Masuk'Zone วิศวะ หรือที่เรียกติดปากว่า 'โซนวอ.' ไม่มีใครอยากเข้าไปเฉียดใกล้เพราะฉายา.. ตีนมหันตภัยของคนคุมถิ่น หนึ่งในนั้นคือ 'จอมพล' ลูกชายอธิการบดี ผู้ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้ที่หนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่ง ฉัน 'แก้มหวาน' ก็ได้รับซองดำที่ถูกส่งตรงมาจากโซนวอ. เรียกตัวไปพบโดยลงท้ายมาด้วยชื่อของเขา ทั้งที่เราไม่ได้รู้จักกัน #ตัวอย่าง1 "พี่เรียกหนูมาหวังขืนใจเหรอ" "ไม่ใช่!" เขาเสียงดังกลับทันที "ก็พี่นัดหนูมาแล้วก็ดึงเข้ามา.. แล้วก็อยู่สภาพนี้ แค่ไปให้อาหารหมาต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ หนูสงสารที่มันผอม ทำไมพี่ถึงนิสัย.." "แก้มหวาน!" #ตัวอย่าง2 "ยังจะกลับไปนอนที่อะพาร์ตเม้นต์ไหม" ฉันส่ายหน้า "งั้นไปนอนบ้านพี่ ต้องให้เจอของจริง ถึงจะเลิกดื้อ" นิ้วชี้เรียวเขกมะเหงกเบาๆ แล้วผละออก คำก็ดื้อ สองคำก็ดื้อ ฉันจะยอมให้แค่วันนี้เท่านั้นแหละ
Lihat lebih banyakZone.วอ หรือ โซนวิศวะ อาคารหนึ่งชั้นสภาพรกร้างที่อยู่ด้านหลังตึกวิศวกรรมศาสตร์ดังกระฉ่อนอีกครั้งในรอบเดือน เพจของมหาวิทยาลัยแชร์ภาพและหัวข้อข่าวว่า..
'เด็กสถาปัตย์ตามเอาคืนที่ครั้งก่อนเพื่อนถูกตีหัวแตกยับ แก๊งตีนมหันตภัยรับมือทัน เสยกลับเรียบ'
สมาชิกในแก๊งสี่คน คุณ จอมพล เฉินและไผ่ เห็นข่าวก็ได้แต่ถอนหายใจ ครั้งก่อนโน้นมันลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ครั้งที่แล้ววิ่งหนีพวกเขาหกล้ม ครั้งนี้ขนกันมาเป็นกองทัพ สุดท้ายก็วิ่งหนีกันกระเจิงพร้อมกับหัวใจปอดๆ เพียงเห็นพวกเขาออกมาต้อนรับพร้อมหน้าพร้อมตา
โยนขี้! ก้อนโตให้พวกเขาเป็นคนร้ายๆ อยู่เสมอ
ทว่าชื่อแก๊งตีนมหันตภัยไม่ใช่แค่นั่งเก็กหน้าหล่ออยู่เฉยๆ แล้วได้มา พวกเขาก็พร้อมอยู่เสมอนั่นแหละหากใครอยากลองดีท้าทาย และใครต่างก็รู้ดีว่านอกจากตีนหนักแล้วพวกเขายังเส้นบิ๊ก หล่อเหลาและโคตรเท่ห์ ถ้าไม่ใช่สาวสวยก็อย่าริอ่านมาลองดีกับพวกเขาดีกว่า
ราวกับเป็นข้อความสรรเสริญว่าพวกผมมันโคตรเหี้ย ตอกย้ำว่าใช่ด้วยภาพสุดเวทนาของไอ้คนที่ลื่นล้มหัวฟาดถังขยะ ไม่มากวนตีนแหย่ถึงรังมันจะอยู่ในสภาพนั้นไหม นั่นมันก็ทำตัวเองทั้งนั้น
"จอมต้องรักษาหน้าพ่อหน่อยนะ"
ผมลอบถอนหายใจอีกหน นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ต่อหน้าท่านอธิการบดีที่นอกเวลางานก็จะถอดตำแหน่งเป็นเพียงพ่อของผม
พอเรื่องนั้นถึงหูท่าน ผมก็ถูกจองตัวให้มาพบกันที่บ้านในช่วงเย็นทันที
"ตึกนั้นพ่อก็ยกให้ ทำอะไรก็มีอภิสิทธิ์กว่าคนอื่น แต่อย่าทำชื่อเสียให้เป็นภาพจำคนมาก อีกตั้งปีกว่าจะเรียนจบ"
ใช่! อีกตั้งปีกว่าผมจะพ้นจากมหาวิทยาลัย โซนวอ. ก็คงถูกยุบ นึกแล้วก็เสียดาย
"ถ้าลูกชายทำตัวดีเหมือนแก้มหวานก็ดี"
ชื่อแปลกปลอมดึงสายตาของผมให้เหลือบขึ้นมอง พ่อจับแว่นตาขยับไปมา ส่ายหน้าน้อยๆ เอือมระอากับลูกชายนิสัยนักเลงในแก๊งตีนมหันตภัย
แต่แก้มหวานคือใครนะ เหมือนจะเคยได้ยินมาแล้ว มันคุ้นๆ หูอยู่บ้าง
"แก้มหวานเหรอครับ"
"ก็เด็กทุนพ่อเขาไง"
แม่ที่นั่งอยู่ข้างกันเฉลยให้ ถึงบางอ้อก็ตอนนี้ มหาวิทยาลัยของเรามีเด็กทุนอยู่หลายคน ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่พ่อของผมพบเจอด้วยตนเองและยื่นทุนการศึกษาให้
"แล้วทำไมต้องเอาจอมไปเปรียบกับเด็กทุนล่ะครับ"
"ก็เขาเรียบร้อย เป็นเด็กดี ถ้าจอมได้สักครึ่งเขา พ่อจะดีใจมาก"
สีหน้าของพ่อตอนพูดถึงเด็กทุนดูมีความสุข ผิดจากก่อนหน้าลิบลับ แต่ผมชินแล้ว มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกดุเสียหน่อย
แต่คนนั้นน่ะ ชื่ออะไรนะ..แก้มหวานใช่ไหม
สงสัยคงต้องได้ยลโฉมสักครั้ง อยากรู้นักว่าเป็นเด็กดีต้องหน้าตาแบบไหน
จอมพล Part
วันนี้เหมือนจะปกติสุขดีเหมือนทุกวันหากฉันไม่นึกบางอย่างขึ้นได้ พักเบรครอบบ่ายโมงครึ่งฉันนั่งอยู่ในห้องน้ำชั้นสามของตึกคณะศิลปศาสตร์ มี SMS ถูกส่งเข้ามาที่เบอร์มือถือของฉันด้วยข้อความ'หนึ่งทุ่มโซนวอ. ไม่มารอบนี้..ร้านขนมถ้วยตะไลแสนอร่อยอาจไม่อยู่ดี จอมพล'ลงท้ายด้วยชื่อพี่จอมพลอีกเหมือนเคยตอนนี้แหละถึงเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานฉันได้ซองดำมาและมันก็น่าจะไปนอนอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่งหนึ่งแล้วแต่นั่นไม่สำคัญเท่าข้อความข่มขู่ จะเล่นถึงร้านขนมถ้วยตะไลของพ่อกับแม่ฉันเลยเหรอเขาจะทำเกินไปแล้วฉันเก็บเอาเรื่องนี้ใส่หัวมาจนถึงเรียนเสร็จตอนสี่โมงครึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรดี ตอนนี้รู้สึกปวดหัวตุบๆ เพราะคิดไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่จอมพลและเพื่อนของเขาทำอะไรได้บ้างนอกจากทำร้ายร่างกายพวกผู้ชายต่างคณะ ขนาดส้มเช้งมาเหน็บแนมข้างหูมันก็ยังไม่เข้าหูฉัน เสียงเรียกของจะจ๋าก็ด้วย"แก้ม! แก้ม!""ห๊ะ!"กว่าจะได้สติหลุดจากอาการเหม่อลอย เพื่อนก็เดินออกไปจากห้องเรียนกันหมดแล้ว"แกเหม่ออะไร มีอะไรหรือเปล่า""เปล่าน่ะ เอ่อ.. แกกลับก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันจะขึ้นตึกอำนวยการ""เรียกไปชมอะไรอีก""คงอยากถามไถ่ปกตินั่นแหละ"บ
พักกลางวันฉันควงจะจ๋ามาซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงร้านในโรงอาหาร มันคือขนมของโปรดราคาถูกที่ฉันจับต้องได้ ฉันไม่ใช่คนขี้งก แต่เพราะสถานะทางการเงินที่มีแค่พอใช้มันทำให้ฉันฟุ่มเฟือยไม่เก่งพูดถึงตรงนี้ก็ก้มมองรองเท้าผ้าใบอีกครั้ง อีกนิดก็จะขาดแล้วจริงๆ สงสัยคืนนี้ต้องแปรงร่างเป็นช่างซ่อมรองเท้าเสียแล้วปึก! ผู้คนต่อแถวเบียดเสียดกันชนฉันที่ยืนอยู่ด้านหลังจะจ๋าจนเซถลาถอยหลังมาชนเข้ากับใครบางคน ฉันรีบหันไปมองทันที.."ขอโทษค่ะ.."ทว่าเขากลับไม่มองกันด้วยซ้ำพี่คุณคนหน้าดุวิศวะคอมฯ เดินผ่านเลยไปกับพี่จอมพลที่ก็น่าจะมองไม่เห็นฉัน พวกเขาเดินไปได้หน่อยก็หยุดเดินแล้วพี่จอมพลก็พูดคุยกับสาวๆ โต๊ะหนึ่งด้วยท่าทางขี้เล่นอารมณ์ดี"ฉันเคยได้ยินว่าลูกชายอธิการบดีเจ้าชู้มาก ใครเข้าไปโซนวอ.ไม่ได้ แต่สาวที่พี่จอมพลควงไปถึงจะเข้าได้"ฉันก็เคยได้ยินเรื่องเจ้าชู้ควงสาวไม่ซ้ำหน้ามาบ้างจากคนเป็นพ่อของเขาที่บ่นลูกชายให้ฟังยามเจอะเจอกัน ทุกครั้งฉันก็ได้แต่รับฟัง ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับฉันถึงคิวพวกเราซื้อขนมก็เอ่ยปากสั่งด้วยความคล่องแคล่ว จากนั้นก็ซื้อข้าวคนละกล่องถือมากินที่ตึกคณะเพราะเวลานี้ที่โรงอาหารคนเยอะเกินไ
ทำไมพี่จอมพลถึงรู้ว่าฉันเป็นเด็กทุนทั้งที่เขาไม่น่าจะจดจำกันได้ ฉันมารู้ก็ตอนกลับถึงห้อง ในมือของฉันมีหนังสือเรียนที่มีแฟ้มใส่ชีสต์ทับอยู่ด้านบนสุด ในซองใสมีซองสีขาวขนาดเล็กที่มีตราปั้มของมหาวิทยาลัย มีตัวอักษรสีดำเขียนว่า 'ทุน' เอาไว้ด้วยตัวเบ้อเริ่มความจริงฉันไม่ได้อยากป่าวประกาศ แม้จะภูมิใจที่เรียนดีจนได้ทุน ดีใจที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระพ่อกับแม่ แต่มันก็ต้องแลกมากับความเกลียดชัง หมั่นไส้และคำพูดบั่นทอนเฮ้อ! ช่างเถอะ ชินแล้วล่ะกลับมาถึงห้องกิจกรรมสำคัญเลยคือซักผ้า จากนั้นก็กวาดห้อง นั่งกินข้าวเย็นพร้อมกับนั่งฟังเรื่องผีในยูทูปเพราะในห้องไม่มีทีวี เสร็จภารกิจตรงนี้ก็หยิบรายงานมาทำ รอจนถึงเวลาสองทุ่มก็ส่งแชทเข้าไปในไลน์กลุ่มตามที่อาจารย์สั่งคราวนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมีคนสนใจหรือไม่ ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยชีวิตที่ไม่มีอะไรน่าสนใจหรือหวือหวาวนลูปเป็นเข็มนาฬิกา ถามว่าเบื่อไหม.. แน่นอนว่าต้องรู้สึกเบื่อ ชีวิตวัยรุ่นของฉันมันไม่แจ่มว้าวเอาเสียเลย บางครั้งก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน@ตึกคณะศิลปศาสตร์ฉันมาถึงมหาวิทยาลัยก่อนจะจ๋าสิบนาที มาจับจองโต๊ะไม้ใต้ตัวอาคารที่อยู่ชิดติด
รองเท้าผ้าใบฉันจะขาดแหะฉันนั่งมองมันในขณะนั่งเรียนอยู่คลาสเรียนวิชาภาษาไทย ขยับเท้าไปมาแล้วรู้สึกได้ว่าตรงส้นทำท่าจะหลุด'ก็อยู่ด้วยกันมาห้าปีแล้วนะ'มันคือรองเท้าผ้าใบที่พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนฉันเข้าเรียนมัธยมที่สี่ ใส่ทีไรมีพลังการเดินทุกที แต่เหมือนว่ามันอยากจะลาโลกเต็มที"ฝากกัลยาณีเข้าไปเตือนเพื่อนเรื่องส่งงานในกลุ่มด้วยนะ"เสียงอาจารย์ลอยมาให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิด เงยหน้ายิ้มตอบรับอาจารย์อารยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาไทยจากนั้นคลาสเรียนก็จบลง ที่อาจารย์ฝากฝังฉันตั้งเวลาเอาไว้สักช่วงสองทุ่ม ตอนนั้นบางคนอาจจะทำกิจกรรมส่วนตัวเสร็จพอดีแล้วก็จะได้เห็นข้อความของฉัน"ไปกินผัดกะเพรากัน"จะจ๋ายิ้มแป้นเมื่อบอกเมนูอาหารที่ร้องอยากจะกินมาตั้งแต่เช้า"เดี๋ยวซื้อกล้วยฉาบเขย่าผงด้วยนะ""กินเหมือนเด็กไม่เลิก""ก็ฉันยังเด็ก""เด็กโข่ง" เพื่อนยู่จมูกใส่แล้วเก็บรวบของเสร็จก่อนเห็นเพื่อนพร้อมแล้วฉันก็รีบเร่งบ้าง"เป็นเด็กทุนก็งี้แหละ เหนื่อยหน่อยนะแก้ม"ฉันเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง ด้านข้างมีเพื่อนร่วมสาขายืนอยู่สองคน ประโยคนั้นไม่มีความเห็นอกเห็นใจเจือปนแม้แต่น้อย สีหน้าของส้มเช้งก็ด้วยที่แสดงออกว่