LOGINภายในคืนพระจันทร์เต็มดวงรอบตัวเงียบสงัดไร้เสียงผู้คนสัญจร ตึก ตัก ตึก ตักทว่าทำไมฉันถึงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตาออกมาจากม่านรูดบ้านั่นทั้งที่สภาพไม่เอื้ออำนวยมากเท่าไหร่นัก น้ำตาไหลรินออกมาตลอดทางฝ่ามือของตัวเองกอดลูบผิวไปมาเพื่อปลอบโยนว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นทั้งที่ความจริงกับเดินสวนทางกันลิบลับ สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนั้นผลมันส่งมาถึงยังวันนี้... “เอาตังค์มานังซานมีเท่าไหร่ก็เอามาให้หมด อย่าคิดอุบไว้เชียวเห็นแก่ความหน้าด้านหอบลูกมาอยู่กับคนอื่นบ้าง มีอย่างที่ไหนให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอับอายกันไปทั้งบ้านกับไอ้คำว่าท้องไม่มีพ่อเนี่ย!” “มีลูกติดพ่วงให้เป็นภาระใครเขาจะเอาไปทำเมียต่อ” “ป้า... พี่ฝ้าย...” “หรือมันไม่จริงเอาหน้าผัวแกมาดูดิไอ้ที่มันทำแกท้องไม่พ่ออ่ะ!” หญิงสาวมองเหยียดด้วยหางตาอีกทั้งยังยกริมฝีปากทำรังเกียจ “ติดตัวมันไม่มีหรอกแม่แต่ในไอ้นี่มันมี อีซานมันฝากเอาไว้ มึงไปถอนมาถ้าไม่อยากให้ลูกมึงเจ็บตัว!”
View More@เพชรบูรณ์
สมุดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กเท่าฝ่ามือถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตรงหน้าล่าสุดที่จำนวนเงินทั้งหมดถูกถอนออกไปเมื่อตอนกลางวัน นัยน์ตาเศร้าของตัวเองจ้องมองยอดปัจจุบันตรงนั้นซ้ำๆ ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้เงินจำนวนนั้นกลับเข้ามาในบัญชีแบบเดิมแต่มันก็เป็นได้แค่ความฝันเมื่อความเป็นจริงมันอยู่ตรงหน้า
ปาฏิหาริย์ไม่เคยเกิดขึ้น
ปาฏิหาริย์ไม่เคยมีจริงด้วยซ้ำ
ทุกอย่างมันพังลงหมดแล้วทางเลือกของฉันก็ถูกทำลายลงอย่างไม่มีทางก่อให้มันเกิดขึ้นได้อีก ไม่ใช่ท้อไม่ใช่เหนื่อยแต่ฉันเคยทำแบบนั้นแล้วมันก็เกิดแบบเดิมตลอด ตอนนี้ก็เหมือนกันเงินทุนก้อนสุดท้ายของลูกไม่มีแล้ว...
ฉันชื่อ ‘ซาน’ ฉันไม่มีพ่อไม่มีแม่เหมือนอย่างใครเขาในรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาเป็นเพื่อนและข้อนี้ฉันก็เข้าใจดีอีกต่างหาก ชาวบ้านบอกกรอกหูเสมอว่าเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการเอามาทิ้งไว้ข้างถนน
การเติบโตของฉันจึงเกิดขึ้นจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองใหญ่แต่พออายุได้ 14 ก็มีผู้ใจบุญอยากอุปะการะดูแล ตอนนั้นดีใจมากเลยนะรอยยิ้มครั้งแรกเกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่ายังมีคนต้องการ ฉันอยู่อาศัยกับเขาจนถึงปัจจุบันจึงได้รู้ความจริงว่ามันไม่ใช่ เขาไม่ได้ต้องการขนาดนั้น...
ฉันเป็นได้แค่คนรองมือรองตีน
ฉันเป็นได้แค่คนนอกที่ต้องทำงานหาเงินเข้าบ้าน
เชื่อไหมรอยยิ้มฉันได้หายจากไปนานแล้ว แค่ผู้หญิงคนหนึ่งด่างพร้อยไม่มีความดีอะไรให้ได้จำฉันว่าทุกคนรับรู้เอาไว้แค่นี้ก็พอแล้วแหละ
~ฟิ้ว~
สายลมหนาวพัดเข้ามาเยือนทางหน้าต่างจนต้องห่อตัวแต่ฉันไม่เท่าไหร่หรอกหวงก็แค่อีกคนหนึ่งต่างหาก การรีบลุกขึ้นไปคว้าผ้าห่มเข้ามาถือไว้จากนั้นก็จัดการห่มให้ร่างเล็กอ้วนปุย ใบหน้ากลมริมฝีปากจิ้มลิ้มนอนหลับลึกผ่อนลมหายใจอย่างสม่ำเสมอหลังจากอิ่มนมจากเต้าไปไม่ถึงสิบนาทีพอให้ฉันยิ้มได้ในรอบวันส่วนวันต่อไปก็ช่างมันเพราะยังไม่เกิดขึ้น
ฉันจะสู้ให้ถึงที่สุด สู้ให้ลูกมีอนาคตมากกว่าตัวเองถึงเค้าจะเกิดมาในตอนที่ฉันไม่พร้อมทุกด้านแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูแลไม่ได้ ยังไงฉันต้องดูแลให้ดีที่สุดไม่ว่าจะแลกด้วยความเหนื่อยยากยังไงก็ตาม
“เป็นกำลังใจให้แม่ด้วยนะสตางค์ หนูเป็นทุกอย่างของแม่แล้วนะลูก”
ลูกฉันชื่อสตางค์ เพศหญิงส่วนอายุ 2 ขวบครึ่ง ได้ชื่อว่าลูกตัวเองแต่ไม่มีส่วนไหนคล้ายฉันเลยสักนิดทั้งที่อุ้มท้องมาเก้าเดือน ทุกอย่างคล้ายผู้ชายคนนั้นหมดจด
ผู้ชายที่รู้จักกันมานานแต่ก็ใช่ว่าจะคบหรือรักกันได้...
วันต่อมา...
“เดี๋ยวตอนเย็นหนูมารับสตางค์นะคะป้าส่วนเงินค่าฝากอีกสองสามวันซานเอาให้” ป้าสายยิ้มก่อนพยักหน้าให้ฉันพร้อมกับการเอื้อมมือยกขึ้นมาอุ้มเจ้าหญิงตัวอ้วนจากอ้อมกอดไป สายตาเอ็นดูของป้าที่มองลูกฉันเชื่อว่าไว้ใจได้เพราะตั้งแต่ลูกลืมตาดูโลกก็มีป้าสายนี่แหละที่อุ้มสตางค์พอๆ กันกับฉันหรือมากกว่าด้วยซ้ำ “มาแม่หอมแก้มก่อน”
~ฟอด~
กลิ่นเด็กยังหอมติดจมูกพลอยให้ชื่นใจไปอีกวันหนึ่ง
“บายแม่ซาน... บ้ายบายรีบกลับมาหาสตางค์นะคะ” ป้าสายพูด
“แบะๆ” [บายบ่าย]
มีเหรอที่สตางค์จะไม่เรียนแบบคนเลี้ยงในการพูดถึงจะตัดเอาแค่คำว่าบายบ่ายก็เถอะเท่านี้ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาให้ฉันได้ใจชื่นขึ้นมา
การที่ป้าสายอุ้มด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างก็ยกมือเล็กขึ้นมาทำท่าทางโบกไม้โบกมือให้ฉัน รอยยิ้มของลูกทำฉันอดยิ้มแฉ่งจนตาหยีไม่ได้ส่วนป้าสายก็ยิ้มเหมือนกัน ท่านอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้มีรายได้อะไรนอกจากร้อยมาลัยขาย
วันนั้นประมาณเกือบสองปีกว่าฉันจึงเข้ามาถามหลังจากคลอดลูกซึ่งท่านก็ตอบรับอย่างง่ายดายบัดนั้นเป็นต้นมาเราจึงสนิทกันมาก
ที่ต้องให้เลี้ยงเพราะยังไงตอนทำงานก็พาลูกไปไม่ได้อยู่แล้ว
“ฝากด้วยนะคะป้า”
“ไม่ต้องห่วงไปทำงานดีๆ เจ้าซาน”
So cute งั้นเหรอ... ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเกร็งขนาดไม่กล้าสบสายตากับคนตรงหน้า การที่ได้แต่หลุบมองไปยังรองเท้าของเขาซึ่งมันก็สวยและก็แพงนั้นฉันแทบจะไม่กล้าทำอะไรเลยนอกจากเงียบนิ่งเก็บความรู้สึกต่างๆ มากมายเอาไว้ภายใต้ร่างกายของตัวเอง “แถมขี้เขินด้วย” ยิ่งไปกันใหญ่กับประโยคนี้ ฉันไม่ได้ขี้เขิน ไม่ได้เป็นแบบนั้นสักนิดเลยนะ “...” “แก้มแดงเชียว” “อีซานมาม่าเอาไป มือมีตีนไม่หัดหยิบเอาเอง” แต่แล้วเสียงของพี่มิ้นก็ดังขึ้นขัดจังหวะอึกอัดพวกนั้นดีนะ มันดีมากๆ เลย ฉันจึงหันหน้าไปหาพี่มิ้นเพราะไม่อยากโดนว่าให้อีกแล้วแค่นี้เธอก็เกลียดฉันเข้ากระดูกดำโดยไม่ทราบสาเหตุถ้าขืนยืนหันหลังให้ในขณะที่เธอพูดเธอต้องเอาไปประจานใส่สีตีไข่อีกแน่ แค่นี้ก็เข็ดแล้ว ไม่อยากอยู่นานๆ “...” “เป็นอะไรไปอีกใบ้หรือไงหรือนึกว่าตัวเองเป็นคุณหนูบ้านนอกถึงโดนผู้ชายหล่อแซวนิดแซวหน่อยตัวอ่อยปวกเปียกเอียงอาย ทำอย่างไม่เคยนะมึงอีซาน!” พูดจบมาม่าซองเล็กก็ถูกโยนตรงมาให้ฉันดีนะที่รับทัน “รีบไสหัวมึงไปเลย
“เอาเลย เอาตามสบายเลยยังไงซะคุณมันก็เป็นจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอยู่แล้ว” ~คลื่น~ แค่นี้ประตูตู้ก็ถูกเลื่อนปิดลงความมืดมิดบวกกับความเงียบยิ่งทำให้ใจฉันหวั่นไหวรนลานไปหมด นิ่งเฉยสั่งมาได้ยังไงใครมันจะไปทำได้ในเวลานี้กันสุดท้ายฉันก็ได้ประชดออกไปแต่เนื่องด้วยเวลาหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เข้ามาเขาจึงไม่อยากเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับฉันมั้งถึงตัดปัญหาด้วยการปิดประตูใส่หน้าแบบนี้ ทุกครั้งที่พยายามลุ้นถึงเหตุการณ์ด้านนอกหัวใจก็กระหน่ำเต้นระรัวไม่อยากนึกถึงมันเลยว่าสุดท้ายเหตุการณ์นี้จะลงเอยจบไปในรูปแบบไหนกันแน่ วุ่นวายหรือว่าเรียบร้อยเดาใจอีกคนซึ่งเป็นเหมือนผู้คุมซะตาเอาไว้หมดไม่ได้เขาอยากให้มันเป็นดั่งที่ใจของคิดไม่สนความเดือดร้อนของใครแม้กระทั่งฉันเองก็ตาม ที่แน่ๆ ถ้าป้าอุ่นเห็น เขาไม่ปฏิเสธ ฉันวุ่นวายที่สุด แต่ถ้าตรงกันข้ามฉันก็รอด เรื่องวันนี้ก็คงเป็นความลับต่อไป ~คลื่น~ อ้าว... แต่แล้วสิ่งที่ทำให้ต้องงงงวยมากกว่าเดิมคือประตูตู้ถูกเคลื่อนเปิดออกทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นมองสบตาคู่นั้นของเขาอ
ก๊อกๆ ก๊อกๆ แต่แล้วไม่ทันที่ฉันจะได้ตอบเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรียกสายตาฉันไปมอง ความกลัวจับจิตจับใจเกิดขึ้นพร้อมกับร่างการที่มันต้องออกแรงประท้วงให้หลุดรอดจากพันธนาการของเขา การพยายามดิ้นให้หลุดก่อนจากนั้นค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดีถ้าเกิดอีกฝ่ายที่เคาะประตูมีกุญแจสำรองในมือทุกอย่างต้องจบแน่ “ซานแกล็อคประตูทำไมเนี่ย” ป้าอุ่น... ก๊อกๆ ก๊อกๆ เสียงเคาะดังขึ้นถี่มากเพราะป้าอุ่นเล่นใส่รัวไม่ยั้งจึงกดดันให้ฉันต้องมองขึ้นไปสบตากับเขาอีกครั้งการสบตาแกมสื่อขอร้องว่าอย่าทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากไปมากกว่านี้อีกเลยแต่แล้วรู้ไหมว่าสิ่งที่ฉันได้กลับคืนมาคือรอยยิ้มร้ายเหยียดยกขึ้นตรงมุมปากพร้อมกับการสื่อความหมายว่า... ‘ไม่ทำตาม’ ‘เอามันให้รู้ไปเลย’ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันอยากจะบ้าตาย “คุณปล่อยหนูก่อน” “ไม่” “แต่ป้าอุ่นมีกุญแจสำรองเข้ามาเห็นมันไม่ดี” การพยายามพูดด้วยเหตุผลสุดท้ายแล้วมือใหญ่ก็ปล่อยข้อมือฉันเป็นอิสระแต่ยังไม่ย้ายออกไป “คุณลุกไปสิ” “นี่แกอยู่ในนั้นหร
นรกบนดินตอนแรกนึกว่าสวรรค์ที่ไหนได้พอตกหลุมพรางไปเท่านั้นแหละรสชาติที่ได้ลิ้มลองกับทำให้ฉันดิ้นทุรนทุรายหนีออกมาแทบไม่ได้ ตรรกะบ้าบอกพวกนั้นพอได้ฟังไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาบูชาหรอกนอกจากคนไร้ความรู้สึกของความเป็นคนเท่านั้นจะเข้าใจ “ไม่เกี่ยวจริงๆ สินะ” “ใช่...” ฉันยอมรับด้วยคำพูดที่ดังอยู่ในลำคออีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น ก็เพราะไอ้ดวงตาคู่นี้แหละที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้ วันนั้นถ้าฉันไม่หันหลงไปมอง วันนั้นถ้าฉันไม่ยืนนิ่งแต่ใช้สายตามองกลับและถ้าวันนั้นฉันรับรู้ตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้คงไม่เป็นเช่นนี้ “คิดว่าพี่จะเชื่อมั้ย?” “...” “คิดว่าพี่ไม่รู้อะไรขนาดนั้นเลย” “...” ไม่คิดแต่มันก็ผ่านไปนานแล้วเหลือกันไม่ใช่แผลสด ตอนนี้มันคงเหลือแค่รอยแผลที่ปิดสนิทไม่มีอะไรทำให้มันเปิดขึ้นมาอีกแล้ว เรื่องราวพวกนั้นก็จบลงโดยไม่มีใครเดือดร้อนนอกจากฉันคนเดียว ฉันคนเดียวที่ได้รับทั้งความเกลียดชัง ฉันคนเดียวที่ได้รับผลของมันทุกอย่างจากความเชื่อใจ “โลกมันคงเหวี่ยงให