LOGIN๑๙ทำไมต้องสนใจปนัสยาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่พร้อมความเมื่อยขบ แต่ดวงตาคู่งามกลับกระจ่างใส หญิงสาวหันไปมองคนที่นอนหลับเคียงข้างแล้วยิ้มเขิน เมื่อคืนหล่อนทำฤทธิ์เดชกับเขาเอาไว้มากเลยทีเดียว คิดแล้วทั้งเซี้ยวและอับอายไม่น้อย หญิงสาวนอนมองเขาอย่างเพลิดเพลิน เวลาน่านฟ้าหลับใบหน้าของเขาดูอ่อนโยน คิ้วเข้มๆ เสริมใบหน้าของเขาให้คมขึ้น ขนตายาวแต่ไม่งอน จมูกโด่งไม่ใหญ่หรือดูแข็งทื่อแต่สวยกำลังดี ริมฝีปากเป็นสีเรื่ออย่างคนสุขภาพดี ขณะที่แก้มของเขาเริ่มมีหนวดขึ้นเป็นตอให้ต้องโกนเหมือนทุกเช้า มือเรียวแตะคางบึกบึนแผ่วเบา ไล้เรื่อยไปตามโครงหน้าได้ส่วน แล้ววกกลับลงมาที่ริมฝีปากได้รูปสร้างความเร่าร้อนให้กับหล่อนครั้งแล้วครั้งเล่า น่านฟ้ารับรู้ถึงบางอย่างที่กำลังสัมผัสลงมาบนใบหน้าของเขา มือใหญ่คว้าหมับพร้อมขยับตัวซุกใบหน้ากับหมอนใบโต ทำให้หญิงสาวกลั้นเสียงหัวเราะก่อนจะก้มหน้าลงเข้าไปใกล้ใบหูขาวๆ เป่าลมใส่แล้วขบเม้มหยอกเย้า ก่อนกระซิบบอกเสียงแผ่ว “ตื่นเถอะค่ะ เช้าแล้วนะคะ” เสียงหวานๆ ปลุกคนขี้เซาให้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาพลิกใบหน้ามองหาเจ้าของเสีย
หลังจากส่งคุณนันทวันกลับบ้านแล้ว น่านฟ้าก็ขับรถกลับมาที่ห้องชุดทันที เพราะรู้ว่ามีใครบางคนรอเขาอยู่ที่นี่ เตียงนอนที่ยุบยวบบวกกับกลิ่นกายหอมสดชื่นคุ้นจมูกและสัมผัสเจนใจทำให้ปนัสยาลืมตาขึ้นมอง เมื่อพบว่าเป็นใครหญิงสาวก็ยิ้มให้เขา ชายหนุ่มก้มลงจูบหน้าผากมนแล้วไล่ลงมายังนวลแก้ม ปลายจมูกโด่งเล็ก จบลงที่ริมฝีปากอ่อนหวาน ตวัดปลายลิ้นซอกซอนดูดดื่ม โดยมีหญิงสาวร่วมมือร่วมใจเต็มที่ ไม่กี่นาทีต่อมาทั้งสองร่างก็เปลือยเปล่า กอดก่ายนัวเนียกันจนแทบเป็นเนื้อเดียว “อือ” ปนัสยากัดริมฝีปากเอาไว้อย่างเสียวซ่าน เมื่อยอดถันถูกดูดดึงหยอกเย้า มือใหญ่ลูบไล้ร่างกายของหล่อนอย่างแผ่วเบาราวจะเอาใจ หญิงสาวจึงเลื่อนฝ่ามือลูบไล้ร่างกายของเขากลับ ยิ่งลูบยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของกันและกันให้ลุกโหมกระพือพราวจนไม่อาจรั้งรอได้อีกต่อไป “อ๊าส์!” ร่างแน่งน้อยลอยสูงเมื่อจุดอ่อนไหวแสนหวานถูกโจมตีพร้อมกันทั้งลิ้นและปลายนิ้ว เรียวลิ้นนุ่มตวัดดูดเลาะเล็ม เรียกเสียงครางกระเส่าจากลำคอระหงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ “คะ... คุณน่านขา ปริมไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว” ร่างงามบิดส่ายอย่างเสียวสยิว อ
๑๘ชอบคนนี้ ชอบที่เป็นแบบนี้นับเป็นงานเลี้ยงที่แสนน่าเบื่อหน่ายสำหรับน่านฟ้า เขาเห็นลูกสาวคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้แต่งงานของคุณป้าจิตราเดินตรงมา นึกอยากปลีกตัวแต่กลับถูกมารดากอดแขนเอาไว้แน่น จึงได้แต่ปั้นหน้ายิ้มให้หญิงสาว “สวัสดีค่ะพี่น่าน ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะคะ” จริยาทักทายหนุ่มรูปหล่อที่อยู่ในใจมาเนิ่นนาน แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เคยสนใจหล่อนไปกว่าคนรู้จัก ทำให้หญิงสาวต้องแอบมองเขาคบหาคนอื่นคนแล้วคนเล่าด้วยความช้ำใจ เมื่อรู้ว่าชายหนุ่มจะมาร่วมงานวันเกิดของมารดาในปีนี้ หญิงสาวก็ตื่นเต้นจนทำอะไรแทบไม่ถูก ชุดที่เตรียมเอาไว้ใส่ในวันงานก็ดูเหมือนจะธรรมดาไปแทบทั้งสิ้น กว่าจะมาลงเอยที่ชุดราตรีสีแดงเพลิงก็เฟ้นแล้วเฟ้นอีก มั่นใจว่าจะทำให้เขามองไม่วางตา แต่สุดท้ายเป็นหล่อนที่สูญเสียความมั่นใจ เพราะนอกจากเขาจะไม่มองแล้ว ยังทำท่าเหมือนอยากจะกลับบ้านทุกเวลาเสียด้วยซ้ำ “พอดีช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งครับ” น่านฟ้ายังสุภาพเหมือนเคย แค่ได้ยินเสียงหญิงสาวก็เคลิ้ม แอบมองเขาอย่างชื่นชมมานาน ชายหนุ่มยังหล่อเหลาไม่เปลี่ยน ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งรูปร่างหน้าตาและคว
รสิตาตวัดสายตามองเพื่อน ทำหน้าทำตาเหมือนก้ำกึ่ง แต่ยามมองไปยังน่านฟ้า วาณีมองเห็นสายตาหวานเยิ้มราวกับรำลึกถึงเรื่องราวหวามไหว “ก็ ฉันอยากได้เขาคืนมา” คือบทสรุปทุกอย่างที่วาณีได้ฟังจากปากเพื่อน เฉลยไปในตัวว่าระหว่างผู้ชายสองคนแล้วรสิตาโหยหาใคร “แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยหวนไปหาคนเก่าๆ ของเขาเลย ไม่เคยมีประวัติอะไรแบบนั้น เลิกแล้วเลิกเลยไม่ใช่เหรอ” “หึ!” รสิตาทำเสียงอย่างหมั่นไส้ สายตาที่มองปนัสยามีแต่ความริษยาเกลียดชัง “ก็ถ้าฉันทำให้นังเด็กนั่นหันกลับไปหาภพได้อีกครั้ง บางทีน่านอาจหันกลับมามองฉันอีกก็ได้” วาณีนิ่วหน้า พลางคิดในใจว่ามันเกี่ยวกันตรงไหน ต่อให้น่านฟ้าเลิกกับปนัสยาแล้ว ก็ใช่ว่าเขาจะกลับมามองรสิตาอีก หาที่สดใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ “เอาจริงเหรอแก” รสิตาไหวไหล่ “คอยดูแล้วกัน” สิ้นเสียงพูดคุย เจ้าของร้านก็ก้าวไปสมทบกับน่านฟ้าและปนัสยา ทั้งหมดดูสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานหลายวันต่อมา ภายในบ้านสิริคุปต์ดูมีความวังเวงไม่น้อย ร่างสูงของน่านฟ้าก้าวเข้าไปอย่างนึกแปลกใจ แต่เมื่อ
๑๗คุณแม่ไม่ปลื้มตั้งแต่กลับมาจากทะเล ปนัสยาดูมีความสุขและสดใสจนเพื่อนร่วมงานต่างสงสัย มีเพียงเกนใจและมัสยาเท่านั้นที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาว เกนใจตบไหล่มัสยาเบาๆ พลางเอ่ยปลอบใจ “เอาน่าหยา เพื่อนมีความสุขเราก็ควรจะสุขไปด้วย อีกอย่างคุณน่านก็ไม่ได้เลวร้ายตรงไหน ที่สำคัญเขายอมเปิดตัวคบหาเพื่อนของเราแล้ว อะไรๆ ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีนะ” มัสยาที่นั่งเท้าคางมองเพื่อนทำงานด้วยดวงหน้าเบิกบานแล้วถอนหายใจพรืด “ฉันรู้ แต่ฉันอดสงสารพี่อิศไม่ได้” เกนใจนิ่วหน้า ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “งั้นแกก็ไปดามใจให้เขาเสียเองสิ” มัสยาค้อนขวับ “บ้าสิ พี่อาร์มได้ฉีกอกฉันแน่” เกนใจหัวเราะเบาๆ “เห็นไหม ทีแกยังไม่คิดจะรักคนดีอย่างพี่อิศเลย แล้วจะมากะเกณฑ์ไอ้ปริมมันไม่ได้หรอก ยิ่งมีคู่แข่งโพรไฟล์หรูเสียขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องเลือกคุณน่านก่อนทั้งนั้น” “หึ!” คราวนี้มัสยาค้อนขวับทั้งเกนใจและปนัสยา “เออๆ รู้แล้วน่า” เกนใจส่ายหน้า แล้วเดินกลับไปนั่งทำงานต่อ ทิ้งให้มัสยาถอนหาย
เช้าวันอาทิตย์ อิศรากำลังเดินเล่นอยู่ที่บริเวณชายหาด ขณะที่ปนัสยายืนอยู่ริมระเบียงห้องพัก หญิงสาวถอนหายใจยาวพร้อมกับตัดสินใจออกจากห้อง “อากาศดีจังเลยนะคะ” อิศราที่ยืนนิ่งมองออกไปยังผืนน้ำหันมองคนที่ก้าวมายืนเคียงข้าง หญิงสาวจึงส่งยิ้มไปให้เขา ชายหนุ่มยิ้มตอบแต่เป็นยิ้มที่จืดจางไม่สมกับเป็นอิศราคนที่หล่อนรู้จัก เป็นเพราะอะไรนั้นปนัสยารู้ตัวดี “ปริมขอโทษนะคะ ที่ทำให้การมาเที่ยวของพี่อิศกับพวกเราหมดสนุก” เสียงถอนหายใจดังมาจากคนข้างกาย ทำให้ชายหนุ่มหลุบตามองหญิงสาวใบหน้าชวนมอง ร่างบอบบางกลมกลึงน่าทะนุถนอมด้วยสายตาหม่นเศร้า ก่อนจะสูดลมหายใจยาว ความจริงหล่อนไม่ผิด ปนัสยามีสิทธิ์จะเลือกใครก็ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของหล่อน “อย่าคิดมากเลยปริม” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา พลางกวาดสายตามองใบหน้าคมเข้ม อิศราไม่ใช่ผู้ชายรูปหล่อจนคนมองถึงกับต้องเหลียวหลังเช่นน่านฟ้า แต่เขาจัดอยู่ในประเภทผู้ชายดูดี เป็นผู้ชายอบอุ่น ที่สำคัญเขาจริงใจ แล้วหากว่าหล่อนไม่ได้พบกับน่านฟ้าเสียก่อน จะสามารถมองเขาอย่างที่มองน่านฟ้าได้หรือไม่ มันก็ไม่







