LOGINนางถามเขาว่าหนังสือหย่าเขียนเสร็จหรือยัง แต่ท่านโหวเฮงซวยกลับบอกว่ารอฤกษ์ยามก่อน พอนางทวงใบหย่าอีกครั้ง ท่านโหวตัวดีก็อ้างว่าข้อมืออักเสบเขียนใบหย่าไม่ไหว มันช่างดีนัก! หลินหว่านเอ๋อร์ คือภรรยาที่ ลู่เหวินอวี้ ไม่ชอบหน้า เขาอยากจะหย่ากับนางใจจะขาด นางก็ทำให้เขาสมใจอยากด้วยการยื่นข้อเสนอในการหย่าเสียเลย แต่แทนที่สามีบัดซบจะยอมเขียนใบหย่าแต่โดยดี เขากลับอ้างนั่นอ้างนี่ไม่หยุด นางสุดจะทนแล้ว ใบหย่าก็ไม่ได้ อีกทั้งเขายังเข้าหานางแทบทุกคืน แทนที่จะได้ใบหย่าไม่ใช่ว่าจะได้ลูกแฝดก่อนหรอกหรือ ให้ตายเถอะ!
View Moreเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลวดลายประณีตดังเข้ามาในโสตประสาท ความรู้สึกแรกที่ หลินหว่านเอ๋อร์ วิญญาณจากโลกอนาคต สัมผัสได้คือความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง นางพยายามจะขยับตัว แต่กลับรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งวางทับอยู่บนอก ความอัดอั้นตันใจที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้พุ่งพล่านอยู่ในหัวใจจนรู้สึกจุกแน่น
นี่ไม่ใช่ความรู้สึกของนาง แต่มันคือความโศกเศร้าที่ค้างคาอยู่ในความทรงจำของร่างนี้
หลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆลืมตาขึ้นและมองไปโดยรอบอย่างพิจารณา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของนางก็คือม่านเตียงปักลายดอกโบตั๋นสีซีดจาง กลิ่นอายของธูปหอมจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เมื่อนางมองไปยังภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ก็พบว่านางกำลังอยู่ในชุดโบราณ ซ้ำร้ายใบหน้าของสตรีในคันฉ่องก็เหมือนนางราวกับฝาแฝด ไม่ทันที่นางจะได้ตั้งตัว ภาพเหตุการณ์ในอดีตของเจ้าของร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก
เจ้าของร่างเดิมมีนามว่าหลินหว่านเอ๋อร์เหมือนกันกับนาง หลินหว่านเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของราชครูหลิน นางเกิดจากท้องของภรรยาเอก แต่หลังจากมารดาตายจากไปบิดาก็เลี้ยงดูนางมาอย่างตามใจ จนนางกลายเป็นคนนิสัยเสีย เจ้าอารมณ์ อยากได้สิ่งใดย่อมต้องได้ดังประสงค์ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังมีท่านป้าเป็นถึงฮองเฮา ทำให้นางหยิ่งผยองหนักขึ้นไปอีก
ต่อมานางแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเอกของ ลู่เหวินอวี้ ท่านโหวหนุ่มผู้เก่งกาจและเย็นชา เดิมทีเขาไม่ได้ต้องการแต่งงานกับนาง แต่เพราะสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองตระกูลทำให้เขาจำใจต้องรับนางเข้าจวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซ้ำร้ายบิดาเขากับบิดานางยังเป็นสหายสนิทกัน ก่อนท่านพ่อจะสิ้นใจได้บอกให้เขารับปากทำตามสัญญานี้ ทำให้การแต่งงานระหว่างเขากับนางยากจะหลีกเลี่ยง
หลังจากแต่งงานกันได้เพียงครึ่งปี ลู่เหวินอวี้ก็เริ่มพาอนุเข้ามาในจวนทีละคน สองคน เพื่อบีบให้นางเจ็บช้ำและเป็นฝ่ายขอหย่าร้างไปเอง
เจ้าของร่างเดิมพยายามเรียกร้องความรักจากเขา นางร้องไห้ฟูมฟายอาละวาดอย่างหนัก อีกทั้งยังทุบตีเหล่าอนุของเขาเพื่อระบายอารมณ์ แต่นั่นกลับยิ่งทำให้เขาไม่ชอบหน้านางเข้าไปใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์คนเก่าเจ็บช้ำน้ำใจจนล้มป่วย ก่อนจะตรอมใจตายไปในคืนที่สามีของตนพาหญิงคณิกาจากหอสุราเข้ามาในจวนกลางดึก
หลินหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจออกมาด้วยความเวทนาอย่างสุดซึ้ง
“จะไปรักผู้ชายแบบนั้นทำไมกัน? ก็แค่ผู้ชายเฮงซวยคนหนึ่งเท่านั้น มีค่าคู่ควรให้เจ้าต้องเสียน้ำตาด้วยหรือ ทำไมถึงคิดสั้นแบบนั้นกันนะ!”
นางส่ายหน้าไปมาในโชคชะตาที่แสนอาภัพของเจ้าของร่างเดิมก่อนจะค่อยๆยันกายลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉง ความเศร้าโศกในจิตวิญญาณเดิมค่อยๆ จางหายไป หลินหว่านเอ๋อร์คนใหม่กวาดสายตามองไปรอบๆห้อง จวนโหวหลังนี้ใหญ่โตโอ่อ่า เครื่องเรือนล้วนเป็นของล้ำค่าหายากทั้งสิ้น ดูแล้วลู่เหวินอวี้ผู้นี้คงจะร่ำรวยไม่น้อยเลย
‘เอาน่า ในเมื่อทะลุมิติมาแล้วก็อย่าเอาแต่นั่งคิดไม่ตกอยู่เลย มาเสพสุขกับความมั่งคั่งในจวนโหวดีกว่า ส่วนลู่เหวินอวี้ผู้นั้นเขาจะไปตายที่ใดก็แล้วแต่เขาเถอะ!’
หลินหว่านเอ๋อร์คิดในใจอย่างเบิกบาน นางเป็นสตรียุคใหม่ย่อมไม่สนใจบุรุษเฮงซวยเช่นนั้นอยู่แล้ว เรื่องอะไรนางจะต้องไปเสียน้ำตาให้เขาด้วย หลั่งน้ำตาเพื่อลู่เหวินอวี้ นางยินยอมเสียเงินซื้อสุรามาดื่มยังคุ้มค่ากว่า!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ตามมาด้วยเสียงเปิดประตูเบาๆ เมื่อหลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นไปมองก็พบเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆมงคลที่กำลังก้าวเดินเข้ามา ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกกับนางว่า เขาคือลู่เหวินอวี้ สามีของนางนั่นเอง ลู่เหวินอี้ผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกแกะสลัก แต่กลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“ฟื้นแล้วหรือ?”
เขาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงที่ทุ่มต่ำและเย็นเยียบ ดวงตาที่ทอดมองนางก็ฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
เดิมทีเขาไม่ได้ดูแคลนนางปานนั้น แต่เพราะนิสัยเลวร้ายของนาง ทั้งตบตีเหล่าอนุ หากสตรีใดมองเขานางจะต้องลงมือทำร้ายพวกนางทั้งหมด นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกรังเกียจในตัวนางมากขึ้น
หากนางนิสัยดีเสียหน่อย พูดจารู้ความสักนิด มีหรือเขาจะไม่ไยดีนาง อีกทั้งอนุเหล่านั้นที่เขารับเข้ามา ไม่ได้เกิดจากความรักใคร่ชอบพอเลยแม้แต่น้อย แต่เพื่อเหตุผลบางอย่างก็เท่านั้น
หลินหว่านเอ๋อร์เพียงพยักหน้าเล็กน้อยไม่ได้เอ่ยตอบอันใด ลู่เหวินอวี้ที่เห็นอย่างนั้นจึงออกปากกับนาง
“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาเรียกร้องความสนใจจากข้าด้วยการแกล้งป่วย มันไม่ได้ผล อย่างไรวันนี้ข้าก็จะต้องพา ซูเม่ย เข้าจวนอยู่ดี นางจะเข้ามาเป็นอนุคนใหม่ของข้า เจ้าก็เตรียมการต้อนรับนางให้ดี อย่าได้ก่อเรื่องเด็ดขาด”
หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ลอบด่าทอลู่เหวินอวี้ในใจว่าไอ้คนบ้ากาม ด้านลู่เหวินอวี้ก็คิดว่าหลินหว่านเอ๋อร์คงจะต้องลุกขึ้นมาอาละวาดทำลายข้าวของเสียแล้วทว่าเขากลับคิดผิด หญิงสาวตรงหน้านอกจากจะไม่เอ่ยวาจาเหน็บแนมเขาอย่างหาได้ยากแล้ว นางยังส่งยิ้มหวานล้ำมอบให้กับเขาอีกด้วย
“ท่านโหวโปรดวางใจ เรื่องอนุคนใหม่ของท่านข้าจะจัดการให้เป็นอย่างดี ข้าจะให้คนไปจัดเตรียมที่พักและของใช้ให้นางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องในจวนให้เสียเวลา ไปทำงานให้สบายใจเถิดเจ้าค่ะ”
ลู่เหวินอวี้ได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น เขาเตรียมรับมือกับเสียงกรีดร้อง น้ำตา หรือการด่าทอ แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความใจกว้างจนน่าประหลาดของนาง
หรือว่านางป่วยจนสติเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ
“เจ้า เจ้าว่าอะไรนะ?”
ลู่เหวินอวี้ถามหญิงสาวตรงหน้าซ้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ลอบด่าเขาในใจว่าบ้ากามแล้วยังหูตึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ข้าบอกว่า ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุดเองเจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ต้องกังวล”
กล่าวจบหลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินเข้าไปใกล้เขา กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย ไม่นานก็มีสาวใช้น้อยยกอาหารเข้ามาวางด้านใน หลินหว่านเอ๋อร์จึงหันไปถามเขาตามมรรยาท
“เช้านี้ท่านโหวจะร่วมโต๊ะด้วยกันเลยไหมเจ้าคะ?”
ลู่เหวินอวี้จ้องมองนางด้วยความระแวง นี่คือแผนการใหม่ของหญิงหน้าซื่อใจคดผู้นี้หรือ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงถอยห่างออกมาจากนางด้วยความสะอิดสะเอียน ทำราวกับว่านางคือตัวเชื้อโรคอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าไม่กินอาหารร่วมกับคนขี้ประจบประแจงเช่นเจ้า หลินหว่านเอ๋อร์ข้าขอเตือนเจ้า อย่าทำอันใดซูเม่ยของข้าเด็ดขาด!”
เขาสบถก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกมองตามหลังเขาไปก่อนจะส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“วางยาพิษ? ข้าจะวางยาพิษนางไปทำไมกัน ใครจะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางเพื่อผู้ชายเพียงคนเดียวกัน ไอ้โหวเฮงซวย บ้ากาม หูตึงแล้วยังปากเสียอีก”
หลินหว่านเอ๋อร์เบ้ปากอย่างดูแคลน ก่อนจะครุ่นคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาในใจ
อยากหย่าหรือ จ่ายเงินชดเชยมาสิ หากคิดจะไล่นางออกไปจากจวนโหวตัวเปล่านั้นฝันไปเถอะ เสียเวลามาตั้งครึ่งปี ใครจะยอมเสียเปรียบเขากัน
หากเขาด่านางว่าหน้าเงิน นางก็จะด่าเขากลับไปว่าหน้าหม้อเหมือนกัน!
หลายปีผ่านไปฤดูกาลผันเปลี่ยนหมุนเวียนจากลมหนาวสู่ไออุ่นของฤดูใบไม้ผลิ จวนโหวที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเย็นชา บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยเสียงหัวเราะสดใสของเด็กๆ และความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่งภายในจวนแห่งนี้ภายในสวนหลังจวนยามนี้เต็มไปด้วยดอกพุดซ้อนที่หลินหว่านเอ๋อร์โปรดปราน มันส่งกลิ่นหอมชวนให้ผู้คนรู้สึกมีความสุขอย่างยิ่ง หลินหว่านเอ๋อร์กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ในศาลาริมสระน้ำอย่างตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าของนางยังคงความสดใสและรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยไปเท่าใดก็ตาม อีกทั้งความรักที่ลู่เหวินอวี้มีให้นางนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลงไปตามกาลเวลากลับมีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน“ท่านแม่ขอรับ ดูนี่สิ ข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อจนได้กระบวนท่าใหม่แล้ว!”เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายวัยเจ็ดขวบที่ถอดแบบใบหน้าคมสันมาจากบิดาทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ต้องละสายตางานงานฝีมือตรงหน้าขึ้นมามอง ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่ายามนี้บุตรชายของนางกำลังวิ่งเข้ามาหา ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเด็กหญิงตัวน้อยอีกหนึ่งคนที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนก็กำลังวิ่งตามเข้ามาเช่นเดียวกันนางและเขามีบุตรสาวบ
บรรยากาศในจวนโหวที่เคยคึกคักไปด้วยสีสันของเหล่าอนุภรรยา บัดนี้กลับเงียบเหงาลงอย่างน่าประหลาด ตั้งแต่ลู่เหวินอวี้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่และรู้หัวใจของตนเองว่าเขาหลงรักหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่รับสตรีใดเข้าจวนอีก แม้แต่สาวใช้ที่คิดจะหว่านเสน่ห์หรือยั่วยวนเขาก็จัดการไล่พวกนางออกจากจวนทั้งหมด ไม่ปล่อยให้พวกนางมาทำให้ภรรยาของเขาต้องอารมณ์เสียอย่างเด็ดขาดส่วนเรื่องหย่านั้นหลินหว่านเอ๋อร์ก็ล้มเลิกความคิดไปนานแล้วยามนี้นางกำลังนั่งจิบชาอยู่ในศาลาอย่างสบายอารมณ์ เมื่อหลายวันก่อนเยี่ยจื่อเพิ่งจะคลอดบุตร นางจึงมอบเงินให้เยี่ยจื่อและอาซีไปหลายตำลึงเพื่อให้พวกเขาเก็บเอาไว้เป็นทุนรอนให้บุตรของตนเองยามเติบใหญ่ เยี่ยจื่อและอาซีดีใจมากที่นางเมตตาพวกเขาและลูกมากขนาดนี้แสงแดดยามสายไม่ได้ร้อนมากเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสายลมพัดมาผะแผ่ว ลู่เหวินอวี้ที่เพิ่งเข้าวังหลวงไปร่วมประชุมยามเช้าเสร็จเมื่อกลับมาถึงจวนก็รีบเอ่ยถามคนรับใช้ว่าหลินหว่านเอ๋อร์อยู่ที่ใด ก่อนจะตรงมาที่ศาลาริมน้ำในทันที วันนี้ชายหนุ่มสวมชุดสีขาวสะอาดตา แววตาของเขาในวันนี้ดูอ่อนโยนเป็นอย่างมาก เมื่อเดินมาถึงศาลาริมน้ำเขาก็ตรงเข้ามากอดภ
เมื่อสงครามจบลงลู่เหวินอวี้และหลินหว่านเอ๋อร์ก็เดินทางกลับเมืองหลวงทันที ฝ่าบาททรงพอพระทัยอย่างมากกับผลงานในครั้งนี้ของลู่เหวินอวี้ จึงจัดงานเลี้ยงให้เขางานเลี้ยงฉลองชัยชนะของแม่ทัพลู่เหวินอวี้ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหว่านเอ๋อร์ผู้เป็นภรรยาก็มาร่วมงานด้วย วันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ขับผิวขาวผ่องให้ดูโดดเด่นสะดุดตาในขณะที่นางกำลังยืนสนทนากับเหล่าฮูหยินคนอื่นๆ คุณชายฉินคนดีคนเดิมก็เข้ามาทักทายนางด้วยความยินดี“หว่านเอ๋อร์ วันนี้เจ้าแต่งตัวงดงามมาก ได้ยินว่าชัยชนะครั้งนี้เจ้าก็มีส่วนช่วยท่านโหวไม่น้อย ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” หลินหว่านเอ๋อร์ได้ฟังก็ยิ้มน้อยๆ พลางพูดกับเขา“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ไม่เจอกันนานคุณชายฉินดูดีขึ้นไม่น้อยเชียว”“เจ้ากล่าวชมเกินไปแล้ว”ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย แม้หลินหว่านเอ๋อร์จะแต่งงานแล้วแต่เขาก็ยังชื่นชมนางไม่เสื่อมคลาย“หน้าท่านแดงเพราะฤทธิ์สุราหรือคุณชายฉิน เอาอย่างนี้ หน้าแดงอย่างเดียวมันจะไปสนุกอะไร มิสู้ข้าช่วยต่อยเบ้าตาท่านให้เขียวช้ำเพิ่มอีกสักหน่อยดีหรือไม่?”คุณชายฉินสะดุ้งโหยง เมื่อหันมามองก็พบกับชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่แผ่ไอเ
ลู่เหวินอวี้เมื่อได้รับรู้ว่าฝ่าบาทเรียกตนเองเข้าวังหลวงโดยด่วน ก็ทราบได้ในทันทีว่าเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอนแล้ว ท่าทีอ่อนโยนขี้อ้อนของชายหนุ่มพลันเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน"ข้าจะรีบกลับมา"เขาหันมาเอ่ยกับนางก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปยังวังหลวงอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็เป็นเช่นนั้นจริง ยามนี้ที่ชายแดนกำลังเกิดการก่อกวนอย่างหนักจากพวกชาวเผ่าทุ่งหญ้าที่เริ่มเหิมเกริมขึ้นอีกครั้ง พวกมันสังหารชาวบ้านที่ชายแดนตายไปหลายคนแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังยกทัพขึ้นประชิดชายแดน ฝ่าบาทร้อนใจเป็นอย่างมากจึงมีรับสั่งให้เขารีบมุ่งหน้าไปชายแดนทางใต้เพื่อปราบปรามเผ่าทุ่งหญ้ากลุ่มนั้นให้สิ้นซากลู่เหวินอวี้รับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะรีบกลับมาที่จวนของตนทันที เมื่อมาถึงเขาก็พบกับหลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนรออยู่หน้าเรือนใหญ่ นางสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเมื่อครู่นี้แล้วก็พอจะคาดเดาได้ว่าการที่ฝ่าบาทเรียกพบเขาเป็นการด่วนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน"เป็นอย่างไรบ้าง?"แม้นางจะรู้ดีว่าไม่ควรเซ้าซี้เรื่องงานของเขา แต่ก็ยังอดถามออกไปไม่ได้ แต่แทนที่ลู่เหวินอวี้จะโมโหเขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน พลางคว้าจับมือนางให้เข้าไปด้านใ





