Masukกลิ่นของกาแฟอ่อนๆ ลอยมาตามสายลมพร้อมกับเสียงของนกกระจิบร้อง จิ๊บ จิ๊บ อยู่นอกหน้าต่างอย่างไพเราะ แสงอาทิตย์ยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาตกกระทบผมสีดำเงาของชายวัยกลางคนอย่างเมษที่นั่งพิมพ์งานของเขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เจ้าตัวยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบไปหนึ่งอึกขณะที่สายตายังคงมองหน้าจอไม่ห่าง ขณะนั้นเองเสียงมือถือของเขาก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น มันคือข้อความของลูกสาวของเขาที่ส่งข้อความมานั่นเอง
"ป๊าดูนี่" ลูกสาวของเขาทักมาหาด้วยข้อความง่ายๆ จากนั้นก็ส่งรูปชุดเดรสชุดหนึ่งมาให้เขาได้ดู ถ้าเดาไม่ผิด ชุดนี้คงเป็นชุดที่เธอได้ออกแบบเองเป็นแน่ ยังไงซะน้ำชาก็ไปเรียนต่อด้านดีไซน์เนอร์นี่นา
"สวยไหมม หนูออกแบบเอง วันนี้จะมีนางแบบใส่ชุดของหนูเดินแบบด้วยแหละ"
เมษอมยิ้มให้กับข้อความนั้นก่อนจะหยิบแว่นมาสวมเพื่อพิมพ์อบกลับอย่างช้าๆ
"สวยมาก คนที่ได้ใส่ชุดที่หนูออกแบบต้องดีใจมากแน่ :D"
"ถ้าแม่ยังอยู่ แม่ต้องไปนั่งดูโชว์เดินแบบของหนูอยู่แถวหน้าสุดแล้วก็ยกมือมือายรูปไม่หยุดแน่"
น้ำชามองข้อความที่ 'ป๊า' ตอบกลับมาแล้วพยายามพิมพ์ข้อความตอบกลับ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พิมพ์แล้วลบอยู่อย่างนั้นประมาณสามรอบได้ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิด จนสุดท้ายเธอก็เลือกพิมพ์ในสิ่งที่เธอต้องการบอกเป็นอย่างแรกไปก่อน
"ป๊า..เดือนหน้าหนูจะกลับบ้านแล้วนะ"
ข้อความของน้ำชาถูกพิมพ์ส่งไปอย่างเรียบง่าย
บ้าน .. สถานที่ที่ทำให้เมษหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตอันหอมหวาน ภาพของตัวเขาแล้วก็พลอยกับน้ำชานั่งทานข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่นลอยกลับเข้ามาในห้วงความคิดของเขาราวกับสายลมในฤดูร้อน มันช่างเจิดจ้า แต่ก็แผดเผาในเวลาเดียวกัน
"จะกลับแล้วเหรอ? งั้นเดี๋ยวป๊าจะไปรอรับที่สนามบินนะ"
จุดสามจุดปรากฎขึ้นบนแป้นข้อความฝั่งของน้ำชาสามถึงสี่ครั้งก่อนเจ้าตัวจะพิมพ์ตอบกลับมาด้วยข้อความสั้นๆ
"ค่ะ"
เมษมองหน้าจอมือถือด้วยหัวใจที่เริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อย กลิ่นกาแฟอันหอนกรุ่นยังคงลอยอยู่ในอากาศ และเสียงร้องของเหล่านกน้อยก็ยังคงบรรเลงเพลงอันไพเราะอยู่ด้านนอกอย่างไร้เดียงสา เมษมองออกไแนแกหน้าต่างพลางยกกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง
'ดูท่าว่าบ้านจะกลับมาครึกครื้นอีกคร้งแล้วสินะ'
อีกหนึ่งเดือนเท่านั้น.. ที่เมษจะได้เจอกับลูกสาวที่ไม่ได้เจอมานาน อีกแค่หนึ่งเดือนที่หัวใจของเขาจะกลับมาเต้นเป็นจังหวะที่อบอุ่นเหมือนเคย
หนึ่งเดือนผ่านไป ไวเหมือนโกหก รู้ตัวอีกทีเมษก็บึ่งรถมายังสนามบินเพื่อรอรับลูกสาวของเขาแต่เช้ามืดเสียแล้ว เมื่อเปิดมือถือขึ้นมาดูอีกครั้งก็เจอลูกสาวส่งข้อความบ่นมานิดหน่อยว่าตนนั้นมาเร็วเกินไป เพราะตอนนี้เธอยังไม่ตื่นนอนด้วยซ้ำ เมษมองรูปที่เธอส่งมาแก้เหงาไปพลางๆแล้วหัวเราะออกมาเล็กน้อย ลูกสาวของเขายังคงเป็นคนที่กระตือรือรั้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่เธอได้ไปเรียนที่ต่างประเทศ
'น้ำชาจะเหงาไหมนะ'
'จะโดนแกล้งหรือเปล่า'
'ได้นอนหลับตรงเวลาบ้างไหม'
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ภายในใจเมษตลอดเวลาที่เขาเฝ้ารอลูกสาวของเขาในสนามบินที่แอร์เย็นเฉียบแห่งนี้...
เมษนั่งลงบนเก้าอี้เย็นเฉียบในโถงผู้โดยสารขาเข้า สายตาอันเฉียบคมของเขายังคงจดจ้องไปที่ประตูทางออกสลับกับนาฬิกาข้อมือทุกครั้งที่ประตูอัตโนมัติเปิดออกพร้อมกับกลุ่มผู้โดยสารที่ทยอยเดินลากกระเป๋าออกมา หัวใจของเขาก็จะกระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะเสมอ
เขาพยายามจินตนาการถึงน้ำชาในวัยยี่สิบต้นๆ จากรูปถ่ายในโทรศัพท์ที่เธอส่งมาให้ดูเป็นระยะ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มีเพียงวิดีโอคอลสั้นๆ และภาพนิ่งไม่กี่ใบที่เป็นเครื่องยืนยันการเติบโตของเธอ เมษรู้ดีว่าเวลาสี่ปีสำหรับเด็กวัยรุ่นนั้นยาวนานพอจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งไปได้มาก แต่น้ำชาในความคิดของเขา ก็ยังคงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่เคยร้องไห้กอดเข่าตอนหกล้ม หรือเด็กสาวที่เดินมาเกาะแขนอ้อนขอไปเรียนต่อต่างประเทศอยู่ดี
‘ถ้าพลอยยังอยู่… วันนี้พลอยคงจะเตรียมของโปรดไว้เต็มโต๊ะแน่ๆ’ เมษคิดในใจพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ความเหงาที่แฝงอยู่ในความคิดนั้นถูกกลบด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เจอคนสำคัญเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในชีวิต
เสียงประกาศเที่ยวบินดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับกลุ่มฝูงชนที่เริ่มหนาตา ทันใดนั้น สายตาของเมษก็ไปสะดุดเข้ากับร่างโปร่งบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมาจากฝูงชน เธอสวมเสื้อโค้ทสีครีมที่ดูเรียบหรูสตัดกับผมสีดำยาวที่ผลัดปลิวไปตามลมแอร์จากประตูขาเข้า ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาที่เน้นดวงตากลมโตให้ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม
เมษถึงกับลืมหายใจไปชั่วขณะ เขาจำเค้าโครงหน้าของเธอได้แม่นยำ แต่นี่ไม่ใช่ "เด็กน้อย" ของเขาอีกต่อไปแล้ว
“ป๊า!”
เสียงใสๆ ที่คุ้นหูร้องเรียกมาแต่ไกล น้ำชาทิ้งที่ลากกระเป๋าแล้ววิ่งตรงมาหาเขาด้วยความเร็ว เมษรีบลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ ก่อนที่ร่างนุ่มนิ่มจะกระโถมเข้ากอดเขาเต็มรัก กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็กแบบที่เขาเคยชินลอยมาเตะจมูก มันเป็นกลิ่นดอกไม้เมืองหนาวที่ให้ความรู้สึกเย้ายวนและเป็นผู้ใหญ่จนเมษเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง
“คิดถึงที่สุดเลยค่ะป๊า!” เธอซุกหน้าลงกับไหล่หนาของเขาและกอดเขาแน่นเสียจนเมษรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของเธอ
“ป๊าก็คิดถึงชา… โตขึ้นเยอะเลยนะเรา” เมษค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบหัวเธออย่างเบามือเหมือนที่เคยทำ
“ป๊าดูแก่ลงหรือเปล่าเนี่ย งานหนักเหรอคะ? เดี๋ยวกลับไปชาจะนวดให้เอง!” เธอหัวเราะร่วนพลางใช้นิ้วเรียวสวยแตะที่หางตาของเขาเบาๆ
“ไม่ได้แก่นะ แค่พักผ่อนน้อยไปหน่อย” เมษแก้ตัวพลางรีบคว้าหูหิ้วกระเป๋าเดินทางของเธอมาถือไว้เอง
"ว่าแต่หนูเถอะ ไม่เจอกันตั้งหลายปีก็มาทักว่าป๊าแก่แล้วเหรอ? กะว่าจะเลี้ยงชาบูฉลองที่เรียนจบสักหน่อย ตอนนี้ไม่เลี้ยงแล้วดีกว่า"
"เดี๋ยวสิป๊า! อ่ะ อ่ะ ไม่แก่ก็ไม่แก่ ทีนี้เลี้ยงชาบูได้หรือยัง?" น้ำชามองเมษที่กำลังแสร้งทำเป็น 'งอน' ตามประสาคนวัยกลางคนที่ทนคำว่าแก่ไม่ได้
"หึ เห็นแก่ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ ป๊ายอมก็ได้ ป่ะ รถจอดอยู่ตรงลานจอดใกล้ๆนี่เอง"
"เย่! ป๊าใจดีที่สุดเลย"
รถยนต์คันหรูของเมษเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนยามค่ำคืน จุดหมายคือร้านชาบูเจ้าประจำที่น้ำชาเคยรบเร้าให้เขาพามาบ่อยๆ สมัยมัธยม ภายในร้านที่เต็มไปด้วยผู้คนและความวุ่นวาย เมษเลือกที่นั่งในมุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวหน่อย เพื่อที่จะได้ถือโอกาศนี้คุยกับน้ำชาได้สะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้น เขานั่งมองเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังคีบเนื้อลวกในหม้ออย่างขะมักเขม้นด้วยแววตาเอ็นดู
"มาถึงก็จัดซะชุดใหญ่เลยนะ ที่ต่างประเทศไม่มีร้านชาบูให้กินแบบน้หรือไงหือ" เมษเอ่ยพลางคีบผักกาดขาวใส่ถ้วยให้เธอ
"ที่โน่นก็มีค่ะป๊า แต่วัตถุดิบมันต่างกันนี่นา แถมที่นู่นก็ไม่มีเมนูพิเศษเหมือนที่ไทยด้วย" น้ำชาเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างจนตาปิดขณะที่เคี้ยวเนื้อตุ้ยๆ
"ป๊าก็กินบ้างสิ เอาแต่ตักให้ชาจนถ้วยตัวเองว่างหมดแล้ว" ไม่พูดเปล่า น้ำชาคีบเนื้อวัวนุ่มๆ ที่สุกกำลังดีมาจ่อที่ปากของเขา เมษชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความไม่ชิน เพราะปกติเขาจะเป็นฝ่ายดูแลเธอฝ่ายเดียว แต่พอมองเห็นแววตาคาดหวังของลูกสาว เขาจึงยอมอ้าปากรับเนื้อชิ้นนั้นมาแต่โดยดี
"อร่อยไหมคะ?"
"อืม... อร่อย" เมษตอบสั้นๆ แต่สิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ คือความอุ่นวาบที่เกิดขึ้นในอก เขาคิดเพียงว่าน้ำชาช่างกตัญญูและรู้จักดูแลเขามากขึ้นตามวัย ความภูมิใจในฐานะ 'พ่อ' ที่ส่งลูกไปเรียนจนเติบโตมาได้อย่างดีเยี่ยมมันเอ่อล้นจนเขาเผลอยิ้มออกมาไม่หยุดตลอดมื้ออาหาร
หลังจากอิ่มท้อง เมษก็ทำหน้าที่ขับรถพาน้ำชากลับบ้าน แสงไฟข้างทางที่สาดเข้ามาในรถเป็นระยะทำให้เขาแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าของคนข้างๆ เป็นพักๆ น้ำชาดูเพลียจากการเดินทาง เธอเอนหลังพิงเบาะแล้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
"เหนื่อยเหรอชา? ถ้าไม่ไหวหลับไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวถึงบ้านป๊าปลุก"
"นิดหน่อยค่ะป๊า... แต่ชาอยากมองถนนเมืองไทยให้เต็มตามากกว่า ชาไม่ได้เห็นบรรยากาศแบบนี้มาตั้งหลายปี"
มือเรียวเล็กของน้ำชาเอื้อมไปกดเปิดวิทยุเบาๆ เพลงสากลแนวหม่นๆ ดังขึ้นคลอไปกับเสียงเครื่องยนต์ เมษรู้สึกว่าบรรยากาศในรถคืนนี้มันแปลกไปกว่าทุกครั้ง ปกติน้ำชาจะพูดเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จนเขาปวดหัว แต่คืนนี้เธอกลับนิ่งสงบ และแววตาที่เธอมองท้องถนนนั้นดูโตเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่เขาจะคาดเดาความหมายได้
‘น้ำชาโตเป็นสาวแล้วจริงๆ สินะ’ เมษคิดในใจลึกๆ ความรู้สึก ‘ห่วง’ เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความ ‘หวง’ โดยที่เขาไม่รู้ตัว เขาเริ่มจินตนาการว่าหากวันหนึ่งมีชายหนุ่มมานั่งตรงนี้แทนเขา มาทำหน้าที่ขับรถรับส่งเธอแบบนี้.. หัวใจของเขาคงจะวูบโหวงไม่น้อย
เขากระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย ท่องบอกตัวเองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเป็นพ่อจะหวงลูกสาวคนเดียว... ใช่ มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
เมื่อรถเลี้ยวเข้าจอดที่โรงรถหน้าบ้านที่แสนคุ้นเคย เมษลงไปเปิดประตูให้น้ำชาพร้อมกับช่วยถือกระเป๋าถือใบเล็กของเธอให้ด้วย ทั้งคู่เดินเคียงกันเข้าบ้านท่ามกลางความเงียบของราตรี
"ฝันดีนะป๊า หนูไปอาบน้ำนอนก่อนนะ" น้ำชาหยุดเดินที่หน้าประตูห้องนอนของเธอ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้เขา
"ฝันดีเหมือนกัน พักผ่อนเยอะๆ นะ คงจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้วสิ" เมษยกมือขึ้นลูบหัวเธอเบาๆ หนึ่งครั้งด้วยความเคยชิน ก่อนจะเดินแยกไปยังห้องนอนของตัวเองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างเงียบงัน
ทันทีที่บานประตูห้องนอนปิดลง น้ำชาพิงหลังเข้ากับแผ่นไม้หนาแล้วปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดทั้งวันพังทลายลงในพริบตา เธอยกมือขึ้นแตะที่หัวตรงที่เมษเพิ่งลูบไปเมื่อครู่ สัมผัสอุ่นๆ นั้นยังคงติดอยู่... แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจของน้ำชาให้ชัดขึ้นยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
‘ทำไมต้องใจดีขนาดนี้..ทำไมถึงไม่ใจร้ายใส่กันบ้าง’
น้ำชาแอบแง้มประตูห้องนอนของเธอออกไปอย่างเงียบๆ เมื่อเธอมองออกไปก็เห็นแสงไฟจากห้องทำงานของเมษที่ยังเปิดอยู่ เธอรู้ดีว่าเขาคงกลับไปนั่งทำงานต่อ หรือไม่ก็คงกำลังคิดถึงแม่.. น้ำชารู้ดีว่าพื้นที่ข้างกายเขานั้นถูกจับจองไปนานแสนนานแล้วด้วยอดีตที่งดงามเกินกว่าที่เธอจะเข้าไปแทรกแซงได้
เธอปิดประตูลงอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เดินมามองมองกระจกบนโต๊ะเครื่องแป้ง เธอเห็นเงาสะท้อนของตัวเองที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ชุดที่เธอใส่ สไตล์ที่เธอเป็น ทั้งหมดนี้เธอสร้างมันขึ้นมาเพื่อให้เขามองเธอในฐานะ 'ลูกสาวที่เพอร์เฟค' ซึ่งสายตาของเมษที่จับจ้องมาที่เธอตั้งแต่สนามบิน ร้านชาบู หรือแม้กระทั่งตอนส่งเธอเข้านอนเมื่อครู่นี้ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด
เขายังคงมองเธอเป็น 'ลูกสาว' ของเขาเสมอ ซึ่งนั่นก็ควรเป็นเรื่องปกติของทุกๆครอบครัว แต่ว่า..
"ป๊ารู้ไหม... ชาไม่ได้อยากเป็นแค่ลูกสาว" เธอกระซิบกับความมืดพลางใช้มืออันเปลือยเปล่าของตนเช็ดน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลอาบแก้มออกไป
การกลับบ้านครั้งนี้ไม่ใช่การกลับมาเพื่อพักผ่อน แต่มันคือการกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เธอรักคนที่เธอ 'ไม่มีสิทธิ์รัก' และยิ่งเขาแสนดีกับเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งเหมือนถูกขังอยู่ในกรงทองที่ชื่อว่าครอบครัว.. กรงที่สร้างขึ้นจากความเมตตาและรอยยิ้มของเขา
บนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นมีรูปถ่ายครอบครัวในกรอบไม้ตั้งอยู่ มันเป็นรูปของเธอตอนเด็กที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง ‘ป๊า’ และ ‘ม๊า’ ทุกคนในภาพมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขที่แสนบริสุทธิ์ แววตาของแม่ในรูปนั้นดูอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจ ราวกับว่าเธอกำลังฝากฝังให้เมษดูแลน้ำชาและฝากฝังให้เธอเป็นลูกสาวที่น่ารักของเขาตลอดไป
“แม่คะ.. ชาขอโทษ”
เธอกระซิบเสียงสั่นพร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงบนกระจกหน้ากรอบรูป ความรู้สึกรักที่มันเอ่อล้นอยู่ในอกตอนนี้มันคือยาพิษที่ฝังลึกลงในภายในจิตใจของตัวเองไปแล้ว เธอรู้ดีว่ามันผิด ผิดต่อศีลธรรม ผิดต่อป๊าฐานะลูกสาว และที่ร้ายแรงที่สุดคือเธอรู้สึกเหมือนกำลังแย่งชิง ‘ความรัก’ ที่ควรจะเป็นของแม่เพียงคนเดียว
ทุกครั้งที่ป๊าตามใจเธอ ทุกครั้งที่เขามองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง น้ำชาจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวขโมย เธอจึงแอบตวงเอาความใส่ใจเหล่านั้นมาเก็บไว้ในใจแล้วล็อคกุญแจมันอย่างแน่นหนา จากนั้นก็จินตนาการไปไกลว่ามันคือความรักแบบผู้หญิงคนหนึ่งได้รับจากคนที่เธอแอบชอบ ก่อนที่จะถูกตบหน้าด้วยความจริงที่ว่า เขาทำแบบนั้นเพราะเขามองเห็นเธอเป็น ‘ลูกสาว’ คนหนึ่ง
‘ชาจะพยายามค่ะแม่ ชาจะเป็นลูกสาวที่ดีของป๊า จะไม่ทำให้ป๊าต้องลำบากใจ จะไม่ทำให้ความทรงจำของแม่ต้องแปดเปื้อน’
น้ำชาปาดน้ำตาออกจากแก้มอย่างลวกๆ เธอหยิบสมุดสเก็ตซ์ภาพขึ้นมาเปิดดู ในนั้นมีแบบชุดเดรสมากมายที่เธอได้รับแรงบันดาลใจมาจากความสุขและความเศร้าที่มีต่อชายคนนั้น เธอตั้งใจว่ากลับมาครั้งนี้ เธอจะทำตัวให้เป็นปกติที่สุด จะเป็นน้ำชาที่สดใสและกตัญญูเหมือนเดิม เพื่อรักษาความสัมพันธ์ 'พ่อลูก' นี้ไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
แม้มันจะต้องแลกมาด้วยการกรีดหัวใจตัวเองซ้ำๆ ทุกครั้งที่เขาเรียกเธอว่า 'ลูก' ก็ตาม
TBC.
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป"ไปก่อนนะคะป๊า" น้ำชาบอกลาพ่อของตนก่อนออกเดินทางไปทำงานแต่เช้า เมษมองลูกสาวของตนวิ่งออกไปอย่างเร่งรีบโดยที่ลืมทานอาหารเช้าที่เขาเตรียมไว้ให้ซะอย่างนั้น"ชา! แล้วกับข้าว-" แน่นอนว่าคำพูดของเขานั้นช้ากว่าลูกสาวเขานัก เพราะตอนนี้ชาได้หายลับไปจากสายตาของเมษเรียบร้อยแล้วเสียงประตูรั้วที่ปิดสนิททิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้องครัว เมษมองตามแผ่นหลังของลูกสาวที่ลับหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะจับความรู้สึกไม่ทัน เขาก้มลงมองแซนด์วิชแฮมชีสและกาแฟร้อนที่เตรียมไว้ให้บนโต๊ะ ควันสีจางยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือแก้ว แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเจ้าของของมันไม่ได้แตะต้องแม้แต่น้อยมือหนาเลื่อนจานอาหารเข้าไปไว้ตรงกลางโต๊ะอย่างเชื่องช้า ความร้อนจากถ้วยกาแฟที่เขาเตรียมไว้ยังคงแผ่กระจายออกมาจางๆ สัมผัสถึงความตั้งใจที่ถูกละเลย เมษถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางดึงเก้าอี้นั่งลงในตำแหน่งประจำของเขาที่ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเหมือนเคย"รีบขนาดนั้นเลยเหรอ…" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนาฬิกาแขวนผนังส่งเสียง กริ๊ก กริ๊ก เป็นจังหวะตอกย้ำความเงียบที่ปกคลุมบ้านหลังนี้หนึ่
และแล้ววันที่น้ำชารอคอยก็มาถึง เมื่อมีอีเมลตอบกลับ HR เกี่ยวกับการรับเธอเข้าทำงานที่บริษัทออกแบบที่เธอใฝ่ฝัน น้ำชาจ้องหน้าจอโน๊ตบุ๊คอยู่พักหนึ่งอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองก่อนจะรีบอ่านข้อมูลของรายละเอียดงานและวันเวลานัดหมายอย่างถี่ถ้วน "ได้แล้ววว!" เธอเอนหลังลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น เสียงถอนหายใจดังยาวเหมือนปล่อยภาระที่แบกไว้ทั้งชีวิต ต่อไปนี้ เธอจะได้ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว และต่อจากนี้เธอจะไม่ใช่นักศึกษา หรือ เด็กฝึกงานอีกต่อไป แต่เป็น 'พนักงาน' ในบริษัทที่เธอใฝ่ฝัน บริษัทออกแบบที่เธออยากจะเข้าไปทำงานด้วยมากที่สุดRose & Design คือบริษัทออกแบบเสื้อผ้าชั้นนำที่โด่งดังไปทั่วโลกในไทย ตอนนี้เธอกำลังจะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองที่เงาวับนี้แล้ว ทว่าคืนก่อนวันเริ่มงาน น้ำชากลับนอนไม่ค่อยหลับ คำถามสารพัดกำลังโลดแล่นอยู่ในหัวของเธอราวกับกระแสน้ำเฉี่ยวที่ไม่อาจหยุดได้'จะทำได้ไหม' 'จะโดนมองว่าไม่เก่งพอหรือเปล่า' 'จะตามคนอื่นทันไหม' 'แล้วถ้าพลาดขึ้นมาฉันจะรับความกดดันไหม'ความคิดเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในหัวน้ำชาราวกับเป็นเข็มที่กำลังทิ่มแทงความมั่นใจเมื่อเช้าของเธอ กระนั้นเอ
รุ่งอรุณได้มาถึง แสงแดดอ่อนๆ ลอดเข้าผ่านทางต่างต่างห้องนั่งเล่นของบ้านอย่างอ่อนโยน น้ำชานั่งอยู่บนโซฟา ในมือถือดินสอและสมุดสเก็ตภาพเอาไว้แล้วบรรจงร่างภาพชุดสวมใส่ลงบนสมุดอย่างเป็นมืออาชีพและรวดเร็ว รูปแล้วรูปเล่าที่เธอวาด เธอขีดเขียนมันออกมาอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นชุดลำลอง ชุดเดรส ชุดออกกำลังกาย หรือชุดในรูปแบบทางการก็ตาม ในขณะที่เธอกำลังดำดิ่งอยู่กับการเสก็ตภาพนั้น กลิ่นหอมๆ จากห้องครัวก็ลอยมาแตะจมูกของเธอพร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคย"ชา มากินข้าวเร็ว" เมษเรียกลูกสาวของตนพร้อมกับวางจานอาหารลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ และมั่นคง จากนั้นเจ้าตัวก็นั่งลงพร้อมยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบเหมือนเคย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดสูทพร้อมไปทำงาน ดวงตาฉายแววเหนื่อยล้าจากการนอนลึกเกินควรของชายวันกลางคนอย่างเด่นชัดน้ำชาวางสมุดสเก็ตของตัวเองลงแล้วเดินมายังโต๊ะทานอาหาร เมื่อมองอาหารบนโต๊ะเธอก็พบว่าท้ังหมดนั่นคืออาหารที่เธอชอบกินทั้งนั้น "โห ป๊าจำได้ด้วยเหรอว่าหนูชอบกินอะไร"เมษเหลือบมองลูกสาวของตนแว๊บหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาบางๆ "ทำไมป๊าจะทำไม่ได้ ดูซะก่อนว่าใครเป็นคนเลี้ยงมา" เมษพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจในฐานะ 'พ่อ' คนหนึ่ง น้
กลิ่นของกาแฟอ่อนๆ ลอยมาตามสายลมพร้อมกับเสียงของนกกระจิบร้อง จิ๊บ จิ๊บ อยู่นอกหน้าต่างอย่างไพเราะ แสงอาทิตย์ยามเช้าได้สาดส่องเข้ามาตกกระทบผมสีดำเงาของชายวัยกลางคนอย่างเมษที่นั่งพิมพ์งานของเขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เจ้าตัวยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบไปหนึ่งอึกขณะที่สายตายังคงมองหน้าจอไม่ห่าง ขณะนั้นเองเสียงมือถือของเขาก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น มันคือข้อความของลูกสาวของเขาที่ส่งข้อความมานั่นเอง "ป๊าดูนี่" ลูกสาวของเขาทักมาหาด้วยข้อความง่ายๆ จากนั้นก็ส่งรูปชุดเดรสชุดหนึ่งมาให้เขาได้ดู ถ้าเดาไม่ผิด ชุดนี้คงเป็นชุดที่เธอได้ออกแบบเองเป็นแน่ ยังไงซะน้ำชาก็ไปเรียนต่อด้านดีไซน์เนอร์นี่นา "สวยไหมม หนูออกแบบเอง วันนี้จะมีนางแบบใส่ชุดของหนูเดินแบบด้วยแหละ"เมษอมยิ้มให้กับข้อความนั้นก่อนจะหยิบแว่นมาสวมเพื่อพิมพ์อบกลับอย่างช้าๆ "สวยมาก คนที่ได้ใส่ชุดที่หนูออกแบบต้องดีใจมากแน่ :D""ถ้าแม่ยังอยู่ แม่ต้องไปนั่งดูโชว์เดินแบบของหนูอยู่แถวหน้าสุดแล้วก็ยกมือมือายรูปไม่หยุดแน่"น้ำชามองข้อความที่ 'ป๊า' ตอบกลับมาแล้วพยายามพิมพ์ข้อความตอบกลับ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็พิมพ์แล้วลบอยู่อย่างนั้นประมาณสามรอบได้ราวกับจมอยู่ใน
บ่ายวันหนึ่ง ณ ตึกสูงตระง่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แสงอาทิตย์อ่อนๆสาดส่องเข้ามายังออฟฟิศอย่างนุ่มนวลเหมือนเป็นการบอกใบ้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่หัวหน้าแผนกอย่าง 'เมษ' ต้องลุกไปประชุมงานอีกรอบได้แล้ว ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เขาเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารใบสุดท้ายที่กำลังเซ็นอยู่ทันที "เข้ามาได้เลย" เลขาของเขาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับเอกสารและตารางงานในมือ พร้อมดันแว่นของเธอขึ้นเล็กน้อย กระนั้นในมือของเธอก็ไม่ได้มีแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่กลับมีกล้องสี่เหลี่ยมใบเล็กๆที่ถูกห่อไว้อย่างสวยงามพร้อมริบบิ้นสีชมพูมากับเธอด้วย "คุณเมษคะ นี่เป็นรายงานการประชุมรอบถัดไปค่ะ อ่ะ แล้วก็นี่ค่ะ" เลขาของเขาวางกล่องสี่เหลี่ยมใบนั้นลงบนโต๊ะของเขา เมษหยิบขึ้นมาดูแล้วก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นไม่ได้ "อันนี้ใครฝากมาเหรอครับ?" เมษหมุนกล่องเล่นไปมาระหว่างดูไปด้วย มันคือกล่องเค้กที่ถูกห่อมาอย่างน่ารักจริงๆ "ฮิฮิ แฟนคุณฝากมาให้น่ะค่ะ วันนี้เขามาเยี่ยม แต่พอรู้ว่าคุณมีประชุมรอบบ่ายเธอก็ฝากให้ฉันเอามาให้" "พลอยมาเหรอ? โธ่ แล้วทำไมไม่บอกผมให้เร็วกว่านี้เล่า ผมจะได้ไปทักทายเธอสักหน่อย" เมษวางกล่องลงพร้อมทำหน







