เข้าสู่ระบบSo cute
งั้นเหรอ...
ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง
“แถมขี้เขินด้วย”
ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้
ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ
“...”
“แก้มแดงเชียว”
“อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง”
แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่
แค่นี้ก็เข็ดแล้ว
ไม่อยากอยู่นานๆ
“...”
“เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลยนะ เห็นหน้าแล้วหมั่นไส้!”
“ค่ะๆ”
“ไปสิ!”
นาทีนั้นถ้าไม่รีบออกจากร้านฉันคงโดนเละมากกว่านี้แน่จึงรีบเผ่นออกมาก่อนดีกว่าโดยไม่สนใจมองไปทางผู้ชายคนนั้นอีกแต่ได้ยินเสียงพี่มิ้นพูดจาดีกับเขามากชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทน
ในขณะที่ฉันเดินไกลออกจากร้านมาเรื่อยๆ เสียงบทสนทนาของทั้งสองคนก็เบาลงตามกันไปพอห่างออกไปทุกทีๆ สุดท้ายไอ้ประโยครั้งท้ายที่ได้ยินก็คือ
ถ้าทำให้จะได้เท่าไหร่...
ประโยคของพี่มิ้นที่มีน้ำเสียงกึ่งท้าทาย
ซึ่งวันนั้นเมื่อสองปีฉันไม่รู้
แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าวันนั้นไอ้ประโยคนั้นมันคืออะไร
รู้แล้วว่ามันหมายความว่าอย่างไร
การเป็นบุคคลที่สาม เป็นเป้าหมาย เป็นคนโง่และเป็นเหยื่อให้คนพวกนั้นเอ่ยพูดจาถึงโดยที่พวกเขาไม่ได้หวังดีกับเราสักนิดเดียว การโดนหลอกด้วยการเอาความเชื่อเข้ามาเป็นสื่อจากนั้นทุกคนก็หักหลังฉันอย่างเลือดเย็นไร้ความปรานีใดๆ และฉันก็ไร้การต่อสู้ต้อกรกับพวกเขา
มันโคตรทุเรศสิ้นดี
น่าสมเพชตัวเองเป็นที่สุด
และมันก็ฝังใจฉันมาจนถึงทุกวันนี้ว่าอย่าให้ความเชื่อใจใครง่ายๆ สุดท้ายมันมักกลับมาทำร้ายเราเอง
ก๊อกๆ ก๊อกๆ ก๊อกๆ
ความคิดของฉันถูกคั่นด้วยเสียงรัวการเคาะประตูของป้าอุ่นจะไม่ตื่นเลยถ้าฉันไม่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องของเขาดังขึ้น ความเงียบเกิดขึ้นภายนอกซึ่งเดาได้ไม่อยากว่าป้าอุ่นต้องอึ้งอยู่แหงๆ
ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหมป้าอุ่น
ฉันเองตอนนี้ก็เหงื่อท้วมตัวมือเปียกชื้นไปหมดเพราะลุ้น
“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เอ่อ...”
“มีผมคนเดียวอยู่ในห้องนี้ครับ จัดการบอกเลขาให้ผมทีหน่อย”
“หรือว่า...”
“ครับ ผมประธาน...”
“สวัสดีค่ะ ขอโทษทีนะคะ พอดีลูกน้องดิฉันทำความสะอาดห้องนี้ในตอนเช้านึกว่ายังไม่เสร็จจึงเสียมารยาทเคาะรัวเพราะห่วงเธอนิดหน่อย” ดูเหมือนป้าอุ่นไม่ฟังการแนะนำตัวของอีกฝ่ายเพราะป้าอุ่นต้องรู้มาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นจะขอโทษขอพายขนาดนั้นเหรอ ข่าวการมาของเขาดังระเบิดในกลุ่มพนักงานขนาดนี้ “ร่างกายเธอไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ค่ะแต่ทำงานได้เต็มร้อยนะคะท่าน”
“อ๋อ... ครับ”
เสียงรับราบเรียบเหมือนเดิม
“เดี๋ยวดิฉันจัดการที่สั่งให้ค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”
“ไม่เป็นไรฝากจัดการอีกเรื่องผมชอบห้องนี้ อยากมาทำงานห้องนี้กรุณาบอกเลขาให้หน่อย”
So cute งั้นเหรอ... ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง “แถมขี้เขินด้วย” ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้ ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ “...” “แก้มแดงเชียว” “อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง” แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่ แค่นี้ก็เข็ดแล้ว ไม่อยากอยู่นานๆ “...” “เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลย
“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว” ~คลื่น~ แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้ ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม ที่แน่ๆ ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป ~คลื่น~ อ้าว... แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอ
ก๊อกๆ ก๊อกๆ แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่ “ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย” ป้าอุ่น... ก๊อกๆ ก๊อกๆ เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า... ‘ไม่ทำตาม’ ‘เอามันให้รู้ไปเลย’ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย “คุณปล่อยหนูก่อน” “ไม่” “แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ” “นี่แกอยู่ในนั้นหร
นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ “ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ” “ใช่...” ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้ “คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?” “...” “คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย” “...” ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ “โลกมันคงเหวี่ยงให
“นี่รอยอะไร รอยอะไรตรงหน้าท้องเธอซาน” “...” การเลือกเงียบเป็นคำตอบของฉันอีกเช่นเคย ความรุนแรงที่แสดงออกไปหยุดหมดแม้กระทั่งลมหายใจก็ขาดห้วงไปตามๆ กัน ชนวนเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเนิ่นนานแต่ผลมันยังตามมาถึงปัจจุบันทั้งฉันและเขามีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รู้ในข้อนี้และมันก็จะมีแค่ฉันตลอดไป ความลับไม่มีในโลก แต่ถ้ามีแค่ฉันที่เป็นผู้กุมมันก็จะเป็นความลับตลอดไป “ทำไมยาวเหมือน...” “...” ความเงียบเข้ามากัดกินหัวใจ อีกด้านหนึ่งก็ลุ้นจนตัวโก่งกับประโยคที่พูดเหมือนให้ลุ้น เพราะเขาพูดออกมาไม่จบประโยคแล้วหยุดไปทำให้เกิดความร้อนรนเป็นวัวสันหลังหวะอยู่แบบนี้ “ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นใช่มันในช่วงที่ผ่านมา” เนิ่นนานเข้าลมหายใจของก็เหมือนถูกตัดออกไปชั่วขณะสมองขาวโพนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคด้านบนของเขาดังขึ้นยังไม่พอนัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองรอยแผลเป็นตรงหน้าท้องนิ่งราวกับกำลังพยายามคิด “ผ่าตัด” การกัดฟันพูดออกมาเล็ดรอดไรฟันทำให้โล่งใจขึ้นมาบ้างถ้าไม่ตอบโต้เลยเดี๋ยวจะด
ใช่เขามันเลว เขามันเป็นคนชั่ว เขามันเป็นผู้ชายอันตราย ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าแสนดีแต่ลับหลังแสนเลว คำจำกัดความของคำว่าเลวใช้กับผู้ชายคนนี้ไม่หมดหรอกและก็ไม่มีอะไรกำจัดความร้ายความเลวได้ในเมื่อเขามันยิ่งกว่านั้น ลมหายใจอุ่นเคลื่อนปัดเข้าใบหูของฉันในตอนที่ผู้ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยความเบาระดับหนึ่งทว่าฉันกลับได้ยินเสียงชัดเจน หัวใจเต้นตึกตักสั่นรัวทั้งที่ประโยคนั้นผ่านไปได้สักพักแล้วกิริยาตอบกลับของฉันคือการนิ่ง ยืนนิ่งไม่ขยับถึงแม้จะแม้อ้อมแขนใหญ่รัดตัว จะว่าไปตอนนี้เหมือนกับตัวเองเป็นเหยื่อที่โดนงูตัวใหญ่รัดตรึงอย่าว่าแต่หาทางออกเลยการหายใจก็ยังลำบากมากกว่าเดิมเสียอีก “ตอบมาหนีทำไม” “หนีคนเลว” คราวนี้ฉันพูดออกมาแกมการด่าเขาไปด้วย ถ้าอยากรู้นักฉันก็จะบอกสาดใส่ใบหน้าของเขาหวังว่าทุกอย่างจะจบลงไม่มีอะไรอีกทว่าทุกอย่างไม่เป็นเช่นนั้นเมื่ออ้อมแขนใหญ่ออกแรงกอดรัดเพิ่มมากกว่าเดิมอีกทั้งใบหน้าของเขาก้มลงมาซุกซอกคอ “คนเลวงั้นเหรอ” “จะทำอะไร ปล่อยหนู!” เพราะ







