LOGIN"ครอส" ทายาทธุรกิจสีเทาที่ต้องพักการเรียนไปจัดการปัญหาครอบครัว กลับมาเรียนวิศวะอีกครั้งในวัย 23 ปี เขาขึ้นชื่อเรื่องความโหด ดิบ และไม่สนโลก แต่บังเอิญเข้ามาพัวพันกับ "อลิซ" นักศึกษาคณะศิลปกรรมวัย 20 ปี ที่ดูบอบบางแต่มีปมครอบครัวที่แตกร้าว ครอสตั้งตัวเป็นผู้ปกป้องเธอโดยไม่รู้ตัว กฎเกณฑ์ที่เขาสร้างไว้เพื่อกันทุกคนออกไป กลับถูกยกเว้นให้เธอเพียงคนเดียว ท่ามกลางอุปสรรคจากปมในอดีตของทั้งคู่ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะเยียวยาและเติบโตไปด้วยกัน
View Moreบรรยากาศหน้าลานเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในช่วงสายเต็มไปด้วยความจอแจของนักศึกษา เสียงพูดคุยหยอกล้อดังสลับกับเสียงเครื่องยนต์ของรถที่ขับผ่านไปมา
ทว่าเมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวพ้นกรอบประตูทางเข้าตึก เสียงจอแจรอบบริเวณกลับค่อยๆ เงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย นักศึกษาหลายคนพร้อมใจกันขยับตัวหลบ เปิดทางเดินให้กว้างขึ้นโดยอัตโนมัติ สายตานับสิบสิบจดจ้องไปยังจุดเดียวกันด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นผสมความอยากรู้อยากเห็น
ครอสในวัยยี่สิบสามปีกวาดสายตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยแผลเป็นจางๆ ตรงหางคิ้วซ้ายเรียบตึง ไม่แสดงอารมณ์ใด เสื้อช็อปสีเลือดหมูที่พาดอยู่บนบ่ากว้างไม่ได้ทำให้ความน่าเกรงขามของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย เขากลับมาเรียนอีกครั้งในฐานะนักศึกษาปีสามหลังจากดรอปเรียนไปจัดการปัญหาธุรกิจของครอบครัวนานถึงสองปีเต็ม
ความเงียบสงัดถูกทำลายลงเมื่อฝีเท้าของใครอีกคนก้าวเข้ามาขวางหน้า
"นึกว่าจะเบี้ยวไม่มาซะแล้วไอ้คุณชาย"
เจคล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนฉีกยิ้มกวนประสาทรอรับเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตัวเอง ท่าทางสบายๆ ของเจคดูขัดกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวคนตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
"กูรับปากแม่ไว้แล้ว มึงก็รู้" น้ำเสียงทุ้มต่ำตอบกลับห้วนจัด ครอสไม่ได้หยุดเดิน เจคจึงต้องหมุนตัวก้าวตามไปติดๆ
"เออ รู้ครับรู้ แต่หน้ามึงตอนนี้นี่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อเลยว่ะ ปรับโหมดหน่อยไหมเพื่อน ที่นี่มหาลัย ไม่ใช่บ่อนกาสิโนของมึง ไม่มีใครกล้าเดินมาแทงข้างหลังมึงตอนกำลังกินข้าวหรอก"
ครอสปรายตามองเพื่อนสนิทด้วยแววตาติดรำคาญ สันกรามคมนูนขึ้นเล็กน้อยจากการขบกัดฟัน เขาเพิ่งกลับมาเหยียบสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านแบบนี้เป็นวันแรก ความเคยชินจากการต้องระแวดระวังตัวตลอดเวลาในโลกสีเทายังคงเกาะกินอยู่ในสัญชาตญาณ
"กูรำคาญคนเยอะ มึงมีที่เงียบๆ ให้กูสูบบุหรี่ไหม"
"หลังตึกคณะเลยครับลูกพี่ รกหน่อยแต่ไม่มีใครกล้าไปเดินเพ่นพ่านแน่นอน รปภ. ก็ขี้เกียจเดินไปตรวจ" เจคพยักพเยิดหน้าไปทางด้านหลังอาคารเรียนรวม
ครอสไม่ตอบรับอะไรนอกจากหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางเดินไปตามที่เพื่อนบอกทันที เขาทิ้งเจคให้ยืนมองตามแผ่นหลังกว้างไปเงียบๆ
อีกด้านหนึ่งของตึกคณะ อลิซนั่งกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนข้อพ้องขาว แผ่นหลังบางพิงผนังปูนหยาบกระด้างเพื่อหาที่ยึดเหนี่ยว ลมหายใจของเธอสะดุดเป็นห้วง ดวงตากลมโตสั่นระริกขณะกรอกเสียงลงไปตามสาย
"หนูบอกพ่อแล้วไงคะว่าเดือนนี้หนูไม่มีให้แล้ว ค่าเทอมหนูก็ต้องหาจ่ายเอง พ่อจะเอาเงินไปให้ผู้หญิงคนนั้นอีกทำไม"
เสียงหวานสั่นพร่า พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ก้อนสะอื้นหลุดลอดออกไป ปลายสายตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้คนฟังปวดหนึบไปทั้งหัวใจ
"แกมันก็เห็นแก่ตัวเหมือนแม่แกนั่นแหละ ฉันอุตส่าห์เลี้ยงแกมาจนโต โอนเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้คนไปตามเก็บที่มหาลัย"
คำขู่ของคนเป็นพ่อทำให้อลิซเม้มริมฝีปากล่างจนห้อเลือด สองมือเล็กสั่นเทา เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสกัดกั้นความอ่อนแอ
"หนูไม่ให้ค่ะ ต่อให้พ่อจะด่าหนูยังไงหนูก็ไม่มีให้ พ่อไปบอกให้เมียใหม่พ่อหาเงินเอาเองบ้างเถอะ อย่ามายุ่งกับหนูอีก"
เธอชิงกดตัดสายทันทีโดยไม่รอฟังคำด่าทอระลอกถัดไป อลิซรีบยัดโทรศัพท์ลงในกระเป๋าสะพายข้างผ้าแคนวาสใบเก่า หยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาถูกปาดทิ้งอย่างลวกๆ เธอเพิ่งอายุยี่สิบปี เป็นเพียงนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปีสอง แต่กลับต้องแบกรับภาระที่ไม่ได้ก่อเพียงเพราะพ่อแท้ๆ หลงเมียใหม่จนหน้ามืดตามัว
ทว่าความสงบอยู่กับเธอได้เพียงไม่กี่วินาที เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนมากกว่าหนึ่งคนก็ดังขึ้นจากหัวมุมตึก อลิซเงยหน้าขึ้นมอง ชายฉกรรจ์แปลกหน้าสองคนในชุดเสื้อยืดสีทึบกำลังเดินตรงดิ่งมาหาเธอด้วยสายตาคุกคาม ท่าทางการเดินและการแต่งตัวบงบอกชัดเจนว่าไม่ใช่คนในมหาวิทยาลัย
สัญชาตญาณระวังภัยสั่งให้อลิซผุดลุกขึ้นยืนทันที เธอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว สองมือกำสายกระเป๋าสะพายแน่น
"คุณนายให้พวกฉันมาเอาเงินส่วนของเดือนนี้" หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพร้อมกับแบมือออกไปตรงหน้า น้ำเสียงหยาบกระด้างเต็มไปด้วยการข่มขู่
"ฉันไม่มี กลับไปบอกนายจ้างของพวกนายซะว่าไม่ต้องส่งคนมาขู่ฉันที่มหาลัยอีก ที่นี่มีกล้องวงจรปิดทุกมุม ถ้าพวกนายขยับเข้ามาอีกก้าวเดียวฉันจะร้องให้คนช่วย" อลิซพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น เธอเชิดหน้าขึ้นสู้แม้ในใจจะกลัวจนแทบยืนไม่อยู่
"อย่ามาเล่นลิ้นกับพวกฉันอีหนู คุณนายบอกว่าเพิ่งเห็นแกลงรูปรับงานวาดภาพได้เงินมาหลายพัน ส่งกระเป๋าใบนั้นมาซะดีๆ"
ชายอีกคนไม่พูดพร่ำทำเพลง พุ่งตัวเข้ามากระชากสายกระเป๋าผ้าของอลิซอย่างแรง หญิงสาวเบิกตากว้าง สองมือรีบคว้าสายกระเป๋าของตัวเองไว้แน่นและออกแรงยื้อสุดชีวิต
"ปล่อยนะ นี่มันเงินของฉัน ฉันต้องเอาไปจ่ายค่าเทอม ปล่อย" อลิซตะโกนเสียงดังลั่น พยายามสะบัดตัวหนีแต่สู้แรงผู้ชายตัวโตไม่ได้
ชายคนที่สองเห็นท่าไม่ดีจึงปราดเข้ามาช่วยล็อกแขนเธอไว้แน่น แรงบีบที่ต้นแขนทำให้อลิซนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"ฤทธิ์เยอะนักนะนังเด็กนี่ เอามานี่"
"พี่มิน... ตรงนี้... มันโล่งเกินไป อื้อ!""โล่งสิดี..." รามินกระตุกยิ้มเหี้ยม นัยน์ตาสีดำสนิทลุกโชนไปด้วยประกายแห่งความหิวกระหาย "...หนูจะได้จำได้ขึ้นใจ ว่าไม่มีที่ไหนที่หนูจะหนีพ้นมือพี่ได้"เขาโน้มใบหน้าลงไป อ้าปากออกแล้วครอบครองยอดปทุมถันข้างหนึ่งไว้ในโพรงปากร้อนจัดทันที!จ๊วบ!ปลายลิ้นร้อนตวัดรัวขยี้ปลายยอดอกอย่างหิวกระหาย ฟันคมขบกัดเบาๆ สลับกับดูดดึงอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังเฉอะแฉะ ระวีหวีดร้องเสียงหลง ร่างกายกระตุกเกร็ง เธอแอ่นแผ่นอกขึ้นรับสัมผัสอันตราย สองมือที่ยันกระจกไว้จิกเกร็งจนฝ่ามือชื้นเหงื่อทิ้งรอยคราบไว้บนเนื้อกระจกใสมือหนาอีกข้างหนึ่งของรามินเลื่อนต่ำลงผ่านหน้าท้องแบนราบ ลูบไล้ผ่านสะโพกมน ก่อนจะสอดแทรกเข้าไปในรอยแยกที่คับแคบระหว่างเรียวขาทั้งสองข้างสวบ...ปลายนิ้วยาวหยาบกร้านแตะสัมผัสเข้ากับติ่งเกสรที่ไวต่อความรู้สึก แล้วออกแรงบดขยี้เป็นวงกลมอย่างเชี่ยวชาญ หยาดน้ำหวานสีใสที่หลั่งรินออกมาจากภายในเหนียวหนืดและร้อนจัด ชโลมเคลือบทั่วนิ้วมือของเขาจนเปียกชุ่ม"อ๊ะ! พี่มิน... อื้อ! อย่าบี้ตรงนั้น...
"ฉันไม่ต้องการโลกสีขาวที่ไม่มีนายหรอก รามิน..."เสียงหวานกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ทว่าหนักแน่นและก้องกังวานในหัวใจของคนฟัง"ฉันเลือกแล้ว... ฉันเลือกที่จะอยู่กับนาย อยู่ในโลกสีเทานี้ และยืนเคียงข้างนายไปจนวันตาย"คำยืนยันอันบริสุทธิ์และเด็ดเดี่ยวของเธอ เปรียบเสมือนกุญแจที่ปลดล็อกหัวใจของมัจจุราชอย่างสมบูรณ์แบบพรึ่บ!โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า รามินสอดสองมือหนาเข้าใต้สะโพกมน ออกแรงยกอุ้มร่างเล็กของระวีขึ้นสู่ความสูงในพริบตาเดียว!เขาวางร่างของเธอนั่งลงบนราวระเบียงหินอ่อนสีดำขัดเงาระวีสะดุ้งเล็กน้อย สัญชาตญาณความกลัวความสูงทำให้เธอรีบยกสองขาเรียวขึ้นเกี่ยวรัดรอบบั้นเอวสอบของเขาไว้แน่น สองมือเกาะไหล่กว้างไว้มั่นคง ท่าทางนั้นทำให้ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนไร้ช่องว่าง ทรวงอกอวบอิ่มใต้ชุดเดรสบางเบาบดเบียดกับแผงอกกว้างที่ร้อนผ่าวเบื้องหลังของเธอคือห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างและวิวเมืองหลวงชั้นที่สี่สิบห้าแต่เบื้องหน้าของเธอ... คือชายหนุ่มที่พร้อมจะโอบกอดและปกป้องเธอจากทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้รามินโน้มใบหน้าคมคายลงมา สบต
"เธอเป็นอิสระแล้ว ระวีวรรณ..."รามินกดเสียงต่ำ ลึกและหนักแน่น"ไม่มีหนี้สิบล้าน ไม่มีสัญญาผูกมัด และไม่มีศัตรูหน้าไหนกล้ามาแตะต้องครอบครัวเธออีก... เธอสามารถเก็บเสื้อผ้า กลับไปเรียน กลับไปหาพ่อแม่ และกลับไปใช้ชีวิตนักศึกษาปกติของเธอได้ตั้งแต่วินาทีนี้"คำว่า เธอเป็นอิสระแล้ว ดังก้องสะท้อนในโสตประสาทของระวีราวกับระฆังแห่งความตายอิสรภาพ... สิ่งที่เธอเคยกรีดร้องเรียกร้องมาตลอดสิ่งที่เธอเคยต่อสู้ ดิ้นรน และยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อทวงมันคืนมาแต่ทำไม... ในวินาทีที่ได้รับมันกลับคืนมา หัวใจของเธอกลับเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ?ภาพความทรงจำตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาผุดขึ้นมาตอกย้ำในอก... ภาพผู้ชายที่บังคับให้เธอไปซื้อกาแฟกลางแดด ภาพผู้ชายที่นอนสั่นเทิ้มเพราะฝันร้ายและกอดเธอไว้แน่น ภาพผู้ชายที่ยอมเอาแผ่นหลังกว้างรับลูกกระสุนแทนเธอในดงป่า และคำว่า ทูนหัวของพี่ ที่เขาครางเรียกเธอใต้แรงอารมณ์...ชีวิตของเธอ... มันไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไปแล้วเพราะหัวใจของเธอ มันไม่ได้เป็นของเธออีกต่อไป แต
ที่โถงหน้าลิฟต์...เงาร่างสูงตระหง่านหนึ่งร้อยแปดสิบแปดเซนติเมตรกำลังก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามารามินทร์!เขายังคงสวมเสื้อเชิ้ตสีดำตัวเดิมที่แขนเสื้อพับร่นขึ้นมาจนถึงข้อศอก ชายเสื้อหลุดลุ่ย มีรอยคราบเขม่าดินปืนจางๆ และผ้าก๊อซสีขาวตรงต้นแขนขวา ทว่าสิ่งที่ทำให้ระวีต้องหยุดชะงักค้าง ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอคือ 'ดวงตา' ของเขานัยน์ตาสีดำสนิทที่เคยเยียบเย็น มืดมิด ไร้ก้นบึ้ง และเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตดั่งพญามัจจุราช... บัดนี้กลับปราศจากหมอกควันแห่งความเคียดแค้น มันสงบนิ่ง อ่อนโยน และเปล่งประกายความผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง ราวกับภาระหนักอึ้งดั่งขุนเขาที่กดทับวิญญาณของเขามาตลอดสิบสี่ปี ได้ถูกปลดเปลื้องออกไปจนหมดสิ้นแล้ว"รามิน..." เสียงหวานหลุดออกจากริมฝีปากที่สั่นระริก น้ำตาแห่งความโล่งอกไหลทะลักลงมาอาบสองแก้มใสทันทีรามินหยุดฝีเท้า ทอดสายตามองร่างเล็กในชุดเดรสสีขาวที่ยืนน้ำตานองหน้าอยู่กลางห้องนั่งเล่นมุมปากหยักลึกค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆมันไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยัน ไม่ใช่รอยยิ้มของสัตว์นักล่า... แต่มันคือรอยยิ้มที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดเท่าที่เธ





