FAZER LOGINวัยเกษียณของปู่กับย่าอยู่กันอย่างเรียบง่ายสบาย ๆ มีแม่บ้านสองคนที่ติดสอยห้อยตามมาตั้งแต่สมัยปู่รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศฟินแลนด์ พร้อมคนสวนอีกห้าคนที่สวนผลไม้ปู่หลังบ้าน ที่ที่ปู่กว้านซื้อไว้ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
“กินน้ำกินท่ากันก่อนนะ เดี๋ยวย่าจะให้พี่แวว พี่สายยกข้าวปลาอาหารมาให้” ย่าพูดเอื้อนหวาน “ป้องจำพี่สายได้ไหมลูก คนนี้แหละที่เลี้ยงลูกตอนเด็ก ๆ พี่แววก็เคยไปรับลูกที่โรงเรียนในฟินแลนด์ ตอนที่ลูกร้องไห้เพราะถ่ายหนักใส่กางเกงไง จำได้ไหม” ย่าหัวเราะร่าออกเสียง จนคนทั้งบ้านหัวเราะตาม มีเพียงพ่อที่หน้าแดงก่ำ เขินอายในวีรกรรมสมัยก่อนของตัวเอง “แม่ ... ผมอุส่าลืม ๆ มันไปแล้วนะ” “คุณหนูด่าพี่แววใหญ่เลยนะคะ ว่าพี่แววมารับช้า” เสียงหัวเราะดังสนั่นบ้าน เคล้าเสียงลม เสียงนก เสียงแมลงในบรรยากาศบ้านสวนที่เต็มไปด้วยไออุ่นอย่างที่หาที่ไหนไม่ได้อีก เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของเหล่าผู้ใหญ่ เคล้าเสียงหัวเราะสนุกสนานมาเป็นระยะ ๆ แต่สาวน้อยกลับไม่ค่อยอินในบางเรื่อง สำหรับเธอแล้ว เรื่องพูดคุยของผู้ใหญ่ช่างน่าเบื่อกว่าตอนครูใหญ่ออกมาพูดหน้าเสาธงในวันแดดร้อนด้วยซ้ำ เธอขอตัวออกมาจากวงสนทนา ขอเพียงได้เดินเล่น ชมนกชมไม้ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ “ดอกไม้ดอกนี้สวยจัง คือดอกอะไรนะ” “นกตัวนี้เสียงเพราะจัง” “นี่ลูกอะไร กินได้ไหมนะ” สาวน้อยเดินเล่นลำพังพูดพึมพำคนเดียว พลางจับนั่นนี่ติดมือเล่นไป และจู่ ๆ เธอก็กลับคิดถึงกานต์ขึ้นมา “ถ้ากานต์มาด้วยก็คงดีสินะ ป๊อบก็จะได้ไม่เหงามากแบบนี้” สาวน้อยบ่นพึมพำคนเดียว จนรู้ตัวอีกที ก็เดินลึกเข้ามาในตัวสวนแล้ว เธอเงยหน้าหันมองซ้ายขวา เห็นแต่ต้นไม้เต็มไปหมด กับทางเดินเล็ก ๆ ที่มีหญ้าหย่อม ๆ เป็นร่องทาง เสียงแมลงหริ่งร้องแทรกซ้องดัง จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย “นี่ฉันเดินมาไกลขนาดไหน” เธอถามตัวเองในใจ ต้นไม้คลายความเย็นปกคลุมรอบกาย ให้บรรยากาศเหมือนหนังผีที่เธอเคยดู แสงแดดโพล้เพล้จวนจะค่ำ เธอเริ่มกลัวในบรรยากาศตอนนี้เอามาก ๆ สีหน้าที่รื่นเริงกับจินตนาการเมื่อครู่ หายไป แปลเปลี่ยนเป็นสีหน้าจืดจาง ที่เต็มไปด้วยความกลัว เธอลนลานคว้าหาโทรศัพท์ แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่าโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋าเสื้อผ้า ทางเดินหญ้าหย่อมที่โดนใบไม้จากต้นปกบังแดด ก็แทบจะมองไม่เห็นเป็นทาง เธอได้แต่ยืนงงพร้อมความกลัว ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ น้ำตาแห่งความกลัวเริ่มเอ่อนอง เหลือเพียงทางเดียวที่พอจะนึกได้ในตอนนี้ คือกรี๊ดให้ดังที่สุด เผื่อว่าจะมีคนได้ยิน เธอหลับตาหวังจะส่งพลังเสียงกรี๊ดให้ดังที่สุด เธอหายใจเข้าสุดลม พร้อมที่จะพ่นเสียงกรี๊ดให้สุดคอ เธอกรี๊ดออกมาสุดแรง แต่จู่ ๆ เธอกลับไม่ได้ยินเสียงกรี๊ดตัวเอง เพราะมีมือปริศนาปิดปากของเธอมิด เธอรับรู้ได้ถึงมือสากใหญ่ที่ปิดปากรวมลามมาถึงจมูก เธอพยายามดิ้น แต่กลับมีมือจากข้างหลังล็อกตัวของเธอไว้ เธอยังคงพยายามดิ้นต่อ กระโดดเพื่อให้ตัวหลุดแต่ก็ไม่หลุด จนขาข้างนึงของเธอพลิก “ผมมาดี ผมไม่ได้จะทำร้าย” เสียงทุ้มหนาพูดเบาข้างหู ก่อนที่เธอจะหยุดความพยายามที่จะดิ้น และมือปริศนาก็ค่อย ๆ คลายลงจากปากเธอ เธอหันหน้าถอยหลังห่างอย่างกระเผลกทันทีที่มือหลุดจากตัวเธอ “นายเป็นใคร” “ผ้มชื้อวันดี เป็นหล่านลุงช้วย” ชายหนุ่มวัยรุ่นตอนต้นสูงล่ำเอ่ยแนะนำตัว เสียงทุ้มหนาสำเนียงเหน่อในพื้นที่ ทำให้คนตรงหน้าผ่อนคลายลง พร้อมสีหน้าท่าทางของเขาที่ดูซื่อ ๆ บ้าน ๆ ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร “คุณหล้งทางหร้อครับ” “ใช่ค่ะ” “ให้ผมไปส้งไหมครับ” “เอ่อ ... ไม่เป็นไรค่ะ” สาวน้อยพยายามลงน้ำหนักเท้า แต่ก็เจ็บ แบบที่เธอไม่คิดว่ามันจะเจ็บ จนเกือบจะล้ม ดีที่คนข้างหน้าเข้ามาประคองช่วย “ดูท้าไม่น้ากลั่บเองได้ ให้ผ้มไปส้งเถอะครับ” “ส่งยังไงคะ” สาวน้อยมองดูรอบ ๆ สงสัยที่ว่าจะไปส่ง เพราะไม่เห็นมียานพาหนะสักชนิดอยู่รอบ ๆ เลย “ขี้หลังผ้มก็ได้ครับ” ชายหนุ่มย่อตัวลงต่อหน้า ให้เธอขึ้นขี่หลัง “จะดีเหรอคะ” “ดีครับ ขึ้นมาเถ้อะ ผ้มสบายม้าก” เธอขึ้นบนแผ่นหลังใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อและเพื่อนสาว แบบแนบชิดขนาดนี้ กลิ่นเหงื่อความเป็นชายโชยเข้าจมูก แผ่นหลังกว้างที่สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแข็ง วงแขนล่ำรวบขาเล็กเรียว ทำให้เธออดจินตนาการไม่ได้ ถ้าสมมุติเป็นกานต์ เธอคงจะไม่อยากลงเลยสักนิด ถึงจะขาแพลงแล้วกานต์ให้ขึ้นหลังแบบนี้ตลอด เธอก็ยอมเจ็บแบบนี้ไปทั้งปี เธอนึกเพ้อฝันในภวังค์จนรู้ตัวอีกทีหน้ายิ้มเพ้อของเธอก็นาบวางเต็มแผ่นหลังของชายหนุ่ม “คุณผู้หญิงเป็นหล้านของคุณย้าหร้อครับ” ชายเจ้าของหลังถามชวนคุย “ใช่ค่ะ พอดีพ่อพากลับมาเยี่ยมน่ะค่ะ” “ถึงว้า... คุณย้าดูร้าเริงทั้งวันเลยวันนี้ ผมไม่เห้นคุณย้าร้าเริงแบบนี้มาก้อนเลย” “อ่อ ค่ะ” สาวน้อยตอบกลับสั้น ๆ จนเริ่มเห็นแสงไฟที่ใกล้เข้ามา จนมาถึงหน้าเรือนของคุณย่า ที่มีทุกคนยืนรออย่างใจจดใจจ่อ ชายเจ้าของแผ่นหลังค่อย ๆ วางเธอลง พร้อมแม่ที่เข้ามาประคอง “ขอบคุณมากนะวันดี” คุณย่าเอ่ยขอบคุณพร้อมเดินเข้ามาตบบ่าเบา ๆ “ทุกคนมารวมอยู่ตรงนี้กันทำไมคะ” สาวน้อยเงยหน้าเอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร “ก็ย่าเห็นหนูหายไปนาน ทุกคนเขาก็ออกตามหา โทรหาก็ไม่รับ ย่าก็เป็นห่วงเลยให้วันดีเขาไปช่วยดู” “แล้วนี่ขาแพลงเหรอ” ย่าเอ่ยถามพร้อมสัมผัสข้อเท้าเธอเบา ๆ จนเธอสะดุ้งตื่น “นิดหน่อยค่ะย่า” เธอค่อย ๆ ขยับขาหนีจากมือย่า กลัวว่าย่าจะจับอีก “แล้วนี่จำพี่เขาได้ไหม” ย่าชี้ไปที่ชายเจ้าของแผ่นหลังที่แบกร่างเธอมาส่ง “อือ ... ไม่ค่ะ” สาวน้อยส่ายหน้าตอบเบา ๆ “ก็แหงละเนาะ ผ่านมาหลายปีมากแล้ว ตอนหนูป๊อบมาก็ไม่กี่ขวบ พูดแล้วก็อยากหัวเราะ พี่วันดีให้หนูป๊อบขี่หลัง แต่หนูป๊อบก็ดันไปฉี่ใส่หลังพี่เขา ย่าละหัวเราะจนน้ำตาไหล” ทุกคนที่อยู่รอบข้างหัวเราะร่าเสียงดัง คล้ายจะอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ตอนนี้เธอเข้าใจความรู้สึกของสีหน้าของพ่อแล้ว ในเรื่องของพ่อเธอก็หัวเราะดังไม่แพ้ใคร พอเรื่องของเธอ พ่อยิ่งหัวเราะดังกว่าคนอื่นไปอีก จนเธออายแทบจะมุดดินหนี ความอบอุ่นจากอุ่นไอของครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันนาน เสียงหัวเราะ รอยยิ้มที่เกิดขึ้น เธอรับรู้ถึงความสุขที่แท้จริง เรื่องบางเรื่องที่เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็แปลกใจที่สามารถยิ้ม หัวเราะกับเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างอิ่มใจ วงข้าวที่ไม่มีเมนูหรู กับข้าวบ้าน ๆ ธรรมดา แต่ผู้คนในวงข้าวกลับทำให้ไม่ธรรมดา ความอร่อยเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนข้าวหมดไม่รู้กี่หม้อต่อกี่หม้อ อิ่มเอมทั้งท้องและหัวใจ ค่ำคืนที่เงียบงัน แต่กลับมีเสียงหัวเราะจากเรื่องเล่าเก่า ๆ ที่ดังแข่งกับเสียงแมลงจนชนะไปอย่างขาดลอย อากาศเย็นสบายหายใจโล่งชนิดที่ว่าไม่ต้องเหลียวมองเครื่องแอร์ที่เหมือนเอาไว้ติดโชว์ หมอนกลิ่นตู้สัมผัสรับหัวอย่างอ่อนโยน โอบกอดด้วยความคิดถึง ทั้งหมดนั้นช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนมีความสุขแบบล้นปริ่ม จนเธอคิดเผลอพูดในใจก่อนจะหลับไปว่า “เวลาที่มีความสุขเนี่ยะ ... มันก็ช่างผ่านไปไวจังเลยเนอะ” “ฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ”1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







