LOGIN1 เดือนผ่านไป
ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอโทษนะ แต่ก็ขอบคุณด้วย สู้ ๆ นะ ทำให้เต็มที่” พูดจบร่างบางสูงก็ถือเล่มระเบียบโปรแกรมกีฬาเดินเลาะสนามฟุตบอลไปดูกีฬาอื่น ๆ ต่อ เหล่านักกีฬาสีฟ้าที่มีกันอยู่แค่หกคน ห้ามหนี ห้ามหาย ห้ามตายเด็ดขาด พร้อมเพรียงกันวิ่งวอร์มรอบใกล้ ๆ สนามแข่ง ที่เต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดจากสีอื่น ๆ สนามถูกล้อมด้วยผู้ชมแน่นขนัด การที่จะต้องลงเล่นให้เหล่าสายตานับร้อยชม มันย่อมจะต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว หนุ่มน้อยจึงตั้งใจที่จะวิ่งเรียกเหงื่อให้ได้มากที่สุด เวลาลงสนามจะได้ตื่นเต้นน้อยลง “ตื่นเต้นไหม ?” พี่มือเซตมอสามเอ่ยถามขณะวิ่งข้าง ๆ “ตื่นเต้นมากครับ” หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงประหม่าเล็กน้อย “ตอนพี่แข่งครั้งแรกพี่ก็ตื่นเต้น จนแทบจะฉี่เล็ด แต่พอโฟกัสในเกมมันก็หายตื่นเต้นนะ กานต์ต้องโฟกัสในเกมเท่านั้นนะ จะได้ตื่นเต้นน้อยลง” หนุ่มน้อยยิ้มเจื่อนพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างสูงจะสปีดวิ่งแซงหน้าไป ถึงสีหน้าจะแสดงออกถึงความประหม่า แต่จิตใจของเขานั้นกลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ความมุ่งมั่น ความตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำ มันเหมือนเป็นจุดเด่นมาก ๆ ของเขา สายตาที่ดูมุ่งมั่น ความไม่กลัวต่อสิ่งที่ต้องเจอ ถึงแม้ว่าในทีมเขาจะเด็กที่สุด แต่เรื่องของจิตใจ เขาไม่อ่อนไปกว่าใครเลยในสนาม เสียงนกหวีดเป่าจบเกม ถึงคราวที่ทีมสีฟ้าต้องลงสนามเพื่อทำการแข่งขัน เหล่ากองเชียร์ที่ไปเชียร์สีของตัวเองแข่งขัน ก็กรูออกจากสนามจนแทบหมด แต่เพียงไม่กี่นาที รอบสนามก็กลับมาแน่นขนัดอีกครั้งจากกองเชียร์สีที่กำลังจะแข่ง พวกพี่ ๆ ในทีมต่างรู้ว่าต้องทำอะไร หยิบบอลไปวอร์มตี ดีแต่ที่พี่มือเซตคอยบอก คอยแนะนำอยู่ตลอดเวลาว่าต้องทำอะไรบ้าง หนุ่มน้อยรอบอลจากทีมตรงข้ามที่ตบมา ก่อนจะเอาไปโยนให้มือเซตยกสูงมาที่หัวเสา ขึ้นรวบแขนกระโดดตบ จนได้เสียงฮือฮาจากข้างสนามมาไม่น้อย เสียงฮือฮาเมื่อสักครู่กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีของเขา ความประหม่าที่เคยมีตอนนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ หนุ่มน้อยกระโดดตบแต่ละที เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทุกครั้ง ตอนนี้ความมั่นใจของเขาเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะทุบคู่ต่อสู้อย่างไม่ยั้งมือ สัญญาณมือของกรรมการยกขึ้นพร้อมทำการแข่งขัน เสียงนกหวีดเป่าเริ่ม ทีมสีเหลืองเป็นฝ่ายเสิร์ฟก่อน โค้ชสีเหลืองสั่งผู้เล่นที่ถือบอลรอเสิร์ฟให้จี้ไปที่หนุ่มน้อยที่ยืนประจำอยู่โค้งหน้าแรก บอลพุ่งออกมามือ มายังหนุ่มน้อยที่ถอยก้มพร้อมรับ สองแขนแนบชิดเหยียดตรง ก้มส่งบอลเข้าจุดสวยไปยังมือเซต ก่อนจะกระโดดเซตพร้อมกับตัวสั้นหน้าที่กระโดดด้วย บอลยิงออกมามือโค้งสูงด้วยสปีดเร็วข้ามมือของสั้นหน้ามาถึงจุด หนุ่มน้อยย่อตัวก้าวรวบแขนมาข้างหลังสุดแขน ยืดลำตัวขึ้นตรง ง้างแขนสุดวงหัวไหล่ ฟาดหัวบอลพุ่งเฉียดบล็อกฉีกลงในเส้นสามเมตร เสียงบอลกระทบพื้นดังสนั่น เสียงนกหวีดดังขึ้นพร้อมทำสัญญาณของการได้แต้มมาที่ทีมสีฟ้า ‘ทำได้ เราทำแต้มแรกได้แล้ว’ หนุ่มน้อยพูดในใจ ก่อนที่พี่ ๆ ในทีมจะเดินเข้ามาล้อมวงแสดงความดีใจ หลังจากนั้นทุกครั้งที่ฝั่งทีมสีเหลืองได้เสิร์ฟ ก็จะจี้มาที่หนุ่มน้อยเพียงคนเดียว แต่หารู้ไม่ว่าเขานั้นทำได้ดีไม่มีพลาดเลยแม้แต่ลูกเดียว บอลแรกเข้าจุดเซตได้ทุกลูก มือเซตกระโดดหลอกยิงยัดเข้ามือของสั้นหน้าที่ขึ้นรออยู่แล้ว ตบลงพื้น ไหนจะบอลแรกเข้าจุดตรงกลาง สั้นหน้ากระโดดดึงบล็อกกลางของฝั่งตรงข้าม มือเซตโยกเซตสูงโด่งกลับหลังมาให้โค้งหลังได้ดวนเดียวกับบล็อกสองมือ เป็นแต้มอย่างง่ายดาย หนุ่มน้อยที่ฝั่งตรงข้ามมองว่าเป็นจุดบอดเพียงเพราะเป็นน้องสุด กลับทำได้ดีในทุกบทบาท บทที่จะต้องทำแต้ม เขาก็ทำได้ไม่พลาด มีบ้างที่ติดบล็อก แต่หลังจากนั้นเมื่อเขาเห็นบล็อกเข้ามารอ เขาก็เลือกที่จะหยอดแทน เพื่อให้ได้แต้มมา บทที่จะต้องขึ้นบล็อกเขาก็ทำได้ดีในรูปแบบของการปิดมุมให้คู่ต่อสู้ต้องเหลือมุมตีน้อยที่สุด ถึงแม้จะบล็อกไม่ได้ก็ตาม ในบทของการเปิดบอล นั่นเป็นสิ่งที่เกินคาดเอามาก ๆ ใครจะไปเชื่อว่าเด็กมอหนึ่งที่เพิ่งจะเล่นวอลเลย์บอล กลับรับบอลด้วยท่ารับที่ถูกตามแบบเป๊ะ ๆ พร้อมวินัยในการเล่นที่สูงขนาดที่ว่า สีเหลืองจากที่ตอนแรกมองเป็นจุดอ่อน แต่แท้จริงแล้ว เขานี่แหละไพ่ลับของทีมสีฟ้า กรรมการเป่าจบเกม นักกีฬาเรียงแถวเข้าจับมือ หนุ่มน้อยไหว้ทีมตรงข้าม ไปจนถึงกรรมการที่มาตัดสิน ก่อนทีมจะเข้ามารวมตัวกอดเป็นวงกลมกลางสนาม โห่ร้องเสียงดังพร้อมกองเชียร์ข้างสนาม ด้วยชัยชนะ สีฟ้า 3-0 สีเหลือง 25-20, 25-17, 26-25 หนุ่มน้อยยิ้มร่ากับชัยชนะที่ตัวเขาเองมีส่วนสำคัญอย่างมาก ความรู้สึกที่สำเร็จแล้วหนึ่งขั้น จากคนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ด้วยความตั้งใจ หัวไว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการซ้อม รวมไปถึงวินัยที่ไม่เคยขาด ทำให้เขาเริ่มรู้สึกที่จะชอบวอลเลย์บอลขึ้นมาจริง ๆ สะแล้ว นี่อาจจะเป็นความชอบเพียงไม่กี่อย่างที่เข้ามาเพิ่มสีสันในชีวิตของเขา นอกเหนือจากการอ่านนิยายที่ยังไงก็เลิกชอบไม่ได้ และความชอบที่เพิ่มเข้ามาใหม่แบบสด ๆ ร้อน ๆ อย่างวอลเลย์บอล1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้





![แฟนฉันเป็นสุดยอดผู้ชายธงเขียว [ไทม์xมีนา]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

