Se connecterบรรยากาศภายในห้องแล็บคอมพิวเตอร์ชั้นสี่ในเช้าวันจันทร์ดูจะหนักอึ้งกว่าปกติหลายเท่าตัว แม้เสียงเครื่องปรับอากาศจะยังคงครางหึ่ง
และเสียงเคาะคีย์บอร์ดจะยังคงดังเป็นจังหวะ แต่มวลอากาศรอบตัวของคนสองคนที่นั่งอยู่คนละฝั่งห้องกลับเย็นเยียบยิ่งกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ภีมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานหลักหน้าจอคอมพิวเตอร์สามจอ ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยตามปกติ แต่ดวงตาคมปลาบกลับดูว้าวุ่นอย่างปิดไม่มิด เขาเพิ่งจะรันโค้ดชุดเดิมซ้ำเป็นรอบที่ห้า ทั้งที่ผลลัพธ์มันก็ออกมาถูกต้องตั้งแต่รอบแรก นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะที่แสดงถึงความหงุดหงิดที่สะสมอยู่ภายใน เหตุผลเดียวของอาการระบบรวนนี้ของเขา ก็คือคนที่นั่งอยู่ห่างออกไปห้าเมตร พายวันนี้เธอสวมเสื้อช็อปของภีมที่เธอเอาไปซักให้ตามคำสั่งเมื่อคืน เสื้อตัวหนาสีน้ำเงินเข้มที่ดูโคร่งกว่าตัวเธอไปมากบดบังชุดนักศึกษาจนมิดชิด กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มอ่อนๆลอยมาแตะจมูกภีมเป็นพักๆ ยามที่เธอขยับตัว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขากำลังจะบ้า... สิ่งที่ทำให้เขาหัวเสียที่สุดคือการที่พายทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนี้ “เจ... ตรงแผนงบประมาณมาร์เก็ตติ้งส่วนนี้ พายว่าเราปรับลดงบประชาสัมพันธ์ลง 5% แล้วไปเพิ่มในส่วนของอื่นดีไหม? รินช่วยพายดูหน่อยสิว่าตัวเลขนี้มันจะทำให้อัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นเท่าไหร่” เสียงหวานที่เคยสดใสบัดนี้ดูนิ่งสนิทและเป็นงานเป็นการจนน่าใจหาย พายก้มหน้าก้มตาคุยกับเจและรินที่นั่งคั่นกลางระหว่างเธอกับภีม เธอปรึกษาทุกเรื่อง ตอบทุกคำถาม และหัวเราะกับมุกฝืดๆของเจอย่างร่าเริงเกินจริง แต่ทันทีที่ภีมกระแอมหรือพยายามจะแทรกตัวเข้าสู่บทสนทนา พายจะหุบยิ้มทันทีแล้วหันไปสนใจหน้าจอแท็บเล็ตของตัวเองราวกับมันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก “พาย... ไฟล์รีพอร์ตที่กูส่งไปให้เมื่อกี้ มึงเช็กหรือยัง?” ภีมตัดสินใจเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงที่เขาพยายามทำให้ดูนิ่งที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังเดือดปุด ที่พายไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง “เช็กแล้ว วางไว้ในแชร์ไดร์ฟแล้ว ภีมไปเปิดดูเองได้เลย” คำตอบสั้นห้วนและสรรพนามที่เปลี่ยนจากความสนิทสนมเป็นความห่างเหินทำให้ภีมรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตเข้าที่กลางอก เขาขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูด “พาย... เมื่อเช้ากูโทรไปทำไมไม่รับ? แล้วแชทที่ส่งไปถามเรื่องสรุปงานมึงก็ไม่อ่าน” “ยุ่งน่ะ พอดีต้องเตรียมไฟล์ส่งอาจารย์ที่ปรึกษาคณะบริหารด้วย กฎของภีมบอกไว้ไม่ใช่เหรอว่าเรื่องงานเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเป็นรอง พายก็แค่กำลังปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามที่ภีมต้องการไง” พายตอบกลับด้วยประโยคที่ย้อนศรตรรกะของเขาได้อย่างเจ็บแสบ เหตุผลของความตรึงเครียดวันนี้ก็เพราะหลังจากที่เมื่อคืนจบกันบนเตียง เขาก็ยังคงไม่หยุดอ้างเรื่องตระกะของตัวเอง และย้ำกับเธอซ้ำว่าเราเป็นแค่ FWB นั่นแหละ “เจ... พายหิวจัง ไปหาขนมกินข้างล่างกันเถอะ ฝากรินดูตรงนี้ต่อแป๊บนึงนะ” “ได้เลยพาย ไปเหอะ เดี๋ยวรินเฝ้าแล็บให้” รินตอบพลางชำเลืองมองภีมที่หน้าดำคร่ำเครียดจนน่ากลัว ภีมมองตามร่างบางที่เดินออกจากห้องแล็บไปพร้อมกับเจโดยไม่หันมามองเขาแม้แต่หางตา เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงจนเอกสารบนโต๊ะปลิวว่อน ความรู้สึกรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในอกตอนนี้มันรุนแรงยิ่งกว่าตอนเห็นพายอยู่กับรุ่นพี่เมื่อวานเสียอีก เพราะเมื่อวานเขายังสามารถใช้อำนาจความหวงเข้าไปจัดการได้ แต่ในวันนี้ พายกำลังใช้กำแพงแห่งความเฉยเมยขังเขาไว้ข้างนอก ‘มึฃมันงี่เง่าจริงๆ พาย... แค่เรื่องเมื่อคืนทำไมต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้’ ภีมก่นด่าในใจ พยายามหาข้ออ้างทางตรรกะมาปลอบประโลมตัวเอง เขาบอกตัวเองว่าเขาไม่ได้เสียใจที่เธอไม่คุยด้วย เขาแค่ห่วงคุณภาพงานเพราะการสื่อสารในทีมที่บกพร่องจะนำไปสู่ความผิดพลาดในการประมวลผลข้อมูล... ใช่ มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พายเดินกลับเข้ามาในห้องแล็บพร้อมถุงขนมและเสียงหัวเราะที่ดูจงใจจะให้คนทั้งห้องได้ยิน เธอแจกจ่ายขนมให้รินและเจอย่างทั่วถึง ยกเว้นโต๊ะของประธานโปรเจกต์ที่ยังว่างเปล่า ภีมทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลื่อนเก้าอี้ออกจนเกิดเสียงดังสนั่น ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินตรงดิ่งไปที่โต๊ะของพาย เขากระชากข้อมือเล็กที่กำลังจะส่งช็อกโกแลตเข้าปากให้ลุกขึ้นตามมา “พาย... มานี่ เรามีเรื่องต้องคุยกัน” “พายไม่ว่างภีม งานยังไม่เสร็จ” พายพยายามสะบัดมือออก แต่แรงบีบของภีมนั้นแน่นหนาเป็นพิเศษในวันนี้ “มันคืองานด่วน... ในฐานะหัวหน้าทีม กูต้องการรีพอร์ตความคืบหน้าแบบส่วนตัว” ภีมไม่รอคำตอบ เขาลากพายออกไปที่มุมอับสายตาหลังตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเขา ทันทีที่พ้นสายตาเพื่อน ภีมก็ดันร่างของพายเข้าหาตู้เหล็กเย็นเฉียบ เขายันแขนทั้งสองข้างคร่อมเธอไว้ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่แข็งกร้าวของพาย “เป็นอะไร?” ภีมถามด้วยเสียงต่ำที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์โมโห “ไม่รับสาย ไม่ตอบแชท ทำตัวงี่เง่าเหมือนเด็กประถมที่โดนแย่งของเล่น... มึงรู้ไหมว่ามันทำให้การทำงานขอกูเสียจังหวะ!” “อ๋อ... เสียจังหวะงานงั้นเหรอ?” พายเค่นหัวเราะ จ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว “กูก็แค่อยากช่วยลดเครียดในทีมไง ในเมื่อเมื่อคืนเราคุยกันไปหนักขนาดนั้นจนมึงบอกว่ามันคือเรื่องไร้สาระ กูก็แค่พยายามกำจัดเรื่องไร้สาระออกไปจากระบบให้มึงไง ไม่ดีเหรอ?” “มันไม่เหมือนกัน!” ภีมตะคอกกลับ “เมื่อคืนคือเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้มึงจงใจเมินกูต่อหน้าคนอื่น มึงทำให้ความสัมพันธ์พาร์ทเนอร์ของเรามันดูไม่เป็นมืออาชีพ” “แล้วการที่มึงรุนแรงกับกูเมื่อคืนเพราะความหึงที่ภีมเองก็ไม่กล้ายอมรับล่ะ? มันเป็นมืออาชีพนักเหรอ?” พายสวนกลับทันควัน น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความอัดอั้น “มึงรุนแรงกับกูเหมือนกูเป็นแค่สิ่งของที่มึงจะเอาไว้ระบายอารมณ์ตอนไหนก็ได้ พอเช้ามาก็กลับมาพูดเรื่องตรรกะ เรื่องงาน เรื่องประสิทธิภาพ...มึงเคยถามบ้างไหมว่ากูรู้สึกยังไง!” ภีมชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นน้ำตาของพาย หัวใจของเขาเหมือนถูกบีบด้วยคีมเหล็ก แต่ศักดิ์ศรีและกำแพงที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตกลับสั่งให้เขาทำปากแข็งต่อไป “กูไม่ได้หึง! กูบอกแล้วไงว่ามันคือการจัดการความเสี่ยง!” ภีมยังคงยืนยันเสียงแข็ง แม้ข้างในจะสั่นคลอนจนแทบพัง “และการที่กูรุนแรง... มันก็แค่ปฏิกิริยาตอบสนองต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของมึง มึงเป็นคนเริ่มก่อนด้วยการทำตัวล่อแหลมกับผู้ชายคนอื่น!” “งั้นมึงก็ไปหาพาร์ทเนอร์คนใหม่ที่ไม่มีหัวใจสิ! ไปหาคนที่รับความเฮงซวยของมึงได้!” พายผลักอกเขาอย่างแรงจนภีมเซไปก้าวหนึ่ง “ในเมื่อกูเป็นแค่เรื่องไร้สาระของมึง... งั้นเราก็หยุดมันไว้แค่นี้เถอะ ต่อไปนี้คุยกันแค่เรื่องงานจริงๆอย่างที่มึงต้องการ!” พายทำท่าจะเดินหนี แต่ภีมคว้าตัวเธอเข้ามากอดจากข้างหลัง กอดแน่นจนพายขยับไม่ได้ เขาซุกหน้าลงที่ไหล่บางที่สวมเสื้อช็อปของเขาอยู่ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่พายตั้งใจซักให้เขาเมื่อคืนยิ่งตอกย้ำความผิดพลาดในใจเขา “หุบปากซะพาย... เลิกพูดว่าจะหยุดเดี๋ยวนี้” ภีมคำรามชิดใบหู เสียงของเขาสั่นพร่าด้วยความโมโหที่ปนเปความโหยหาอย่างประหลาด "กูไม่ได้อนุญาตให้มึงไปไหนทั้งนั้น ระบบนี้กูป็นคนคุม... และมึงก็ต้องอยู่ตรงนี้!” “เพื่ออะไร? เพื่อให้มึงมีที่ระบายตอนหึงน่ะเหรอ?” “เพื่ออะไรก็ได้! จะเป็นที่รองรับอารมณ์ หรือจะเป็นบ้าอะไรก็ได้ แต่มึงห้ามทำเมินกูแบบเมื่อกี้อีก!” ภีมพลิกตัวพายให้หันกลับมา เขากดจูบลงบนริมฝีปากนุ่มอย่างรวดเร็วและรุนแรง มันไม่ใช่จูบที่หวานซึ้ง แต่มันคือจูบที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและความต้องการที่จะยึดเหนี่ยวเธอไว้ เขาผละออกเพียงเพื่อจะจ้องหน้าเธอด้วยสายตาที่ดุดัน “กูไม่ได้ชอบมึงพาย...กูแค่เสพติดการมีมึง และกูจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเปลี่ยนเรื่องนี้ทั้งนั้น!” “มึงนี่มัน... ไอ้คนเห็นแก่ตัวที่สุด” พายสะอื้นออกมาจริงๆ “เออ! กูมันเห็นแก่ตัว! กูมันไร้หัวใจ!” ภีมตะคอกกลับ พลางใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้เธออย่างรุนแรงแต่ก็แฝงไปด้วยความห่วงใยที่เจ้าตัวไม่อยากยอมรับ “แต่มึงก็ห้ามเลิกคุยกับกู ห้ามไปหัวเราะกับไอ้เจ ห้ามไปยิ้มให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น... เข้าใจไหม!” ภีมดึงพายเข้ามากอดอีกครั้ง กอดแรงจนเหมือนจะหลอมร่างเธอเข้ากับเสื้อช็อปของเขา เขาไม่มีคำว่ารักจะมอบให้ ไม่มีคำหวานที่คนทั่วไปใช้กัน เขามีเพียงความหวงแหนที่บ้าคลั่งและความต้องการที่จะครอบครองทรัพยากรที่เขายืนยันว่าสำคัญที่สุดไว้เพียงคนเดียว “เลิกงอนงี่เง่าได้แล้วพาย... มันเสียเวลาทำงาน” ภีมพึมพำชิดกลุ่มผมของเธอ แม้คำพูดจะยังคงเป็นเรื่องงาน แต่การที่เขาไม่ยอมปล่อยอ้อมกอดนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว พายไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงแค่ปล่อยให้เขากอดอยู่อย่างนั้น เธอรู้ดีว่าการจะให้วิศวกรสายตระกะอย่างภีมยอมรับคำว่ารัก มันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์เสียอีก แต่ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากอ้อมกอดที่แสนจะเผด็จการนี้ ก็ทำให้เธอรู้ว่าเธอยังคงเป็นจุดศูนย์กลางเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลที่แสนจะเย็นชาของเขา ภีมหลับตาลง กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น... เขาไม่ได้ชอบเธอจริงๆนะ เขาแค่ต้องการรักษาเสถียรภาพของทีมเท่านั้น... ใช่ เขาบอกตัวเองแบบนั้นซ้ำๆ ในขณะที่หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความกลัวว่าถ้าเธอเดินจากไปจริงๆ ระบบชีวิตของเขาคงพังพินาศจนไม่มีโค้ดชุดไหนจะกู้กลับมาได้อีกเลยร้านอาหารญี่ปุ่นโทนอุ่นสลัวดูจะอึดอัดน้อยลงกว่าครั้งก่อนๆ ภีมนั่งจ้องถ้วยน้ำชาในมือด้วยความรู้สึกที่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ พ่อของเขายังคงกดดันเรื่องการหมั้นหมายไม่เลิกรา และวันนี้เขาก็ถูกกึ่งบังคับให้มาทานมื้อกลางวันกับรดาอีกครั้ง ภีมพยายามทำหน้านิ่งแต่แววตาซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด เพราะเขารู้ดีว่าเขากำลังโกหกพายว่ามาช่วยงานที่บริษัทรุ่นพี่"ภีมคะ... เลิกทำหน้าเหมือนจะไปออกรบได้แล้วค่ะ" รดาเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะเบาๆ ท่าทางของเธอวันนี้ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองผิดกับวันแรกที่เจอกัน ภีมเงยหน้าขึ้นมอง "ขอโทษครับรดา ผมแค่... รู้สึกไม่ค่อยดีที่ต้องมานั่งทำอะไรแบบนี้ลับหลัง.....""รดารู้ค่ะ และรดาก็มีเรื่องสำคัญจะบอกภีมเหมือนกัน" หญิงสาววางตะเกียบลงแล้วจ้องหน้าเขาด้วยแววตาจริงจัง "ความจริงรดาเองก็มีคนที่รดารักอยู่แล้วค่ะ เขาเรียนอยู่ที่อังกฤษ และรดาก็ไม่คิดจะแต่งงานกับใครนอกจากเขาเหมือนกัน"คำสารภาพของรดาทำให้ภีมชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งปลดล็อกรหัสผ่านสำเร็จ ความหนักอึ้งในใจเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด"แล้วทำไมรดาถึงยอมมาเจอผมล่ะครับ?""ก็เพื่อจะมาตกลงกับภีมไงคะ ว่าเราสองคนมาเ
บรรยากาศในมหาวิทยาลัยวันแรกหลังจากกลับจากทริปเชียงใหม่ดูจะสดใสเป็นพิเศษสำหรับพวกเราสี่คน รอยยิ้มของพายยังคงประดับอยู่บนใบหน้าเหมือนคนคนมีความสุขจนล้นปรี่ ส่วนภีมเองแม้จะกลับมาสวมมาดนิ่งขรึมเหมือนเดิม แต่แววตาที่เขามองพายนั้นนุ่มนวลขึ้นจนใครๆก็สังเกตเห็น"เย็นนี้มึงอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมพาย?" ภีมถามขณะที่เดินเคียงข้างพายไปตามทางเดินใต้ตึกวิศวะ มือข้างหนึ่งของเขาคว้ากระเป๋าคอมพิวเตอร์ของพายมาถือไว้ให้เหมือนเป็นเรื่องปกติ"กูเห็นมึงบ่นว่าอยากกินซูชิตั้งแต่อยู่บนเครื่องแล้ว""เออ... กูก็อยากกินนะมึง แต่รินมันบอกว่าอยากกินหมูกระทะฉลองโปรเจกต์จบ มึงโอเคเปล่าวะ?" พายเงยหน้าขึ้นถามคนตัวสูง"กูยังไงก็ได้ ตามใจมึง..."ตึ๊ด... ตึ๊ด...เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของภีมสั่นรัวขึ้นมาขัดจังหวะ ภีมขมวดคิ้วเมื่อเห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอ 'แม่'"แป๊บนะมึง แม่กูโทรมา" ภีมบอกพายก่อนจะปลีกตัวออกไปคุยโทรศัพท์ห่างออกไปเล็กน้อย พายยืนมองแผ่นหลังของภีมที่ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีที่รับสาย เขาพยักหน้าสองสามครั้งก่อนจะวางสายแล้วเดินกลับมาหาเธอด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก"มีอะไรหรือเปล่ามึง?" พายถามด้วยความ
"มึงนอนห้องกูนะภีม ถึงมันจะแคบไปหน่อยแต่เตียงกูนุ่มนะเว้ย" พายพูดพลางเปิดประตูไม้บานเก่าเข้าไปในห้องนอนที่เธอโตมาห้องนอนของพายมีกลิ่นอายความทรงจำที่เรียบง่าย มีโต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีหนังสือวางอยู่ประปราย หมอนอิงสีตุ่นๆและหน้าต่างบานพับที่เปิดออกไปเห็นยอดไม้และท้องฟ้าสีครามเข้มภีมเดินเข้ามาในห้องพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับความแคบ"มึงดูอะไรของมึงนักหนาวะภีม?" พายถามพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงสปริงเก่าๆที่ส่งเสียงดัง เคร้ง"กูก็แค่อยากรู้ว่ามึงโตมายังไง" ภีมตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินไปหยุดที่กรอบรูปตั้งโต๊ะรูปหนึ่ง"นี่มึงตอนประถมเหรอพาย? ทำไมหน้ามึงเหมือนเด็กผู้ชายจังวะ แววตามึงดูซนฉิบหาย""เออ... ตอนนั้นกูตัดผมสั้นเท่าหู แย่งไอติมเด็กผู้ชายแถวบ้านกินเป็นว่าเล่น" พายลุกขึ้นเดินไปยืนข้างๆเขา"แต่มึงดูตอนนี้สิ กูโตมาสวยขนาดนี้ มึงควรภูมิใจนะที่ได้กูอ่ะ"ภีมหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาหันมามองหน้าพายที่ตอนนี้อยู่ใกล้กันจนลมหายใจเป่ารดผิว"เออ... กูก็ภูมิใจอยู่นี่ไง ถึงได้หวงมึงจนหน้ามืดตามัวแบบวันนี้"ภีมรวบเอวบางของพายเข้ามากอดไว้หลวมๆ เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมๆที่ไม่มีกลิ่นน้ำหอมร
เช้าวันต่อมา อากาศที่เชียงใหม่เย็นสบายจนน่าอิจฉา ยายทองจัดแจงเตรียมตะกร้าหวายใบเก่งส่งให้พาย บอกว่าวันนี้มีตลาดนัดใหญ่ในหมู่บ้าน ให้พายพาสองหนุ่มกับหนึ่งสาวไปหาซื้อของกินมาทำกับข้าวเย็นนี้ โดยเฉพาะภีมที่ยายดูจะโอ๋เป็นพิเศษจนพายแอบหมั่นไส้"พาย... ช่วยเอาหมวกนี่ไปใส่ให้ภีมด้วย แดดเริ่มแรงเดี๋ยวผิวขาวๆของเขามันจะไหม้เอา" ยายทองสั่ง พายรับหมวกปีกกว้างมาแล้วหันไปหาภีมที่กำลังยืนบิดขี้เกียจอยู่ใต้ถุนบ้าน ภีมในชุดเสื้อยืดสีพื้นกางเกงขาสั้นดูสบายตามาก แต่ความนิ่งขรึมของเขาก็ยังทำเอาสาวๆแถวนี้มองกันตาค้าง"มานี่มามึง ยายสั่งให้กูเอาหมวกมาประเคนให้เนี่ย" พายกวักมือเรียกภีม ภีมเดินเข้ามาหาพลางย่อตัวลงนิดหนึ่งเพื่อให้พายสวมหมวกให้ได้ถนัด"ยายมึงนี่ดูจะรักกูมากกว่ามึงแล้วนะพาย" ภีมพูดพลางกระตุกยิ้มมุมปาก"เออ... กูกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้วเนี่ย ไปเหอะมึง พวกไอ้เจกับรินมันเดินนำไปถึงนู่นแล้ว" พายคว้าแขนภีมแล้วออกแรงลากให้เดินไปด้วยกันบรรยากาศตลาดนัดบ้านทุ่งคึกคักไปด้วยผู้คน กลิ่นไส้อั่วทอดหอมๆและเสียงตะโกนขายของภาษาเหนือดังระงม ภีมเดินตามพายไปติดๆมือข้างหนึ่งของเขาจับชายเสื้อพายไว้แน่นเพราะกลัวคนเ
หลังจากที่พวกเราสู้ชีวิตกับโปรเจกต์เฟสสามมาอย่างยาวนาน จนแทบจะกลายเป็นซอมบี้เฝ้าห้องแล็บ ในที่สุดความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อตัวเลขทุกอย่างรันออกมาได้อย่างไร้ที่ติและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการแบบม้วนเดียวจบ ความสำเร็จครั้งนี้ทำเอาพวกเราสี่คน ทั้งภีม พาย เจ และริน แทบจะกระโดดกอดกันกลางห้องประชุม“ในเมื่อรวยความสำเร็จกันแล้ว เราไปหาความสุขใส่ตัวกันบ้างเถอะ!” รินตะโกนก้องห้องแล็บ“พาย... มึงเคยบอกว่าบ้านยายที่เชียงใหม่สวยมากไม่ใช่เหรอ ชวนพวกเราไปหน่อยสิ!” พายยิ้มกว้างพลางหันไปมองหน้าภีม“ไปไหมภีม? ไปสูดอากาศบริสุทธิ์พักสมองกันหน่อย ยายกูบ่นคิดถึงกูมานานแล้วด้วย ท่านบอกว่าอยากเจอเพื่อนที่กูเล่าให้ฟังบ่อยๆ” ภีมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งเฉยในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นเมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของเธอ“ถ้ามึงอยากให้ไป... กูก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ”เช้าวันเดินทาง บรรยากาศที่สนามบินคึกคักเป็นพิเศษ เจและรินเดินนำไปก่อนพร้อมกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ ทิ้งให้ภีมและพายเดินตามหลังมาติดๆ ภีมในชุดเที่ยวที่ดูเรียบง่ายแต่กลับดูดีจนสาวๆในสนามบินหันมองตามกันเป็นแถวเมื่อขึ้นมาบนเครื่องบิน ภีมจัดการย
ลมเย็นๆบนดาดฟ้าคอนโดมิเนียมพัดผ่านร่างของคนสองคนที่ยังคงกอดกันกลม พายยังคงสะอื้นเบาๆอยู่ในอกกว้างของภีม เสื้อเชิ้ตสีขาวราคาแพงของเขาตอนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำตาและคราบมาสคาร่าของเธอ แต่คนตัวสูงกลับไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด เขายังคงลูบหลังปลอบประโลมคนในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน"คนบ้า... มึงรู้ไหมว่ากูกลัวแค่ไหน" พายพูดเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา"กูคิดว่ามึงเป็นอะไรไปจริงๆ กูคิดว่ากูจะไม่ได้เจอมึงอีกแล้ว"ภีมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะค่อยๆดันตัวพายออกมาเพื่อสบตาเขาใช้ปลายนิ้วโป้งเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มใสอย่างเบามือ แววตาของเขาในตอนนี้ไม่มีร่องรอยของคนเย็นชาที่แกล้งทำมาตลอดทั้งอาทิตย์เหลืออยู่เลย มีเพียงความรักและความรู้สึกผิดที่ฉายชัดอยู่ในนั้น"ขอโทษ... กูไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มึงกลัวขนาดนี้" ภีมเอ่ยเสียงนุ่ม"กูแค่... อยากให้ทุกอย่างในวันนี้มันพิเศษที่สุด อยากให้มึงจดจำวันนี้ไปนานๆ""กูจำแม่นแน่ จำว่ามึงแกล้งกูจนเกือบหัวใจวาย" พายค้อนขวับให้หนึ่งที แต่ก็ยอมให้เขาจูงมือเดินไปที่โต๊ะดินเนอร์ที่จัดไว้อย่างสวยงามโต๊ะอาหารเล็กๆถูกประดับด้วยดอกไม้ที่พายชอบ กลิ่นหอมจางๆของอาหารโปรดของเธอโชยมาเตะจมูก บนดาดฟ้าแ







