로그인"ป๊อบ" สาวน้อยแสนซนวัยใส ค่อย ๆ หลงรัก "กานต์" หนุ่มน้อยผู้มุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งต่าง ๆ อย่างถึงที่สุด ที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว ทีละนิดทีละหน่อย จนหัวปักหัวปำ ถลำไปจนเกินเส้นของคำว่า "เพื่อน"
더 보기ป้ายฟิวเจอร์บอร์ดชมพูเด่นแผ่นใหญ่เลยเอวเมื่อวางตั้งพื้น เขียนด้วยหมึกสีฟ้าตัดเด่น ข้อความว่า ‘กานต์สู้ ๆ กำลังใจของเธออยู่ตรงนี้นะ’ พร้อมรูปหัวใจดวงโตสีแดงและลูกศรชี้ลงใส่คนถือเมื่อชูขึ้นกระนั้นก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกไม่ดีแต่อย่างใด เธอเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อสายตา และคิดว่า “เดี๋ยวพวกเขาก็คงเลิกมองไปเอง” ซึ่งก็จริงอย่างที่เธอคิด เพียงไม่กี่นาที สายตาที่มุ่งจับจ้องเมื่อครู่ก็จางหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นพิธีกรในสนามซึ่งก็คือครูสอนพละ ประกาศผ่านลำโพงใหญ่เรียกให้นักกีฬาทั้งสองทีมเข้าสู่สนาม เพื่อทำการชิงชัยนักกีฬาทั้งสองสียืนเรียงแถวหน้ากระดานประชันหน้าในฝั่งของใครของมัน ก้มโค้งคำนับซึ่งกันและกัน เดินเข้าไปจับมืออย่างเป็นมิตร และนี่คือครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าค่าตากัน เพราะสีส้มไม่เคยมาซ้อมที่สนามเลยสักครั้งเดียว เหล่านักกีฬาด้วยกันเองก็ต่างรู้กันดีว่าระดับของสีส้มมันเหนือกว่าสีอื่น ๆ อยู่มาก จึงไม่แปลกที่พวกเขาเลือกที่จะไปซ้อมกับทีมมหาลัยที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนแทนเสียงกรี๊ดดังสนั่นลั่นสนาม กองเชียร์สีฟ้าที่ขนมากันทั้งสีรวมพลังเสียงร้องเพลงเชียร์กระหึ่มชวนให้ขนลุก ถึงแม้จะรู้ดีว่าสู้ได้ยาก
เสียงนาฬิกาปลุกกระชากร่างกรอบที่เจ็บไปทั้งตัว ให้ลุกนั่งในยามเช้า หนุ่มน้อยบิดเนื้อบิดตัวก่อนจะลุกขึ้นทำธุระอย่างไม่อ้อยอิ่ง และไม่ลืมที่จะยิ้มให้กำลังใจตัวเองผ่านกระจกปลายเตียง “วันนี้ชิงที่หนึ่งเหรอลูก” แม่เอ่ยถามพร้อมจานอาหารไอกรุ่นในมือ “ครับ” หนุ่มน้อยยิ้มตาตี่ สะพายสัมภาระเดินลงมาจากข้างบน “แม่อยากไปดูจัง” “แม่ไม่ต้องไปหรอก ผมเขิน” “ก็แม่ไม่เคยเห็นลูกเล่นเลยหนิ ได้ยินแต่เพื่อน ๆ ลูกบอกว่าลูกเล่นเก่งมาก” “เก่งอะไรเล่า” หนุ่มน้อยหน้าแดงเขิน ก่อนจะนั่งลงตรงจานอาหารที่แม่ตะเตรียมไว้ให้เหมือนในทุก ๆ วัน “แต่แม่อยากดูจริง ๆ นะ” แม่นั่งลงตรงข้าม พร้อมน้ำเสียงออดอ้อนราวกับสาววัยรุ่น หนุ่มน้อยยิ้มร่าหัวเราะทั้งที่ยังเคี้ยวอาหารอยู่ ด้วยไม่เคยแม่ทำท่าน่ารักแบบนี้ “แม่จะว่างเหรอ แม่ต้องส่งแบบหนิ” แม่ที่ได้ยินคำว่าส่งแบบก็ตาตื่นขึ้นทันที พร้อมท่าทางลุกลี้ลุกลนเดินวุ่นรอบบ้าน “เออใช่ ... นี่กี่โมงแล้วเนี่ย --- ตายแล้วอีกสามสิบนาทีต้องคุยกับเจ้าของแบร
1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท