Mag-log inรุ่งอรุณได้มาถึง แสงแดดอ่อนๆ ลอดเข้าผ่านทางต่างต่างห้องนั่งเล่นของบ้านอย่างอ่อนโยน น้ำชานั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือดินสอและสมุดสเก็ตภาพเอาไว้แล้วบรรจงร่างภาพชุดสวมใส่ลงบนสมุดอย่างเป็นมืออาชีพและรวดเร็ว รูปแล้วรูปเล่าที่เธอวาด เธอขีดเขียนมันออกมาอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นชุดลำลอง ชุดเดรส ชุดออกกำลังกาย หรือชุดในรูปแบบทางการก็ตาม
ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งอยู่กับการเสก็ตภาพนั้น กลิ่นหอมๆ จากห้องครัวก็ลอยมาแตะจมูกของเธอพร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคย
"ชา มากินข้าวเร็ว" เมษเรียกลูกสาวของตนพร้อมกับวางจานอาหารลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ และมั่นคง จากนั้นเจ้าตัวก็นั่งลงพร้อมยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเหมือนเคย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดสูทพร้อมไปทำงาน ดวงตาฉายแววเหนื่อยล้าจากการนอนลึกเกินควรของชายวันกลางคนอย่างเด่นชัด
น้ำชาวางสมุดสเก็ตของตัวเองลงแล้วเดินมายังโต๊ะทานอาหาร เมื่อมองอาหารบนโต๊ะเธอก็พบว่าท้ังหมดนั่นคืออาหารที่เธอชอบกินทั้งนั้น
"โห ป๊าจำได้ด้วยเหรอว่าหนูชอบกินอะไร"
เมษเหลือบมองลูกสาวของตนแว๊บหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ
"ทำไมป๊าจะทำไม่ได้ ดูซะก่อนว่าใครเป็นคนเลี้ยงมา" เมษพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจในฐานะ 'พ่อ' คนหนึ่ง
น้ำชาที่ได้ยินคำตอบนั้น แม้จะร้สึกเจ็บปวดในอกราวกับถูกบีบหัวใจมากแค่ไหนก็ตาม เธอก็ยังคงงยิ้มรับอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะลูกสาวที่ดี..
"แหะๆ..นึกว่าจะลืมไปแล้วซะอีก ถึงจะแก่แต่ความจำยังดีนะเนี่ย"
"เดี๋ยวเถอะ ใครแก่กัน"
เมื่อเห็นเมษทำหน้าตาไม่ชอบใจแบบปลอมๆ นั่น น้ำชาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้ง
"อ่ะ อ่ะ ไม่แซวก็ได้" น้ำชาพูดพร้อมทำมือปัดๆ จากนั้นก็เริ่มทานอาหารเช้าที่เมษทำมาให้
กลิ่นหอมของแกงไก่ ผัดบวบ แล้วก็ไข่เจียวฟู ทั้งสามอย่างนี้คือสิ่งที่น้ำชาชอบกินมากที่สุด แม้มันจะดูเยอะแต่เมษก็รู้ดีกว่าตัวของน้ำชาเองเป็นคนที่ค่อนข้างกินจุใช้ได้.. เจ้าตัวนั่งมองลูกสาวของตนพลางนึกถึงวันเก่าๆ วันที่พวกเขาได้กินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อ แม่ ลูก
'พลอยต้องภูมิใจมากแน่ที่ได้เห็นน้ำชาในตอนนี้' เมษคิด พร้อมกับยกแกฟาขึ้นจิบอีกครั้ง
'น้ำชาโตขึ้นมากเลยทีเดียว อีกแป๊ปก็จะได้ออกไปทำงานเหมือนกับผู้ใหญ่เขากันแล้ว..'
'น้ำชาเรียนเก่งขนาดนี้ ยังไงเวลาไปทำงานก็ต้องราบรื่นอยู่แล้ว แต่..จะมีคนมาแกล้งเพราะเป็นเด็กใหม่หรือเปล่านะ จะเข้ากับเพื่อนที่ทำงานได้ไหม.. จริงสิ แฟนล่ะ? ถ้าสมมุติว่าน้ำชามีแฟน-'
เมษสะดุดกับความคิดของตนเข้าอย่างจังจนเกือบจะสำลักกาแฟ
ความคิดที่ว่าน้ำชาอาจจะมีแฟนในอนาคตเป็นความคิดที่คนเป็นพ่ออย่างเมษดูจะใจหายมากที่สุดตามประสาคนเป็น..พ่อ
ยังไงพ่อทุกคนก็ต้องหวงลูกสาวเป็นธรรมดาใช่ไหม ถ้าอนาคตน้ำชามีแฟนแล้วแฟนคนนั้นทำทำให้เธอเสียใจขึ้นมาจะทำยังไง?
...เมษพยายามสะบัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วกระแอ่มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามคำถามทั่วไปกับลูกสาวของเขา
"แล้ว..หลังจากนี้จะทำอะไรต่อเหรอ?"
น้ำชาหยุดตักอาหารเข้าปากครู่หนึ่งเพื่อใช้ความคิดก่อนจะตอบกลับไปอย่างมั่นอกมั่นใจว่า "..อยากทำงานออกแบบค่ะป๊า"
เมษพยักหน้ารับคำตอบ ยังไงซะ ลูกสาวของเขาถึงกับไปเรียนต่อด้านนี้ที่ต่างประเทศเชียว ยังไงนี่ก็เป็นงานที่เธอใฝ่ฝันอยู่แล้ว
"ยากมันยากอยู่นะ"
"ชาเชื่อว่าชารับไหวค่ะ ที่ต่างประเทศชาเจอมาหมดแล้ว ทั้งความกดดัน ทั้งการแข่งขันที่สูงลิ่ว..ถึงมันจะยาก แต่ชาก็อยากทำ"
"ป๊าเชื่อว่าชาทำได้..แค่อยากบอกว่าถ้าวันไหนไม่ไหวหรือว่าเหนื่อย ก็อยากให้รู้ว่าชากลับมาพักที่บ้านได้เสมอนะ"
คำพูดของเมษนั้นราวกับเป็นคำอวยพรที่อบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเช้าที่ส่งตรงเข้าถึงใจของน้ำชาได้ไม่ยากเย็นนัก แววตาอันอบอุ่นที่ส่งให้ลูกสาวของเขามันเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยตามประสาของคนเป็น 'พ่อ' ไม่มีที่ติ.. เขาเอื้อมมือไปลูบศีษะของน้ำชาไปมาอย่างเบามือก่อนจะถอนออกแล้วลุกขึ้นยืน
"เดี๋ยวป๊าไปทำงานแ้วนะ อยู่เฝ้าบ้านล่ะ แต่ถ้าจะออกไปไหนก็อย่าลืมล็อคบ้านนะ" เมษกล่าวพลางสวมเสื้อสูทตัวนอกไปด้วย
"ค..ค่ะป๊า!"
น้ำชามองแผ่นหลังของเมษเดินขึ้นรถแล้วขับออกไป เมื่อเห็นว่ารถของเขาเริ่มลายลับตาไปแล้วเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างกับนักว่ายน้ำที่กลั้นหายใจมานานแสนนาน....
- - - - - -
วันนี้เมษมาถึงบริษัทเร็วกว่าที่เคย เข้าเดินขึ้นลิฟต์ตัวเดิมเดินผ่านทางเดินยาวที่เดิม เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็ทักทายกับเพื่อนร่วมงานคนเดิมๆ ก่อนจะมุ่งหน้าเดินไปยังโต๊ะที่ออฟฟิศของตนเองอย่างคุ้นชิน เมษวางกระเป๋าเป้ของเขาไว้ข้างโต๊ะแล้วเริ่มเคลียร์งานภายในวันนี้ให้เสร็จ
น่าแปลกที่วันนี้ตัวเขานั้นหัวโล่งกว่าปกติ ทั้งๆ ที่ช่วงก่อนหน้านี้เขายังดูเพื่อนร่วมงานแซวว่าเขาเหมือนกับซอมบี้เดินได้อยู่แท้ๆ
หลังจากทำงานไปได้สักพักก็มาถึงเวลาพักเที่ยงหลังจากที่ส่งอีเมลล์หาลูกค้าคนสุดท้ายและคุยงานกับหัวหน้าแผนกอื่นจนเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาที่เขาจะลุกออกมาจากเก้าอี้เพื่อหาอะไรมากินลงท้องสักที ซึ่งพอเขาออกมาหาอะไรทานที่โซนอาหารของบริษัทปุ๊ป เพื่อนสาวของเขาที่ชื่อว่าแนน และเพื่อนชายอีกคนที่อยู่คนละแผนกอย่างฐา ก็ได้เข้ามาล้อมเจ้าตัวเอาไว้ทันที..
"ว่าไงเพื่อนเมษ หืมม ได้ข่าวว่าช่วงนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษเหรอ" ไม่ทันไรฐาก็โอบคอของเมษไปเรียบร้อย
"อารมณ์ดีอไร ก็ทำตัวเหมือนเดิมทุกวันเนี่ย เคลียร์บัญชีกับเรื่องภาษีจนหัวหมุนแล้ว" เมษตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปล่อยให้อีกฝ่ายโอบคอของเขาต่ออย่างคุ้นชิน
"จริงเปล่าา เห็นว่ามันนี้เดินเข้าออฟฟิศมานี่ยิ้มใหญ่เลยนะ" แนนเสริมแล้วดันไหล่เมษไปที
เมษรู้สึกหัวจะปวดกับเพื่อนร่วมงานของเขาทั้งสองจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ดีกว่าพวกเขาคือเพื่อนที่คอยให้กำลังเมษในวันที่เสียพลอยไป..
"เห้ย เงียบๆแบบนี้หรือว่า..." ฐาทำหน้าเหมือนว่ากำลังคิดอยู่ จากนั้นก็ชี้มาที่เมษพร้อมกับคำตอบ "ถูกหวย?"
"ไม่ถูกสักเบอร์ เอาอะไรมาถูก สองตัวท้ายยังไม่ถูกเลยเนี่ย"
"หรือว่า หรือว่า... ใช่แน่ๆ ทรงนี้มีอย่างเดียว" แนนทำท่าเหมือนคนที่มั่นใจในอะไรสักอย่างแบบมากๆ จนเมษเห็นแล้วก็รู้สึกท้อ
"เมษ หรือว่า..พี่จะมีหวานใจคนใหม่แล้ว?"
คำพูดของแนนแทบจะทำให้เขาสำลำอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปออกมาแทบจะทันที เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพื่อนสาวของเขาจะคิดว่าตนจะมีใครอื่นนอกจากพลอย
"มีที่ไหนกัน ไม่มี!"
"เพื่อนเมษปฎิเสธซะเร็วเลยนะ"
"ถึงจะบอกว่าไม่มี..แล้วพี่จะหน้าแดงทำไมหืออ?"
เมื่อได้ยินดังนั้นเมษก็ปัดมือของฐาและดันแนนออกแล้วบังใบหน้าของตนเองนิดหน่อย
"ไม่ได้หน้าแดง มองผิดแล้ว!" เมษหายใจเข้าและออกลึกๆ จากนั้นก็เริ่มอธิบายให้เพื่อนทั้งสอง
"เฮ้อ..ลูกสาวฉันเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เมื่อวานก็เพิ่งพาไปฉลองเรียนจบกันมา" เมษอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจ
เมื่อทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ถึงกับร้อง 'อ๋ออ' แล้วพยักหน้าเข้าใจในทันที
"อ้ออ น้องน้ำชาใช่ไหม ฉันจำได้! ตอนนั้นยังสูงเท่านี้อยู่เลย" แนนทำมือเหมือนวัดส่วนสูง "เด็กสมัยี้โตวัยกันจริงๆ เลยเนอะ"
"ก็ว่าทำไมแกอารมณ์ดีแปลกๆ แหม่ ฉลองกันสนุกเลยสิพ่อลูก"
เมษหัวเราะแหยะๆ ให้ทั้งสองคน จากนั้นพวกเขาก็คุยอะไรกันต่อเล็กน้อยเกี่ยวกับงานและชีวิตประจำวันตามประสาเพื่อนร่วมงาน ก่อนที่ทั้งสามคนจะกลับไปทำงานกันต่อในช่วงบ่าย
ในไม่ช้าท้องฟ้าก็แปรเปลี่ยนเป็นสีอำพันอีกครั้ง เมษเก็บข้าวเก็บของเตรียมตัวจะกลับบ้านเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้เขารู้ว่าบ้านของเขานั้นจะไม่เงียบเหงาอีกต่อไปแล้ว เพราะเขารู้ว่าวันนี้ เมื่อกลับไปจะเจอคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขารอเขาอยู่ที่นั่นแน่นอน
ในขณะที่เมษกำลังจะออกจากบริษัทนั้น เขาก็ได้เดินสวนกับแนนโดยบังเอิญ "พี่เมษ เมื่อตอนเที่ยงหนูแซวเล่น อย่าถือสานะ.."
เมษยิ้มออกมาเล็กน้อยให้กับแนน "ช่างเถอะ ไม่ได้คิดอะไร"
"ฮิฮิ ดีละ นึกว่าพี่จะโกรธซะแล้ว" แนนยิ้มให้ก่อนจะโบกมือลาเมษ และเดินออกจากบริษัทเพื่อกลับบ้านเช่นกัน
'แฟน...เหรอ..?' เมษนึกถึงช่วงตอนเที่ยงที่โดนแซว น่าแปลกที่เขากลับไม่ได้รู้สึกต่อต้านต่อคำนั้นขนาดนั้น แถมยัง..มีความรู้สึกแปลกๆ ในอกที่วูบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวนี่อีก ทำไมหัวใจของเขาถึงสั่นไหวขึ้นมา แล้วทำไมเขาถึงได้หน้าแดงเมื่อได้ยินคำนั้นกัน ..?
เมษสะบัดความคิดเหล่านั้นออกไปจากหัวแล้วตรงดิ่งไปยังรถส่วนตัวเพื่อขับกลับบ้าน
'บางทีคงจะอยู่คนเดียวมานานเกินไปแล้ว..'
TBC.
แสงแดดรำไรยามเช้าทอดผ่านบานหน้าต่างกระจกทรงสูงของคฤหาสน์หลังงามที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่จนดูโอ่อ่ากว่าที่เคยเป็นมา ความเงียบเชียบภายในบ้านไม่ได้ทำให้รู้สึกอ้างว้างอีกต่อไปนับตั้งแต่ ‘เขา’ กลับมา น้ำชาขยับกายภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เนื้อนุ่มที่โอบล้อมร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอไว้ แผ่นหลังบางแนบชิดกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งและรอยแผลเป็นจางๆ หลักฐานของการถูกจองจำในอดีตที่คอยย้ำเตือนถึงความเสียสละอันบิดเบี้ยวของชายผู้เป็นเจ้าของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่เหนือลาดไหล่ของเธอในเวลานี้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโซ่ตรวนผูกมัดหัวใจของเธอไว้ บัดนี้ถูกเผาทำลายไปจนหมดสิ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโหยหาตลอดสี่ปีเต็มที่ผ่านมา น้ำชาหลับตาลงรับสัมผัสจากวงแขนแกร่งที่กระชับโอบกอดเธอไว้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปเป็นเพียงภาพฝันยามเช้า เธอแอบหลงรักผู้ชายคนที่คนทั้งโลกประณามว่าปีศาจมาเนิ่นนาน และยิ่งนานไปความรักนั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ ความรักที่สังคมมองว่าวิปริตและเป็นพิษร้าย แต่สำหรับเธอมันคือหยาดน้ำที่หล่อเลี้ยงกุหลาบสีน้ำเงินให้ยังคงเบ่งบานอย่างสง่างามท่าม
แสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัววูบวาบสะท้อนกับผนังกระจกของอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่น้ำชาสร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและเศษเสี้ยวของหัวใจที่แตกสลายเมื่อสี่ปีก่อน กลิ่นอายของความสำเร็จที่ฉาบไว้ด้วยน้ำหอมราคาแพงและดอกกุหลาบสีน้ำเงินสายพันธุ์พิเศษที่ส่งกลิ่นหอมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจัดแสดง เสียงรองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก ตึก เป็นจังหวะที่หนักแน่นและมั่นคง ต่างจากเด็กสาวที่เคยเดินตัวสั่นเทาอยู่หลังม่านเวทีเดินแบบในอดีตอย่างสิ้นเชิงน้ำชายืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่านักข่าวและนักลงทุนในชุดราตรีสีน้ำเงินมิดไนท์บลูที่ตัดเย็บอย่างประณีต ดีไซน์ของมันยังคงเน้นความแข็งแกร่งของโครงสร้างแต่กลับซ่อนความพริ้วไหวที่ดูเยือกเย็นไว้ภายใน มันคือเอกลักษณ์ของดีไซเนอร์หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบปี ใบหน้าของเธอที่ผ่านการแต่งแต้มมาอย่างดีดูไร้ที่ติ แต่ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยมีประกายความหวังบัดนี้กลับดูเรียบเฉยและลึกซึ้งเกินกว่าที่ใครจะอ่านออก“คุณน้ำชาคะ การเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘อิสระที่ถวิลหา’ ในครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ในอดีตหรือเปล่าคะ?” นักข่าวสาวคนหนึ่งยื่นไมโครโฟนเข้ามาถามด้วยส
สิงห์ขยับเข้ามาใกล้เมษทีละก้าว เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เขามองดูเพื่อนเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและเป็นที่ยอมรับของสังคม บัดนี้กลับดูแตกสลายและยอมสยบต่อข้อเสนอที่ไร้มนุษยธรรมที่สุด“ถ้านายตกลงตามนี้ ฉันจะลบคลิปนั่นทิ้ง และชีวิตของน้ำชาก็จะราบรื่นอย่างที่นายต้องการ” สิงห์พูดพลางพ่นลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นนิโคตินใส่หน้าเมษ “แต่นายต้องเล่นบทบาทนี้ให้สมบูรณ์แบบนะเมษ นายต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่านายคือปีศาจที่กักขังและครอบงำเด็กสาวคนหนึ่งไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง”เมษขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือหนาที่เปื้อนคราบเลือดกำแน่นอยู่ข้างลำตัว เขารู้ดีว่าข้อเสนอของสิงห์คือการฆ่าตัวตายทางสังคม แต่นี่คือทางเดียวที่น้ำชาของเขาจะยังคงเบ่งบานได้อย่างงดงามในโลกภายนอก เขาไม่อาจปล่อยให้น้ำชาต้องมาจมปลักอยู่ในนรกที่เขาสร้างขึ้น หากความลับเรื่องความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวถูกเปิดเผยออกไป น้ำชาจะถูกตราหน้าและหมดอนาคตทันที ซึ่งเขาไม่อยากเห็นภาพนั้นมากที่สุด ภาพที่อนาคตของคนที่เขารักพังทลายไปเพราะตัวเขา “ฉันจะทำ” เมษเค้นเสียงพูดออกมา น้ำเสียงของเขามั่นคงอย่า
เสียงเคาะคีย์บอร์ดในออฟฟิศของเมษวันนี้ดูจะหนักอึ้งเป็นพิเศษ หลังจากสิ่งที่เมษเจอเมื่อวานมันทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจเอาเสียเลย วันเวลาที่ผ่านไปทุกนาทีคือความกลัวที่ว่าสิงฆ์จะเล่นสกปรกใส่เขากับน้ำชาตอนไหน นิ้วมือที่เริ่มชากดแป้นพิมพ์บนดัง แต่ก แต่ก อย่างเชื่องช้ากว่าทุกวัน เสียงนาฬิกาบนผนังออฟฟิศส่งเสียงฟังดูดังกว่าทุกทีแม้มันจะเสียงเบาเท่าเดิม เมษถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายพร้อมใช้มือเสยผมขึ้น เจ้าตัวเอนพิงไปกับเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานสีขาวด้วยแววตาที่ไร้จุดหมาย เขาต้องคิดหาทางปกป้องน้ำชาสักทางไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถ้าทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว ความสัมพันธ์ของเขาและน้ำชาที่ปกปิดเป็นความลับมาตลอดอาจตกอยู่ในอันตรายได้ และนั่นก็รวมถึงอนาคตของตัวของน้ำชาเองดด้วย.. เขาน่ะไม่เป็นอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยสังคมก็อาจมองเขาเป็นพ่อโหดเหี้ยมที่คุกคามลูกสาวของตนเอง แต่น้ำชา..หากน้ำชายืนกรานจะยืนข้างเขาต่อไป มันจะไม่เป็นผลดีต่อตัวเธอเลยแม้แต่น้อย "เฮ้อ..ฉันจะทำยังไงดี.."ทำไมสิงฆ์ต้องมาปรากฏตัวที่งานของน้ำชาด้วย ทำไมหมอนั่นถึงไม่ยอมปล่อยเขาไปสักทีเสียงแจ้งเตือนของมือถือที่ถูกวางไว้บนโต
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดภายในโรงรถของบ้านที่เงียบสงัด น้ำชาดับเครื่องยนต์แต่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในความมืด แสงไฟอัตโนมัติหน้าบ้านส่องเข้ามาจางๆ ทำให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้าของเขา น้ำชาเปิดประตูลงจากรถและเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่เมษนั่งอยู่ เธอประคองเมษให้ลงจากรถและพาเขาเดินเข้าบ้านอย่างระมัดระวังกลิ่นสบู่และน้ำหอมจาง ๆ จากตัวน้ำชาที่อบอวลอยู่ในบ้านที่คุ้นเคยทำให้เมษรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในกรงขังที่สวยงาม เขาถูกพานั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น น้ำชาวิ่งไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาอย่างรวดเร็ว เธอเริ่มลงมือทำแผลให้เขาด้วยความชำนาญ มือเรียวที่หยิบจับสำลีชุบแอลกอฮอล์สัมผัสลงบนบาดแผลของเขาอย่างแผ่วเบาจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ"เจ็บหน่อยนะคะป๊า" น้ำชาพูดพลางเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นเมษขมวดคิ้วด้วยความแสบ"ป๊าเจ็บที่ใจมากกว่าชา" เมษคว้าข้อมือของน้ำชาไว้ขณะที่เธอจะผละออกไปทิ้งสำลี เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาในตอนนี้ไม่ได้มีความเกรงใจในฐานะพ่อลูกเหลืออยู่อีกต่อไป "สิงห์มันจะทำลายชา มันจะแฉทุกอย่าง ป๊าควรจะทำยังไงดี"น้ำชาวางกล่องปฐมพยาบาลลงแล้วขยับเข้าไปนั่งข้าง ๆ
คำพูดของสิงห์เหมือนคีมเหล็กที่คอยคีบเอาความทรงจำที่เมษอยากจะฝังกลบไว้ให้ลึกที่สุดย้อนกลับมา ความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อนในรั้วมหาวิทยาลัยเซนต์เกรกอรี สถานที่ที่ความทะเยอทะยานของชายหนุ่มสองคนเริ่มต้นขึ้น เมษและสิงห์เคยเป็นเพื่อนที่เดินเคียงข้างกันในฐานะนักศึกษาดาวรุ่งของคณะบริหารธุรกิจ แต่ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวคือ เมษมักจะได้ในสิ่งที่สิงห์ปรารถนาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบที่เหนือกว่าเพียงเสี้ยวคะแนน ทุนการศึกษาที่ถูกหยิบยื่นให้ หรือแม้แต่คำชื่นชมจากอาจารย์ที่สิงห์เคารพรักแต่จุดแตกหักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องการเรียน แต่มันคือโปรเจกต์ระดมทุนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่สิงห์เป็นคนริเริ่มและทุ่มเททุกอย่างลงไป ทว่าในวันที่โปรเจกต์กำลังจะประสบความสำเร็จ เมษกลับมองเห็นช่องโหว่ร้ายแรงทางกฎหมายที่อาจทำให้ทุกคนต้องเดือดร้อน เขาตัดสินใจเข้าแจ้งความและระงับทุกอย่างโดยไม่บอกกล่าวสิงห์ล่วงหน้า ผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้สิงห์ถูกตราหน้าว่าเป็นคนฉ้อโกงและต้องพ้นสภาพนักศึกษา ในขณะที่เมษได้รับคำชมว่าเป็นผู้ผดุงความถูกต้องและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษาแทน“แกพังชีวิตฉันในตอนนั้น แกทำให้บริษัท เอส เอ็น แ







