LOGINเธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย
สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียน เธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเขยิบทีละนิด ๆ จนถึงหน้าต่างบานนั้น มือเล็กแงะขอบบานที่ยื่นออกมา ทีละนิด ๆ จนหลุดเปิดออกมาได้ มองซ้ายขวาเพื่อความแน่ใจว่าไม่มีใครเห็น มุดตัวเข้าห้องที่เต็มไปด้วยความมืด จนตัวเธอล้มลงกับพื้นห้องดังลั่น ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นมาปิดหน้าต่างบานนั้น พร้อมลงกลอนให้เรียบร้อย ทันใดนั้น แสงสว่างก็จ้าขึ้น เผยร่างเงาของชายหนุ่มสูงล่ำ ยืนอยู่ต่อหน้า “พะ ...พี่กล้า” เธอสั่นเกร็งไปทั้งตัว ทรุดตัวลงกับพื้นห้องที่มีแต่ฝุ่น “ใช่ พี่เอง” เสียงเรียบรวบแขนของเธอประคองขึ้น “คือ ... เอ่อ ... หนู --- ลืมของค่ะ” “ลืมของ ? แต่ปืนเข้ามาเอานี่นะ” “ก็ ... หนูไม่มีกุญแจห้องหนิ” “ไม่ใช่ว่าจะมาหาพี่หรอกเหรอ” ร่างสูงขยับเข้าหาร่างเล็ก จนแผ่นหลังของเธอแนบชิดตัดกับกำแพงที่ติดโปสเตอร์ผีหัวขาดข้างหลัง ซึ่งเป็นโปสเตอร์ที่เธอกลัวอย่างสุดใจ “พี่จะทำอะไรน่ะ” เธอยกมือทั้งสองข้างปิดแนบอกตัวเอง “มีอะไรจะพูดกับพี่ไหม ?” มือแกร่งทั้งสองวางแนบข้างตัวเธอ พร้อมท่อนแขนที่เต็มไปด้วยเส้นเอ็นปูด คงยากที่จะแกะแขนล่ำนี้ออกจากกำแพงได้ ใบหน้าคมคายค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ “พี่ถามว่า มีอะไรที่อยากจะพูดกับพี่ไหม” ร่างกายเธอแข็งทื่อ หน้ายู่เหยเก หลับตาปี๋ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือเลือดห้อ “ถ้าไม่ตอบ พี่จะไม่ให้ตอบแล้วนะ” ใบหน้าหล่อคมค่อย ๆ ขยับเข้ามา จนระยะห่างเพียงแค่เม็ดข้าวเม็ดเดียว สาวน้อยหลับตาปี๋ พร้อมท่อนแขนเล็กที่พยายามดันร่างสูงไว้ จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจถี่อุ่นบนใบหน้า “หนูขอโทษ !” เธอเบ็งตะโกนบอกคนตรงหน้า จนเธอสัมผัสไม่ได้ถึงความอุ่นบนหน้า เธอจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา “ขอโทษเรื่อง” ชายหนุ่มดันตัวออกจากร่างเล็ก ทิ้งตัวสูงนั่งห้อยขาแขนเท้าโต๊ะอยู่ตรงหน้า “เรื่อง ... ที่หนูพูดไปวันนั้น” ชายหนุ่มทำท่านึกคิด “อ้อ วันที่น้องปฏิเสธพี่จนเสียหลักน่ะเหรอ” เสียงหัวเราะออกมาจากลำคอของเขา “ค่ะ” “โอเค พี่เข้าใจแล้ว จริง ๆ วันนั้นพี่เองก็เจ็บหนัก แต่ก็ไม่เป็นไร พี่ก็พอเข้าใจได้ --- ขอบคุณนะที่ยังมาขอโทษพี่ (ถึงที่) แต่พี่ไม่เป็นไรแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มร่าราวกับว่าไม่มีอะไร สาวน้อยทำหน้างงกับสถานการณ์ที่เธอคิดว่า เขาน่าจะเศร้า หรือไม่ก็ไม่อยากคุยกับเธอ แต่เขากลับดูไม่เป็นอะไรเลย “แล้ว ... เรื่องที่พี่จะย้ายโรงเรียน” “ย้าย ? หนูไปได้ยินมาจากไหน ?” เขาเลิกคิ้วถาม ยืดแขนที่เท้าตัว ขึ้นมานั่งตรงด้วยสีหน้าจริงจัง “ก็... ได้ข่าวว่าพี่จะย้ายโรงเรียนไปเอาทุนนักกีฬา ...” “เอาทุนบ้าอะไร อีกปีเดียวพี่ก็จบแล้ว ไม่ไปแล้วขี้เกียจหาเพื่อนใหม่” ร่างสูงหัวเราะลมพ่นจมูก “พี่สบายดี ถึงจะเจ็บแต่ก็เข้าใจ ก่อนหน้านี้ก็เป๋ไปบ้าง แต่ตอนนี้พี่สบายดี หนูไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก” ร่างสูงลุกยืนขึ้นมาขยี้กลางหัวเธอ ก่อนจะเดินกลับไปนอนหน้าห้องที่มีเสื่อปูนอนอย่างดี “พี่จิ๋วววววววววววววววววววววววววววว” สาวน้อยขบฟันแน่นจนหน้าสั่น ก่อนจะอมยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ “ถ้าจะออกประตู ออกเนียน ๆ นะ หรือถ้าจะออกข้างหลังก็ช่วยปิดไว้ให้ด้วย” ร่างสูงเอ่ยบอก สิ้นคำพูดก็ดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้า ก่อนจะฉีกยื้มออกมาด้วยความพึงใจภายใต้ผ้าห่ม “ค่ะ” แน่นอนว่าเธอเองเลือกที่จะออกทางเดิม และค่อย ๆ ย่องตามทางเดิม จนมาถึงหน้าห้องเรียนที่ครูเองก็เพิ่งปล่อยออกมาพอดี “อีป๊อบ มึงหลบเรียนค่ะ แบนค่ะ เพื่อนไม่คบค่ะ” เพื่อนสาวชี้หน้าด่าทันทีที่เจอ แต่เธอกลับไม่โต้ตอบพร้อมยิ้มให้กลับไป “กูไปเคลียร์ใจกับพี่กล้ามา” เพื่อนสาวตาโตรวบเข้าจับแขนทั้งสองข้างด้วยความอยากรู้ “ยังไงเล่า” “ก็ไม่มีอะไรมึง กูแค่ไปขอโทษ พี่เขาก็เข้าใจ มันก็จบไปด้วยดี ก็แค่นี้” “เออ จบดีก็ดี แต่วันนั้นน่ะกูก็ยอมรับว่าโกรธมึงจริง ๆ มึงก็พูดแรงเกิน แต่พอไปนึกคิดอยู่ทั้งคืน กูก็เข้าใจมึงนะ เข้าใจสิ่งที่มึงทำในวันนั้นทั้งหมด กูก็เลยโกรธมึงไม่ลง แต่ก็ดีแล้วนะที่มึงกับพี่เขาจบกันได้ดี” เพื่อนสาวเลือนมือลงมากุมมือทั้งสองข้างอย่างอบอุ่น “ขอบคุณนะมึง” สองสาวเข้าสวมกอดกันอย่างอบอุ่น ก่อนจะเดินจับมือแกว่งไปมา มุ่งหน้าไปสนามวอลเลย์บอล ที่เธอเองก็มีเรื่องที่จะต้องสะสาง ...1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้




![ยัยเอ๋อนี่ของผม[My dear]เมียผม](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


