Mag-log inเธอเคยบอกเลิกเขาทั้งที่ยังรักเขาสุดหัวใจ แต่วันนี้เธอและเขากลับมาเจอกันอีกครั้งในฐานะว่าที่แม่เลี้ยง เขาจะทำให้เธอรู้...ว่ารักที่ถูกทรยศไม่เคยหายไปพร้อมคำลาจาก
view moreแสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านกระจกใสบานใหญ่ของ “เดอะ ลอฟ คาเฟ่” คาเฟ่หรูใจกลางเมือง กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วสดลอยคลุ้งไปทั่ว ร้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เข้มและหนังแท้ เสียงช้อนกระทบแก้วและเสียงบดกาแฟผสมกับเสียงพูดคุยเคร่งเครียดของนักธุรกิจ สร้างบรรยากาศทั้งหรูหราและอบอุ่น
รัญชิดา หรือ รัน หญิงสาวอายุ 27 ปีในชุดยูนิฟอร์มพนักงานเรียบง่าย เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็คสีดำและมีผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลผูกที่เอา ก้าวออกมาจากเคาน์เตอร์ เธอมีใบหน้าสวยน่ารักแบบธรรมชาติ ดวงตากลมสวยคมชัด ผิวเนียนใส ริมฝีปากอวบอิ่มและรอยยิ้มอ่อนโยนที่ทำให้ลูกค้าประจำประทับใจอยู่เสมอ เส้นผมยาวสีน้ำดำเข้มถูกรวบเก็บอย่างเรียบร้อย แต่ยังเผยความอ่อนหวานของผู้หญิงผู้เป็นเจ้าของ “รัน คาปูชิโน่ร้อนสองแก้ว โต๊ะสี่ได้แล้ว ช่วยเอาไปเสิร์ฟหน่อยนะ” เสียงของประภาดา เพื่อนร่วมงานดังขึ้น “ได้จร้า” รัญชิดาตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน เธอหยิบถาดที่มีกาแฟร้อนสองแก้วอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินไปยังโต๊ะสี่ ซึ่งเป็นโซนส่วนตัวที่จัดไว้สำหรับนั่งคุยงานสำคัญหรือนัดพบกันของลูกค้านักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ โซนนี้มีโซฟานุ่มและโต๊ะกลางสำหรับวางเอกสารหรือเครื่องดื่ม ทำให้บรรยากาศดูหรูหราและเป็นส่วนตัว รัญชิดาเดินถือถาดกาแฟไปยังโต๊ะสี่ โซน VIP ที่มีลูกค้าสองคนนั่งคุยกันอยู่ คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าสง่างามเต็มไปด้วยประสบการณ์ ส่วนอีกคน… ชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบต้น ๆ ใบหน้าคมสวยราวกับหลุดมาจากนิตยสาร เสื้อตัดเข้ารูปกับสูทสีเข้มยิ่งขับให้ร่างสูงสง่าของเขาโดดเด่น ร่างสูงของชายหนุ่มที่กำลังคุยงานกับลูกค้าชะงัก เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของพนักงานที่กำลังนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอทำให้ทั้งคู่สบตากัน รัญชิดาพยายามก้าวเดินช้า ๆ ประคองถาดกาแฟด้วยความระมัดระวัง ใบหน้าคมคายและดวงตาคมกริบของเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันที มือของหญืงสาวเริ่มสั่นเล็กน้อย ใบหน้าแดงซ่านด้วยความประหม่าและความตื่นเต้นประดังเข้ามาในเวลาเดียวกัน เธอพยายามรวบรวมสมาธิ แต่ทุกฝีเท้ากลับยิ่งทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ขณะที่รัญชิดาเดินไปยังโต๊ะ สายตาของเธอไม่อาจละออกจากชายหนุ่มตรงหน้าได้ ในใจของเธอคิดว่า ทำไมหัวใจเธอถึงได้เต้นแรงกับลูกค้าคนนี้ด้วยนะ แต่เพราะมั่วแต่คิดและมีความตื่นเต้นไปกับสายตาคมของเขา ทำให้เธอเผลอสะดุดเขาของตัวเองล้ม ร่างของรัญชิดาเซล้มไปข้างหน้า ถาดกาแฟในมือเอียงวูบ แก้วคาปูชิโน่ร้อนทั้งสองแก้วลอยละลิ่วก่อนจะคว่ำลงบนชุดสูทราคาแพงของชายหนุ่ม "โอ๊ย!" รัญชิดาร้องด้วยความตกใจก่อนจะล้มลงไปนั่งกับพื้น พยายามจะลุกขึ้นแต่ก็ทำไม่ได้ เธอเงยหน้าขึ้นมองลูกค้าหนุ่มคนนั้นด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด “ขอโทษค่ะ! ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เธอพูดเสียงสั่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความรู้สึกผิด ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง ปล่อยให้ความร้อนจากกาแฟซึมผ่านเนื้อผ้า ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองมาที่เธออย่างสงบ “ไม่เป็นไร” เขาพูดเสียงเรียบ “คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” “ไม่ค่ะ” เธอตอบและส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองไปยังคราบกาแฟร้อนที่เปื้อนบนเสื้อของเขาด้วยสีหน้าสำนึกผิด “คุณคงจะร้อนมากเลยนะคะ” รัญชิดาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อนออกมาทันที “ฉันช่วยเช็ดให้นะคะ” เธอเอ่ยเสียงเบาและค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้เขา ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ปัดป้อง เขายอมให้เธอยืนอยู่ตรงหน้า และมองใบหน้าเปื้อนความรู้สึกผิดของเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง รัญชิดา ค่อยๆ บรรจงซับคราบกาแฟบนอกเสื้อของเขาอย่างเบามือ สัมผัสของผ้าที่กระทบกับเนื้อผ้าสูททำให้เธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นจากตัวเขาและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่หอมละมุนจนใจสั่น เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ดวงตาของทั้งสองสบกันในระยะประชิด หัวใจของเธอเต้นรัวอีกครั้งเมื่อเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าหล่อเหลาของเขา "เป็นอะไรมากมั้ยคุณธีรภัทร์" เสียงของชายวัยกลางคนที่มาด้วยเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง ธีรภัทร์ ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ส่ายหน้าเล็กน้อยและยิ้มให้คู่สนทนา ก่อนจะหันกลับมามองพนัดงานสาวอีกครั้ง รัญชิดายังคงกังวลกับคราบกาแฟที่เปียกชื้นบนเสื้อของเขา เธอเห็นคราบสีน้ำตาลเข้มที่ดูเหมือนจะซึมเข้าไปถึงเนื้อเสื้อเชิ้ตด้านใน "ฉันว่าคุณปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกก่อนดีไหมคะ กาแฟมันร้อนมาก เดี๋ยวฉันช่วยนะค่ะ" เธอเอ่ยอย่างร้อนรน และพยายามช่วยเขาเเกะกระดุมเสื้อออก ธีรภัทร์ ยิ้มเมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขายอมให้หญิงสาวตรงหน้าก้มหน้าก้มตาปลดกระดุมเสื้อของเขาออกอย่างเบามือ เมื่อกระดุมเม็ดบนถูกปลดออก เธอก็ได้เห็นรอยแดงจากน้ำร้อนที่ลวกอยู่บนแผงอกกว้าง เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแรง รัญชิดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก มือสั่นน้อย ๆ อย่างควบคุมไม่ได้ เธอเงยหน้าขึ้นมอง และดวงตาก็ประสานเข้ากับสายตาคมเข้มของธีรภัทร์ที่กำลังมองลงมา พร้อมรอยยิ้มขำบางเบา ราวกับกำลังเอ็นดูมากกว่าถือโทษโกรธเคือง “คุณคงเจ็บมากแน่ ๆ … ไปโรงพยาบาลไหมคะ เดี๋ยวฉันออกค่ารักษาให้เอง” รัญชิดาเอ่ยเสียงสั่น ริมฝีปากเม้มแน่น น้ำตาคลอด้วยความรู้สึกผิดจนแทบจะร้องไห้ออกมา ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้เอ่ยตอบ เสียงของผู้จัดการร้านก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “รัน! ทำอะไรคุณลูกค้าน่ะ” เสียงผู้จัดการร้านดังขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตกใจ รัญชิดารีบหันไป เธอแทบจะทรุดลงไปอีกครั้งเมื่อเห็นแววตาดุของผู้จัดการ แต่ก่อนที่คำตำหนิจะพรั่งพรูออกมา ธีรภัทร์กลับเอ่ยขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น “ไม่ต้องโทษเธอหรอกครับ มันเป็นอุบัติเหตุ” น้ำเสียงทุ้มชัดเจนทำให้ผู้จัดการชะงักไปเล็กน้อย สายตาคมของธีรภัทร์มองตรงไปยังผู้จัดการด้วยความสุขุม ผู้จัดการหน้าถอดสีไปทันที รีบโค้งศีรษะขอโทษเขาซ้ำ ๆ “ผมต้องขออภัยจริง ๆ ครับ คุณธีรภัทร์ เดี๋ยวผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย” แต่ชายหนุ่มกลับยกมือขึ้นเบา ๆ “ไม่จำเป็น ผมแค่ไมาอยากให้เธอถูกตำหนิ …เพราะเธอไม่ได้ทำผิดอะไร” คำพูดนั้นชัดเจนจนรัญชิดาแทบหยุดหายใจ หัวใจเธอเต้นแรงด้วยทั้งความโล่งอกและความสั่นไหวที่ยากจะบรรยาย แต่แล้วเสียงทุ้มเรียบของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แต่ผมคงต้องไปโรงพยาบาล…ตามที่เธอบอกจริง ๆ” รัญชิดาสะดุ้ง เธอรีบก้มหน้าลง มือที่ยังกำผ้าเช็ดหน้าไว้สั่นน้อย ๆ “ขอโทษนะคะ ฉัน…ฉันทำให้คุณต้องเดือดร้อน” ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ ราวกับไม่ยี่หระอะไร เขาเหลือบมองผู้จัดการร้านที่ยืนหน้าซีดอยู่ใกล้ ๆ “คุณไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมไปเอง แต่...” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหันกลับมามองรัญชิดาเต็มตา “ผมอยากให้เธอเป็นคนพาไป” บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบ รัญชิดาเบิกตากว้างทันที “คะ ให้…ฉันไปด้วยเหรอคะ” “ก็ใช่สิ” ธีรภัทร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับจริงจัง “ในเมื่อคุณเป็นคนทำ ผมก็อยากให้คุณพาผมไปโรงพยาบาล” หัวใจของรัญชิดาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกทั้งตกใจและเกรงใจ แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่ยืนตัวแข็ง ริมฝีปากสั่นน้อย ๆ ขณะที่ผู้จัดการรีบพยักหน้ารับแทนเธอทันที “ได้ครับคุณธีรภัทร์ เดี๋ยวผมจะให้รันไปด้วย เดี๋ยวผมขับรถให้นะครับ” “ไม่ต้อง” ธีรภัทร์เอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมกริบตวัดมองไปเพียงนิดเดียวก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที “ผมเอารถผมไปดีกว่า” ธีรภัทร์หันไปยังชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้วยกัน คุณวิษณุ นักธุรกิจใหญ่ที่กำลังคุยงานกันอยู่ก่อนหน้า “ผมขอโทษนะครับคุณวิษณุ ไว้คุยกันวันหลัง ผมต้องไปโรงพยาบาลก่อน” วิษณุยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า “ไม่เป็นไรครับ เรื่องสุขภาพสำคัญกว่า ไว้เรานัดกันใหม่” ธีรภัทร์ก้มหัวลงเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนหันกลับมามองรัญชิดา ดวงตาคมที่จับจ้องมาเหมือนดึงลมหายใจเธอหายไปครึ่งหนึ่ง “ไปสิ” เขาพูดสั้น ๆ น้ำเสียงชัดเจนไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธ รัญชิดากำถาดเปล่าแน่นในมือ หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก เธอไม่เคยรู้สึกประหม่าแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเดินตามผู้ชายคนหนึ่งออกไปจากร้านในวันนี้…จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเธอ รัญชิดารีบถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วรีบเดินตามชายหนุ่มออกไปจากร้านอย่างว่าง่ายเหมือนถูกสะกดจิต เธอรู้สึกเหมือนสายตาทุกคู่ในร้านกำลังมองมาที่เธออย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม เมื่อประตูร้านเปิดออก ลมร้อนยามบ่ายก็ปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ แต่รัญชิดากลับรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งตัวราวกับเดินเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง เธอก้มหน้ามองพื้นตลอดทางจนถึงลานจอดรถ และได้เห็นรถยนต์สปอร์ตคันหรูสีดำที่จอดสงบอยู่อย่างโดดเด่น “คุณให้ฉันขับให้ไหมคะ คุณเจ็บอยู่ น่าจะไม่สะดวก” เธอเอ่ยเสียงเบาอย่างเกรงใจ ธีรภัทร์ หันมาเลิกคิ้วเล็กน้อย “คุณขับเป็นเหรอ” “ฉันขับเป็นค่ะ” รัญชิดาพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ฉันมีใบขับขี่แล้วก็ขับรถที่บ้านบ่อยๆ ค่ะ” ธีรภัทร์จ้องมองเธอครู่หนึ่งเหมือนกำลังพิจารณา ก่อนที่รอยยิ้มจางๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา “งั้นก็...ตามใจคุณ” เขาว่าพลางยื่นกุญแจรถยนต์สปอร์ตคันหรูให้เธอ รัญชิดารับกุญแจมาไว้ในมืออย่างเก้ ๆ กัง ๆ ความรู้สึกประหลาดใจพุ่งขึ้นมาเต็มอก แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไร เธอเดินไปที่ฝั่งคนขับ กดปุ่มปลดล็อก และก้าวเข้าไปในรถ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นอย่างทรงพลังจนทำให้เธอตกใจเล็กน้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ โดยมีธีรภัทร์นั่งอยู่ข้างๆ และมองเธออยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร บรรยากาศในรถเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปตลอดทาง รัญชิดารู้สึกเหมือนกำลังขับรถพาเจ้านายไปทำธุระส่วนตัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบเหลือบมองเขาเป็นครั้งคราว แสงแดดยามบ่ายที่ส่องเข้ามาทำให้ใบหน้าของเขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้เธอรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน ธีรภัทร์เอนศีรษะพิงเบาะ ดวงตาคมกริบยังคงทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่หางตากลับจับได้ทุกการเคลื่อนไหวของรัญชิดา มือเรียวที่จับพวงมาลัยยังเกร็งเล็กน้อย ทำให้เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณเกร็งเกินไป ขับรถไม่ต้องตั้งใจจนตัวแข็งขนาดนั้นหรอก” รัญชิดาสะดุ้งเล็กน้อย รีบตอบเสียงเบา “ค่ะ…ฉันแค่ไม่อยากทำให้คุณไม่สบายใจ” รอยยิ้มมุมปากแตะที่ใบหน้าคมเข้มของเขา “ผมไม่ใช่ครูสอบใบขับขี่คุณสักหน่อย” หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ ความเขินผสมกับความโล่งใจทำให้เธอเผลอยิ้มตาม “ก็คุณนั่งอยู่ข้างๆ ฉันก็เลย…” เธอหยุดพูดเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะหลุดปากบางอย่างเกินความจำเป็น “เลยกลัวผมดุ” ธีรภัทร์ถามย้ำ น้ำเสียงเหมือนจะล้อเล็กน้อย แต่แฝงไปด้วยความนุ่มนวลที่เธอไม่เคยได้ยินจากเขามาก่อน รัญชิดาหลบตา “ก็…ประมาณนั้นค่ะ” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอของเขา ก่อนที่บรรยากาศในรถจะเปลี่ยนไปจากความเงียบตึงเครียด เป็นความอบอุ่นแปลกๆ ที่แทรกตัวเข้ามาแทน รัญชิดารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังเต้นแรงขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเขา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม รถสปอร์ตหรูแล่นเข้ามาจอดที่หน้าโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง รัญชิดาค่อยๆ ชะลอรถ ก่อนดับเครื่อง เธอถอนหายใจแผ่วๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งผ่านการสอบใหญ่ไปหนึ่งรอบ เธอรีบเปิดประตูออกมายืนข้างรถ แล้วหมุนตัวไปเปิดประตูให้เจ้านายอย่างที่เคยทำกับแขกสำคัญ ธีรภัทร์เหลือบตามองการกระทำเรียบร้อยนั้น ก่อนส่ายหน้าน้อยๆ “ผมไม่ใช่คนสำคัญถึงขั้นนั้นหรอก” “แต่คุณเจ็บอยู่นี่คะ…” รัญชิดารีบตอบ สีหน้าจริงจังจนเขาเผลอยิ้มออกมา “งั้นคุณก็เดินไปกับผมแล้วกัน จะได้สบายใจ” เขาว่าพลางก้าวลงจากรถ หญิงสาวจึงรีบเดินเคียงข้างเขาเข้าไปในตัวอาคาร ภายในโรงพยาบาลตกแต่งอย่างหรูหราราวกับโรงแรมห้าดาว พนักงานและพยาบาลต่างก็โค้งคำนับให้ธีรภัทร์อย่างนอบน้อม ซึ่งทำให้รัญชิดาพอจะเดาได้ว่าชายหนุ่มคนนี้คงจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน “เดี๋ยวฉันไปจัดการเดินเรื่องให้นะคะ คุณนั่งรอตรงนี้ก่อน” รัญชิดา บอกอย่างไม่ลังเล เธอตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ธีรภัทร์ หันมามองเธอนิ่ง ใบหน้าหล่อเหลาดูเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาความคิด "ไม่ต้องหรอก" เขาตอบเสียงเรียบ "ผมเป็นคนไข้ VIP ของที่นี่ เดี๋ยวก็มีพยาบาลมารับเอง คุณนั่งลงเถอะ" คำพูดของเขาทำให้รัญชิดารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอทำได้แค่พยักหน้าและเดินไปนั่งลงบนโซฟาหนังตัวใหญ่ข้างๆ เขา บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ เธอรู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกปลอมในสถานที่แห่งนี้ และก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตคนรอบข้าง ทุกคนต่างแต่งตัวดีและดูมีฐานะ ต่างจากเธอในชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ดูมอมแมมเล็กน้อยจากการทำงาน ไม่นานนัก พยาบาลก็เดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับเอกสารบางอย่างในมือ "คุณธีรภัทร์คะ คุณหมอเรียกแล้วค่ะ"“คุณมีอะไรจะพูดกับผมก็รีบพูดมา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชา“รีบร้อนจังเลยนะคะ… ดื่มก่อนสิ” เธอพูดเสียงหวาน ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้ ราวกับตั้งใจให้ระยะห่างระหว่างกันหายไป สายตาเจือแววยั่วยวนอย่างจงใจมุกดายกแก้วไวน์ขึ้น หวังจะชนแก้วกับเขา แต่ธีรภัทร์กลับไม่ขยับ เขาเพียงยกแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด สายตาของเขาแทบไม่แม้แต่จะมองหญิงสาวตรงหน้าทันทีที่แก้วถูกวางลงบนบาร์ด้วยเสียง กึก หนักแน่น ความเงียบชั่ววินาที มุกดาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคยมั่นใจเหมือนถูกสั่นคลอนเพื่อไม่ให้เสียจังหวะ มุกดาเงยหน้าขึ้นยกแก้วไวน์ขึ้นแนบริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดเช่นกัน รสฝาดหอมขององุ่นยังไม่ทันจางหาย เธอก็วางแก้วลงอย่างแผ่วเบา ข้างแก้วของชายหนุ่มราวกับตั้งใจให้เป็นคู่กันแววตาคมกริบของมุกดายังคงจับจ้องเขาไม่วาง คล้ายจะท้าทาย คล้ายจะรุกเร้า ไม่มีทีท่าจะถอยห่างแม้แต่น้อยเธอค่อย ๆ เอื้อมมือไปคว้าไวน์ขวดเดิม รินลงในแก้วทั้งสองอีกครั้งอย่างใจเย็น ก่อนที่เธอจะเลื่อนแก้วหนึ่งไปวางตรงหน้าเขาอย่างจงใจริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบาง สายตาเป็นประกายวาวที่ยากจะอ่านออก“ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกคุณ…”
รถยนต์คันหรูของธีรภัทร์เคลื่อนตัวเข้าไปในซอยเล็กๆ ตามที่รัญชิดาบอกมา มันเป็นร้านอาหารตามสั่งขนาดเล็กที่ดูเรียบง่ายแต่ก็อบอุ่นด้วยแสงไฟสีส้มที่ส่องสว่างออกมาจากในร้าน“ที่นี่เหรอครับ” ธีรภัทร์ถามด้วยรอยยิ้ม“ค่ะ...ที่นี่แหละค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ทั้งสองเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่างและสั่งอาหารมาทาน ธีรภัทร์ดูเหมือนจะมีความสุขมากกับการได้มานั่งทานอาหารในร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งต่างจากร้านอาหารหรูๆ ที่เขาเคยไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออาหารถูกยกมาวางตรงหน้า รัญชิดามองต้มยำกุ้ง ผัดผัก ปลาทอดตะไคร้ และข้าวเปล่าด้วยสายตากังวล“คุณภีม…ทานได้แน่นะคะ” เธอเอ่ยเสียงอ่อย พลางกังวลว่าอาหารบ้าน ๆ แบบนี้จะไม่ถูกปากเขาธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อย“ทำไมผมจะทานไม่ได้ล่ะครับ อาหารก็เหมือนกันทุกที่นั่นแหละ”รัญชิดายิ้มเขิน ๆ ก่อนตักอาหารใส่จานตัวเอง และเธอยังเผลอมองธีรภัทร์อย่างลับ ๆ ความเงียบเล็ก ๆ ระหว่างพวกเขากลายเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ธีรภัทร์ยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะตักต้มยำเข้าปากตัวเองอย่างใจเย็น บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสนิท แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างท
“ฉันยังไม่มีแฟนค่ะ!” รัญชิดารีบตอบออกมาแทบจะทันทีที่เขาถาม ราวกับกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ พอตอบไปแล้ว เธอก็รู้สึกหน้าร้อนวาบ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ รีบเบือนหน้าแล้วผลักประตูรถเปิดออกแทบจะทันที ร่างบางก้าวลงไปอย่างลนลาน ทั้งที่ยังไม่ทันร่ำลาเขาให้เรียบร้อยธีรภัทร์มองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่รีบเดินเข้าไปในบ้านด้วยรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาคมมีแววขบขันปนเอ็นดู "ทำไม่ต้องรีบไปขนาดนั้นด้วย" เขาพูดพึมพำเบา ๆ ราวกับหัวเราะกับความน่ารักของเธอในใจเองหลังจากรัญชิดาอาบน้ำเสร็จ เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ พลางใช้ผ้าขนหนูซับผมที่ยังเปียกชื้น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยเธอวางผ้าขนหนูลงบนบ่าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แสงหน้าจอเผยชื่อผู้ส่ง — “ภีม”ริญชิดากดเข้าแอปพลิเคชันไลน์ด้วยมือสั่นเล็กน้อย ใจเต้นแรงเมื่อเห็นข้อความจากธีรภัทร์ปรากฏบนหน้าจอ(ผมยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกคุณเลย คุณก็เดินหนีผมซะก่อน)รัญชิดาเบิกตา ริมฝีปากสั่นระริก ปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์อย่างลังเล“เรื่องอะไรคะ…คุณภีม”ใจเธอสั่นระรัวเหมือนจะหลุดออกมานอกอก จ้องหน้าจอที่เงียบงันเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกยาว
รัญชิดาเดินตามธีรภัทร์เข้าไปในโรงพยาบาลตามปกติ ทว่าหัวใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้า ยังคงสีหน้าขรึมดังเช่นเคย แต่บนริมฝีปากนั้น กลับมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่เธอมองไม่เห็นทันใดนั้น เสียงทักทายคุ้นหูดังขึ้น “อ้าวภีม หลานมาทำอะไรที่นี่”รัญชิดาหยุดก้าว มองไปยังชายสูงวัยที่แต่งชุดกาวน์สีขาว ใบหน้าคมคายแต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ท่านคือคุณหมอสุทธิพงษ์ คุณอาหมอที่ดูแลชายหนุ่มเมื่อวาน“สวัสดีครับคุณอาหมอ” ธีรภัทร์ยกมือทักทายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ"สวัสดีค่ะคุณหมอ" รัญชิดารีบยกมือไหว้อย่างอ่อนโยนคุณหมอวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย พลางมองร่างสูงของธีรภัทร์ด้วยสายตาที่คุ้นเคย“ไงมาทำอะไรล่ะภีม แผลเมื่อวานก็ไม่ได้หนักนี่ อาให้ยาทาไปแล้วนิ” คุณหมอสุทธิพงษ์ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจธีรภัทร์ยิ้มหน้าเจื่อน ๆ และรีบก้าวไปใกล้คุณอาหมอ แล้วยกมือดึงแขนเขาเบา ๆ พร้อมกระซิบอย่างขอความเห็นใจ“คุณอา…ช่วยผมหน่อยนะครับ ผม…อยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ ผม คุณอาหมอช่วยทำเป็นรักษาผมให้ทีนะครับ”คุณหมอสุทธิพงษ์หลุบตาลงมองแววตาจริงจังปนละมุนของหลานชาย ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างคนจนใจ“เฮ้อ…เจ้าเด็ก





