Masukช่วงบ่าย อลิซเดินออกมาจากห้องเรียนพร้อมกับโคลอี้ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคารเรียน โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเธอก็สั่นเตือน อลิซหยิบมันขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อ 'พ่อ' ที่โทรเข้ามา หญิงสาวขมวดคิ้ว ความรู้สึกหนักอึ้งก่อตัวขึ้นในอก เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย
"ฮัลโหลค่ะพ่อ" อลิซกรอกเสียงลงไป พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ
"นังลูกเนรคุณ! แกไปทำอะไรมาฮะ!" เสียงตวาดลั่นของพ่อดังทะลุออกมาจากลำโพงจนอลิซต้องดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูเล็กน้อย โคลอี้ที่เดินอยู่ข้างๆ หันมามองด้วยความตกใจ
"พ่อพูดเรื่องอะไรคะ หนูไปทำอะไร" อลิซถามกลับด้วยความสับสน
"ก็เมื่อเช้ามีคนของพวกปล่อยเงินกู้มาตามทวงหนี้ฉันถึงบ้าน พวกมันบอกว่าถ้าฉันไม่จ่ายหนี้ก้อนนี้ แกจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ แกไปกู้เงินพวกมันมาใช่ไหม!"
"หนูเปล่านะคะ! หนูจะไปกู้เงินพวกนั้นมาทำไม พ่อนั่นแหละที่ไปติดหนี้พวกมันแล้วมาโยนความผิดให้หนูหรือเปล่า" อลิซเถียงกลับทันที ความโกรธและความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ
"อย่ามาเถียงฉันนะ! ฉันไม่ได้ไปกู้เงินใครมาทั้งนั้น พวกมันบอกว่าแกไปรับปากอะไรกับหัวหน้าพวกมันไว้ ถึงได้ส่งคนมาขู่ฉันแบบนี้ ถ้าแกไม่จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย!"
"พ่อ!"
ยังไม่ทันที่อลิซจะได้อธิบายอะไร สายก็ถูกตัดไปเสียก่อน หญิงสาวยืนกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอขึ้นมาที่หางตา เธอไม่รู้เรื่องหนี้ก้อนนี้เลยสักนิด และไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องบ้าๆ พวกนี้ถึงต้องมาตกอยู่ที่เธอตลอดเวลา
"อลิซ แกเป็นอะไรหรือเปล่า พ่อแกโทรมาว่าอะไร" โคลอี้ถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเพื่อนหน้าซีดและตัวสั่นเล็กน้อย
"ไม่มีอะไรหรอกแก พ่อก็แค่... โทรมาบ่นเรื่องเงินเหมือนเดิมนั่นแหละ" อลิซสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปาดน้ำตาทิ้งอย่างลวกๆ เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องมาพลอยเครียดไปด้วย "แกกลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันขอไปนั่งพักแป๊บหนึ่ง"
"ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนไหม แกดูไม่โอเคเลยนะ"
"ไม่เป็นไรจริงๆ ฉันอยากอยู่คนเดียวสักพัก แกไปเถอะ" อลิซฝืนยิ้มบางๆ ให้เพื่อน
โคลอี้มองเพื่อนด้วยความลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้ารับ "งั้นแกดูแลตัวเองดีๆ นะ มีอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอดเลย"
เมื่อโคลอี้เดินจากไปแล้ว อลิซก็พาร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของตัวเองไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าคณะ หญิงสาวซบหน้าลงกับฝ่ามือ ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเงียบๆ ความกดดันจากปัญหาครอบครัวที่สะสมมานานบวกกับเรื่องหนี้สินก้อนใหม่ที่เธอไม่รู้เรื่อง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตาย
เธอเหนื่อย เหนื่อยที่ต้องคอยแบกรับภาระที่ไม่ได้ก่อ เหนื่อยที่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกไร้ค่าที่พ่อแท้ๆ ยัดเยียดให้มาตลอด
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นใกล้เข้ามา แต่อลิซไม่ได้สนใจจะเงยหน้าขึ้นมอง เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจใครทั้งนั้นในตอนนี้ จนกระทั่งกลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมกลิ่นบุหรี่ที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก
ครอสหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ชายหนุ่มล้วงมือทั้งสองข้างลงในกระเป๋ากางเกง สายตาคมกริบกวาดมองแผ่นหลังบางที่กำลังสั่นสะท้านตามแรงสะอื้น สันกรามคมนูนขึ้นจากการขบกัดฟัน เขาเกลียดน้ำตา เกลียดความอ่อนแอ แต่การเห็นผู้หญิงคนนี้ร้องไห้กลับทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
เขาไม่ได้ถามว่าเธอเป็นอะไร ไม่ได้พูดปลอบประโลมด้วยคำหวาน ชายหนุ่มเพียงแค่ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนข้างๆ เธอ เว้นระยะห่างไว้เพียงเล็กน้อย
อลิซสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงยุบของม้านั่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา ดวงตากลมโตที่เคยสดใสบัดนี้แดงช้ำและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"พี่... พี่มาทำไมคะ" เสียงหวานสั่นพร่าและแหบแห้ง
"ฉันบอกแล้วไงว่าจะมารับ" ครอสตอบเสียงเรียบ ไม่ได้มองหน้าเธอ แต่ทอดสายตามองตรงไปข้างหน้า "ร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรเธอ"
"ไม่มีใครทำอะไรทั้งนั้นแหละค่ะ หนูแค่... แค่เหนื่อย" อลิซรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ เธอไม่อยากดูอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้
ครอสปรายตามองการกระทำของเธอด้วยหางตา เขาเห็นโทรศัพท์มือถือที่ถูกกำแน่นอยู่ในมือเล็กจนแทบจะแหลกคามือ ชายหนุ่มพอจะเดาออกว่าต้นเหตุของน้ำตามาจากใคร
"ถ้าเหนื่อยก็ร้องออกมาให้พอ ฉันไม่ได้ห้าม" น้ำเสียงทุ้มต่ำไม่ได้มีความอ่อนโยน แต่กลับมีความหนักแน่นที่ทำให้คนฟังรู้สึกปลอดภัย
คำพูดสั้นๆ นั้นเหมือนเป็นการปลดล็อกเขื่อนกั้นน้ำตาของอลิซ ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างขึ้นมาพังทลายลงจนหมดสิ้น หญิงสาวซบหน้าลงกับฝ่ามืออีกครั้งและปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาย ก้อนสะอื้นหลุดลอดออกมาเป็นระลอก ความเจ็บปวดที่อัดอั้นอยู่ถูกระบายออกมาผ่านน้ำตา
ครอสไม่ได้ขยับตัวเข้าไปกอดหรือปลอบโยน เขาเพียงแค่นั่งนิ่งๆ เป็นกำแพงที่แข็งแกร่งให้เธอพิงพิง ปล่อยให้ความเงียบเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เธอระบายความอึดอัดออกมาจนหมด
เวลาผ่านไปหลายนาที เสียงสะอื้นของอลิซค่อยๆ สงบลง เหลือเพียงอาการสะอึกเบาๆ หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจังหวะการหายใจ เธอรู้สึกอายเล็กน้อยที่มาร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน
ตอนพิเศษ 4 บทสรุปอนาคตเกลียวคลื่นสีขาวซัดสาดเข้าหาชายฝั่งทรายเนียนละเอียด สายลมเย็นพัดพากลิ่นอายของทะเลเข้ามาปะทะใบหน้า พื้นที่สวนกว้างขวางหลังบ้านพักตากอากาศส่วนตัวถูกเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่จัดงานมงคลสมรสขนาดกะทัดรัด แต่อบอวลไปด้วยความรักและความอบอุ่นอย่างหาที่สุดไม่ได้ท้องฟ้าเบื้องหน้าเริ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีส้มทองของดวงอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้า แสงแดดยามเย็นสะท้อนผิวน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ ซุ้มดอกกุหลาบสีขาวบริสุทธิ์ถูกจัดวางอย่างประณีตเรียบง่ายตรงลานหญ้าหันหน้าออกสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่ไม่มีแขกเหรื่อนับพัน ไม่มีสื่อมวลชน ไม่มีนักธุรกิจหน้าเลือดมาร่วมแสดงความยินดี งานนี้มีเพียงเพื่อนสนิทและผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีมาร่วมเป็นสักขีพยานในวันสำคัญที่สุดของนายใหญ่และนายหญิงของพวกเขาครอสยืนตระหง่านอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ ชายหนุ่มละทิ้งเสื้อผ้าโทนสีดำสนิทที่มักจะสวมใส่เป็นประจำ หันมาสวมชุดสูทสีขาวสะอาดตาตัดเย็บประณีตเข้ารูป ทรงผมสีน้ำตาลเข้มถูกจัดระเบียบเปิดหน้าผาก เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ความ
"อืม... อร่อยจริงๆ ด้วยค่ะ ตรงที่ไหม้มันก็กรอบๆ ดีนะ" เธอส่งยิ้มหวานให้เขา"ไม่ต้องมาฝืนชมเลยพี่รู้ว่ามันขม" ครอสส่ายหน้าไปมา เอื้อมมือไปคว้าส้อมจากมือเธอ "คายออกมาเลยอลิซ เดี๋ยวพี่โทรสั่งอาหารมาให้ใหม่""ไม่เอาค่ะ หนูจะกินจานนี้" อลิซเบี่ยงตัวหลบ ยื้อแย่งส้อมกลับมาถือไว้แน่น "มื้อเช้าที่สามีตั้งใจทำให้ภรรยากิน จะทิ้งลงถังขยะได้ยังไงคะ หนูเสียดายแย่"คำว่า '
แต่ตั้งแต่อลิซก้าวเข้ามาในชีวิตของมัน ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มีแต่ความดื้อรั้นและความจริงใจ เธอค่อยๆ ทลายกำแพงน้ำแข็งนั้นลงทีละนิด เธอสอนให้มันรู้จักความอบอุ่น สอนให้มันรู้ว่าการรักใครสักคนมันไม่ได้ทำให้ตัวเองอ่อนแอลง แต่มันทำให้มีความหมายในการมีชีวิตอยู่มากขึ้นไอ้หมาบ้าที่เคยกัดทุกคนที่ขวางหน้า ตอนนี้มันกลายเป็นผู้ชายที่ยอมคุกเข่าอ้อนเมีย ยอมมาเดินเลือกผ้าปูที่นอนสีชมพูเพียงเพื่ออยากให้ผู้หญิงของมันนอนหลับสบาย"มองหน้ากูทำไม" ครอสทักขึ้นเมื่อเห็นผมยืนยิ้มเงียบๆ"เปล่า กูแค่กำลังคิดว่า..." ผมตบไหล่มันเบาๆ สองที แววตาของผมเต็มไปด้วยความจริงใจและยินดีกับมันจากใจจริง "...กูดีใจนะเว้ย ที่มึงมีวันนี้ วันที่มึงยิ้มได้เต็มปากสักที ขอบคุณน้องอลิซจริงๆ ที่เข้ามาปราบปีศาจอย่างมึงให้อยู่หมัด"ครอสชะงักไปเล็กน้อย มันมองผมด้วยสายตาที่อ่านยาก ก่อนจะถอนหายใจยาวและตวัดสายตามองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความเขิน"พูดมากน่ารำคาญ ไปจ่ายเงินได้แล้ว กูต้องรีบกลับไปรับอลิซที่แกลเลอรี่"มันเดินนำหน้าผมไปที่แคชเชียร์ ทิ้งให้ผมยืนหัวเราะอยู่คนเดียวเออ... ไอ้มาเฟีย
แต่เปล่าเลยครับ... สิ่งที่มันกำลังจ้องจนตาแทบถลน คือชุดผ้าปูที่นอนสีพาสเทลสองชุดมือหนาที่หยาบกร้านจากการจับปืนและชกต่อยของมัน กำลังยกขึ้นมาลูบปลายคางตัวเองอย่างใช้ความคิดหนัก สายตาของมันสลับมองระหว่าง 'ชุดผ้าปูที่นอนสีชมพูพีชลายดอกไม้เล็กๆ' กับ 'ชุดผ้าปูที่นอนสีฟ้าอ่อนลายตาราง'ภาพความย้อนแย้งระดับสิบกะโหลกนี้ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เปิดโหมดกล้องวิดีโอและกดบันทึกภาพประวัติศาสตร์นี้เอาไว้ทันที
"อยู่ค่ะ" อลิซแพนกล้องโทรศัพท์ไปทางผู้จัดการที่ยืนตัวสั่นเป็นลูกนกอยู่หน้าโต๊ะ"มึงไปบอกพวกมัน..." ครอสกกดเสียงต่ำ ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่ส่งผ่านหน้าจอมาได้อย่างชัดเจน "...ว่าถ้าพวกมันอยากได้เพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นต์ ก็ให้พวกมันเอาแผ่นดินของพวกมันคืนไป แล้วเตรียมตัวรับมือกับทนายของกูเรื่องทำผิดข้อตกลงเดิมได้เลย กูไม่ต่อสัญญา และกูจะถอนทุนสร้างกาสิโนใหม่ที่อื่น มึงไปจัดการบอกพวกมันเดี๋ยวนี้!"ผู้จัดการหน้าซีดไร้สีเลือด รีบพยักหน้ารับคำสั่งอย่างลนลาน "ตะ... แต่ว่านายครับ ถ้าเราถอนตัวตอนนี้ เราจะเสียเปรียบเรื่องการหาทำเลใหม่ในย่านนั้นนะครับ ฝั่งนั้นเขาอ้างว่าเขามีผู้เช่ารายใหม่รอเสียบอยู่แล้ว...""มึงกำลังสอนกูทำงานเหรอ" น้ำเสียงของครอสเย็นเยียบจนคนฟังแทบหยุดหายใจ "กูสั่งให้มึงไปบอกพวกมันตามนี้ ถ้ามึงจัดการเรื่องแค่นี้ไม่ได้ มึงก็เก็บของออกจากบริษัทกูไปซะ!"อลิซหันโทรศัพท์กลับมาหาตัวเอง เธอมองสีหน้าท่าทางของผู้จัดการแล้วรู้สึกสงสาร แต่เธอก็เข้าใจหลักการทำงานของครอสดี เขาไม่เคยยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ใครข่มขู่"เอ่อ... พี่ครอสคะ ใจเย็นๆ ก่อน สิคะ"
อลิซขมวดคิ้ว เธอลดโทรศัพท์ลงและหันไปมองคนที่กำลังนอนซมอยู่บนเตียง "พี่ครอสคะ ผู้จัดการบอกว่ามีเอกสารด่วนเรื่องสัญญาเช่าที่ต้องเซ็นวันนี้ค่ะ"ครอสดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงทันที สันกรามคมนูนขึ้นจากการใช้ความคิด ความรับผิดชอบในหน้าที่ทำให้เขาพยายามสลัดความเหนื่อยล้าทิ้ง "เอาโทรศัพท์มาให้พี่ เดี๋ยวพี่สั่งให้มันเอาเอกสารมาให้เซ็นที่นี่""ไม่ได้ค่ะ!" อลิซดึงโทรศัพท์หลบมือเขา "หมอบอกว่าพี่ห้ามลุกขึ้นมาเครียดเรื่องงานเด็ดขาด สภาพพี่ตอนนี้แค่นั่งยังจะล้มเลยนะคะ พี่จะมานั่งอ่านสัญญาตัวหนังสือเล็กๆ ได้ยังไง""แต่มันเป็นเอกสารสำคัญ ถ้าพลาดไปธุรกิจเราจะเสียหายนะอลิซ" ชายหนุ่มพยายามอธิบายด้วยเหตุผลอลิซเม้มริมฝีปากแน่น เธอรู้ว่าเรื่องงานสำคัญสำหรับเขามากแค่ไหน หญิงสาวตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นมากรอกเสียงลงไปอีกครั้ง "ไม่ต้องเอาเอกสารมาที่นี่ค่ะ เตรียมทุกอย่างไว้ที่ห้องทำงานที่ผับ เดี๋ยวฉันจะเข้าไปเอาเอง"สิ้นคำสั่ง เธอตัดสินใจกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำตอบรับจากปลายสาย"อลิซ! หนูจะไปที่นั่นได้ยังไง มันวุ่นวาย แล้วพวกนั้นก็หน้าตาไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น" ครอสเบิก







