LOGIN“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่คนเคยคุยกัน จริงอยู่ เราเคยนอนด้วยกันครั้งสองครั้ง แต่เราก็ไม่ได้มีความผูกพันหรือมีพันธะอะไรต่อกัน มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่า ฉันไม่ได้คิดอะไรกับอิม อิมก็คงจะไม่คิดอะไรกับฉันหรอก แต่แค่อยากแสดงความเป็นเจ้าของ เลยมาหาเรื่องเธอ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้เป็นของเขา เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันไม่ได้เป็นของอิม ไม่ได้เป็นของใครทั้งนั้น แต่ตอนนี้กำลังจะเป็น รู้ใช่มั้ย.. ว่าฉันอยากเป็นของใคร”
ใครจะคิดว่าประโยคท้าย เขาจะวกกลับมาเรื่องนี้ล่ะ แถมตอนพูดก็เลื่อนหน้าเข้ามาใกล้พร้อมสายตากับรอยยิ้มอะไรก็ไม่รู้ ทำเอาฉันปรับอารมณ์ไม่ทันแล้วนะ หัวใจก็เต้นแรงแบบไม่ทันตั้งตัวเลยด้วย แถมเขินแก้มจะแตก เพราะมันดันหุบยิ้มไม่อยู่ “ยิ้มออกแบบแล้วนี้ แสดงว่ารู้แล้วใช่มั้ย ว่าฉันอยากเป็นของใคร” เขายังส่งสายตาไม่เลิก แต่ถึงจะอย่างนั้น ฉันก็ไม่ตอบเขาหรอก “มะ..ไม่รู้สิ” ฉันบอกยิ้มๆพร้อมหลุบตาลงต่ำ “หึ ฉันรู้ว่าเธอรู้” “…” คราวนี้ฉันไม่พูด แต่ยังยิ้มอยู่ “สรุปว่าเรื่องอิม เธอไม่คิดมากใช่มั้ย ไม่โกรธฉันใช่มั้ยที่เคยนอนกับเขามาก่อน เธอเข้าใจใช่มั้ย ว่าผู้ชายมันก็ต้องมีบ้างที่บางทีมันก็ต้องมีระบายออก แต่มันไม่ได้มีอะไรเลยนะ เรื่องมันมีแค่นั้นจริงๆนะ และฉันรับรองเลย ว่าถ้าฉันมีตัวจริง ฉันไม่มีทางไปหาที่ระบายที่ไหน ฉันจะรักและซื่อสัตย์กับตัวจริงของฉันแค่คนเดียว เธอ เชื่อฉันนะ” เขาวกกลับมาถามเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอ้อนๆบวกท่าทีง้องอน มันรู้สึกเหมือนเขาแคร์ฉันยังไงบอกไม่ถูก แถมตัวจริงที่เขาพูดมา มันทำให้อดคิดไม่ได้ ว่าเขาหมายถึงฉัน ก็สายตาเขามันบอกแบบนั้น แล้วแบบนี้จะให้ฉันโกรธเขาลงได้ยังไง แต่ความจริงถึงเขาไม่ง้อไม่ออดอ้อนฉันแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้โกรธเขาอยู่ดี ฉันเข้าใจธรรมชาติของผู้ชาย เพราะฉันก็เคยได้ยินมาบ้าง แต่เมื่อกี้ที่ฉันรู้สึกค้างคาจนต้องถามเขา เพราะฉันแค่อยากได้ยินเขาพูดให้เคลียร์ก็แค่นั้น ฉันจะได้ไม่ค้างคา ว่าตกลงมันอะไรยังไงกันแน่ แล้วตอนนี้ฉันก็เคลียร์แล้ว “อืม เราเชื่อนาย” ฉันยิ้มบอก ซีดีก็ยิ้มกว้างออกมา “ขอบคุณนะ จริงสิ พรุ่งนี้วันหยุด ไปเที่ยวกันมั้ย ไปผ่อนคลาย จะได้ไม่คิดมากเรื่องนี้” “เที่ยวเหรอ เอ่อ ความจริงเราก็อยากไปนะ แต่พรุ่งนี้เราตั้งใจว่าจะอ่านหนังสือน่ะสิ อาทิตย์หน้ามีเทสย่อยตั้งสองสามเรื่อง เรายังเข้าใจไม่ครบทุกเรื่องเลย ก็เลยกะว่าจะอ่านทบทวนสักหลายๆรอบน่ะ” ฉันบอกไปตามความจริง “อ๋อ งั้นเหรอ ไม่เข้าใจเรื่องอะไรอ่ะ ฉันติวให้มั้ย เรื่องที่จะเทสอาทิตย์หน้า ฉันเข้าใจหมดทุกเรื่องแล้ว เดี๋ยวฉันติวให้เอง” เขายิ้มบอก “จะดีเหรอ เราไม่อยากรบกวนนายน่ะ” “ไม่รบกวนเลยสักนิด ฉันเต็มใจมาก ดีซะอีก ไปติวให้เธอ ฉันก็ได้เห็นหน้าเธอเพิ่มขึ้น เห็นหน้าเธอแล้ว รู้มั้ยว่าฉันมีความสุขมาก” อยู่ๆเขาก็ทำซึ้งใส่ฉันอีกแล้ว เล่นเอาไปไม่เป็นเลย เพราะงั้นฉันต้องรีบหาทางตัดบทแล้วล่ะ ก่อนหัวใจจะเต้นแรงจนทะลุออกมาจากอก “เอ่อ คือ คือว่า ปะ..ไป ไปเรียนกันเถอะ เดี๋ยวสาย ส่วนเรื่องพรุ่งนี้ อะ..เอาตามนั้นก็ได้ งั้นเจอกันที่ห้องสมุดนะ” “หืม? ห้องสมุดเหรอ” “อืม” “แต่ห้องสมุดเสียงดังไม่ได้นะ จะคุยกันยังไง เดี๋ยวก็ได้โดนบรรณารักษ์เนรเทศออกมา” เออ จริงด้วยสิ “เอ่อ แล้วจะไปติวที่ไหนล่ะ” “อืมม..” พอฉันถาม ซีดีก็ทำท่าทางครุ่นคิดอยู่แป๊บนึง ก่อนจะหันกลับมามองฉัน “หอเธอดีมั้ย” “หืม? หอเราเหรอ” “อืม เธอจะได้ไม่ต้องแบกหนังสือแบกชีทแบกอุปกรณ์ให้เหนื่อยไง จะหยิบจับอะไรก็สะดวก เพราะอุปกรณ์การเรียนทุกอย่างก็อยู่ที่หอเธออยู่แล้ว ไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลาด้วย เดี๋ยวฉันมาหาเธอเอง” มันก็จริงของเขาแหละ แต่.. “เอ่อ ความจริงมันก็ดีนะ แต่ว่า เอ่อ เราว่ามันไม่ค่อยเหมาะรึเปล่า ถ้าผู้ชายกับผู้หญิงจะอยู่ในห้องเดียวกันสองต่อสอง” เรื่องนี้แหละที่ฉันติดน่ะ “งั้นเหรอ ก็จริง เพราะฉันเป็นผู้ชาย แถมประวัติก็ไม่ค่อยดีใช่มั้ย เธอเลยไม่ไว้ใจฉัน” “เอ่อ ไม่ใช่นะ เราแค่คิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมน่ะ” “มันก็เหมือนกันนั่นแหละ เธอไม่ไว้ใจฉัน งั้นติวที่อื่นก็ได้ เธอคิดได้แล้วค่อยบอกฉันแล้วกัน ไปเรียนกันเถอะ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ บอกเสร็จเขาก็เดินนำฉันไปเลย เดี๋ยวนะ ท่าทางแบบนี้คือเขาโกรธฉันใช่มั้ย โกรธฉัน น้อยใจฉันเพราะคิดว่าฉันไม่ไว้ใจเขา ทั้งๆที่มันไม่ใช่ซะหน่อย ฉันแค่คิดว่ามันไม่เหมาะแค่นั้นเอง ฮืออ แต่ฉันไม่อยากให้เขาเป็นแบบนี้เลย ฉันไม่อยากให้เขาโกรธฉัน ไม่อยากให้เขาน้อยใจ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย “เดี๋ยวก่อน ซีดี ซีดี!” ฉันตะโกนเรียกเขา ก่อนรีบวิ่งไปดักหน้า “ว่าไง คิดสถานที่ได้แล้วเหรอ” เขายังคงถามฉันด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกหนาวสะท้านในหัวใจยังไงบอกไม่ถูก ฉันไม่อยากให้เราโกรธกัน ไม่อยากให้น้อยใจกัน มันไม่มีความสุขเลย ต่างคนต่างไม่มีความสุข เพราะงั้น.. “อืม ไปติวที่หอเราก็ได้” อย่างที่บอกว่าฉันไม่อยากให้เราโกรธกัน น้อยใจกัน แล้วก็หมางเมินกัน ฉันก็เลยยอมทำตามที่เขาบอก ก็มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็จริงที่มันไม่ค่อยเหมาะสม แต่ฉันซีเรียสเรื่องเขามากกว่าน่ะ ฉันไม่อยากให้เขาโกรธฉัน “แต่เธอบอกว่ามันไม่เหมาะสม” “ไม่เป็นไรหรอก เราไว้ใจนาย” พอฉันบอกแบบนี้ เขาก็เริ่มยิ้มออก แล้วพอเขาเริ่มยิ้มออก ฉันก็ค่อยสบายใจขึ้นแล้วล่ะ “ขอบคุณนะ” “ไม่เป็นไร งั้นไปเรียนกันเลยมั้ย” “เค ไปกัน เอ่อ ขอจับมือได้มั้ย” เขายิ้มบอกแบบประหม่า ส่วนฉันเหรอ สงสัยหน้าคงแดงแจ๋ไปแล้วล่ะ “อือ อืม” ฉันอมยิ้มพร้อมพยักหน้าอย่างเขินๆ ก็มันเขินจริงๆนี่นา “ขอบคุณครับ” หมับ! ยิ่งเขายิ้มบอกมาแบบนี้พร้อมกับจับมือฉัน ฉันก็ยิ่งเขิน แต่มัน.. ก็มีความสุขดีนะ ซีดีทั้งน่ารัก ทั้งแสนดี ทั้งเป็นสุภาพบุรุษ เขาเป็นเหมือนผู้ชายในฝัน ฉันดีใจนะ ที่มีเขาเดินเข้ามาในชีวิต^^ MONA END“เกี่ยวดิ แบบว่าผัวรู้ใจเมียไง พอลูกออกมา ลูกเลยรู้ใจแม่ เห็นมั้ย ลูกได้เชื้อรู้ใจจากพ่อมาเต็มๆ” ไง ทีนี้ชัดมั้ยล่ะครับ เมียเองก็คงได้ยินชัดแล้วล่ะ เธอถึงเปลี่ยนจากยิ้มแปลกเป็นยิ้มพร้อมมองผมอย่างหมั่นไส้แทน“หืออ หลงตัวเอง” หลงตัวเองเหรอ? เอ.. หรือจะจริง เค งั้นเลิกก็ได้“โอเค งั้นไม่หลงตัวเองแล้วก็ได้ แต่ให้เมียหลงได้ป้ะ” ผมหยอดไปเต็มๆ แล้วก็ไม่ใช่แค่พูดนะ แต่ผมเลื่อนหน้าไปหาเมียสุดที่รักพร้อมกับส่งสายตาปิ๊งๆ ให้เธอด้วย ทำเอาเธอยิ้มกว้าง หน้าแดงทันควันด้วยความเขิน“บ้า พอเลย อย่ามาอ่อยแถวนี้นะ อายเขา..อุ๊ย! ไอศกรีมนี่ ไปกินกันมั้ย รำลึกความหลังตอนเราไปฮันนีมูนกันไง จำได้มั้ย ว่าตอนนั้นเราไปนั่งกินไอศกรีมที่ม้านั่งแล้วรับลมตอนเย็นๆ กัน จะว่าไป ตอนนี้มันก็ใกล้เย็นแล้วเหมือนกับวันนั้นเลย”โมนายิ้มเขินแล้วจู่ๆ สายตาก็คงบังเอิญเหลือบไปเห็นร้านไอศกรีมที่เปิดขายอยู่ในสวน ผมเลยหันมองตาม ถึงได้เห็นว่ามันเป็นร้านไอศกรีมเล็กๆ ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน และโมนาคงชอบ ผมเลยละจากร้านไอศกรีมแล้วหันกลับไปยิ้มให้เธอ“จำได้ดิ งั้นไปซื้อกันเลยมั้ย เสร็จแล้วค่อยไปนั่งกินตรงนั้นกัน ตรงนั้นมีที่นั่งพอดี”ผมหมาย
“นี่ค่ะ ถึงจะเป็นของธรรมดา แต่พวกเราก็ตั้งใจให้แม่กับป๊านะคะ” มีอาตอบรับ ก่อนก้มหยิบซองอะไรสักอย่างจากกระเป๋าสะพายใบเล็กของตัวเองขึ้นมาแล้วส่งให้ผมกับโมนา “อะไรเหรอลูก” โมนาถามเสียงเรียบ แต่ผมก็พอดูออก ว่าเธอกำลังตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ต่างจากผม เพราะผมก็กำลังตื่นเต้น ไม่รู้ว่าในซองสีชมพูอ่อนนั่นมีอะไร “ลองเปิดดูสิคะ เป็นของขวัญจากเราสี่คนค่ะ” ยังคงเป็นมีอาที่ตอบคำถาม ส่วนหนุ่มๆอีกสามคนกำลังยิ้มมองแบบลุ้นๆ “โอเค งั้นแม่เปิดละนะ โมเปิดละนะ” โมนายิ้มบอกลูกๆ ก่อนหันมายิ้มกับผม “อือฮึ อยากรู้แล้วเหมือนกัน ว่าลูกให้อะไรเรา” “โอเค ฮืออ ตื่นเต้น” ครั้งนี้โมนายอมพูดและแสดงอาการออกมาพร้อมรอยยิ้มมีความสุข ก่อนจะรับซองสีชมพูนั่นมาจากมือของมีอาแล้วจัดการเปิดมันออกท่ามกลางความตื่นเต้นและโคตรลุ้นระทึกของผม ลูกๆเองก็เหมือนจะกำลังลุ้นอยู่ไม่น้อย ว่าพอผมกับโมนาเห็นของในซองแล้วจะเป็นยังไง กึก! แล้วก็เป็นแบบนี้ไง คือผมกับโมนาชะงักด้วยความคาดไม่ถึง “นะ..นี่มัน..” “ตั๋วออกเดทค่ะ” มีอาแทรกโมนาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและหวังดี ไม่ต่างกับสามหนุ่มที่ก็กำลังมองเราสองคนด้วยสายตาแบบนั้นเช่นกั
“อะ..อ๊าา~” ทุกจังหวะที่ผมกำลังกระหน่ำปรนเปรอให้เธอมันคงถึงใจเธอโคตรๆ เธอถึงยังครางสะท้านจนแทบลืมหายใจไม่หยุดหย่อน มือบางขยุ้มผมของผมแรงขึ้น ส่วนมืออีกข้าง เธอเอาไปจับมือผมข้างที่กำลังแหวกกลีบดอกไม้สีสวยของเธอเอาไว้อีกทีแบบค่อนข้างแรง ราวกับว่าจะให้มันช่วยระบายความเสียว ความร้อน และความอึดอัด ทั้งๆที่เธอก็คงจะรู้ดีนั่นแหละครับ ว่าทำยังไงก็ไม่ช่วยหรอก อะไรๆก็ช่วยเธอไม่ได้มากเท่ากับผม ผมเท่านั้นที่ช่วยเธอได้ดีที่สุด และผมยินดีช่วย โคตรยินดีแล้วก็โคตรเต็มใจ แถมเต็มใจช่วยทั้งคืนเลย ไม่เสร็จไม่หยุด ไม่อิ่มไม่เลิก เอาให้สำลักความสุขกันไปข้าง ก็ต่างคนต่างโคตรหื่นนี่ครับ แล้วมันจะไปจบที่ไหนได้ ถ้าไม่ใช่เอากันจนอิ่ม เอากันจนหมดแรง เอากันจนสำลักน้ำ เอ้ย! เอากันจนสำลักความสุขให้ยันเช้าไปเลย แล้วถ้าพรุ่งนี้เมียตื่นมาเลี้ยงเจ้าตัวแสบไม่ไหวก็ไม่เป็นไร ผมจะดูแลให้เอง ผมก็เคยช่วยเธอเลี้ยงนี่ครับ ผมจัดการได้อยู่แล้ว มั้งนะ ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าผมทำแล้วก็ต้องรับผิดชอบ อีกอย่าง ผมอยากให้โมนาพักบ้าง ชวนเธอทำ(ลูก) แล้วจะไม่ให้เธอพักได้ไง แถมไม่ใช่ชวนทำแป๊บๆ แต่ก็อย่างที่บอก ว่าคงชวนทำทั้งคืน ไม่อิ่มไม่เ
“ได้สิครับ” ผมตอบรับทันทีอย่างไม่ต้องคิด ก่อนยกเธอขึ้นมานั่งคร่อมขาผม โดยที่ผมเหยียดขายาวออกไป สองมือกอดแผ่นหลังและลำตัวที่เริ่มชื้นเหงื่อไม่ต่างจากผมของเธอ ในขณะที่เธอกอดคอผมไว้แล้วขย่มผมแรงๆทันทีอย่างรู้งาน คราวนี้เสียงสั่นของเตียงยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก ก่อนแสงสวรรค์จะมาเยือนเราสองคนพร้อมกัน ทีนี้ก็ถึงเวลายิงกระสุนแล้วล่ะครับ รับรองว่าไม้ได้น้องแน่นอน ฟุ่บ! “อืมม” โมนาฟุบหน้าลงกับบ่าผมพร้อมกับกอดคอผมแน่นขึ้นทันทีด้วยลมหายใจเหนื่อยหอบ หลังจากกรำศึกที่ร้อนระอุมาพักหนึ่ง ตอนนี้เธอกระตุกเกร็งถี่ๆ ในขณะที่ผมเพิ่งจะยิงกระสุนผลิตลูกอุณหภูมิอุ่นๆใส่ช่องรองรับในตัวเธอจนหมดทุกหยด สองมือโอบกอดเธอแน่นพร้อมกับหายใจหอบเหนื่อยพอๆกับเธอ ไม่สิ น่าจะน้อยกว่าเธอ เพราะพอผ่านไปไม่นาน ลมหายใจร้อนผ่าวของผมก็ไม่ได้อยู่ในจังหวะหอบเหนื่อยแล้ว หมายถึงตอนนี้ผมเริ่มหายเหนื่อยแล้ว แม้บนตัวจะยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายก็ตาม แต่ผมก็เริ่มหายเหนื่อยแล้ว ในขณะที่เธอยังคงหายใจเหนื่อยๆอยู่ แม้จะไม่มากเท่าตอนเพิ่งเสร็จ(กิจ)ใหม่ๆก็ตาม “เมียจ๋า” ผมเรียกเธอเบาๆ เธอที่ยังคงสวมกอดผมพร้อมกับซุกใบหน้าไปกับบ่าแกร่งชื้นเหงื่อ
“หืม? อะไรกัน อิจฉา อื้อ อิจฉาแม้กระทั่งลูกอ่ะเหรอ” เธอถามยิ้มๆปนเสียงคราง แววตาที่เงยมองผมยังคงร้อนผ่าวและสอดแทรกด้วยความต้องการ “อิจฉาสิ เพราะงั้นคืนนี้ผัวขอกินบ้างนะ ได้มั้ย” “ได้มั้ยเหรอ มาทำคนอื่นเขาหื่นขนาดนี้ ยังจะมีหน้ามาถามอีกนะ” เธอพูดมาแบบนี้ ผมก็มั่นใจในคำตอบแล้วล่ะ “ก็ถามเพื่อความแน่ใจไง” ฟึ่บ! “อุ๊ย!” จู่ๆผมก็อุ้มเธอขึ้นมาอย่างไม่บอกไม่กล่าว เธอก็เลยตกใจมั้งครับ “จะอุ้มทำไมไม่บอก” “อยากให้ตื่นเต้น ไม่ตื่นเต้นมาพักใหญ่แล้ว” ผมยิ้มบอกเสียงพร่า นัยน์ตามีเพียงไฟร้อนจากความต้องการ ก่อนผมจะพาเธอตรงไปที่เตียง ปึก! ผมวางเธอลงเบาๆ ก่อนจะขึ้นไปคร่อมแล้วก้มลงไปจูบแลกลิ้นอย่างดูดดื่มกับเธอทันที แต่เป้าหมายหลักของผมมันไม่ได้มีแค่นี้ ก็บอกไปแล้ว มือผมมันถึงลูบไล้เรือนร่างบอบบางของเธอแค่พอหอมปากหอมคอ ก่อนจัดการปลดกระดุมเสื้อเธอแล้วบีบคลึงอกอวบเบาๆ ในขณะที่ปากเรามันจูบกันจนพอใจ ถึงได้ถอนจูบออกเพื่อพักหายใจบ้าง แต่ผมพักเดี๋ยวเดียวพอ เพราะความหื่นกระหายและความร้อนรุ่มจนแทบขาดใจมันสั่งให้ไม่จำเป็นต้องพัก ผมถึงก้มลงไปจูบดูดดึงเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นซอกคอและใบหูของเธอ ผมจูบ
ส่วนโมนา ตั้งแต่เราแต่งงานกันและรู้ว่าเธอท้องเจ้าตัวแสบ ผมก็ไม่ให้เธอทำงานอีกเลย คนท้องคนไส้ จะให้ทำงานได้ไงกัน แต่ความจริงผมก็กะจะไม่ให้เธอทำงานตั้งแต่เราแต่งงานกันใหม่ๆแล้วล่ะครับ เพราะผมไม่อยากให้เธอเหนื่อย ผมอยากทำงานหาเลี้ยงเธอเอง แต่เธอไม่ยอม บอกว่าอยากทำงานน่ะครับ อยากช่วยกันสร้างครอบครัว ผมออดอ้อน(ออเซาะ)เธอแค่ไหน เธอก็ไม่ยอม จนสุดท้ายผมก็จนปัญญา ต้องยอมให้เธอทำงาน แต่พอรู้ว่าเธอท้อง ผมก็รีบอ้างเรื่องลูกทันที อ้างโน้นอ้างนี่ว่าคนท้องไม่ควรทำงานอะไรที่มันเหนื่อย เดี๋ยวมันจะไอ้นั่น เดี๋ยวมันจะไอ้นี่ เดี๋ยวแม่จะไม่แข็งแรง เดี๋ยวลูกของเราก็จะไม่แข็งแรงตามไปด้วย ผมเป็นห่วงทั้งแม่ทั้งลูก ผมโน่นผมนี่ บลาๆๆ สารพัดเหตุผลที่ผมใช้เอาไปอ้าง และสารพัดเหตุผลที่ผมร่ายไป สรุปว่ามันใช้ได้ผลเว้ย เพราะโมนายอมลาออกจากงานแล้วมาอยู่บ้าน จริงสิครับ ลืมบอก คือพอเราแต่งงาน ผมก็ใช้เงินเก็บของผมซื้อบ้าน เพราะคิดว่าเวลาเรามีลูกกันสักครึ่งทีมฟุตบอล ลูกๆจะได้มีสนามหญ้ากว้างๆเอาไว้วิ่งเล่น และนอกจากซื้อบ้าน ผมก็ออกมาเปิดธุรกิจของตัวเอง จะได้สร้างความมั่นคงให้ครอบครัว ได้สร้างอะไรเอาไว้ให้ลูกๆแบบเป็นช







