เข้าสู่ระบบ[ริสา คือฉัน…จะโทรมาบอกให้แกกลับบ้านไปก่อน แผนเลดี้ไนต์ของเราคงต้องยกเลิกแล้วละ]
“เอ๋…เกิดอะไรขึ้น”
[คือ…เดี๋ยวสิ ฉันกำลังคุยกับเพื่อน นายรอก่อนไม่ได้หรือไง…]
“ว่ายังไงนะ ยายกุ๊กกิ๊ก แกกำลังคุยกับใคร” คาริสามั่นใจว่าประโยคเมื่อครู่ เพื่อนสาวไม่ได้คุยกับตัวเองแน่นอน
[พอดี...ฉันมีธุระด่วนน่ะ ต้องขอโทษจริง ๆ นะแก…รู้แล้ว ๆ กำลังจะวางนี่ไง เออ! ไว้ฉันจะเลี้ยงโอมากาเสะไถ่โทษนะยะ]
ตรู๊ด ๆ ๆ
คาริสายังไม่ทันตอบ กีรติกานต์ก็วางสายไปแล้ว แต่จากบทสนทนาเมื่อครู่ หญิงสาวที่เพิ่งถูกเพื่อนลอยแพ ก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ได้หัวเสียนัก
ในเมื่อทุกอย่างออกมารูปนี้ ก็มีแต่ต้องหาทางกลับบ้านเองเท่านั้น
เนื่องจากไม่อยากตอบคำถามของพัดชา คาริสาจึงเลือกที่จะส่งข้อความไปบอก แล้วเดินตรงออกจากร้านไป แต่ว่าคนบางคนกลับยังตามเธอไม่เลิก
“ถ้าเดาไม่ผิด ตอนนี้แผนเก่าเธอล่มแล้ว ทีนี้ให้กฤษณ์ไปส่งได้หรือยัง”
“เรากลับแท็กซี่ได้” คาริสาตอบเสียงเรียบ ไม่มีท่าทีจะหันกลับไปมองคนที่เดินเลียบ ๆ เคียง ๆ อยู่ด้านหลัง
“มืดค่ำดึกดื่น เป็นผู้หญิงกลับแท็กซี่คนเดียวอันตรายออก ให้กฤษณ์ไปส่งดีกว่านะ”
“...อย่าดีกว่า เราเกรงใจ” ความจริงเธอก็เห็นด้วยกับคำพูดของเขา แต่ความหงุดหงิดอันไร้ที่มา ทำให้ตอบปฏิเสธออกไป ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่า ทำไมถึงได้หัวเสียกับการกระทำของเขานัก
“ริสา ยกโทษให้กฤษณ์เถอะนะ” เขาปราดเข้าไปขวางหญิงสาวไว้ เพราะอีกไม่กี่ก้าวเธอก็จะเดินไปถึงหน้าถนนแล้ว
“เราบอกไปแล้วว่าไม่เป็นไรไง” แม้จะพูดอย่างนั้น แต่สีหน้ากลับบอกว่าเธอถือสาสุด ๆ
“ถ้าอย่างงั้น ก็ต้องยอมให้กฤษณ์ไปส่งสิ” พอเห็นหญิงสาวทำท่าลังเล เขาก็รีบยกเหตุผลที่เธอจะปฏิเสธไม่ลงออกมา “กฤษณ์จะได้สบายใจไง ว่าริสาไม่โกรธแล้วจริง ๆ”
“แต่ว่า...” แต่กฤษณ์หรือจะรอให้เธอพูดจบ
“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ริสาไม่มีทางเคืองเราขนาดนี้นะ หรือว่า...มีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนี้” เขาจดจ้องเธอด้วยแววตาที่เหมือนมองทะลุได้ทุกสิ่ง
ทันใดนั้นคาริสาก็เก็บสีหน้าไม่พอใจลง แล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าธรรมดาเป็นที่สุด “แล้วรถนายจอดอยู่ตรงไหนล่ะ”
“เชิญทางนี้ครับคุณผู้หญิง” กฤษณ์ส่งยิ้มให้คาริสา แล้วเดินนำไปทางลานจอดรถ
หญิงสาวเดินตามพลางมองแผ่นหลังกว้างอย่างครุ่นคิด
เหตุผลนอกเหนือจากนี้งั้นเหรอ นั่นสินะ
ชั่วขณะนั้นเหมือนคาริสาจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมตนเองถึงได้เคืองกฤษณ์นัก ก็ใครใช้ให้พ่อคุณล้อเล่นกับเธอเหมือนที่ทำกับผู้หญิงคนอื่น ๆ ของเขากันเล่า
แต่การที่เธอออกอาการแบบนี้ อาจจะทำให้อดีตเพื่อนชายคนสนิทคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมาได้ ดังนั้นเธอไม่ควรคิดเล็กคิดน้อย และทำตัวให้เหมือนปกติดีกว่า
ต้องโทษที่ช่วงนี้ฝันอะไรบ้า ๆ ทุกวัน
เธอสรุปอยู่ในใจเงียบ ๆ ในขณะก้าวขึ้นรถ...
แม้จะเป็นคืนวันศุกร์ แต่ก็เลยช่วงการจราจรคับคั่งไปแล้ว ถึงอย่างนั้นกฤษณ์กลับไม่ได้เร่งร้อน เขาขับรถไปตามเส้นทางอย่างช้า ๆ พร้อมเปิดเพลงสากลคลอเบา ๆ ทำให้บรรยากาศระหว่างคนสองคนไม่เงียบเกินไปนัก
หลังจากบอกจุดหมายปลายทางเสร็จ คาริสาก็เอาแต่ทอดสายตาไปบนถนน ไม่กล้าหันไปมองชายหนุ่มสุดเท่ที่กำลังขับรถอยู่ตรง ๆ ได้แต่เหลือบสายตาพิจารณาคนคุ้นหน้า แต่ไม่คุ้นเคยอยู่เงียบ ๆ
แสงไฟวูบวาบจากภายนอกเคลื่อนไปตามเนื้อตัวของชายหนุ่ม คาริสายิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่ใช่เพื่อนสนิทสมัยเรียนคนเดิมอีกแล้ว แต่เป็นผู้ชายเต็มตัว และเป็นผู้ชายเต็มตัวที่เซ็กซี่เป็นบ้า คิดแล้วก็ชวนให้เลือดในกายร้อนผะผ่าว ดีที่ภายในรถไม่สว่างนัก ทำให้กฤษณ์สังเกตใบหน้าที่แดงระเรื่อของเธอไม่ชัด
ชั่วขณะนั้นเอง หญิงสาวที่กำลังเหม่อมองชายหนุ่มสุดฮอตก็มีอันต้องตกใจ
“ฟัค!” กฤษณ์สบถอย่างหัวเสีย เมื่อรถคันหนึ่งพุ่งออกมาจากซอย แล้วปาดเข้าเลนขวาสุดอย่างกะทันหัน โชคดีที่เขาไม่ได้ใช้ความเร็วมาก จึงควบคุมรถไว้ได้
“กฤษณ์ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” คาริสาคิดว่าควรพูดอะไรสักอย่าง เพราะดูจากคิ้วที่ขมวดกันยุ่ง เขาคงโมโหมากทีเดียว และการหัวร้อนระหว่างขับรถไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ซึ่งยังไม่ชินเส้นทาง
“ริสาเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม” เขาหันไปถามเธอด้วยความห่วงใย
“เราโอเค ว่าแต่กฤษณ์เถอะ หายหัวร้อนหรือยัง”
“อะ...ขอโทษที กฤษณ์ไม่ได้ตั้งใจจะหยาบคายเลยนะ”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เวลาเรานั่งแท็กซี่ ลุงคนขับก็อัญเชิญสารพัดสัตว์ขึ้นมาบนรถออกจะบ่อย กฤษณ์แค่บ่นคำเดียวเอง จิ๊บ ๆ” คาริสากลั้วหัวเราะ พอได้พูดอะไรออกมาบ้าง ก็ทำให้ความน่าอึดอัดที่รายล้อมพวกเขาอยู่ทุเลาเบาบางลงไปมาก
พอเห็นว่าเธอเลิกกางบาเรียใส่เขาแล้ว กฤษณ์ก็ไม่คิดจะปล่อยให้การสนทนานี้จบลงง่าย ๆ อีก
“ริสานั่งแท็กซี่ประจำเหรอ”
“ปกติเวลาไปทำงานเรานั่งรถไฟฟ้า แล้วต่อแท็กซี่เอาน่ะ”
“กฤษณ์ว่าริสาน่าจะซื้อรถสักคันดีกว่านะ”
“ไม่เอาอะ อย่าลืมสิว่ากรุงเทพรถติดจะตายไป” คาริสาคิดภาพตนเองต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อที่จะขับรถไปให้ทันเวลางาน ก็ส่ายหัวดิก
“ถ้าจำไม่ผิด มันมีอาคารฝากรถไม่ใช่เหรอ แค่ขับมาจอดตรงนั้น แล้วขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานก็ได้นี่”
“เราแค่ไม่ชอบขับรถน่ะ อีกอย่างการได้นั่งเชิด ๆ ให้คนอื่นขับให้แบบนี้ก็สะดวกดีอยู่แล้ว”
“อย่างงั้นเองเหรอ”
“แล้วจะมีเหตุผลอะไรอื่นอีกล่ะ แต่ถ้าคุณโชเฟอร์ไม่เชื่อ ก็ตามใจ” คาริสายักไหล่ไม่นำพา
“เชื่อแล้วครับคุณผู้หญิง” กฤษณ์เหลือบไปมองคาริสาที่ทำเป็นยืดคอตั้งตรงคล้ายไฮโซสาว ก็อดสัพยอกไม่ได้
“หันมาทางนี้ทำไม มองทางสิ ขับแบบนี้เดี๋ยวไม่ให้ทิปเลยนะ” คาริสาหันไปดุเขาที่เริ่มมองมาทางเธอมากกว่ามองถนนแล้ว
“ขับดีมีรางวัลเหรอ เยี่ยม!” กฤษณ์ส่งยิ้มให้เธอ เวลานั้น คาริสาไม่รู้เลยว่า เขาถือเอาคำพูดล้อเล่นของตนเองไปคิดเป็นจริงเป็นจังเสียแล้ว
หลังผ่านความวุ่นวายย่านกลางใจเมือง ในที่สุดชายหนุ่มก็พาหญิงสาวมาถึงบ้านพักย่านชานเมืองอย่างปลอดภัย
“ขอบคุณที่มาส่งนะ เอ๊ะ!?” คาริสาพูดในขณะที่ปลดเข็มขัดนิรภัยไปด้วย แต่ดูเหมือนตัวล็อกจะค้าง “ขอเวลาริสาแป๊บนึงนะกฤษณ์”
“จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ได้ครับ ว่าแต่ว่า...เมื่อกี้ผมขับรถดีหรือเปล่าครับ คุณผู้หญิง” กฤษณ์ไม่ได้สนใจท่าทางลนลานของเธอ แต่กลับถามคำถามที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ขึ้นมาดื้อ ๆ
“จริงด้วย” อธิปถอนหายใจ จำได้ว่าเขาหยุดคิดที่จะตามหาอลิชา หลังจากที่เมนี่เอาหลักฐานว่าเช็คที่มอบให้เธอไปถูกขึ้นเงินเรียบร้อยแล้ว“ตอนนั้นถึงจะเสียใจ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะทำลายชื่อเสียงของคุณ สุดท้ายเลยตัดสินใจใช้เงินก้อนนั้นเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อที่จะได้ออกไปจากชีวิตคุณ ตามที่พี่เมนี่บอกว่าคุณต้องการ เพราะหากไม่พยายามมูฟออนก็คงได้แต่จมอยู่กับความเศร้าไม่จบไม่สิ้น ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้นค่ะ”จะมีใครเข้าใจเหตุผลของเธอได้ดีกว่าตัวเขา เพราะตอนนั้นเขาก็ใช้ชีวิตแบบหน้าชื่นอกตรม พยามทำงานเพื่อให้ตัวเองไม่ว่างพอที่จะคิดถึงเธอ จนกระทั่งเขาฝันเห็นเธอซ้ำๆ แล้วต้องตื่นมาพบกับโลกของความเป็นจริงที่ไม่มีเธออยู่ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เขาใช้ผู้หญิงอื่นกับเซ็กส์ร้อนแรงบนเตียงมาทำให้ตัวเองหลับได้โดยไม่ฝันถึงเธอ แล้วทำไมอีกฝ่ายจะทิ้งตัวตนเดิมแล้วเป็นคนใหม่ไม่ได้ ถึงสุดท้ายเธอจะหนีเขาไปไม่พ้นก็ตามเขาต้องขอบคุณพระเจ้าหรือเปล่าหนอ“ธรรม์เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เห็นเขานิ่งเงียบไม่พูดอะไร เธอก็ชักหวั่นๆ หรือว่าเหตุผลพวกนี้ยังไม่ดีพอ แต่ว่าเธอก็เจ็บเหมือนกันนะ“อะ...เปล่าไม่มีอะไร ขอโทษที”“ไม่มีอะไรแล้วทำไมเง
“คิดให้ดีก่อนพูดนะครับ เพราะทุกคำของพี่อาจมีผลตอนไปขึ้นศาล แต่คงไม่ใช่แค่คดียกเลิกสัญญาก่อนกำหนดที่พี่จะไปฟ้องผมอย่างเดียวแน่ๆ” อธิปยิ้มเหี้ยมเกรียมแบบตัวโกงหนังไทย “ตกลง พี่จะเอายังไงครับ จะจากกันแต่โดยดี หรือจะอยากเป็นข่าวติดเทรนทวิตอันดับหนึ่งดูสักครั้ง คงมีรายการสนใจอยากจะเชิญพี่กับผมไปสัมภาษณ์พร้อมกันเยอะเลยล่ะ” เขาพูดพลางหยิบหนังสือยกเลิกสัญญาออกมากางบนโต๊ะพร้อมกับปากกาเมนี่มองใบหน้าหล่อเหลาของคนที่กำลังเป็นต่อสลับกับสัญญาฉบับนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเซ็นต์ยินยอมยกเลิกสัญญาในที่สุด“อย่าคิดว่าทำแบบนี้แล้วแกจะชนะนะ สำเหนียกเอาไว้ให้ดีเถอะ ฉันปั้นแกได้ ฉันก็ทำลายทิ้งได้ รอวันดับได้เลย ทั้งแก ทั้งนางร้ายปลายแถวอย่างอีกุ๊กกิ๊กนั่นแหละ”“ทุกคนได้ยินคำขู่แล้วนะ กลัวไหม” อธิปเปล่งเสียงพลางหันไปมองด้านใน“ได้ยินชัดเต็มสองหูเลย แต่ไม่กลัววะ” คิรากรเดินออกมาพร้อมกับหลายๆ คนที่ซ่อนตัวอยู่อีกห้องหนึ่ง“อะเมชิ่ง เปิดหูเปิดตามาก” กฤษณ์ไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังชีวิตของนักแสดงจะดราม่าได้ขนาดนี้ เขากับคาริสากว่าจะลงเอยกันได้ก็ลำบากจนเกือบจะโดนหมาคาบไปกินแล้ว แต่ของเพื่อนรักจัดว่าสุดจริงๆ“วงก
“อ่อ ยังไม่รวมเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ” อธิปโยนซองเอกสารที่เหลืออีกสามสี่ซองลงตรงหน้าคนที่กำลังจะเป็นเพียงอดีตผู้จัดการส่วนตัว “ผมหลงคิดว่าตัวเองเป็นดาวมาตลอด แต่จริงๆ ก็แค่ไอ้ตัวที่พี่เอาไปขายให้พวกดาราที่อยากเป็นคู่จิ้นเอย หรือแค่เป็นข่าวด้วยนิดๆ หน่อยๆ เพื่อสร้างทางลัดให้ตัวเองมีกระแส”“ธรรมเรื่องพวกนั้นมันไม่ได้เป็นอย่างที่ธรรม์เข้าใจนะ ก็แค่แม่ๆ ของน้องๆ พวกนั้น เขาอยากให้ของขวัญเพื่อฝากฝังลูกตัวเองเข้าสังกัดพี่”“ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นแหละ เลยแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าคนให้ข่าวกับนักข่าวคอลัมน์ซุบซิบก็คือพี่ แต่ผมก็ยังอภัย เพราะข่าวพวกนั้นไม่ได้สร้างความด่างพร้อยอะไรมากมาย แค่ต้องทนรำคาญตอนถูกสัมภาษณ์รีดข้อมูล หรือตอนที่ยายพวกนั้นบีบน้ำตาต่อหน้าสื่อว่าเลิกคุยกับผมแล้ว”“มันก็แค่วิธีหนึ่งในการสร้างกระแส เราจะได้เป็นจุดสนใจของสื่อตลอด ไม่ใช่การเจาะจงทำลายชื่อเสียงเสียหน่อย ฉายาคาสโนวาเมืองไทยเท่ออกจะตายไป ธรรม์เองก็ไม่เคยบ่นนี่หน่า”“ใช่ไหมละ และผมก็โคตรจะใจกว้าง ปล่อยพี่ทำตามอำเภอใจไปเรื่อยๆ เหมือนคนไม่รู้อะไรเลย แต่วันนี้พี่คงรู้แล้วสินะว่าผมรู้”“ระ...เรื่องแค่นี
“ธรรม์ทำแบบนี้กับพี่ไม่ได้” เมนี่โพล่งออกมาทันทีที่มาถึงแล้วเห็นหน้านักแสดงหนุ่มในสังกัด หลังจากได้รับข่าวร้ายดั่งสายฟ้าฟาดส่งตรงถึงบ้าน พร้อมกับโบกซองสีน้ำตาลซองหนึ่งในมือไปมา“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ” อธิปเอ่ยออกมาทั้งที่ไม่มองหน้าเมนี่ด้วยซ้ำ ด้วยคร้านจะมอง หรือไม่ก็ทนความตลบตะแลงของอีกฝ่ายไม่ได้อีกต่อไป“ธรรม์คงไม่ลืมใช่ไหมว่ามีทุกวันนี้ได้เพราะใคร”“แล้วไงครับ”“ยังจะมาถามอีก ไม่มีจิตสำนึกเลยใช่ไหม”“แหม ด่าเจ็บจัง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังยืนยันว่านับตั้งแต่นี้ พี่ไม่ใช่ผู้จัดการส่วนตัวของผมอีกแล้ว” อธิปเหยียดยิ้มพลางหัวเราะเบาๆ ถ้าเขาไม่คำนึงถึงส่วนดีของเมนี่สักนิด ป่านนี้เรื่องคงไม่จบแค่การส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาไปแจ้งแบบนี้แน่“ธรรม์จะเอาอย่างนี้ใช่ไหม”“ครับ แบบนั้นแหละ”“ได้! แต่สัญญายังเหลืออีกสามปี ถ้าธรรม์กระสันจะเปลี่ยนผู้จัดการส่วนตัวให้ได้ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ก็ต้องจ่ายค่าผิดสัญญากับค่าเสียผลประโยชน์ให้พี่ คำนวณดูเล่นๆ ก็น่าจะราวๆ สิบกว่าล้าน แค่นี้ขนหน้าแข้งพระเอกเบอร์หนึ่งคงไม่ร่วงหรอกมั้ง” เมนี่ยิ้มอย่างเป็นต่อ แต่คนฟังกลับไม่คิดอย่างนั้น“ฝันไปเถอะครับ พี่ไม่มีทางได้เงินจากธ
“กุ๊กกิ๊กไม่จำเป็นต้องยืนยันอะไรทั้งนั้น ถ้าคุณผู้กำกับจะไม่เชื่อก็ตามใจแล้วกันนะครับ แต่ที่ผมบอกให้เลิกยุ่งกับแฟนผม ผมเอาจริง”“ฉันก็ไม่นิยมยุ่งกับแฟนคนอื่นอยู่แล้ว” จิรนนท์ตอบด้วยความเจ็บใจ ถึงกีรติกานต์จะไม่ได้พูดอะไร แต่การไม่ตอบ ก็คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด“ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณผู้กำกับเป็นคนเข้าใจอะไรง่าย” ใบหน้าขึงขังในตอนแรกมีรอยยิ้มทรงเสน่ห์เข้ามาแทนที่ แล้วค่อยหันไปพูดกับคนอื่นๆ ที่ยืนรับชมความสนุกสนานอยู่ว่า “เอาล่ะ ผมกับกุ๊กกิ๊กต้องขอตัวก่อนนะครับทุกคน เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องนานแล้ว”พูดจบอธิปก็ประคองกีรติกานต์กลับไปทางห้องพักของตนเอง ทิ้งจิรนนท์และดาราคนอื่นๆ ที่ตนเองอุตส่าห์วางแผนให้ภีรดาไปตามมาเป็นพยานไว้เบื้องหลัง‘ทีนี้เธอก็หนีฉันไปไหนไม่ได้อีกแล้ว’ อธิปเหลือบมองหญิงสาวในอ้อมแขนแล้วเอ่ยในใจกีรติกานต์มัวแต่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้สลับกันไปมาอยู่ในหัว รู้ตัวอีกทีก็ถูกอธิปพาเข้ามาในที่พักของเขาเรียบร้อยแล้วเสียงกดล็อคประตูดังขึ้นในความเงียบชวนให้หัวใจเต้นแรง เธอหันหลังกลับไปมองก็เห็นเพียงร่างสูงตระหง่านของเขาบดบังประตูเอาไว้จนมิด ถึงคิดจะหนี ก็คงหนีไม่รอด“ทำไมทำหน้าอ
“จะทำไม คิดว่าพี่กลัวงั้นเหรอ” เสียงหัวเราะของเขาทำเอาหญิงสาวขนลุกชัน นี่ละมั้งคือตัวจริงของผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าเป็นเสือร้ายของวงการ เธอประมาทผู้ชายคนนี้เกินไปที่เดินมาหาเขาโดยลำพัง “ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ พี่น่ะเด็ดกว่าไอ้พวกนั้นเยอะ”“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที! พี่เคนเป็นบ้าไปแล้ว” หญิงสาวขืนตัวสุดแรง หวังว่าเสียงของเธอจะดังพอที่ใครสักคนจะได้ยิน“ร้องให้ตายก็ไม่มีใครได้ยินหรอก มานี่!” จิรนนท์กระชากแขนเธออย่างแรง แต่ยังไม่ทันจะถึงหน้าประตูดี ก็มีดาราและทีมงานกลุ่มหนึ่งที่ไม่น่าไม่ธุระแถวนี้ตรงมาทางเขากับกีรติกานต์“พี่เคนจะทำอะไรพี่กุ๊กกิ๊กคะ” เป็นเสียงของภีรดาดังแหวมาแต่ไกล เธอก้าวเท้าฉับๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังยื้อยุดกันอยู่ “ตอบมีนมาสิคะ ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”“ทุกคนไม่ต้องตกใจไปนะ คือว่า...พี่กับน้องกุ๊กกิ๊กกำลังปรับความเข้าใจกันอยู่” จิรนนท์มองหน้าภีรดาก่อนหันไปยิ้มเจื้อนๆ ให้กับกลุ่มคนที่เพิ่งเดินตามเธอเข้ามา“จริงอย่างที่พี่เคนพูดหรือเปล่าคะพี่กุ๊กกิ๊ก” ภีรดามองมือที่ยื้อยุดกีรติกานต์สลับกับใบหน้าของจิรนนท์อย่างเอาเรื่อง ไม่น่าเชื่อว่าหน้าหวานๆ ละลายใจคนของนางเ







