Masuk1 เดือนผ่านไป
ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอโทษนะ แต่ก็ขอบคุณด้วย สู้ ๆ นะ ทำให้เต็มที่” พูดจบร่างบางสูงก็ถือเล่มระเบียบโปรแกรมกีฬาเดินเลาะสนามฟุตบอลไปดูกีฬาอื่น ๆ ต่อ เหล่านักกีฬาสีฟ้าที่มีกันอยู่แค่หกคน ห้ามหนี ห้ามหาย ห้ามตายเด็ดขาด พร้อมเพรียงกันวิ่งวอร์มรอบใกล้ ๆ สนามแข่ง ที่เต็มไปด้วยเสียงกรี๊ดจากสีอื่น ๆ สนามถูกล้อมด้วยผู้ชมแน่นขนัด การที่จะต้องลงเล่นให้เหล่าสายตานับร้อยชม มันย่อมจะต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว หนุ่มน้อยจึงตั้งใจที่จะวิ่งเรียกเหงื่อให้ได้มากที่สุด เวลาลงสนามจะได้ตื่นเต้นน้อยลง “ตื่นเต้นไหม ?” พี่มือเซตมอสามเอ่ยถามขณะวิ่งข้าง ๆ “ตื่นเต้นมากครับ” หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงประหม่าเล็กน้อย “ตอนพี่แข่งครั้งแรกพี่ก็ตื่นเต้น จนแทบจะฉี่เล็ด แต่พอโฟกัสในเกมมันก็หายตื่นเต้นนะ กานต์ต้องโฟกัสในเกมเท่านั้นนะ จะได้ตื่นเต้นน้อยลง” หนุ่มน้อยยิ้มเจื่อนพร้อมพยักหน้ารับ ก่อนที่ร่างสูงจะสปีดวิ่งแซงหน้าไป ถึงสีหน้าจะแสดงออกถึงความประหม่า แต่จิตใจของเขานั้นกลับตรงกันข้ามสิ้นเชิง ความมุ่งมั่น ความตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำ มันเหมือนเป็นจุดเด่นมาก ๆ ของเขา สายตาที่ดูมุ่งมั่น ความไม่กลัวต่อสิ่งที่ต้องเจอ ถึงแม้ว่าในทีมเขาจะเด็กที่สุด แต่เรื่องของจิตใจ เขาไม่อ่อนไปกว่าใครเลยในสนาม เสียงนกหวีดเป่าจบเกม ถึงคราวที่ทีมสีฟ้าต้องลงสนามเพื่อทำการแข่งขัน เหล่ากองเชียร์ที่ไปเชียร์สีของตัวเองแข่งขัน ก็กรูออกจากสนามจนแทบหมด แต่เพียงไม่กี่นาที รอบสนามก็กลับมาแน่นขนัดอีกครั้งจากกองเชียร์สีที่กำลังจะแข่ง พวกพี่ ๆ ในทีมต่างรู้ว่าต้องทำอะไร หยิบบอลไปวอร์มตี ดีแต่ที่พี่มือเซตคอยบอก คอยแนะนำอยู่ตลอดเวลาว่าต้องทำอะไรบ้าง หนุ่มน้อยรอบอลจากทีมตรงข้ามที่ตบมา ก่อนจะเอาไปโยนให้มือเซตยกสูงมาที่หัวเสา ขึ้นรวบแขนกระโดดตบ จนได้เสียงฮือฮาจากข้างสนามมาไม่น้อย เสียงฮือฮาเมื่อสักครู่กลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีของเขา ความประหม่าที่เคยมีตอนนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจ หนุ่มน้อยกระโดดตบแต่ละที เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทุกครั้ง ตอนนี้ความมั่นใจของเขาเต็มเปี่ยม พร้อมที่จะทุบคู่ต่อสู้อย่างไม่ยั้งมือ สัญญาณมือของกรรมการยกขึ้นพร้อมทำการแข่งขัน เสียงนกหวีดเป่าเริ่ม ทีมสีเหลืองเป็นฝ่ายเสิร์ฟก่อน โค้ชสีเหลืองสั่งผู้เล่นที่ถือบอลรอเสิร์ฟให้จี้ไปที่หนุ่มน้อยที่ยืนประจำอยู่โค้งหน้าแรก บอลพุ่งออกมามือ มายังหนุ่มน้อยที่ถอยก้มพร้อมรับ สองแขนแนบชิดเหยียดตรง ก้มส่งบอลเข้าจุดสวยไปยังมือเซต ก่อนจะกระโดดเซตพร้อมกับตัวสั้นหน้าที่กระโดดด้วย บอลยิงออกมามือโค้งสูงด้วยสปีดเร็วข้ามมือของสั้นหน้ามาถึงจุด หนุ่มน้อยย่อตัวก้าวรวบแขนมาข้างหลังสุดแขน ยืดลำตัวขึ้นตรง ง้างแขนสุดวงหัวไหล่ ฟาดหัวบอลพุ่งเฉียดบล็อกฉีกลงในเส้นสามเมตร เสียงบอลกระทบพื้นดังสนั่น เสียงนกหวีดดังขึ้นพร้อมทำสัญญาณของการได้แต้มมาที่ทีมสีฟ้า ‘ทำได้ เราทำแต้มแรกได้แล้ว’ หนุ่มน้อยพูดในใจ ก่อนที่พี่ ๆ ในทีมจะเดินเข้ามาล้อมวงแสดงความดีใจ หลังจากนั้นทุกครั้งที่ฝั่งทีมสีเหลืองได้เสิร์ฟ ก็จะจี้มาที่หนุ่มน้อยเพียงคนเดียว แต่หารู้ไม่ว่าเขานั้นทำได้ดีไม่มีพลาดเลยแม้แต่ลูกเดียว บอลแรกเข้าจุดเซตได้ทุกลูก มือเซตกระโดดหลอกยิงยัดเข้ามือของสั้นหน้าที่ขึ้นรออยู่แล้ว ตบลงพื้น ไหนจะบอลแรกเข้าจุดตรงกลาง สั้นหน้ากระโดดดึงบล็อกกลางของฝั่งตรงข้าม มือเซตโยกเซตสูงโด่งกลับหลังมาให้โค้งหลังได้ดวนเดียวกับบล็อกสองมือ เป็นแต้มอย่างง่ายดาย หนุ่มน้อยที่ฝั่งตรงข้ามมองว่าเป็นจุดบอดเพียงเพราะเป็นน้องสุด กลับทำได้ดีในทุกบทบาท บทที่จะต้องทำแต้ม เขาก็ทำได้ไม่พลาด มีบ้างที่ติดบล็อก แต่หลังจากนั้นเมื่อเขาเห็นบล็อกเข้ามารอ เขาก็เลือกที่จะหยอดแทน เพื่อให้ได้แต้มมา บทที่จะต้องขึ้นบล็อกเขาก็ทำได้ดีในรูปแบบของการปิดมุมให้คู่ต่อสู้ต้องเหลือมุมตีน้อยที่สุด ถึงแม้จะบล็อกไม่ได้ก็ตาม ในบทของการเปิดบอล นั่นเป็นสิ่งที่เกินคาดเอามาก ๆ ใครจะไปเชื่อว่าเด็กมอหนึ่งที่เพิ่งจะเล่นวอลเลย์บอล กลับรับบอลด้วยท่ารับที่ถูกตามแบบเป๊ะ ๆ พร้อมวินัยในการเล่นที่สูงขนาดที่ว่า สีเหลืองจากที่ตอนแรกมองเป็นจุดอ่อน แต่แท้จริงแล้ว เขานี่แหละไพ่ลับของทีมสีฟ้า กรรมการเป่าจบเกม นักกีฬาเรียงแถวเข้าจับมือ หนุ่มน้อยไหว้ทีมตรงข้าม ไปจนถึงกรรมการที่มาตัดสิน ก่อนทีมจะเข้ามารวมตัวกอดเป็นวงกลมกลางสนาม โห่ร้องเสียงดังพร้อมกองเชียร์ข้างสนาม ด้วยชัยชนะ สีฟ้า 3-0 สีเหลือง 25-20, 25-17, 26-25 หนุ่มน้อยยิ้มร่ากับชัยชนะที่ตัวเขาเองมีส่วนสำคัญอย่างมาก ความรู้สึกที่สำเร็จแล้วหนึ่งขั้น จากคนที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ด้วยความตั้งใจ หัวไว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการซ้อม รวมไปถึงวินัยที่ไม่เคยขาด ทำให้เขาเริ่มรู้สึกที่จะชอบวอลเลย์บอลขึ้นมาจริง ๆ สะแล้ว นี่อาจจะเป็นความชอบเพียงไม่กี่อย่างที่เข้ามาเพิ่มสีสันในชีวิตของเขา นอกเหนือจากการอ่านนิยายที่ยังไงก็เลิกชอบไม่ได้ และความชอบที่เพิ่มเข้ามาใหม่แบบสด ๆ ร้อน ๆ อย่างวอลเลย์บอล“อะ อะโอเค มากันครบแล้วเนาะ เราจะเริ่มกันเลยนะ น้อง ๆ นั่งยืดตัวขึ้น หลับตา ทำสมาธิ คิดทบทวนกับสิ่งที่เราซ้อมกันมา สิบห้านาทีหลังจากนี้ พี่อยากให้น้อง ... น้องครับ หลับตาด้วยครับ น้อง ...” “น้องใจสลายมา” พี่สาวคนที่หอบร่างเธอมา เดินเข้ามากระซิบข้างหูด้วยความเบาที่พยายามจะเบาที่สุด จนมีเสียงแอบแทรกเข้าไมค์ ทำให้หลายคนที่กำลังหลับตาทำสมาธิ ถึงกับสมาธิหลุดกันถ้วนหน้า จนหัวหน้าสตาฟต้องพูดแทรกขึ้น ก่อนที่มีเกิดเหตุแตกตื่นทางด้านจิตใจ “โอเค หลับตาลงครับ ทุกคนหลับตา ยกเว้นน้องคนนั้น ไม่เป็นไร ไม่ต้องหลับตาก็ได้ หลับหมดหรือยัง หลับหมดแล้วใช่ไหม ยกเว้นน้องนะ (น้ำเสียงนุ่มนวล) ทำสมาธิ พี่อยากให้น้อง ๆ ทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เอาชัยชนะมาให้ได้ ...” “ต่อไปจะเป็นการแข่งขันของคณะสีชมพู ขอเสียงปรบมือให้กำลังใจ ... พร้อมนับถอยหลัง ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง ศูนย์ ... เริ่มจับเวลา” สิ้นเสียงประกาศเริ่มจับเวลา เสียงกลองพร้อมเสียงร้องเพลงตะโกนสุดเสียง เร้าอารมณ์คึกดีดอย่างไม่กลัวคอแตก อุปกรณ์หยิบจับถนัดมืออย่างฉับไว มีเพียงแต่ ... สาวน้อยที่ยังนั
ภายใต้ความอ้ำอึ้ง นิ่งสงบของห้วงเวลา เหมือนโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย กลับเหมือนถูกทำให้หยุดหมุนเพียงชั่วครู่ สาวน้อยที่กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะพูดออกมา สวนทางกับความรู้สึก หนุ่มน้อยที่ยืนรอฟังประโยคจากคนที่สนิทและรู้ใจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาก็พร้อมจะรับฟังเธออยู่เสมอ“คือ ... เอ่อ ... คือ ... คือว่า ... ป๊อบว่าป๊อบ ........... ป๊อบ ... ชอบ ...”“ชอบ ...”“... ชอบ ...”“ไงคะ รอนานไหม ?”เสี้ยววินาทีที่ประโยคสำคัญกำลังถูกพ่นออกมาให้ตัวเบา กลับมีเสียงนุ่มหวานของหญิงสาวแทรกมาจากข้างหลังของเธอ“ครับ ไม่นาน ๆ เค้าก็เพิ่งมา”เธอคนนั้นเดินเข้าเคียงคู่หนุ่มน้อยอย่างแนบชิด พร้อมมือที่คว้ากุมแน่นหนึบ สาวน้อยยืนมองภาพตรงหน้าด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ สั่นไปทั้งตัว ราวกับถูกสาปให้เป็นหินขยับตัวไม่ได้“กานต์ ...” สาวน้อยเอ่ยเบาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง“อ้อ ป๊อบนี่พี่ฝ้าย แฟนกานต์”“ดีค่ะน้องป๊อบ พี่ฝ้ายนะ เป็นแฟนกานต์” เธอยกมือทักทายพร้อมเอนหน้าซบลำตัวหนุ่มน้อย เพื่อการันตีว่าเป็นแฟนกันจริง“... แฟนเหรอ ... แฟน ... หมายความว่ายังไง ?” เสียงเรียบของสาวน้อยยังคงบ่งบอกว่าเธอยังคงช็อกกับเหตุก
เวลาล่วงเลยไปประมาณชั่วโมงเศษ ๆ เสียงดนตรีดุริยางค์ก็เริ่มสะกิดต่อมตื่นเต้นของเหล่าน้องมอหนึ่งที่นั่งกันนิ่งกับกีฬาสีปีแรกในรั้วมัธยม จนบางคนอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นชะโงกมองดูตามเสียง หัวขบวนหักเลี้ยวเข้ารั้วของโรงเรียน นำโดยคทากรของโรงเรียนที่วาดลวดลายควงคฑาอย่างแข็งแรงและสง่างาม ตามมาด้วยวงโยธวาทิตที่เดินเรียงกันสับขาโดยพร้อมเพรียง แม้จะเป็นแค่งานในโรงเรียนแต่ทุกคนก็งัดความสามารถออกมาจนหมด ไม่ให้เสียชื่อรางวัลระดับประเทศที่ได้เมื่อต้นปี เหล่าน้องมอหนึ่งที่นั่งมองดูความตื่นตาตื่นใจ ก็ฝืนคำสั่งรุ่นพี่ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าให้นั่งนิ่ง ๆ ลุกขึ้นยืนมองกันแทบจะทุกคน คงมีแค่คนที่เป็นตะคริวเท่านั้นที่ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ สาวน้อยมองข้ามสิ่งที่ทุกคนตื่นตา ควานกวาดสายตามองหาเป้าหมายหัวใจอย่างใจจดใจจ่อ “สีฟ้าขบวนที่เท่าไหร่กันนะ” เธอพูดพึมพำในใจ “... ขบวนสุดท้าย” “เธอพูดว่าอะไรนะ ?” สาวน้อยคิ้วขมวดฉับพลัน มองข้างตามเสียงอย่างตกใจ “ก็เธอถามไม่ใช่เหรอ เธอถาม ฉันก็ตอบ” สาวแว่นตัวเล็กที่อยู่ข้าง ๆ ตอบกลับด้วยส
“แข่งเป็นไงบ้างลูก แม่ขอโทษนะ ไม่ได้ไปเชียร์เลย” แม่เปิดประตูรับลูกชายที่เดินโซเซก้าวเข้าบ้างด้วยความเหนื่อยล้า ที่เก็บอาการมาโดยตลอดเวลา จนก้าวขาเข้าบ้าน “ชนะครับแม่” หนุ่มน้อยยิ้มตาตี่ บอกกล่าวแม่ด้วยน้ำเสียงของพลังงานที่จวนจะหมดเต็มที แม่เข้าสวมกอดลูกชาย โดยทิ้งความสนใจในเหรียญทองที่เขาถือไว้ให้เป็นแค่วัตถุที่บ่งบอกแค่ว่า “นี่สินะ ชัยชนะ” “ยินดีด้วยนะลูก เหนื่อยแย่เลย กินไรมาหรือยัง ไปนั่งรอนะ เดี๋ยวแม่หาไรให้กิน” “ครับแม่” หนุ่มน้อยลากร่างอ่อนล้า ทิ้งตัวลงโซฟาแบบล้มทั้งยืน ยกเหรียญที่ห้อยอยู่ในมือขึ้นมองย้อนแสงไฟ ก่อให้เกิดความคิดมากล้นขึ้นในหัว “อยากให้พ่อได้เห็นเหรียญนี้จัง” เพียงสิ้นสุดความคิด น้ำตาก็เอ่อไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง โดยที่ไม่ได้ร้องไห้ มือปาดน้ำตาที่ไม่ได้สั่ง “นี่สินะที่เขาเรียกว่า ร้องไห้ในใจ” “อาหารเสร็จแล้วลูก ลุกมากินข้าวนะ” มือนุ่มจับสัมผัสหน้าขาอย่างอ่อนโยน “ครับแม่” “ลูกร้องไห้เหรอ ?” “ปะ เปล่าครับ ผะ ผม แค่แสบตานิดหน่อยครับ” มือทั้งสองรีบปาดน้ำตาพร้อมดั
หนุ่มน้อยยกมือขอบอลจากแดนหลัง บอลถูกยกสูง เพื่อให้มีเวลาในการคิดว่าจะเล่นแบบไหน ทางทีมสีส้มที่เห็นว่าหนุ่มน้อยมักได้แต้มจากการหยอด จึงขึ้นบล็อกแค่ตัวเดียว ที่เหลือบีบเข้ามารองหยอดกันเกือบทั้งทีม ก่อนที่หนุ่มน้อยจะรวบตัวกระโดดสูงเหวี่งวงแขนสุดวง ข้อมือเคาะหัวบอลอย่างหนัก บอลพุ่งเฉียงหนีบล็อกมาทางขวา พุ่งลงพื้นเฉียดเส้นหลังไปอย่างชัดเจน ก่อนจะมีสัญญาณของผู้กำกับเส้นชี้ลงในสนามพร้อมเสียงนกหวีดเป่ายาวชี้มาที่ฝั่งเขา 16 – 14 แต้มบนกระดาษพลิกเปลี่ยน สิ้นสุดการแข่งขัน เสียงกรี๊ดพร้อมท่าทางการดีใจหลายรูปแบบวิ่งกรูเข้าในสนามอย่างชุลมุน แต่เป็นความชุลมุนที่เต็มไปด้วยความสวยงามอย่างบอกไม่ถูก ก่อนสถานการณ์จะถูกคลี่คลายลงด้วยการที่นักกีฬาต้องยืนคำนับคู่แข่ง เสียงกรี๊ดพร้อมเสียงปรบมือดังลั่นโรงเรียน สาวน้อยวิ่งเข้าหาหนุ่มน้อยด้วยของเต็มมือพะรุงพะรัง “เก่งมากเลยนะกานต์ ป๊อบดีใจด้วยนะ” เสียงสั่นสะอื้นกล่าวต่อหน้าหนุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยเหงื่ออาบหน้าที่ปริ่มสุข “ขอบคุณนะป๊อบ” สิ้นประโยคหนุ่มน้อยโน้มตัวทั้งร่างเข้าสวมกอดสาวน้อยที่ปริ่มจะร้องอย่า
เสียงนกหวีดลั่นสัญญาณเริ่มแข่งขัน ด้วยสถานการณ์ของทีมสีฟ้าในตอนนี้ดูท่าจะเหลือแค่ทางเดียว คือต้องทุบหม้อข้าวสู้เท่านั้น ถ้าชนะในเกมนี้ก็ได้ยืดชีวิตไปสู้ต่อในเกมต่อไป แต่ถ้าแพ้ก็คงต้องก้มหน้ายอมรับความพ่ายแพ้แบบสิ้นรูป เสียงเล็กแหลมร้องลั่นตะโกนเชียร์ข้างสนามอย่างไม่ย่อท้อ ใบหน้าที่มองด้วยความภูมิใจ พร้อมยกชูป้าย กู่ร้องเชียร์หนุ่มน้อยสุดใจ แม้เสียงที่ตะโกนเชียร์กับเสื้อพละสีต่างจะแตกต่างจากกลุ่มกองเชียร์ก็ตาม “อีป๊อบ มึงร้องยังกะสีมึงเลยนะ” เพื่อนสาวเดินมาเทียบข้าง พร้อมหัวที่เปียกโชกกับชุดที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ด้วยแข่งเสร็จก่อนหน้าและคว้าแชมป์ระดับมอปลายมาได้หมาด ๆ “อีเจส มาร้องช่วยกูเลย” มือเล็กคว้าแขนคนข้าง ๆ เข้ามาใกล้ตัว “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ กูต้องเชียร์แฟนกูอยู่แล้วปะ” “ใครแฟนมึง” สาวน้อยหันมองด้วยสีหน้าตกใจ “กานต์ไง” “ตบ” “กูล้อเล่น” เกมการแข่งขันเริ่มขึ้น สีฟ้าเป็นฝ่ายเสิร์ฟลูกก่อน ครั้งนี้มีการเปลี่ยนตำแหน่งนิดหน่อย จากเกมก่อน ๆ หนุ่มน้อยอยู่ในตำแหน่งโค้งสองที่ต
ป้ายฟิวเจอร์บอร์ดชมพูเด่นแผ่นใหญ่เลยเอวเมื่อวางตั้งพื้น เขียนด้วยหมึกสีฟ้าตัดเด่น ข้อความว่า ‘กานต์สู้ ๆ กำลังใจของเธออยู่ตรงนี้นะ’ พร้อมรูปหัวใจดวงโตสีแดงและลูกศรชี้ลงใส่คนถือเมื่อชูขึ้นกระนั้นก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีแต่อย่างใด เธอเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อสายตา และคิดว่า “เดี๋ยวพวกเขาก็คงเลิกมองไปเอง”
เสียงนาฬิกาปลุกกระชากร่างกรอบที่เจ็บไปทั้งตัว ให้ลุกนั่งในยามเช้า หนุ่มน้อยบิดเนื้อบิดตัวก่อนจะลุกขึ้นทำธุระอย่างไม่อ้อยอิ่ง และไม่ลืมที่จะยิ้มให้กำลังใจตัวเองผ่านกระจกปลายเตียง “วันนี้ชิงที่หนึ่งเหรอลูก” แม่เอ่ยถามพร้อมจานอาหารไอกรุ่นในมือ “ครับ” หนุ่มน้อยยิ้มตา
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่อ
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอ







