LOGINสิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
“มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า “หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ “ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง” “ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ” “ตอแหล ดูออก” เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว “เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี” “ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ” “โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก” สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ “ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้อารมณ์ดีของฉันหายไป” สาวน้อยนั่งตรงข้าม ยัดคำถามทันทีที่บั้นท้ายสัมผัสลงพื้นเย็น “ช่วงนี้แกไม่ได้ไปเรียนพิเศษใช่ปะ” “ไม่อะ ตั้งแต่กานต์ซ้อมวอลเลย์ก็ไม่ได้ไป” “นั่นแหละสิ่งที่จะเล่า” “ใคร กานต์เหรอ” “ใช่ --- เมื่อวานน่ะ ฉันซ้อมเสร็จใช่ไหม ก็เห็นกานต์นั่งยืดอยู่คนเดียว แล้วจู่ ๆ ก็มียัยอ้วนที่ไหนไม่รู้เอาน้ำไปให้กานต์” สีหน้าสาวน้อยที่ก่อนหน้าเรียบยิ้ม ผันเปลี่ยนเป็นตึงเครียด คิ้วขมวดปมเข้มเข้าหากัน พร้อมโน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อฟังข้อมูลชัด ๆ “ใคร ยัยอ้วนนั้นเป็นใคร แกสืบมายัง บังอาจมาดึงหนวดเสือ” “นี่ใครคะ เจสซี่ทะเบียนนักเรียนค่ะ” เพื่อนสาวยืดอกเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ “ใคร มอไหน ห้องไหน บอกมาให้ครบ” “ใจเย็น ๆ ก่อนดิ จะบอกตอนนี้แหละ” “นางชื่อฝ้าย มอสามทับหนึ่ง สีฟ้า” “ฝ้าย ? … ฝ้ายเจ้าของช่องแต่งหน้าในยูทูบปะ” “ใช่ นั่นแหละ” “มึง กูติดตามเขาอยู่” สาวน้อยตะเบ็งเสียง คล้ายจะดีใจ แต่ก็พลันกลับมาอารมณ์ตึงเหมือนเดิม เมื่อรู้ว่านางเอาน้ำไปให้กานต์ “แค่เอาน้ำไปให้ใช่ไหม แกรู้อะไรเพิ่มอีกไหม เล่ามาให้หมด” เสียงคาดคั้น พร้อมบีบแขนเพื่อนสาวแน่น “ที่ฉันเห็นมีแค่นี้แหละแก แต่เขาคุยกันด้วยนะ ฉันน่ะไม่ได้ยินหรอก ต้องรีบกลับแม่มารอรับแล้ว” “แค่เอาน้ำให้ ? มันก็แปลกแล้วปะวะ” สาวน้อยขมวดคิ้วเบ้ปากไปมา บ่นพูดเสียงเบา “ใช่ไง ฉันถึงมาบอกแกเนี่ย แล้วทำไมต้องเอาน้ำมาให้ด้วยล่ะ ไม่ได้เป็นพี่รหัสของกานต์ด้วย” เพื่อนสาวพูดเน้นเสียง เย้าอารมณ์ให้สาวน้อยนึกคิดตาม “ไม่ได้การและ วันนี้ฉันจะต้องได้เห็นกับตาตัวเอง บังอาจมายุ่งกับของ ๆ ฉัน” สาวน้อยเงยหน้าเชิดไปมา หรี่ตาจีบปากกัดฟันพูดตามประโยค ราวกับนางร้ายในละคร เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามโน้มหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ทำหน้าทำตาคล้ายกัน พร้อมเอ่ยเบาข้างหู “อย่าไปยอมนะคะ เรื่องแบบนี้ใครเขายอมกัน” หลังจากวันที่เธอทำร้ายจิตใจของผู้ชายคนหนึ่งที่ได้บอกชอบเธอ เธอเองก็แทบจะไม่ได้พบเจอกับเขาอีกเลย ในความรู้สึกผิด ก็ค่อย ๆ ชินชาลงทุกเมื่อ เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น จน ... “น้องป๊อบ พี่มีอะไรจะคุยด้วย” “คะ ?” เสียงแหลมนุ่มนวลของหญิงสาวที่เธอค่อนข้างคุ้นเคยเอ่ยทักตามหลัง ในขณะที่เธอกำลังจะเดินไปเรียนคาบสุดท้ายในช่วงบ่าย ทั้งสองนั่งลงม้านั่งบนระเบียงตึกที่เพิ่งเรียนเสร็จในตึกเดียวกัน “พี่จะมาบอกเรื่อง ... ไอ้กล้าน่ะ” สาวน้อยใจเต้นแรง ด้วยสาเหตุอะไรเธอก็ไม่รู้ พร้อมสีหน้าที่อยากรู้ เธอจึงเอ่ยถามกลับโดยไม่ลังเล “พี่กล้า ... ทำไมคะ” “ไอ้กล้าน่ะ ... ตั้งแต่วันนั้น วันที่น้องก็น่าจะรู้ว่าวันไหน มันก็ซึมไปเยอะเลย พี่ไม่ได้จะมาแก้ตัวแทนมันหรอกนะ แต่พี่ว่ามันชอบน้องมากจริง ๆ --- น้องไม่ต้องตอบอะไรหรอก เพราะถึงยังไงมันก็ไม่ได้ยินคำตอบน้องอยู่ดี พี่แค่จะมาบอกว่าน้องเปลี่ยนชีวิตมันไปเยอะมากเลยนะ” “เปลี่ยน ? เปลี่ยนยังไงเหรอคะ” สาวน้อยทำสีหน้างุนงง “ก็ตั้งแต่วันที่มันหลบเรียนวันเปิดเทอม มันบอกว่ามันไปเจอเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าห้องภาษาไทย มันรู้สึกถูกชะตาแบบบอกไม่ถูก มันอยากเจอน้องคนนั้นอยู่บ่อย ๆ อยากเจอทุกวัน จนมันมาเรียนทุกวัน ทั้งที่ก่อนหน้ามันหายหน้าทีเป็นอาทิตย์” “เพราะหนูเหรอคะ” “พี่ก็ไม่รู้หรอก แต่มันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย เป็นผู้เป็นคนขึ้น จากจะหลุดทีมโรงเรียน จนมันติดทีมจังหวัด พี่ว่านั่นก็อาจจะเพราะน้องด้วยแหละ” สาวน้อยมองหน้าพี่สาวที่ยื่นมือเข้ามากุมอย่างอ่อนโยนพร้อมสีหน้ากลุ้มใจ “ที่พี่มาบอกน้อง เพราะว่า ... ไอ้กล้าน่ะมันตอบรับทุนนักกีฬาโรงเรียนกีฬาไป ซึ่งก่อนหน้ามันปฏิเสธมาโดยตลอด พี่ว่านี่ก็อาจจะเป็นเพราะ ...” “... หนูเหรอ...คะ” สาวน้อยตอบกลับด้วยเสียงสั่นเครือในลำคอ พี่สาวพยักหน้าเบาเจื่อน ๆ ก่อนจะขอตัวไปเรียนต่อ ทิ้งสาวน้อยให้นั่งทบทวน รู้สึกผิดอยู่อย่างลำพัง สีหน้าเรียบไร้สี มือเท้าเย็นเฉียบขึ้นชั่วขณะ จู่ ๆ เธอก็ใจตกลงตาตุ่ม ใจหายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ย้อนถามตัวเองอยู่ในใจ “นี่เราทำอะไรลงไป ถึงเราจะไม่ชอบพี่เขา แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่จะเกลียด” ในใจลึก ๆ กับการที่ว่าพี่เขาไม่มากวนใจ มันก็รู้สึกดี แต่การที่ไม่ได้เจอด้วยการย้ายหนี มันก็ดูใจร้ายมากไปหน่อย เธออยากขอโทษและอธิบายเรื่องราวในวันนั้นมากที่สุดในตอนนี้1 เดือนผ่านไป ถึงช่วงเวลาที่เหล่านักเรียนรอคอยที่สุดของปี การฝึกซ้อมที่แสนหนักเพื่อให้เป็นหนึ่ง การต่อสู้ฟาดฟันด้วยศักดิ์ศรีจากรุ่นสู่รุ่น การปะทะคารมของคนที่เคยรักกันกลมเกลียวในห้องเดียวกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีที่สุด การแบ่งสันปันส่วนงบประมาณที่แย่งกันปานจะตัดขาดเผาผี รวมไปถึง การเก็บความลับต่าง ๆ ให้มิดชิดที่สุด และป้องกันการสืบข่าวจากคู่แข่ง แม้ว่าจะสนิทกันมากแค่ไหนก็ตาม ความลับนั้นจะถูกปิดผนึกไว้อย่างดี นั่นคือกลิ่นอายของมหกรรมกีฬาภายในโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยศักดิ์ศรี หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า “กีฬาสี” “พร้อมกันยัง ต่อไปคู่เราแล้วนะ” เสียงทุ้มหนาเอ่ยขึ้นพร้อมกางระเบียบโปรแกรมขึ้นดู กลางวงล้อมของนักกีฬาที่กำลังนั่งยืดวอร์มร่างกาย “พร้อมครับพี่ฟ้า” “ขาดเหลืออะไรบอกพี่ได้เลยนะ พี่ต้องดูแลนักกีฬาเต็มที่อยู่แล้ว” ร่างสูงบางยิ้มส่งกำลังใจ ก่อนจะหันมาถามหนุ่มน้อยที่ตั้งใจยืดอยู่ด้านข้าง “ไงน้องกานต์ ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะ” “ก็เพราะพี่นั่นแหละที่ให้ผมลงชื่อในวันนั้น” “ฮ่า ๆ พี่ขอ
“ไม่ใช่ใช่ไหม”เธอทำหน้าเหยเก แล้วจู่ ๆ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุด คือการที่สมองบ้า ๆ ของเธออยากจะรู้อยากเห็นขึ้นมา ทั้งที่เธอไม่อยากจะทำแบบนั้นเลยสักนิด เธอค่อย ๆ หันกลับหลังตามที่สมองของเธอสั่ง เธอมองแผงหน้าท้องตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมองหน้า สิ่งที่เธอเห็นทำเธอพูดไม่ออก ใบหน้าขาวโพลน ที่มีไฟส่องเสยคาง เห็นเงาตกกระทบใบหน้า ภาพที่เธอเห็นทำเธอนิ่งช็อกอีกครั้ง ก่อนจะกรีดร้องดังลั่นตึก“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด ~”ร่างเล็กกรีดร้องสุดเสียง ทรุดตัวนั่งยองก้มหัวกอดเข่า มือเล็กยกพนมมือไหว้ ร่างกายสั่นไปทั้งตัวพร้อมเสียงสวดมนต์ที่ไม่เป็นคำมือใหญ่เย็นยะเยือก วางทาบหัวไหล่สั่นเทาของเธอ “นักเรียน ๆ นี่ครูเอง” เสียงทุ้มหนาที่เธอเอะ เหมือนจะคุ้นเคย เรียกสติของเธอกลับมาได้นิดหนึ่ง เธอหยุดสวดมนต์ภาษาต่างดาว แล้วค่อย ๆ เงยหน้ามองไฟที่ส่องมาที่เธอ “ครูเอง” “ครูวิท” สาวน้อยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่โล่งใจ “ลุกขึ้นก่อน ๆ” ครูหนุ่มค่อย ๆ ประคองร่างสั่นเบาของเธอ พาเธอเดินลงมาหน้าตึกที่มีไฟส่องสว่าง “ไปอยู่อะไรตรงนั้นดึก ๆ ดื่น ๆ” ทันทีท
หนุ่มน้อยซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์ กลับบ้านอย่างสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า มีคนที่กำลังหลับใหลท่องนิทราอย่างไม่รู้ตัวอยู่คนเดียว โดดเดี่ยว ลำพัง ท่ามกลางความมืดมิด และเงียบสงัด จนเวลาล่วงมาถึงสองทุ่ม แม่ที่นั่งรอสาวน้อยกลับบ้าน หยิบโทรศัพท์โทรหา แต่ก็ไม่ติด นั่นเป็นเรื่องปกติของเธอที่มักจะปล่อยให้โทรศัพท์แบตเตอรี่หมดอยู่บ่อย ๆ กระนั้นแม่ก็ไม่เคยจะคุ้นชินได้เลย ใจแม่เริ่มหวิวกังวลนิด ๆ ด้วยที่สาวน้อยเริ่มที่จะเป็นสาว อะไรที่ไม่เคยได้ห่วง ก็พลันห่วงขึ้นมาอย่างผลักออกไปไม่ได้ แม่นั่งครุ่นคิดตัดสินใจอยู่สักครู่ ก่อนจะหยิบกุญแจรถ มุ่งไปยังบ้านของหนุ่มน้อย ที่เธอบอกว่าเธอจะรอกลับพร้อมเขา “หนูกานต์ ๆ” เสียงตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน พลางเสียงกริ่งแทรกซ้อนไม่หยุด จนเจ้าของบ้านต้องรีบเดินออกมาดู“ว่าไงยัยแก้ว แกมีอะไร … ทำไมทำหน้าตกใจอะไรขนาดนั้น”“หนูกานต์อยู่ในบ้านไหม ?”“อยู่ --- กำลังอาบน้ำน่ะ แกมีไร”“แล้วหนูป๊อบล่ะ” แม่ของสาวน้อยพยายามชะโงกหน้า มองหาลูกสาวในบ้านผ่านกระจกใสบ้านใหญ่“ไม่เห็นหนูป๊อบนะ” แม่หนุ่มน้อยตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“ก็ยัยป
“กูไปรอซ้อมก่อนนะมึง” ร่างเล็กเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ที่มีเพื่อนสาวยืนรออยู่ข้างหน้า มากับชุดที่พร้อมจะลงสนาม กางเกงขาสั้น และเสื้อกีฬาผ้ามันรัดรูป เผยร่างเล็กที่เห็นกล้ามเนื้อแน่น ๆ “เออ ๆ ตั้งใจซ้อมล่ะ” “มึงไม่ไปนั่งรอข้างสนามกับกูเหรอ” “ไม่อะ กูจะไปแอบดูบนตึก 3 ไปข้างขนามไก่ก็ตื่นดิ”“มึงหลบดี ๆ นะ อย่าให้พี่สแตนด์ตามหามึงเจอล่ะ” เพื่อนสาวเดินแยก โบกมือไปมาสองสาวเดินแยกออกจากกัน เธอแยกเดินอ้อมไปหลังตึก 3 ส่วนเพื่อนสาวของเธอแยกไปยังสนาม เธอนั่งรอเฝ้ามองดูผู้คนที่ค่อย ๆ มายังสนามทีละคน ๆ รวมไปถึงพี่กล้าที่ก็มาซ้อมเหมือนกัน เธอได้แต่อมยิ้มเบา ๆ ความในใจที่เคยหนักอึ้ง มันได้สะสาง จากแต่ก่อนที่ไม่อยากแม้จะเห็นหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับเป็นฝ่ายนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด “มันก็ไม่แย่นะ” เธอเอ่ยเบากับตัวเอง จนหนุ่มน้อยย่างเข้าสนามพร้อมกระเป๋าประจำตัว วางบนไม้หินอ่อนข้าง ๆ สายตาของเธอจ้องมองเขม็ง ราวกับเสือโหยที่จ้องจะเข้าขย้ำเหยื่อพร้อมกัดกินเหยื่อนั้นในคำเดียว “ใครที่มันบังอาจมายุ่งกั
เธอครุ่นคิดอยู่นาน จนเสียงเดินรอบข้างเงียบสงบลงเพราะเริ่มเรียนในคาบสุดท้ายแล้ว เธอได้แต่คิดอยู่คนเดียวอย่างลำพัง โดยไม่สนใจที่จะเข้าเรียนคาบสุดท้าย สาวน้อยตัดสินใจลุกพรวดขึ้น ในหัวของเธอตอนนี้คือต้องการพูดคุยกับพี่เขา ถึงจะยังไง ก็ต้องได้อธิบาย ก่อนที่อาจจะไม่ได้เจอกันอีก เธอไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้เขาเรียนวิชาอะไร แต่สิ่งที่นึกขึ้นได้คือห้องชมรม ด้วยสิ่งที่เธอรู้คือ พวกพี่ ๆ กลุ่มพี่กล้ารวมถึงพี่กล้า มักจะเอากระเป๋าเรียน หรือของสำคัญไว้ในตู้ล็อกเกอร์ในห้องชมรม เธอคิดได้แค่ว่า เขียนข้อความขอโทษและอธิบายหยอดเข้าไว้ในล็อกเกอร์ก็ดี เพราะตั้งแต่วันนั้นช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ที่เคยคุยกัน พี่เขาลบออกจนหมดเกลี้ยง รวมถึงถ้าจะให้พูดต่อหน้ามันก็คงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่ากับการที่เธอจะเขียนเธอค่อย ๆ เดินหลบตามกำแพงตึกต่าง ๆ จากตึกสังคม ลอดมุดหลบมุมตึกอังกฤษ จนมาโผล่ตึกวิทย์ฯ แต่การที่จะเดินเข้าไปโต้ง ๆ ก็คงจะเป็นเป้าสายตาจนเกินไป เธอนึกขึ้นได้ว่า หน้าต่างบานในสุดของห้องมักจะไม่ได้ล็อกกลอนไว้ เนื่องจากกลุ่มพี่ ๆ มักจะแอบเข้าไปเล่นไพ่กันในคาบว่าง เธอค่อย ๆ ย่องก้มตัวต่ำเ
สิ้นเสียงบรรเลงเพลงจบ นั่นหมายถึงช่วงเวลาของการเข้าแถวในช่วงเช้าที่แสนจะวุ่นวายในวันธรรมดา สาวน้อยเดินยิ้มร่าด้วยท่าทางกระโดดโลดเต้นดั่งกวางน้อยที่เห็นหญ้าเขียวหวาน วิ่งเข้ามาแทรกกลางแถวที่มีเพื่อนสาวคนสนิทอยู่ข้างหน้า ด้วยนาน ๆ ทีมาเข้าแถวได้ทันเวลา หนำซ้ำวันนี้การบ้านทุกวิชาก็เสร็จพร้อมที่จะส่งเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกใจที่เธอจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ “มาแล้วจ้าเจสซี่เพื่อนรัก” มือเล็กวางทาบแผ่นหลังเพื่อนสาวที่ยืนตบแป้งอยู่ข้างหน้า“หล่อนดูอารมณ์ดีนะคะ” หน้าสีสองโทนหันกลับมาทักทาย จนเธอแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่“ไม่ต้องมองด้วยสีหน้าแบบนั้นค่ะ วันนี้งานเร่ง”“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลยค่า สวยออก เทรนด์ใหม่มาแรง เดี๋ยวคนอื่น ๆ เห็นก็จะแต่งตาม เชื่อสิ”“ตอแหล ดูออก”เสียงเจื้อยแจ้วพูดคุย หยอกล้อกันระหว่างจัดแถว“เออเดี๋ยวมึงได้ฟังในสิ่งที่กูจะบอก มึงจะเลิกอารมณ์ดี”“ให้กูอารมณ์ดีจนเข้าแถวเสร็จเถอะนะ”“โอเค เลิกแถวแล้วกูจะบอก”สองร่างเล็กเดินเคียงกัน ยื่นสมุดการบ้านให้หัวหน้าห้องที่ยืนรอรวบรวมพร้อมจะส่ง เสร็จสรรพก็รุดนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตัวประจำ“ว่ามาค่ะ เรื่องที่จะทำให้







