่ 8 นับวันยิ่งทำตัวเหมือนผัวอย่างที่รู้ว่าบาร์ลับมันเป็นเหมือนร้านเหล้าคนรวย ส่วนมากจะมีแต่พวกนักธุรกิจอยากมานั่งผ่อนคลายซะมากกว่า เพราะแบบนี้ไอ้เพื่อนตัวดีถึงได้ให้ฉันเลิกงาน ทั้ง ๆ ที่นั่งได้แค่สองชั่วโมง แล้วพามาต่อที่ร้านเหล้าอีกย่านของสนามแข่ง ซึ่งเฮียกาลก็ไม่ได้ว่าอะไร แล้วแต่ความพึงพอใจของลูกค้าที่จะใช้บริการกี่ชั่วโมง ส่วนพนักงานสามารถกลับบ้านได้หลังจากที่ลูกค้ากลับ ไม่จำเป็นต้องรับลูกค้าต่อแต่อย่างใด“แบบนี้ค่อยใช่ที่ของกูหน่อย” ไอ้คินว่าพลางนั่งมองสาวไปรอบร้าน “อยู่นั่นมองแต่ไอ้ได๋ กูเหี่ยวเฉาหมด”“แล้วใครบอกให้มึงมองไม่ทราบ” อดที่จะเอื้อมมือไปหยิกแขนที่เต็มไปด้วยรอยสักของมันไม่ได้ แน่นอนว่าคนถูกหยิกก็ร้องโอดโอย สีหน้าสื่อถึงความเจ็บให้เห็นเต็มประดา“มือคนหรือควายวะ มือหนักฉิบหาย”“ใครบอกให้มึงมาว่ากูเอง”“รู้งี้กูไม่ให้ทิปหลักแสนหรอก บริการก็แข็งอย่างกับท่อนไม้”“ไอ้…!” ถลึงตาใส่ไอ้คินพร้อมที่จะกระโจนใส่มัน แต่ก็ถูกภีมคว้าร่างไว้ซะก่อน เลยกลายเป็นว่าร่างเล็ก ๆ ของฉันกำลังเกยก่ายอยู่บนตักของเขา“กูล่ะยอมที่ไอ้ภีมเฝ้ามึงได้” แต่มีหรือว่าไอ้คินจะเงียบปาก แถมยังทำหน้าชอบใจ
วันต่อมา-ได๋-ฉันนอนมองยอดเงินในบัญชีด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เดิมทีฉันมีเงินเก็บอยู่สามล้านกว่าบาท รวมกับที่ทำงานวันแรกอีกห้าแสน และรวมกับที่ทำเมื่อวานอีกห้าแสน นั่นหมายความว่าฉันมีเงินอยู่สี่ล้าน ถ้าให้ขายทรัพย์สินที่มีก็คงจะได้อีกสักห้าแสน เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบซื้อของแบรนด์เนมหรือของหรูหรา ของที่มีได้มาจากเพื่อนชายของตัวเองทั้งนั้น แต่เอาจริง ๆ ฉันก็คงไม่กล้าขายมันหรอก กลัวเพื่อนจะน้อยใจเอาถ้าฉันมีเวลาหาเงินสักหนึ่งเดือนก็คงดี ฉันมั่นใจมากว่าตัวเองหาเงินสิบล้านมาได้แน่นอน แต่นี่ดันผิดแผนไปหมด เหมือนโชคชะตากำลังกลั่นแกล้งกันชัด ๆติ๊ด!“ไอ้ได๋โว้ย!” พร้อมกันนั้นเสียงโวยวายของไอ้คินก็ดังให้ได้ยิน ก่อนจะมีเสียงเพื่อนคนอื่น ๆ ตามมา ฉันละเลิกสิ่งที่คิดแล้วลุกไปแต่งตัวดี ๆ ไม่ได้แปลกใจกับการมาของพวกมัน เพราะเราคุยกันในกลุ่มแชทก่อนหน้าแล้ว และห้องของฉันก็กลายเป็นสถานที่สังสรรค์อีกเช่นเคย“กินเสร็จช่วยกันเก็บล้างด้วยนะมึง” เสียงนี้คือเสียงของฉัน ที่ออกไปโวยวายกับพวกมัน “ทิ้งไว้ให้กูล้างอยู่เรื่อย”“บ่นมาก ๆ ระวังแก่ไวนะมึง” ไอ้เดย์ยิ้มน้อย ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาราวกับบ้านตัวเอง ปล่อยให้ไอ้คิน
บทที่ 7 หน้าเหมือนผัวในอนาคต“แล้วเขายังบอกอีกว่า เขามีทางออกให้ ถ้ากูไม่มีเงินไปคืนจริง ๆ” ได๋พูดต่อหลังจากที่เงียบไปนาน “เขาบอกขอนอนกับกูแค่ครั้งเดียว แล้วหนี้สิบล้านก็หายกัน”คำเอ่ยเล่าของได๋ทำให้ภีมกัดฟันกรอด สีหน้าดุดันมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ที่จริงเขาพอจะเดาออกว่าเสี่ยเจษโผล่หัวมาทำไม ฝ่ายนั้นคงไม่ได้มาแค่ย้ำเตือนหนี้สิบล้านเป็นแน่ และมันก็ไม่ผิดกับที่เขาคิดไว้เลยสักนิด“เรื่องนี้มันจะจบง่ายมาก ถ้ามึงยอมรับการช่วยเหลือของกู” ตาคมมองไปยังคนตัวเล็กที่กำลังนั่งคิดไม่ตก “และมึงจะไม่ต้องมาอยู่ในที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้แต่แรก”ภีมชั่งใจไว้แล้วว่าป้าของได๋จะกลับมาวุ่นวายในชีวิตของเธออีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะกลับมาพร้อมปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินสิบล้าน หรือขู่ว่าจะเอาความลับของได๋กับช่อฟ้าไปแฉ ในอดีตเขาเพียงทำการขู่ราณีด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เพราะไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมายุ่งกับได๋อีก ภีมมั่นใจมากว่าช่วงเวลานั้นราณีกลัวเขาจริง ๆ และเชื่อว่าเขาทำตามคำขู่แน่นอน อย่างที่รู้ว่าครอบครัวของเขามีทั้งอำนาจและเงิน สามารถปิดปากราณีกับทรงพลได้สบาย ๆ แต่แล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิดภีมสงสัยมาตลอดว่

![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)









