Se connecter“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ เอเดนยังคบกับรดาดี ๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ ผมนี่แหละที่บังคับลูกให้หมั้นกับหนูพราว เพราะผมกับนายพีทสัญญากันไว้นานมากแล้วว่าจะให้ลูกเราสองคนแต่งงานกัน”
เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนทำเขมมิกาเบิกตาโพลง หันมองหน้าเอเดนก็เห็นว่าเขาทำสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นเดิม
“เอเดน ไหนว่ารักรดามากไง ทำไมถึงยอมเลิก คุณเองก็ไม่น่าบังคับเอเดนแบบนี้เลยนะคะ ไม่สงสารเด็ก ๆ เหรอ”
“แล้วคุณจะให้ผมทำไง ผมผิดคำพูดกับนายพีทมันไม่ได้”
“แต่ลูกชายคนโตของคุณไม่ได้โสดนะคะ คุณพีทก็น่าจะเข้าใจ” เป็นเดือดเป็นร้อนแทนราวกับว่ารักใคร่สงสารเอเดนเสียเต็มประดา แต่กลับไม่สามารถซ่อนความริษยาในสายตาไว้ได้ทำเอเดนแค่นหัวเราะหยัน
“ถ้าผมไม่หมั้น แล้วจะให้ใครหมั้นล่ะครับ แอนดริวเหรอ” เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มมุมปากและแววตารู้ทันทำเขมมิกาหน้าม้าน เธอเชิดหน้าขึ้นเรียกความมั่นใจเล็กน้อย
“แอนดริวพร้อมทำทุกอย่างตามที่พ่อสั่งอยู่แล้วจ้ะ น้าเลี้ยงลูกมาให้รักและเชื่อฟังพ่อ ไม่ว่าพ่อจะสั่งอะไร แอนดริวก็เต็มใจทำตามทั้งนั้น ถ้าเรื่องนี้เอเดนหนักใจ จะให้น้องรับหน้าที่แทนก็ได้”
เขมมิกาทำราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดถึงผู้หญิงที่ลูกชายกำลังจะสานสัมพันธ์ ถึงตอนนี้ ใครก็คงไม่สำคัญและน่าเอามาเป็นภรรยาเท่า พริ้มพราว คลาร์ก อีกแล้ว
“พอดีว่าผมไม่ได้หนักใจครับ ทายาทตระกูลคลาร์กเชียวนะครับ ใครหนักใจก็บ้าแล้ว จริงไหมครับแม่” พูดกลั้วหัวเราะแต่แววตาที่มองไปยังเขมมิกาช่างทิ่มแทงจนอีกฝ่ายเจ็บแค้นเดือดดาล
“เอา อย่ามัวแต่พูดกันอยู่เลย รีบกินข้าวกันซะ เดี๋ยวสาย”
แอรอนตัดบท ใช่ว่าไม่รู้ว่าภรรยาคนที่สองของตนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เพื่อความสงบสุขในครอบครัว บางเรื่องก็ต้องมองข้าม
เมื่อเขมมิกาแยกตัวกลับบ้านมาได้ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกรีดร้องราวกับคนบ้า เด็กรับใช้ที่วิ่งมาดูต่างถูกหมอนปาใส่กระเจิดกระเจิงไปกันคนละทิศละทาง
“กรี๊ด...ไอ้เอเดน มึงจะเอาทุกอย่างไปจากลูกชายกูไม่ได้นะ กูไม่มีทางยอม กรี๊ด...”
*****************
แอรอน สิริมา และเอเดน นั่งอยู่ในห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราราวกับพระราชวัง ครอบครัวคลาร์กเองก็นั่งอยู่ในห้องนั้นพร้อมต้อนรับขับสู้แขกคนสำคัญ ยกเว้นเพียงพริ้มพราวที่ยังไม่ยอมลงมา
“นี่ยัยพราวยังแต่งตัวไม่เสร็จอีกเหรอ พอร์ชขึ้นไปตามน้องให้พ่อหน่อย เสียมารยาทจริง ๆ”
พิพัฒน์รับคำ กำลังจะลุกขึ้นก็พอดีกับคนที่ทุกคนรอคอยเดินเข้ามาในห้องรับแขก
“พราวมาแล้วค่ะ ขอโทษนะคะที่ลงมาสาย”
ร่างบอบบางเย้ายวนในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวกระโปรงบานยาวคลุมเข่า ผมยาวหยักลอนสีน้ำตาลอ่อนปล่อยสยาย ใบหน้าสวยหวาน ดวงตากลมโตแฝงแววเอาเรื่อง จมูกโด่งปลายเชิดรั้นรับกับริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสด เธอช่างงดงามราวกับภาพวาด ทำเอาเอเดนถึงกับตกตะลึง
พริ้มพราวหันมายกมือไหว้แขกคนสำคัญ ก่อนชะงักไปเมื่อสบดวงตาคมกริบแสนมีเสน่ห์ของชายหนุ่มรูปหล่อเรือนร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดาร์กบลู เขาหล่อเหลาไร้ที่ติจนหัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะ
“สวัสดีค่ะ คุณลุงคุณป้า เอ่อ คุณเอเดน ขอโทษนะคะที่พราวมาสาย”
“สวัสดี หนูพราว ไม่เป็นไรหรอก ลุงกับป้าตื่นเต้น เลยรีบพาพี่เขามาก่อนเวลาเอง”
หนุ่มสาวสบตากันอีกนิดก่อนเบนสายตาหนี ไม่อยากเสียท่าให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร
“ไง เอเดน พ่อบอกแกแล้วใช่ไหมว่าน้องสวย สวยมากเลยล่ะสิ”
แอรอนแซวกลั้วเสียงหัวเราะ แต่เอเดนกลับหันมองหน้าว่าที่คู่หมั้นด้วยแววตาเฉยชา ซึ่งคราวนี้เขาบังคับหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำของตัวเองได้ดี
“ครับ สวย” คำพูดและน้ำเสียงราวคนไร้ความรู้สึกทำพริ้มพราวลอบเบะปาก แต่กลับโดนแม่ถลึงตาใส่
“เอาล่ะ วันนี้ที่พี่และคุณสิพาเอเดนมาที่บ้านนาย เพราะอยากให้เด็กสองคนได้ทำความรู้จักกันเอาไว้ก่อนในฐานะคู่หมาย เอเดนเต็มใจหมั้นหมายและแต่งงานกับหนูพราว ทางหนูพราวเองก็คงไม่ต่างกันเราถึงได้นัดมาเจอกันในวันนี้” พ่อแม่ฝ่ายหญิงพยักหน้ารับ แอรอนจึงพูดต่อ
“วันนี้ก็ถือเป็นการมาทาบทามสู่ขอแบบไม่เป็นทางการเลยแล้วกันนะพีท ไว้คราวหน้าพี่จะพาผู้ใหญ่มาทำพิธีสู่ขอให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกที”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอกครับ แค่วันนี้ก็พอแล้ว หลังจากนี้ก็ให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกันก็ค่อยหาฤกษ์แล้วจัดงานหมั้นอีกที”
“ได้สิ ฤกษ์งานหมั้นพี่กับคุณสิไปจัดการมาแล้วเรียบร้อย พระอาจารย์ท่านให้ฤกษ์ดีมาสองวัน ให้หนูพราวเลือกได้เลยว่าจะเอาวันไหน ระหว่างกลางเดือนหน้ากับสิ้นเดือนหน้า”
พริ้มพราวเบิกตาตกใจ ฤกษ์งามยามดีอะไรจะรวดเร็วทันใจเช่นนี้ ถ้ากลางเดือนหน้าเธอก็มีเวลาเป็นอิสระอีกเพียงราวสามสิบวันเท่านั้น แต่ถ้าสิ้นเดือนก็จะยืดเวลาได้อีกหน่อย อย่างน้อยก็อีกสิบห้าวัน ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
“เอ่อ คุณลุงคะ มีแค่สองวันนี้เองหรือคะ”
แทนที่จะเลือก แต่คนใจกล้าอย่างพริ้มพราวกลับเอ่ยถามออกไปแทน ทำเอเดนยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ ท่าทางเธอก็ดูไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าเขาเท่าไรนัก คงไม่แคล้วถูกบังคับเหมือนกันเป็นแน่
น่าสนุกดี ว่าที่คู่หมั้นที่ต้องแต่งงานอยู่กินกันในอนาคตทั้งสองคน ต่างฝ่ายต่างไม่เต็มใจ มันคงจะเป็นความสัมพันธ์ที่ห่วยแตกสิ้นดี
“ใช่ มีแค่สองวันนี้เท่านั้น ถ้าจะเอาฤกษ์ปีอื่นก็คงนานเกินไป หมั้นกันให้เรียบร้อย ระหว่างนี้ก็คบหาเรียนรู้กัน กว่าจะถึงงานแต่งคงสนิทสนมรักใคร่กันพอดี”
คนตัวบางหุบปากฉับ ทั้งที่อยากเอ่ยถามออกไปใจจะขาดว่าถ้าหากเธอกับเขาลองคบกันแล้วไปไม่รอด รักกันไม่ได้ แล้วผู้ใหญ่จะยอมให้มีการถอนหมั้นแทนการจับคลุมถุงชนแต่งงานหรือไม่
ที่ไม่ยอมเสียมารยาททำอย่างนั้นเพราะถ้าหากเธอกับเขาเข้ากันไม่ได้จริง ๆ วันนั้นเธอจะเป็นฝ่ายเรียกร้องอิสระกลับคืนมาเอง
“งั้นพราวเลือกปลายเดือนหน้าค่ะ”
คำตอบที่ถูกใจทำเอเดนยกยิ้มมุมปากอีกครั้ง ดวงตากลมโตวาววับคู่นั้นท่าทางเอาเรื่อง ทายาทมาเฟียคนนี้คงจะพยศไม่น้อย
“ได้ งั้นถือว่าตอนนี้ลุงได้สู่ขอหนูพราวให้พี่เขาเรียบร้อยแล้วนะ ดีจริงพีท ในที่สุดเราก็ได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน”
ชาวต่างชาติที่อยู่ประเทศไทยมานานเกินกว่าอายุลูกชายจนพูดภาษาไทยได้คล่อง เอ่ยสำนวนไทยสำเนียงแปลกประหลาดออกมา แต่คนทั้งห้องกลับยิ้มรับชื่นมื่น ต่างจากสองคนที่ต้องเกี่ยวดองเป็นคนคนเดียวกันตามกฎหมายที่ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“ครับพี่ ผมเองก็ดีใจ เห็นเอเดนมาตั้งแต่เด็ก ยังไงอาฝากน้องด้วยนะเอเดน ยัยพราวค่อนข้างจะดื้อ อาอนุญาตให้จัดการสั่งสอนเด็กดื้อได้เต็มที่”
“พ่อคะ...” ลูกสาวร้องเรียกพ่อเสียงหลง
“ก็เรามันดื้อจริง ๆ ต่อไปห้ามดื้อกับพี่เขาเด็ดขาด โตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะเรา”
คนเป็นพ่อคว้าลูกสาวมากอด แม้เธอจะกอดพ่อตอบแต่กลับทำหน้ามุ่ยราวเด็กเอาแต่ใจไม่มีผิด ทั้งยังตวัดสายตามองมายังว่าที่คู่หมั้นราวกับกล่าวโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุให้ตัวเองโดนพ่อดุอีกต่างหาก
“พราวทราบแล้วค่ะ”
ตอบอย่างแง่งอน ดวงตากลมโตยังจับจ้องไปยังมาเฟียหนุ่มหน้าตาย ไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าแบบอื่นไม่เป็นนอกจากหน้านิ่งเฉยและยกยิ้มมุมปากดูกวนประสาทแค่นั้นหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ดูขัดหูขัดตาจนน่าหงุดหงิดพิกล
“นี่ก็ใกล้ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เรามาทานข้าวพร้อมกันสักมื้อเถอะครับ” เจ้าบ้านเอ่ยชวนและแขกก็พยักหน้ารับ ทั้งหมดจึงไปนั่งรวมตัวกันในห้องอาหาร
เอเดนซึ่งถูกจัดให้นั่งข้างว่าที่คู่หมั้นตักอาหารใส่จานให้ตามหน้าที่ของสุภาพบุรุษ เธอเอ่ยขอบคุณเสียงเบาแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวในจานเงียบ ๆ แทบไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมาเลยถ้าผู้ใหญ่ไม่ถาม ผิดวิสัยพริ้มพราวคนเดิมเป็นอย่างมาก
หลังจากจบมื้อกลางวัน ทุกคนจึงไปรวมตัวกันในห้องนั่งเล่น เปิดทีวีดูข่าวสารพร้อมกินของว่างและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศผ่อนคลายมากสำหรับผู้ใหญ่ที่รู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ผิดกับหนุ่มสาวที่ในอีกไม่นานนี้ต้องนอนร่วมเตียงที่ยังคงไม่พูดอะไรกันสักคำ
“พี่สิดูสดใสขึ้นนะคะ หน้าตาผ่องกว่าครั้งล่าสุดที่พั้นช์กับพี่พีทไปเยี่ยมที่บ้านอีก ช่วงนี้สุขภาพเป็นอย่างไรบ้างคะ แข็งแรงดีใช่ไหม” พาขวัญชวนสิริมาพูดคุยอย่างคุ้นเคย
“สุขภาพก็เหมือนเดิมจ้ะพั้นช์ เจ็บออด ๆ แอด ๆ หมอก็หาสาเหตุไม่ได้ แต่พอรู้ว่าเอเดนจะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝากับหนูพราว พี่ก็สบายใจ รู้สึกจิตใจมันกระชุ่มกระชวยยังไงไม่รู้”
แม้ตอนแรกจะสงสารลูกชายที่ต้องเลิกกับคนรัก แต่ถ้าให้เลือกระหว่างผู้หญิงที่เป็นลูกสาวศัตรูของสามีกับลูกสาวของคนคุ้นเคยรักใคร่กัน เธอเลือกอย่างหลังดีกว่า ที่เหลือก็ภาวนาขอให้เด็กสองคนรู้สึกดีต่อกันมากพอที่จะสร้างครอบครัวให้อบอุ่นต่อไป
แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นก็พร้อมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายคืนอิสระให้แก่กันเพื่อความสุขที่แท้จริงของหนุ่มสาว
“พั้นช์กลัวพี่สิจะผิดหวังจังเลยค่ะ ยัยพราวของพั้นช์ไม่ใช่กุลสตรีเท่าไรนัก ทำอะไรก็ไม่ค่อยเป็น นิสัยก็เป็นเด็กรุ่นใหม่มั่นใจในตัวเอง แถมยังทั้งดื้อทั้งชอบเถียง พั้นช์ล่ะปวดหัวค่ะ”
คนที่ถูกหาว่าดื้อมานับครั้งไม่ถ้วนทำหน้ามุ่ย หันมองพี่ชายเพื่อขอความช่วยเหลือก็ได้รับเพียงรอยยิ้มขำ แถมน้องชายก็ไม่ต่างกัน
“เด็กสมัยนี้ก็เป็นแบบนี้แหละพั้นช์ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป จะให้มัวมานั่งเป็นแม่บ้านแม่เรือนได้ยังไง ธุรกิจก็มีให้ทำ เป็นผู้หญิงมั่นใจนั่นแหละดีแล้ว จะได้ยืนเคียงข้างสามีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ยิ่งเก่ง ยิ่งมั่นใจ ยิ่งสวย สามีก็จะยิ่งภูมิใจ ส่วนเรื่องงานบ้านให้เป็นหน้าที่แม่บ้านดีกว่าจ้ะ”
สิริมาเข้าข้างว่าที่ลูกสะใภ้ จึงทำให้พริ้มพราวยิ้มกว้าง รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อยที่ว่าที่แม่สามีเข้าอกเข้าใจตน แถมยังดูใจดีใจเย็นจนให้ความรู้สึกอบอุ่นอีกต่างหาก
“แล้วเอเดนล่ะจ๊ะ ชอบผู้หญิงแบบไหน” พาขวัญเอ่ยถามเพื่อชวนคุย คนเป็นพ่อทั้งสองที่กำลังคุยกันเรื่องธุรกิจอย่างออกรสจึงอดที่จะเงี่ยหูฟังไม่ได้
งานแต่งงานของทายาทมาเฟียทั้งสองตระกูลถูกจัดขึ้นอย่างอลังการในโรงแรมห้าดาวชื่อดัง เจ้าบ่าวสั่งให้เนรมิตห้องจัดเลี้ยงเป็นสวนสวรรค์ตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวนานาชนิดส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วงานแขกผู้มีเกียรติมองเจ้าสาวในชุดเกาะอกผ้าลูกไม้ฝรั่งเศสสีขาวงาช้างยืนตัดเค้กเคียงข้างเจ้าบ่าวในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อนช่างดูเหมาะสมราวเจ้าหญิงเจ้าชายก็ไม่ปานเจ้าบ่าวเจ้าสาวจูบกันดูดดื่มเมื่อตัดเค้กเสร็จ แสงแฟลชจากกล้องราคาแพงสว่างวาบทั่วบริเวณ ก่อนพิธีการบนเวทีจะสิ้นสุดลงเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมในห้องหอที่ถูกจัดเตรียมไว้เหลือเพียงเจ้าบ่าวเจ้าสาวป้ายแดงเมื่อพิธีส่งตัวจบลง เอเดนรั้งเอวบางเข้าหา มือประคองกรอบหน้าแล้วโน้มลงละเลียดจูบด้วยสัมผัสลึกซึ้งแสนหวานทำคนตัวบางสั่นเทา“ที่รัก คืนนี้เราเป็นของกันและกันอย่างสมบูรณ์แล้วนะครับ”“ค่ะ”สิ้นสุดเสียงตอบรับแผ่วเบา ชุดแต่งงานบานฟูฟ่องก็ถูกถอดลงกองแทบเท้า เขาช้อนอุ้มเธอขึ้นไปนอนบนเตียงกว้างที่โรยด้วยกลีบกุหลาบสีแดง กวาดตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าแล้วลุกขึ้นยืนถอดเสื้อผ้าของตนออกจากกายทีละชิ้นอย่างช้า ๆพริ้มพราวมองเสื้อสูทที่ถูกถอดทิ้งลงบนพื้น เบนสายตากลับมามองคนตัวโตที่ค่อ
อาชวินจับมือพารจเลขเข้ามาเดินเล่นในสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ ที่ประดับไฟสวยงามตลอดคืน“พี่วิน นึกยังไงถึงพารจมาที่นี่”ร่างบอบบางเดินตามอยู่ก้าวหนึ่ง มองมือที่จับกันก่อนเงยขึ้นมองแผ่นหลังกว้างที่เธอสวมกอดมานับครั้งไม่ถ้วน“มันเงียบสงบดี ไฟก็สวย รจชอบไหม”“ชอบค่ะ แต่นี่ก็ดึกแล้วนะคะ ไม่เห็นมีใครมาเดินเล่นอย่างเราเลย รจว่าเรากลับกันเถอะ”“เดี๋ยวสิ จะรีบกลับไปไหนล่ะ อยู่กับพี่ก่อน”คนตัวโตหมุนกายกลับมาหา มองเธอด้วยแววตาอ่านไม่ออก รู้แค่ว่ามันทำเธอรู้สึกวูบวาบไปทั้งร่าง“เอ่อ ค่ะ”“รจลาออกจากบริษัทพราวได้ไหม”“ให้ลาออกแล้วรจจะไปทำอะไรล่ะคะ งานสมัยนี้หายากจะตาย”“ก็มาทำงานกับพี่ไง เป็นเลขาพี่แทน”“ไม่เอาหรอกค่ะ เจอหน้ากันทุกวัน เบื่อขี้หน้าพี่แย่”“นี่เธอกล้าเบื่อหน้าพี่เหรอ รจเลข”อาชวินชี้หน้ารจเลข มุมปากยกยิ้มชอบใจในความดื้อรั้นปากร้ายของอดีตคู่กัด อยากเปลี่ยนสถานะจนแทบทนไม่ไหว อุตส่าห์วางแผนให้เธอมาทำงานใกล้ตัวเพื่อที่เธอจะได้ไม่สามารถหนีเขาไปไหนได้อีกแท้ ๆ แต่คนตัวบางกลับไม่ได้ควบคุมง่ายอย่างนั้น“ค่ะ เบื่อ แล้วถ้ารจไปเป็นเลขาพี่ เกิดพี่เอาสาว ๆ มาที่บริษัท รจทำสาว ๆ พี่กระเจิงจะว่ายัง
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”อินทิราเอ่ยถามขึ้นเมื่อแอนดริวเดินจับมือพาเธอเข้ามานั่งข้างกันที่เก้าอี้ในสวนริมแม่น้ำ“แค่อยากพาคุณมานั่งชมวิว ที่นี่บรรยากาศดีนะครับ”ดึกแล้ว บรรยากาศรอบกายจึงหนาวเย็นกว่าปกติ แอนดริวจึงถอดเสื้อสูทคลุมทับไหล่บอบบางให้“บรรยากาศดีจริงด้วยค่ะ”“หนาวไหมครับ”“ไม่หนาวแล้วค่ะ คุณให้เสื้อฉันมาแล้วนี่”“แต่ผมหนาวจัง”“งั้นเอาเสื้อคืนไปสิคะ”อินทิราจะถอดเสื้อสูทคืนให้ แต่แอนดริวกลับยกร่างบางขึ้นมานั่งตักแล้วกอดเธอแน่น ๆ แทน“คุณแอนดริว เดี๋ยวใครเห็น ที่นี่ที่สาธารณะนะ”“ก็ไม่ได้จะทำอะไรนี่ครับ แค่นั่งตักเอง ผมหนาว ขอกอดคุณให้อุ่นหน่อยสิ”“ฉันว่าคุณจะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้วนะคะ”คนตัวบางตวัดสายตาค้อนขวับอย่างไม่จริงจังนัก แอนดริวหัวเราะเบา ๆ ก่อนรั้งคางเรียวให้หันกลับมาหา“พอพี่ชายใกล้จะแต่งงาน ผมก็เริ่มอยากแต่งบ้างแล้วสิ”“แล้วมาบอกฉันทำไมคะ อยากแต่งก็ให้พ่อคุณหาภรรยาให้แบบพี่ชายคุณสิ”“แน่ใจหรือครับที่อยากให้ผมทำอย่างนั้น”อินทิราเม้มปาก สะบัดหน้าหนี แอนดริวจึงได้โอกาสไต่จูบแผ่วเบาบนซอกคออย่างต้องการหยอกเย้า เธอยันอกแกร่งแล้วเอนกายหนี แต่เขากลับรั้งต้นคอเล็กเข้ามารับจู
มือใหญ่กุมมือเล็กเดินเข้ามาจนถึงโต๊ะตัวที่เพื่อนนั่งอยู่ ก่อนอาชวินจะยกมือเกาท้ายทอยด้วยความเขินที่ทุกสายตาจับจ้องมายังเขาเขม็ง“มองอะไรกันขนาดนั้นเล่า”“นี่มันอะไร แกกับรจ อย่าบอกนะว่าแกสองคนเป็นแฟนกัน” อินทิราเป็นฝ่ายซักฟอก“อือ ที่จริงก็คบกันมาได้สักพักแล้ว”“สถานะแฟน?” อินทิราเลิกคิ้วถาม“จริง ๆ ก็ยังไม่เคยคุยกันเรื่องสถานะ”“เฮ้ย ได้ไงวิน ตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้ ยัยรจทำงานอยู่กับฉันทุกวันก็ไม่เคยเห็นพิรุธ รู้ว่าคุยกับหนุ่ม ที่แท้ก็แกนี่เองเหรอ”“อืม ก็ตั้งแต่วันนั้นนั่นแหละ” อาชวินอ้ำอึ้ง“วันไหน”“ก็วันที่แกงอนคุณเอเดนแล้วหนีไปนอนห้องฉันไง คืนนั้นแกนอนคนเดียว ฉันลากรจไปนอนด้วย”“พี่วิน...”รจเลขที่ถูกอาชวินบังคับให้เรียกพี่แถมยังบังคับให้ขนของไปอยู่ด้วยฟาดต้นแขนล่ำดังเพียะ เธออับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปแทรกไว้ที่ไหน“อุ๊ย พี่วิน...เขาเรียกกันพี่ด้วยว่ะ” อินทิราเอ่ยแซวทำคนตัวบางแทบม้วน“อิน เลิกแซวสักที รจอายหมดแล้วเนี่ย” อาชวินปรามเพื่อนรัก“แอบมี Something กันมาตั้งนานแต่เก็บเงียบเลยนะ ไม่ให้ฉันแซวได้ไง เมื่อก่อนกัดกันอย่างกับอะไรดี ไปตกหลุมพรางอีท่าไหนล่ะยัยรจ” อินทิรายังคงเอ่ยแซว
“คุณรอยด์ครับ ผมพร้อมดูแลคุณดุจดาวกับคุณดา แต่เรื่องแต่งงานคุณรอยด์อย่าบังคับคุณดาเลยครับ ผมเป็นแค่บอดี้การ์ด ไม่มีอะไรคู่ควรกับคุณดาสักอย่าง วันหนึ่งคุณดาก็ต้องเจอคนที่เหมาะสมคู่ควรและทำให้คุณดารักได้ ที่ไม่ใช่ผม”รดาเหลือบมองบอดี้การ์ดส่วนตัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองพ่อ ในแววตาเต็มไปด้วยความสับสน“เอาล่ะ เรื่องนี้ก็ตัดสินใจกันเอาเอง ฉันจะไม่บังคับฝืนใจใครอีกแล้ว ถ้านายไม่อยากแต่งงานรับผิดชอบยัยดาที่เคยทำยัยดาท้องก็ไม่เป็นไร”“ไม่ใช่อย่างนั้นครับคุณรอยด์ แต่ผม เอ่อ ผม...”“พอ ๆ บอกแล้วไงว่าไปตัดสินใจกันเอาเอง ฉันจะไม่ยุ่ง แต่ขออย่างเดียว ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร ฉันฝากนายดูแลเมียกับลูกของฉันด้วย”“ครับ เรื่องนี้คุณรอยด์ไม่ต้องเป็นห่วง ผมจะดูแลคนที่คุณรอยด์รักให้ดีที่สุด”เมื่อรอยด์และดุจดาวกลับไปพักผ่อนที่บ้านเพื่อเตรียมตัวเกี่ยวกับเรื่องคดีความ ในห้องพักผู้ป่วยจึงเหลือเพียงมาร์ตินและรดาอีกครั้ง“นายไม่คิดจะรับผิดชอบชีวิตฉันใช่ไหม ตอนนี้ไม่มีลูกแล้วเลยลอยตัวสินะ”มือใหญ่ที่กำลังห่มผ้าให้คนป่วยชะงัก สบตาเธอด้วยสายตาเจ็บปวดตัดพ้อ“แค่ผมทำคุณดาท้องก็เลวมากพอแล้วครับ ตอนนี้คุณดาเป็นอิสระจากคน
แอนดริวมองพี่ชายที่ยังไม่มีท่าทีจะฟื้นแม้จะถูกย้ายออกมาอยู่ในห้องพักผู้ป่วยหลายวันแล้ว พริ้มพราวยืนข้างเตียง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าขาวซีดไร้เลือดฝาด เธอมาอยู่เฝ้าเอเดนทุกวันไม่ยอมห่างไปไหนเพื่อให้แอรอนและสิริมาได้มีเวลาไปจัดการกับเรื่องคดีความเขมมิกายืนมองร่างใหญ่ที่ยังไม่ได้สติแล้วเหยียดยิ้ม สะกิดแขนลูกชายให้เดินตามออกมายังทางเดินหนีไฟ“แม่ว่าไอ้แอนดริวมันนอนเป็นผักแบบนี้ก็ดีแล้ว นี่เป็นโอกาสของเราที่จะฮุบทุกอย่างมาจากมัน ทำไมมันไม่ตาย ๆ ไปเลยนะ จะรอดมาเป็นหนามตำใจแม่ทำไม”ดวงตาที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางราคาแพงวาววับ ความเคียดแค้นชิงชังฉายชัดในแววตาแอนดริวถอนใจพรืด ในเมื่อมันมาถึงขั้นนี้แล้วเขาควรทำให้ทุกอย่างมันกระจ่างเสียที“แม่ครับ ผมจะไม่แย่งชิงตำแหน่งประธานกับพี่เอเดนอีก”เขมมิกาหันขวับมองหน้าลูกชาย“นี่มันอะไร แค่มันเอาตัวบังกระสุนแทนแกก็ซาบซึ้งกับความดีของมัน จนลืมเรื่องที่มันกับแม่ของมันทำกับแกและแม่แล้วเหรอ แกอย่าลืมสิว่าแม่มันทำอะไรกับแม่ไว้บ้าง แม่เจ็บปวดที่มันคอยรังแกแม่ตลอดเวลาแกก็เห็น อีกอย่างมันไม่เคยรักแก มันเกลียดแก ขนาดรถบังคับที่พ่อซื้อให้มันยังทำของแกพัง แถมมันยั







