Mag-log inบรรยากาศที่ควรจะเริ่มสงบเงียบกลับคึกคักไปด้วยกลุ่มนักศึกษาที่เตรียมตัวกลับที่พัก แต่สำหรับภีมเวลาพักผ่อนไม่มีอยู่จริงในพจนานุกรมของเขา ร่างสูงยืนอยู่ริมหน้าต่างบานสูงของห้องแล็บชั้นสอง ดวงตาคมจดจ้องลงไปยังลานจอดรถด้านล่างด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
เบื้องล่างนั้นพายกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่เริ่มสว่างขึ้นรอบตึก วันนี้เธอไม่ได้อยู่ในชุดนักศึกษาที่คุ้นตา แต่กลับสวมชุดเดรสสั้นสีดำเข้ารูปที่ขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างลงตัว ผมลอนหนานุ่มถูกปล่อยสยายเคลียไหล่บาง ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตดูเจิดจ้าเสียจนภีมรู้สึกเคืองตาอย่างบอกไม่ถูก
และสิ่งที่ทำให้ในสมองของเขาเริ่มประมวลผลผิดพลาด คือรถสปอร์ตคันหรูที่จอดเทียบอยู่ข้างเธอ พร้อมกับร่างของ ‘ภูมิ’ รุ่นพี่หนุ่มสุดฮอตจากคณะบริหารธุรกิจที่กำลังส่งยิ้มกว้างและทำท่าจะเอื้อมมือไปช่วยเปิดประตูรถให้พาย
“ทั้งที่วันก่อนยังเอากับกูอยู่แท้ๆ วันนี้มึงก็ไปอ่อยคนอื่นแล้วหรอว่ะ”
เขานึกถึงภาพในห้องแล็บวันนั้น มันทั้งเร่าร้อนทั้งมีแต่แรงแห่งปรารถนาเต็มไปหมด เขาชอบยามที่พายยอมให้เขาแม้เธอจะกังวลมากเรื่องที่เขาไม่ได้พกถุงยางเอาไว้ พายควรจะยอมแค่เขาและมันควรจะเป็นแค่เขาคนเดียว
ภีมเม้มปากแน่น ความรู้สึกบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาในอก มันรุนแรงและร้อนรุ่มยิ่งกว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านวงจรที่เขากำลังต่อค้างไว้ เขาไม่ได้โง่พอจะเรียกมันว่าหึง เพราะในพจนานุกรมวิศวะของเขา คำว่าหึงคืออารมณ์ที่ไร้ตรรกะและไม่มีน้ำหนักพอจะนำมาใช้ในชีวิตจริง เขาเรียกสิ่งนี้ว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงต่างหาก
ใช่... พายคือทรัพยากรบุคคลที่สำคัญต่อโปรเจกต์ ถ้าเธอไปปาร์ตี้ ดื่มหนัก แล้วตื่นมาทำงานพรุ่งนี้ไม่ได้ นั่นคือความเสียหายที่คำนวณเป็นมูลค่าไม่ได้ และที่สำคัญ... ผู้ชายคนนั้นดูเป็นคนที่ดูไม่พึงประสงค์สำหรับคนของเขาเลยแม้แต่น้อย
ภีมรีบคว้าเอาแฟลชไดร์ฟบนโต๊ะและเสื้อช็อปที่แขวนไว้ ก่อนจะก้าวฉับๆลงจากตึกด้วยความเร็วที่สัญชาตญาณสั่งการนำหน้าสมอง ลานกว้างหน้าตึกวิศวะดูแคบลงไปถนัดตาเมื่อร่างสูงใหญ่ของภีมเดินกึ่งวิ่งออกมา เขามองเห็นพี่ภูมิที่กำลังโน้มตัวไปคุยกับพายอย่างใกล้ชิด ท่าทางดูสนิทสนมจนน่ารำคาญใจ
“น้องพาย... ไปกันเถอะครับ เดี๋ยวที่นั่งดีๆจะเต็มหมดนะ” เสียงทุ้มของภูมิดังขึ้น พลางส่งสายตาหวานเชื่อมไปให้คนตัวเล็ก
“ค่ะพี่ภูมิ พายก็...”
“พาย”
เสียงเรียกนิ่งเรียบแต่ทรงพลังดังแทรกขึ้นกลางปล้อง พายสะดุ้งตัวโยนแล้วหันไปมองต้นเสียงที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆเธอ ในระยะที่ใกล้เกินเพื่อนไปหลายเซนติเมตร ภีมไม่ได้มองหน้าภูมิเลยแม้แต่นิดเดียว เขาวางตัวนิ่งขรึม ราวกับคนตรงหน้าไม่มีตัวตนอยู่ในสารบบ
“ภีม? มึงยังไม่กลับเหรอ?” พายถามอย่างงงๆ มองดูคนตัวสูงที่วันนี้ดูจะแผ่รังสีความกดดันออกมามากกว่าปกติ
ภีมไม่ตอบคำถามนั้นแต่กลับชูแฟลชไดร์ฟสีเงินขึ้นมาตรงหน้าเธอ
“ไฟล์พรีเซ้นต์ตัวล่าสุดอยู่ในนี้ ฉันเพิ่งรันระบบตรวจสอบคำผิดเสร็จ มีจุดที่เธอแก้ฟ้อนซ์ผิดไป 2 จุดที่หน้า 15 กับ 28 มันทำให้การแสดงผลไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันตามที่ฉันตั้งค่าไว้”
“ห๊ะ? แค่ 2 จุดเนี่ยนะ? พรุ่งนี้ค่อยคุยก็ได้มั้งภีม กูรีบ...”
“รอไม่ได้” ภีมสวนกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นเสียจนพายไปไม่เป็น
“ความผิดพลาดเพียง 0.1% ก็สามารถนำไปสู่ความล้มเหลวของระบบในภาพรวมได้ มึงเป็นฝ่ายมาร์เก็ตติ้ง มึงควรจะรู้ว่าภาพลักษณ์ความสมบูรณ์แบบมันสำคัญแค่ไหน” ภูมิที่ยืนรออยู่เริ่มขมวดคิ้ว
“น้องภีมครับ พี่ว่าค่อยคุยพรุ่งนี้ก็ได้นะ วันนี้พายเขานัดกับเพื่อนไว้...”ภีมค่อยๆหันหน้าไปหาคู่สนทนาเป็นครั้งแรก ดวงตาภายใต้แว่นตาจ้องมองรุ่นพี่บริหารอย่างเย็นชา
“ขอโทษครับพี่ภูมิ แต่ในเชิงวิศวกรรม งานที่ยังไม่เพอร์เฟคคือสถานะ Error และผมไม่ชอบทำงานกับ Error นานเกินความจำเป็น” พายยืนอึ้งกับความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้น ภีมทำเหมือนกำลังพูดเรื่องงาน แต่สายตาเขากลับดูเหมือนคนกำลังทำสงครามเย็น
“แล้วนี่...” ภีมยัดเสื้อช็อปสีน้ำเงินเข้มของตัวเองที่คอเสื้อมีรอยคราบน้ำมันจางๆที่เจ้าตัวจงใจแต้มลงไปนิดหน่อยก่อนลงมาใส่ในอ้อมแขนของพาย
“ฝากเอาไปซักให้ด้วย คืนนี้เลยนะ พรุ่งนี้เช้ากูต้องใช้ใส่ไปเข้าแล็บตรวจงานตัวสุดท้าย คราบน้ำมันเครื่องถ้าทิ้งไว้นานมันจะทำลายเนื้อผ้าซึ่งกูไม่อยากเสียเวลาซื้อใหม่”
“ฮะ? ให้กูซักคืนนี้? แต่กูจะไป...”
“มึงคงไปไหนนานไม่ได้หรอกมั้งพาย” ภีมพูดตัดบทพลางก้มลงมาใกล้หูเธอจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมที่เธอฉีดมา
“งานมันยังไม่สมบูรณ์ และเสื้อตัวนี้ต้องแห้งก่อน 7 โมงเช้า การใช้เวลากับปาร์ตี้ที่ให้ผลตอบแทนเป็นศูนย์ในขณะที่งานสำคัญยังค้างอยู่... เป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเลยนะ”
สายตาที่จ้องมองมานั้นดุดันและเอาแต่ใจเสียจนพายหน้าร้อนผ่าว การฝากเสื้อช็อปในโลกของเด็กวิศวะมันมีความหมายนัยสำคัญที่ใครๆก็รู้... มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างเป็นทางการ ใครที่ถือเสื้อช็อปของใครอยู่ คนคนนั้นคือ ‘คนพิเศษ’ แต่สำหรับเขาแล้วก็แค่อยากให้ใครก็ตามที่เฉียดเข้าใกล้เธอได้รู้ว่าพายคือของเขา
“เอ่อ... พาย พี่ว่าน้องเขาดูรีบใช้ของจริงๆนะ” ภูมิพูดด้วยน้ำเสียงอึกอัก เมื่อเห็นรังสีอำมหิตจากรุ่นน้องวิศวะที่ยืนค้ำหัวพายอยู่
“ถ้างานยุ่ง... ไว้วันหลังก็ได้ครับ”
“ขอโทษนะคะพี่ภูมิ พอดี... งานมันด่วนจริงๆค่ะ” พายบอกเสียงอ่อย รู้ดีว่าถ้าเธอไปตอนนี้ ภีมคงจะประชดใส่เธอไปอีกทั้งเดือนแน่ๆ
เมื่อรถสปอร์ตคันหรูเคลื่อนตัวออกไป ภีมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างแสร้งทำเป็นกดโทรศัพท์ดูงาน ทั้งที่ความจริงเขากำลังผ่อนคลายกล้ามเนื้อหัวใจที่ตึงเครียดมาตลอดชั่วโมง
“พอใจยัง? ไฟล์งานน่ะ กูตรวจไปสามรอบแล้วนะ ฟ้อนซ์มันจะผิดได้ไง!” พายโวยวายทันทีที่อยู่กันสองคน เธอหอบเสื้อช็อปของเขาไว้แน่น กลิ่นไอของภีมที่ติดอยู่บนเสื้อทำให้เธอใจสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“มันผิดจริงๆในเชิงทัศนศิลป์ มึงอาจจะมองไม่เห็น แต่กูเห็น” ภีมแถหน้าตาย
“แล้วเสื้อนี่ล่ะ? มึงมีเสื้อตั้งสามสี่ตัว ทำไมต้องซักตัวนี้คืนนี้!” ภีมหยุดเดินแล้วหันมามองพายเต็มตา เขายกยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อยที่ดูร้ายกาจที่สุด
“ก็แค่... การจัดสรรทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ในเมื่อมึงว่างจากการไปปาร์ตี้แล้ว การเอาเวลามาดูแลอุปกรณ์ส่วนตัวของคู่หูโปรเจกต์ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุดไม่ใช่เหรอ?”
“มึงหึงกูใช่ไหมล่ะ บอกมาเหอะ” พายรุกไล่ ก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา จนภีมชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับแว่นสายตาให้เข้าที่เพื่อซ่อนแววตาสั่นไหว
“หึง? พาย... มึงช่วยมองความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์หน่อย การหึงคือปฏิกิริยาเคมีในสมองที่เกิดจากความไม่มั่นคงในสถานภาพ ซึ่งกูคำนวณดูแล้ว... ไม่มีเหตุผลอะไรที่กูจะต้องรู้สึกแบบนั้นกับมึง เราเป็นแค่ FWB ที่มีเป้าหมายโปรเจกต์ร่วมกัน”
“งั้นเหรอ?” พายเลิกคิ้ว แกล้งทำท่าจะคืนเสื้อให้
“งั้นมึงก็เอาเสื้อไปซักเองนะ เดี๋ยวกูจะโทรเรียกพี่ภูมิกลับมา...”
หมับ!
มือหนาคว้าข้อมือพายไว้ทันควัน แรงบีบนั้นแน่นหนาแต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน ภีมดึงพายเข้าหาตัวจนเดรสสีดำของเธอแนบชิดกับกางเกงยีนส์ของเขา
“บอกแล้วไงว่าเสื้อตัวนี้สำคัญ” ภีมพูดเสียงพร่าลง สายตาจ้องเขม็งที่ริมฝีปากสีแดงสดของพาย
“และคืนนี้... มึงต้องอยู่แก้ระบบที่ Error กับกูที่ห้อง ห้ามไปไหนทั้งนั้น นี่เป็นคำสั่งในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์”
“มึงมันเผด็จการภีม” พายกระซิบแต่กลับไม่ได้ขัดขืนเมื่อแขนแกร่งโอบรอบเอวเธอไว้
“กูไม่ได้เผด็จการ... กูแค่กำลังรักษาเสถียรภาพของระบบไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาวุ่นวาย” ภีมก้มลงมากระซิบที่ข้างหู กลิ่นน้ำหอมของพายกำลังทำให้สมองของเขาเริ่มทำงานหนักจนเครื่องแทบไหม้
“ไปซักเสื้อให้กู... แล้วกูจะสอนมึงเองว่าการแก้ฟ้อนซ์ให้ถูกใจกูจริงๆน่ะ มันต้องทำยังไง”
ภีมจูงมือพายเดินไปทางลานจอดรถของเขา โดยไม่สนสายตาของใครต่อใครที่มองดู ประธานโปรเจกต์จอมเนี้ยบที่กำลังเดินจูงมือนางแบบสาวคณะบริหารที่มีเสื้อช็อปของเขาคลุมไหล่อยู่
แม้ปากจะยังพ่นคำว่าตรรกะและเหตุผล แต่ทุกย่างก้าวและการกระชับมือที่แน่นขึ้นของภีม มันชัดเจนยิ่งกว่าผลลัพธ์ในรีพอร์ตของแล็บเสียอีก...
ร้านอาหารญี่ปุ่นโทนอุ่นสลัวดูจะอึดอัดน้อยลงกว่าครั้งก่อนๆ ภีมนั่งจ้องถ้วยน้ำชาในมือด้วยความรู้สึกที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ พ่อของเขายังคงกดดันเรื่องการหมั้นหมายไม่เลิกรา และวันนี้เขาก็ถูกกึ่งบังคับให้มาทานมื้อกลางวันกับรดาอีกครั้ง ภีมพยายามทำหน้านิ่งแต่แววตาซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เพราะเขารู้ดีว่าเขากำลังโกหกพายว่ามาช่วยงานที่บริษัทรุ่นพี่"ภีมคะ... เลิกทำหน้าเหมือนจะไปออกรบได้แล้วค่ะ" รดาเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ ท่าทางของเธอวันนี้ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองผิดกับวันแรกที่เจอกัน ภีมเงยหน้าขึ้นมอง "ขอโทษครับรดา ผมแค่... รู้สึกไม่ค่อยดีที่ต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ลับหลัง.....""รดารู้ค่ะ และรดาก็มีเรื่องสำคัญจะบอกภีมเหมือนกัน" หญิงสาววางตะเกียบลงแล้วจ้องหน้าเขาด้วยแววตาจริงจัง "ความจริงรดาเองก็มีคนที่รดารักอยู่แล้วค่ะ เขาเรียนอยู่ที่อังกฤษ และรดาก็ไม่คิดจะแต่งงานกับใครนอกจากเขาเหมือนกัน"คำสารภาพของรดาทำให้ภีมชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งปลดล็อกรหัสผ่านสำเร็จ ความหนักอึ้งในใจเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด"แล้วทำไมรดาถึงยอมมาเจอผมล่ะครับ?""ก็เพื่อจะมาตกลงกับภีมไงคะ ว่าเราสองคนมาเ
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยวันแรกหลังจากกลับจากทริปเชียงใหม่ดูจะสดใสเป็นพิเศษสำหรับพวกเราสี่คน รอยยิ้มของพายยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนคนคนมีความสุขจนล้นปรี่ ส่วนภีมเองแม้จะกลับมาสวมมาดนิ่งขรึมเหมือนเดิม แต่แววตาที่เขามองพายนั้นนุ่มนวลขึ้นจนใครๆก็สังเกตเห็น"เย็นนี้มึงอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมพาย?" ภีมถามขณะที่เดินเคียงข้างพายไปตามทางเดินใต้ตึกวิศวะ มือข้างหนึ่งของเขาคว้ากระเป๋าคอมพิวเตอร์ของพายมาถือไว้ให้เหมือนเป็นเรื่องปกติ"กูเห็นมึงบ่นว่าอยากกินซูชิตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว""เออ... กูก็อยากกินนะมึง แต่รินมันบอกว่าอยากกินหมูกระทะฉลองโปรเจกต์จบ มึงโอเคเปล่าวะ?" พายเงยหน้าขึ้นถามคนตัวสูง"กูยังไงก็ได้ ตามใจมึง..."ตึ๊ด... ตึ๊ด...เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของภีมสั่นรัวขึ้นมาขัดจังหวะ ภีมขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ 'แม่'"แป๊บนะมึง แม่กูโทรมา" ภีมบอกพายก่อนจะปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ห่างออกไปเล็กน้อย พายยืนมองแผ่นหลังของภีมที่ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่รับสาย เขาพยักหน้าสองสามครั้งก่อนจะวางสายแล้วเดินกลับมาหาเธอด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก"มีอะไรหรือเปล่ามึง?" พายถามด้วยความ
"มึงนอนห้องกูนะภีม ถึงมันจะแคบไปหน่อยแต่เตียงกูนุ่มนะเว้ย" พายพูดพลางเปิดประตูไม้บานเก่าเข้าไปในห้องนอนที่เธอโตมาห้องนอนของพายมีกลิ่นอายความทรงจำที่เรียบง่าย มีโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีหนังสือวางอยู่ประปราย หมอนอิงสีตุ่นๆและหน้าต่างบานพับที่เปิดออกไปเห็นยอดไม้และท้องฟ้าสีครามเข้มภีมเดินเข้ามาในห้องพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับความแคบ"มึงดูอะไรของมึงนักหนาวะภีม?" พายถามพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสปริงเก่าๆที่ส่งเสียงดัง เคร้ง"กูก็แค่อยากรู้ว่ามึงโตมายังไง" ภีมตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินไปหยุดที่กรอบรูปตั้งโต๊ะรูปหนึ่ง"นี่มึงตอนประถมเหรอพาย? ทำไมหน้ามึงเหมือนเด็กผู้ชายจังวะ แววตามึงดูซนฉิบหาย""เออ... ตอนนั้นกูตัดผมสั้นเท่าหู แย่งไอติมเด็กผู้ชายแถวบ้านกินเป็นว่าเล่น" พายลุกขึ้นเดินไปยืนข้างๆเขา"แต่มึงดูตอนนี้สิ กูโตมาสวยขนาดนี้ มึงควรภูมิใจนะที่ได้กูอ่ะ"ภีมหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาหันมามองหน้าพายที่ตอนนี้อยู่ใกล้กันจนลมหายใจเป่ารดผิว"เออ... กูก็ภูมิใจอยู่นี่ไง ถึงได้หวงมึงจนหน้ามืดตามัวแบบวันนี้"ภีมรวบเอวบางของพายเข้ามากอดไว้หลวมๆ เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมๆที่ไม่มีกลิ่นน้ำหอมร
เช้าวันต่อมา อากาศที่เชียงใหม่เย็นสบายจนน่าอิจฉา ยายทองจัดแจงเตรียมตะกร้าหวายใบเก่งส่งให้พาย บอกว่าวันนี้มีตลาดนัดใหญ่ในหมู่บ้าน ให้พายพาสองหนุ่มกับหนึ่งสาวไปหาซื้อของกินมาทำกับข้าวเย็นนี้ โดยเฉพาะภีมที่ยายดูจะโอ๋เป็นพิเศษจนพายแอบหมั่นไส้"พาย... ช่วยเอาหมวกนี่ไปใส่ให้ภีมด้วย แดดเริ่มแรงเดี๋ยวผิวขาวๆของเขามันจะไหม้เอา" ยายทองสั่ง พายรับหมวกปีกกว้างมาแล้วหันไปหาภีมที่กำลังยืนบิดขี้เกียจอยู่ใต้ถุนบ้าน ภีมในชุดเสื้อยืดสีพื้นกางเกงขาสั้นดูสบายตามาก แต่ความนิ่งขรึมของเขาก็ยังทำเอาสาวๆแถวนี้มองกันตาค้าง"มานี่มามึง ยายสั่งให้กูเอาหมวกมาประเคนให้เนี่ย" พายกวักมือเรียกภีม ภีมเดินเข้ามาหาพลางย่อตัวลงนิดหนึ่งเพื่อให้พายสวมหมวกให้ได้ถนัด"ยายมึงนี่ดูจะรักกูมากกว่ามึงแล้วนะพาย" ภีมพูดพลางกระตุกยิ้มมุมปาก"เออ... กูกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้วเนี่ย ไปเหอะมึง พวกไอ้เจกับรินมันเดินนำไปถึงนู่นแล้ว" พายคว้าแขนภีมแล้วออกแรงลากให้เดินไปด้วยกันบรรยากาศตลาดนัดบ้านทุ่งคึกคักไปด้วยผู้คน กลิ่นไส้อั่วทอดหอมๆและเสียงตะโกนขายของภาษาเหนือดังระงม ภีมเดินตามพายไปติดๆมือข้างหนึ่งของเขาจับชายเสื้อพายไว้แน่นเพราะกลัวคนเ
หลังจากที่พวกเราสู้ชีวิตกับโปรเจกต์เฟสสามมาอย่างยาวนาน จนแทบจะกลายเป็นซอมบี้เฝ้าห้องแล็บ ในที่สุดความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อตัวเลขทุกอย่างรันออกมาได้อย่างไร้ที่ติและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการแบบม้วนเดียวจบ ความสำเร็จครั้งนี้ทำเอาพวกเราสี่คน ทั้งภีม พาย เจ และริน แทบจะกระโดดกอดกันกลางห้องประชุม“ในเมื่อรวยความสำเร็จกันแล้ว เราไปหาความสุขใส่ตัวกันบ้างเถอะ!” รินตะโกนก้องห้องแล็บ“พาย... มึงเคยบอกว่าบ้านยายที่เชียงใหม่สวยมากไม่ใช่เหรอ ชวนพวกเราไปหน่อยสิ!” พายยิ้มกว้างพลางหันไปมองหน้าภีม“ไปไหมภีม? ไปสูดอากาศบริสุทธิ์พักสมองกันหน่อย ยายกูบ่นคิดถึงกูมานานแล้วด้วย ท่านบอกว่าอยากเจอเพื่อนที่กูเล่าให้ฟังบ่อยๆ” ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งเฉยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของเธอ“ถ้ามึงอยากให้ไป... กูก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ”เช้าวันเดินทาง บรรยากาศที่สนามบินคึกคักเป็นพิเศษ เจและรินเดินนำไปก่อนพร้อมกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ ทิ้งให้ภีมและพายเดินตามหลังมาติดๆ ภีมในชุดเที่ยวที่ดูเรียบง่ายแต่กลับดูดีจนสาวๆในสนามบินหันมองตามกันเป็นแถวเมื่อขึ้นมาบนเครื่องบิน ภีมจัดการย
ลมเย็นๆบนดาดฟ้าคอนโดมิเนียมพัดผ่านร่างของคนสองคนที่ยังคงกอดกันกลม พายยังคงสะอื้นเบาๆอยู่ในอกกว้างของภีม เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงของเขาตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำตาและคราบมาสคาร่าของเธอ แต่คนตัวสูงกลับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด เขายังคงลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน"คนบ้า... มึงรู้ไหมว่ากูกลัวแค่ไหน" พายพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา"กูคิดว่ามึงเป็นอะไรไปจริงๆ กูคิดว่ากูจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้ว"ภีมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะค่อยๆดันตัวพายออกมาเพื่อสบตาเขาใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มใสอย่างเบามือ แววตาของเขาในตอนนี้ไม่มีร่องรอยของคนเย็นชาที่แกล้งทำมาตลอดทั้งอาทิตย์เหลืออยู่เลย มีเพียงความรักและความรู้สึกผิดที่ฉายชัดอยู่ในนั้น"ขอโทษ... กูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มึงกลัวขนาดนี้" ภีมเอ่ยเสียงนุ่ม"กูแค่... อยากให้ทุกอย่างในวันนี้มันพิเศษที่สุด อยากให้มึงจดจำวันนี้ไปนานๆ""กูจำแม่นแน่ จำว่ามึงแกล้งกูจนเกือบหัวใจวาย" พายค้อนขวับให้หนึ่งที แต่ก็ยอมให้เขาจูงมือเดินไปที่โต๊ะดินเนอร์ที่จัดไว้อย่างสวยงามโต๊ะอาหารเล็กๆถูกประดับด้วยดอกไม้ที่พายชอบ กลิ่นหอมจางๆของอาหารโปรดของเธอโชยมาเตะจมูก บนดาดฟ้าแ
ภีมจัดการปลดพันธนาการของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว ความตื่นตัวของความเป็นชายภายใต้กางเกงยีนส์ตัวหนานูนเด่นออกมาจนแทบจะฉีกขาด ท่อนลำร้อนผ่าวขนาดใหญ่ถูกปลดปล่อยออกมาเผยให้เห็นความดุดันที่พร้อมจะบุกรุกทุกตารางนิ้วของเธอ"คราวนี้มึงถอยหนีไม่ได้แล้วนะ" ภีมเอ่ยขึ้นพลางใช้มือหนาจับยึดสะโพกมนให้แยกออกกว้างขึ้
ภีมผลักประตูห้องเข้าไปอย่างแรงก่อนจะเหวี่ยงตัวพายให้พิงเข้ากับผนังห้องเย็นเฉียบมือหนาของเขาฉีกทึ้งเสื้อนักศึกษาที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนกระดุมกระเด็นหลุดหายไปเกือบหมด ความร้อนแรงในแววตาสีเทาของเขาน่ากลัวจนพายต้องเอ่ยห้าม"ภีม จะ ใจเย็นๆ กูเปรยกทั้งตัวเลยเห็นไหม" พายพยายามเอามือยันแผงอกกว้างที่กำลังห
ลานกิจกรรมกลางวันนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานนิทรรศการวิชาการประจำปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษาที่ต่างเร่งมือจัดเตรียมบูธของคณะตนเอง เสียงค้อนเคาะตะปู เสียงลากโต๊ะ และเสียงตะโกนสั่งงานดังระงมไปทั่วบริเวณ“พาย! ทางนี้ๆยกป้ายไวนิลมาวางตรงนี้เลย” รินตะโกนเรียกเพื่อนพลางเช็ดเหงื่อที่ซึ
ตอนที่ 13: ความผิดพลาดของระบบป้องกัน (System Failure & Manual Override)เสียงทำงานของเครื่องจักรกลและเสียงพัดลมระบายอากาศจากเคสคอมพิวเตอร์นับสิบเครื่อง ทุกคนในทีมกำลังเร่งมือกับการประกอบโมเดลจำลองต้นแบบซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโปรเจกต์ ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณเพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 48 ชั่วโม







