로그인“บอกทางพี่นะ”
“ได้ค่ะ”
ฉันบอกทางพี่กวางจนกระทั่งพวกเราทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งของตัวจังหวัดสิ่งที่เลยที่พี่กวางมุ่งหน้าหาก็คือร้านที่ขายอุปกรณ์การเรียนจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นร้านใหญ่จึงมีหนังสือขายด้วย ฉันยืนตรงโซนอุปกรณ์เครื่องเขียนดูผ่านสายตาไปซึ่งพี่กวางก็อยู่ตรงข้ามกันระหว่างฉันกับพี่กวางมีชั้นปากกายี่ห้อต่างๆ ขั้นกลางเอาไว้ ชั้นไม่สูงจึงสามารถเห็นเวลาพี่กวางยืนเทสปากกาทำหน้ายุ่งๆ อย่างชัดเจน
“ใจพี่ฝากถือให้หน่อยครับ”
“ได้เลย”
ปากกกาสีสวยกว่าสิบเล่มถูกส่งมาให้ฉันถือเอาไว้จากนั้นอีกคนก็ยังหยิบโน้นนี่มาเทสแล้วกำเอาไว้เช่นเดิมซึ่งฉันก็พอเข้าใจจริงๆ ว่าพี่กวางคงเปิดฝาปากกาไม่สะดวกเวลาลองแน่ๆ จึงเลือกฝากฉันเอาไว้จนเวลาผ่านไปสายตาก็เจอกับปากกาด้ามหนึ่งมีสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุกน่ารักมากจนทำให้เผลอยิ้มได้ไม่ยากเลยกระทั่งมืออีกข้างที่กำลังจะยื่นเข้าไปจับปากกาเล่มนี้ชะงักลงเมื่อได้ยินประโยคหนึ่งเข้ามาแทรก
“แพงนะถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าจับเลย”
“ฟังที่อีฟ้าพูดเถอะอีน้อย”
“มึงๆ มันชื่ออีน้อยใจ”
“อ๋อ...อีน้อยใจ” เป็นฟ้าและก็ฝนคู่พี่น้องแฝดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มนี้แหละที่ฉันอยู่ด้วยกันกับพวกเธอ “ไม่อยู่ไร่อยู่นาแล้วเหรอถึงมาเดินห้างได้”
“มึงก็ถามมันแปลกอีฝน อีน้อยใจมันเป็นคนใช้ เจ้านายใช้มันแน่ๆ”
“แล้วฟ้ากับฝนมาเที่ยวกันเหรอ แต่งตัวสวยมากเลยนะ”
“งี้แหละอีน้อยเสื้อสวยก็ต้องคู่คนสวยๆ” ฝนเป็นคนตอบ
“แต่งแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่งแบบที่มึงไม่มีปัญญาแต่งอ่ะอีน้อยใจ” ตบท้ายด้วยฟ้า
“ก็คงใช่แหละ”
เพราะฉันไม่เคยใส่หรือว่าซื้ออะไรเป็นของตัวเองที่ราคาค่อนข้างแพงมาก่อนอย่างเสื้อผ้าปีหนึ่งถึงมีชุดสวยๆ ในราคาเบาสักครั้งส่วนที่ใส่ออกมาบ้างครั้งก็ได้มาฟรีจากพี่ๆ คนอื่นที่แม่รู้จักหอบหิ้วของเก่ามาให้ เคยได้ยินไหมกับประโยคที่ว่า ‘เก่าของใครแต่เป็นของใหม่สำหรับฉัน’ ก็มีประมาณนั้นเลย
ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้แต่รู้ว่าอยากได้แต่ไม่มีปัญญา
อยู่แบบนี้ไม่เสียหายหรอกพอโตค่อยซื้อก็ได้
ทุกอย่างล้วนเติบโตขยับออกไปได้เสมอและก็ไม่มีอะไรอยู่กับที่ได้หรอกฉันเชื่อแบบนั้น การลำบากในวันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของฉันที่พยายามทำให้รู้ถึงความอดทนการแก้ไขก็ได้ถึงแม้จะเป็นอะไรที่ร้ายๆ ฉันเชื่อเสมอว่าถ้าผ่านมันไปได้ถ้าเจอเรื่องอื่นๆ ที่หนักหนาเข้ามาอีกตอนนั้นฉันอาจมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ แล้วก็จะผ่านมันไปได้ง่าย
ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีอะไรง่ายก็ตาม
แต่หนทางแก้ไขมีแน่ๆ
“รู้ตัวก็ดีแล้วอีน้อยใจ” ฝนย้ำทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดพวกนั้นมาสู่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือฟ้าได้เอาตัวไปอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งเดียวกันกับที่พี่กวางเลือกปากกาอยู่ ฟ้าพยายามขยับตัวให้ใกล้ชิดอีกฝ่ายมากที่สุดนี้คงเป็นสเต็บแรกของการทำความรู้จักแต่พี่กวางกับไม่สนใจเลยสักนิด ฉันยังแอบเห็นว่าพี่กวางขยับตัวห่างเพื่อหนีฟ้าด้วย “หล่อลากอีฟ้าชอบแน่ๆ”
“อ๋อ...” ฉันไร้ประโยคพูดต่อได้แต่มองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังเกิดขึ้น “เดี๋ยวไปดูหนังสือก่อนนะ”
“ไปดิ”
ยิ่งอยู่ก็ยิ่งจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ ฉะนั้นถ้าจะเลือกเดินออกมาแล้วมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดฉันก็มักจะเลือกทำมันทันที การเดินเข้ามาในโซนหนังสือเรียนวิชาสังคมซึ่งเป็นวิชาที่ฉันชอบสุดก่อนเลือกหนังสือเล่มหนึ่งมาไว้ในมืออ่านรายละเอียดย่อยๆ ทว่าสายตาและจิตใจกับไม่มุ่งมั่นตรงหนังสือเลย
แล้วฉันก็ขยับตัวแอบมองไปยังโซนปากกาอีกครั้งหนึ่ง
ครั้งนี้เห็นว่าฟ้าเป็นฝ่ายชวนพี่กวางคุยด้วย
แต่ในนาทีเดียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคมเข้มคู่นั้นกับมองทะลุมาสบสายตากับฉันที่อยู่ห่างแต่เป็นแนวยาวเดียวกัน คิ้วขมวดนิดๆ เหมือนกำลังรำคาญอะไรสักอย่างหนึ่งแค่นิดเดียวสายตาก็หันไปมองคู่สนทนาตรงหน้า
พี่กวางเหมือนปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่งกับฟ้า
เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นที่ฉันกลับมาจากบ้านใหญ่มาถึงห้องพักสำหรับคนงานในไร่ที่อยู่เยื้องออกไปอีกฟากหนึ่งซึ่งจะว่าไกลก็เหมือนใกล้แต่จะว่าใกล้ก็เหมือนไกลเอาการเอาเป็นว่ามันไม่พอดีหรอกแต่ห้องพักนั้นอยู่ในระดับที่ดีกว่าไร่อื่นๆ มากฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะมีคนมาสนใจทำงานของไร่นาคนิลมากกว่าไร่อื่นๆฉันรีบเอาปากกาที่ได้มาวางไว้บนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างฟูกในห้องของตัวเองก่อนจะออกมาล้างผักคะน้าที่ถูกแช่เอาไว้ในอีกฟากหนึ่งที่แม่แบ่งเป็นห้องครัวเล็กๆ การจัดการกับผักนั้นเรียบร้อยในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาพร้อมกับเตรียมทุกอย่างที่ใช้ในส่วนผสมของการทำอาหารให้พร้อมเพื่อแม่เลิกงานมาจะได้ทำเลยบ้างครั้งเท่านั้นที่ฉันจะทำแต่วันนี้ก่อนออกไปทำงานแม่แค่สั่งให้เตรียมเดี๋ยวจะทำเองวันนี้จึงลอยตัวนิดหนึ่งพอเสร็จฉันจึงมานั่งพักใต้ต้นไม้หน้าบ้านพักที่มีชิงช้าอยู่ที่ตรงนี้เป็นที่ประจำของฉันเลยก็ว่าได้ยิ่งเนื่องจากตอนเย็นๆ แสงจากพระอาทิตย์อ่อนลงที่ตรงนี้จะยิ่งสวยเพราะสามารถมองออกไปเป็นไร่ชาสีเขียวกว้างสะท้อนเข้ากับสีฟ้าสดของท้องฟ้าอีกทั้งยังมีแสงสีทองของดวงอาทิตย์เพิ่มอีกบอกเลยว่าโคตรสวยยิ่งในยามที่สายลมพัดผ่านปะทะเข้ากับใบ
พี่กวางเหมือนปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่งกับฟ้าปฏิเสธจริงจังมากๆจากนั้นไม่นานฝนก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยก่อนที่แฝดทั้งสองคนจะเดินหลีกเลี่ยงออกไป ตอนนี้ฉันกับมั่นใจได้เลยว่าพี่กวางค่อนข้างไม่ชอบให้ใครมาแตะร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นักแค่ฟ้ายืนใกล้เท้าใหญ่ก็จะขยับถอนเพื่อสร้างระยะห่างเองเสมอ แต่ตอนนี้ฉันควรออกจากความคิดตัวเองได้แล้วเพราะพอใช้สายตามองไปที่พี่กวางอยู่กับกลายเป็นว่ามันว่างเปล่าไม่มีใครเลย“พี่อยู่นี่”“คะ?” ฉันพับหน้าหนังสือลงแล้วหันหลังกลับก็เจอคนตัวสูงยืนประชิดตัวเองจนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวของเขาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน “เอ่อ... พี่กวางจะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ”“ไป”“ไปไหนเอ่ย?”“เด๋อ” ไม่แค่พูดแต่คราวนี้มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาเคาะเหม่งของฉันเบาๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแบฝ่ามือใหญ่กางออกมากันกุมหน้าผากของฉันเอาไว้เมื่อฉันขยับตัวเลี้ยวแต่ไม่ทันระวังหน้าผากต้องกระแทกกับชั้นวางที่สูงกว่ายังดีที่แรงกระแทกไม่เยอะเพราะมีมือใหญ่กันเอาไว้ “มานี่เลย”พี่กวางเลือกคว้าหนังสือจากมือฉันไปไว้ตรงที่เดิมจากนั้นก็จับดึงคอเสื้อของฉันเหมือนที่เคยทำตอนเอาใบเตยที่บ้านจนไปถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน รอไม่นานนักเรา
“บอกทางพี่นะ”“ได้ค่ะ”ฉันบอกทางพี่กวางจนกระทั่งพวกเราทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งของตัวจังหวัดสิ่งที่เลยที่พี่กวางมุ่งหน้าหาก็คือร้านที่ขายอุปกรณ์การเรียนจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นร้านใหญ่จึงมีหนังสือขายด้วย ฉันยืนตรงโซนอุปกรณ์เครื่องเขียนดูผ่านสายตาไปซึ่งพี่กวางก็อยู่ตรงข้ามกันระหว่างฉันกับพี่กวางมีชั้นปากกายี่ห้อต่างๆ ขั้นกลางเอาไว้ ชั้นไม่สูงจึงสามารถเห็นเวลาพี่กวางยืนเทสปากกาทำหน้ายุ่งๆ อย่างชัดเจน“ใจพี่ฝากถือให้หน่อยครับ”“ได้เลย”ปากกกาสีสวยกว่าสิบเล่มถูกส่งมาให้ฉันถือเอาไว้จากนั้นอีกคนก็ยังหยิบโน้นนี่มาเทสแล้วกำเอาไว้เช่นเดิมซึ่งฉันก็พอเข้าใจจริงๆ ว่าพี่กวางคงเปิดฝาปากกาไม่สะดวกเวลาลองแน่ๆ จึงเลือกฝากฉันเอาไว้จนเวลาผ่านไปสายตาก็เจอกับปากกาด้ามหนึ่งมีสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุกน่ารักมากจนทำให้เผลอยิ้มได้ไม่ยากเลยกระทั่งมืออีกข้างที่กำลังจะยื่นเข้าไปจับปากกาเล่มนี้ชะงักลงเมื่อได้ยินประโยคหนึ่งเข้ามาแทรก“แพงนะถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าจับเลย”“ฟังที่อีฟ้าพูดเถอะอีน้อย”“มึงๆ มันชื่ออีน้อยใจ”“อ๋อ...อีน้อยใจ” เป็นฟ้าและก็ฝนคู่พี่น้องแฝดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มนี้แ
“นี่เหรอคะ” ฉันยื่นสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือออกไปให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ในมือฉันนั้นเป็นดอกพุดที่ถูกทำเป็นตัวสัตว์บนก้านกิ่งก้านของดอกแก้วส่วนหางสัตว์นั้นเอาดอกบานไม่รู้โรยมาใช้ “กระแตพุดค่ะ”“น่ารักดีใช้ทำอะไรบ้าง”หลายอย่างเลยนะเท่าที่เห็นมาเมื่อนึกได้ฉันจึงรีบบอกคุณกวาง“ไว้บนหัวเตียงหรือไม่ก็ไหว้พระค่ะคุณกวาง”“งั้น...” คุณกวางยื่นมือมาคว้ากระแตพุดไปจากมือของฉันจากนั้นก็เอาดอกไม้ใบเตยที่เป็นฝีมือของตัวเองที่เป็นดอกสุดท้ายมาวางเอาไว้ทดแทนกันจะว่าแลกก็คือแลกนั่นแหละไม่แปลกอะไร “แลกกัน”อ่าแบบนี้เอง...ฉันกำดอกใบเตยมาวางไว้บนตักของตัวเองแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองคุณกวางที่ยังสนใจกระแตพุดในมือไม่หาย เขาพลิกไปมาแล้วสังเกตแบบนั้นเหมือนไม่เคยสัมผัสหรือว่าเห็นมาก่อน“อยากได้อีกหรือเปล่าคะ ใจจะได้ทำให้”“หื้ม?”“ก็คุณกวางจะเอาไปไหว้พระไงคะ ใช้หลายๆ ตัวก็ได้แทนดอกไม้อะไรแบบนี้”“ใครบอก”“อ้าว” ฉันร้องงงออกมาในทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ก็นึกว่าเขาจะเอาไปไหว้พระต่างหากถึงจะทำเอาไว้ให้อีกหลายๆ ตัวแต่นี่ไม่ใช่ “แล้วเอา...”“จะเอาไปไว้บนหมอน”“…”“ในห้องนอนต่างหากยัยเด๋อ”แล้วชื่อฉันจากใจก็เปลี่ยนเป็นยัยเด๋อไปแล้ว
“จะมาอยู่ด้วย”รู้ไหมการนั่งทานข้าวตั้งแต่อายุ 13 มาไม่มีครั้งไหนที่จะเกร็งร่างกายได้เท่านี้อีกแล้วแหละไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนซ้ายหรือว่าขวาก็ตามจะมีหางตาหนึ่งจับจ้องมายังตัวฉันตลอดหรือว่าไปทำอะไรไม่เข้าตาไว้นะถึงได้โดนหมายด้วยสายตาขนาดนี้ นี่ขนาดมาล้างถ้วยในครัวก็ยังติดตาไม่หายเลย พอจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกไปเผชิญความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง“ใจเราพับใบเตยเป็นดอกไม้ได้ใช่มั้ย”“ใช่ค่ะป้ากวา” ฉันนั่งลงในเก้าอี้ของตัวเองซึ่งตั้งอยู่หน้าของเขาผู้ชายใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสีเทาคนเดิม “ป้ากวาอยากได้เหรอคะเดี๋ยวใจทำให้ค่ะ”“คนนี้ต่างหากที่เขาชอบ”“อ่า... เดี๋ยวใจทำให้คุณกวางเองค่ะ”เขาชื่อว่า ‘กวาง’เขาเป็นรุ่นพี่ฉันเกือบ 5-6 ปีเลยและเขาอยู่ ม.6 จะย้ายเข้ามาเรียนในเทอมนี้“ไม่เป็นไร... น้อยใจสอนพี่เลยดีกว่าครับ”“ค่ะ ”เพราะคำยืนยันที่หนักแน่นนั้นผูกมัดให้ฉันต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาต่อมาทั้งฉันแล้วก็คุณกวางมายืนอยู่หลังบ้านที่เยื้องไปข้างนั้นเป็นสระบัวกว้างพื้นที่ข้างกันกอใบเตยสิ่งที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นอยู่เต็มรอบๆ“จะทำอะไร”ฉันจะก้าวเท้าเดินไปยังกอใบเตยเหล่านั้นก็ถูกมือให
“ป้ากวาคะ...”เพราะเสียงตอบกลับมาคือความเงียบงันความระทึกกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่อยู่หน้าอกข้างซ้ายก็ออกกำลังแรงเต้นรัวขึ้น ใจก็หวังให้ได้ยินเป็นเสียงตอบกลับแม้มันจะสวนทางกับความเป็นจริงเลยก็ตาม เมื่อเป็นแบบนั้นฉันจึงใช้เท้าตวัดขาตั้งจักรยานคันเก่งของตัวเองลงจากนั้นก็เดินเข้ามาในบริเวณบ้านทรงไทยที่ตั้งเด่นในพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ในนาม ‘นาคนิล’ หรือว่าไร่นาคนิลที่ใครต่างเรียกจนชินปากไร่แห่งนี้ตั้งอยู่จังหวัดเหนือสุดของประเทศคือจังหวัดเชียงรายที่สำคัญไม่มีใครไม่รู้จัก ความเลื่องชื่อในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเป็นชาไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนที่สูงบรรยากาศจึงค่อนข้างเย็นปกคลุมตลอดทั้งปีและจะเย็นสุดในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงแต่ที่แน่ๆ นาคนิลมีจำนวนลูกจ้างเยอะเทียบเท่าโรงงานหนึ่งโรงเลยแหละที่การันตีได้เพราะแม่ฉันทำงานอยู่ไร่แห่งนี้และฉันก็อยู่ที่นี้ตั้งแต่เกิดกระทั่งตอนนี้อายุ 13 แล้วฉันก้าวเดินเข้ามาในบริเวณบ้านเดินไปทั่วใต้ถุนแต่ก็ไม่พบกับป้ากวาเลยฉะนั้นความคิดหนึ่งเข้ามาแทรกพร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมองชั้นสองของบ้านนี้ ไม่คิดเปล่าแล้วเมื่อสองเท้าถอดรองเท้าหูคีบเอาไว้ใกล้ตุ่มดินเผาข้างกันนั้นมีต้น