“ไม่เป็นไรหรอกบอย รักกลับเองดีกว่า อีกอย่างนะ ทางไปบ้านบอยกับบ้านรักมันคนละทางกันเลยนะ บอยไม่ต้องไปส่งเราหรอก”
ต้องรักรีบปฏิเสธออกมาทันทีพร้อมกับยกแขนของยุวรรณดาขึ้นมาดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเพื่อน
“จะสี่โมงแล้วเดี๋ยวเรากลับบ้านก่อนดีกว่า พรุ่งนี้เจอกันนะ บาย”
เมื่อเห็นว่าอีกสิบนาทีจะบ่ายสี่โมง ต้องรักจึงรีบตัดบทแล้วหาทางเลี่ยงออกมาทันที เพราะกลัวว่าอนุวัฒน์จะดึงดันขอไปส่งบ้านให้ได้ เพื่อนชายคนนี้คิดกับตนอย่างไรใช่ว่าเธอจะไม่รู้ แม้ว่าเขาจะดีและมีน้ำใจกับเธอมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถคิดกับเขาเกินเพื่อนได้จริงๆ
เดินห่างเพื่อนออกมาได้ไม่เท่าไร โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋าก็สั่นเตือนขึ้นมาว่ามีคนโทร.เข้า ต้องรักเอามือควานหาโดยไม่หยุดเดิน เมื่อเจอแล้วก็กดรับสายทันที โดยไม่ต้องดูชื่อเพราะรู้ว่าใครโทร.มา
“ค่ะ รักกำลังจะถึงหน้ามอแล้วค่ะคุณธิป...ได้ค่ะ”
หลังจากวางสาย ร่างเล็กก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางหน้ามหาวิทยาลัย ยิ่งเขาบอกว่ากำลังจอดรถรออยู่ หญิงสาวก็ยิ่งลนลานรีบไปให้ถึงโดยเร็วที่สุดเพราะไม่อยากให้เขารอนาน จึงไม่ทันสังเกตว่ามีใครคนหนึ่งแอบตามเธอมาห่างๆ อย่างไม่ให้คลาดสายตา
รถยุโรปที่แสนคุ้นตาจอดเลยห่างออกไปจากป้ายรถประจำทางประมาณสามสิบเมตร ต้องรักจึงรีบเดินให้เร็วขึ้นพร้อมกับนึกขอบคุณเขาในใจที่ไม่จอดใกล้กับป้ายรถประจำทางอันเป็นจุดเด่นและคนพลุกพล่าน มิเช่นนั้นหากมีคนรู้จักมาเห็นคงเอาไปพูดแน่ว่าเธอมีเสี่ยเลี้ยงอยู่
เอกรัฐมองกระจกรถด้านข้าง เห็นหญิงสาวในชุดนักศึกษากำลังเดินมาก็อดขำไม่ได้
“หัวเราะอะไรวะเอก” ชัชวาลที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยหันมาถาม เอกรัฐจึงเอี้ยวตัวไปมองเจ้านายที่นั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง
“เห็นรักใส่ชุดนักศึกษาแบบนี้แล้วรู้สึกเหมือนคุณธิปเป็นอาเสี่ยกำลังเลี้ยงต้อยเลย” ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะ ในขณะที่คนถูกพาดพิงทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะพูดออกมายิ้มๆ
“ไม่เถียง ก็ฉันกำลังเลี้ยงต้อยอยู่จริงๆ นี่”
เพียงแต่เจ้าตัวยังไม่รู้เท่านั้นว่าตัวเองจะถูกเขาจับกินวันไหน ตอนนี้เขาก็แค่รอเวลาให้อะไรๆ มันลงตัวเสียก่อน ช่วงนี้จึงได้แต่สร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับเธอไปทีละนิด และถ้าเธอพร้อมสำหรับความสัมพันธ์ที่ก้าวไปอีกขั้นเมื่อไร เมื่อนั้นเธอจะได้รู้เองว่าการเป็นผู้หญิงของเขานั้นโชคดีแค่ไหน
ประตูรถด้านหลังเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กของต้องรักแทรกเข้ามานั่งคู่กับชนาธิปที่เบาะหลัง หลังจากปิดประตูเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็หันไปยกมือไหว้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกัน ทำเอาสองหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านหน้าถึงกับขำพรืดออกมา
“หืม...มีอะไรหรือคะ”
ต้องรักทำหน้าเหลอหลาหันมองคนนั้นทีคนนู้นทีอย่างสงสัย กระทั่งรถเคลื่อนตัวออกสู่ถนนแล้ว เอกรัฐจึงหันมาไขข้อข้องใจให้สาวน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาสักอย่าง
“ไม่มีอะไร แค่รู้สึกว่าตอนที่รักไหว้คุณธิปน่ะ เหมือนลูกกำลังไหว้พ่อเลย” พูดจบเจ้าตัวก็หัวเราะร่าโดยมีชัชวาลเป็นลูกคู่หัวเราะตามไปด้วยอย่างสนุกสนาน ส่วนคนที่ถูกเปรียบเทียบให้เป็นพ่อนั้นได้แต่ยิ้มมุมปากบางๆ พลางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ใส่ใจ และไม่คิดจะเก็บมาเป็นอารมณ์กับการแซวเล่นของลูกน้อง
เอกรัฐกับชัชวาลอยู่กับเขามานานมาก สองคนนี้นอกจากจะเป็นลูกน้องคู่ใจแล้ว ยังเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนน้องชายก็ว่าได้ พวกนี้จึงกล้าคุยเล่นกับเขาในยามปกติเพราะรู้ดีว่าเขาไม่ถือสา แต่เวลาทำงานให้เขา สองคนนี้ก็ทำแบบถวายหัว
“พวกพี่ก็พูดเกินไป คุณธิปไม่แก่ขนาดนั้นสักหน่อย”
ต้องรักอดเถียงแทนเขาไม่ได้ แม้จะรู้อยู่ว่าอายุเขาน่าจะเกินสามสิบแล้ว แต่หน้าตาและผิวพรรณของชนาธิปแทบไม่ต่างจากเพื่อนผู้ชายที่มหาวิทยาลัยเลย ทั้งยังดูดีกว่าด้วยซ้ำ
“เฮ้ย...พวกพี่ยังไม่ได้พูดสักคำเลยว่าคุณธิปแก่ มีแต่รักนั่นแหละพูด”
ชัชวาลคลี่ยิ้มกว้างเมื่อมองเห็นสีหน้าเถียงไม่ออกของหญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในรถ ในขณะที่ต้องรักได้แต่ปิดปากเงียบ แต่หางตาแอบชำเลืองมองไปยังคนข้างกาย แล้วก็ต้องรีบถอนสายตาออกมาเมื่อเห็นว่านัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นกำลังมองเธออย่างคาดโทษ
สิ่งที่ต้องรักไม่รู้เลยก็คือตอนที่เธอเปิดประตูรถแล้วก้าวเข้าไปนั่งด้านใน จนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไปนั้น ร่างสูงโปร่งของอนุวัฒน์ที่แอบเดินตามมาตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย ตอนนี้กำลังทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ในป้ายรถประจำทางอย่างหมดแรง
รถคันนั้นเขาจำได้ว่าเป็นรถของใคร แต่ที่เขาไม่เข้าใจคือทำไมต้องรักถึงไปกับรถคันนั้น
“ไม่จริงใช่ไหมรัก”
ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นปิดหน้าก่อนจะลูบแรงๆ แล้วมองท้ายรถหรูที่ขับห่างออกไปเรื่อยๆ อีกครั้งราวกับหลอกตัวเองว่าเมื่อครู่เขาแค่ตาฝาด แต่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สีของรถ รุ่นรถ หรือแม้แต่เลขทะเบียนของรถก็ยังเป็นคันเดิมอยู่นั่นเอง...รถของคุณชนาธิป เจ้านายของเขา
ผู้หญิงที่เขาหลงรักไปเป็นนกน้อยในกรงทองของผู้ชายคนอื่นแล้วอย่างนั้นหรือ
เมื่อมาถึงห้องพัก ชนาธิปเดินเข้าห้องนอนของตัวเองเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องรักก็เช่นกัน หลังจากที่หญิงสาวเปลี่ยนเป็นชุดลำลองสบายๆ แล้วเธอก็หอบเลกเชอร์ของยุวรรณดาออกมาที่ห้องนั่งเล่น โดยตัวเธอนั่งลงกับพื้นพรมและวางสมุดเลกเชอร์ไว้บนโซฟา
“จะอ่านหนังสือหรือ ไปนั่งอ่านที่ห้องทำงานก็ได้นะ” ชายหนุ่มเห็นเธอนั่งลงกับพื้นจึงเสนอให้ไปใช้ห้องทำงานของตน
“ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก รักว่านั่งอย่างนี้สบายกว่า”
ในเมื่อเธอบอกอย่างนั้นเขาก็ไม่เซ้าซี้ต่อ ชายหนุ่มจึงเดินไปหยิบโน้ตบุ๊กในห้องทำงานแล้วออกมานั่งที่โซฟาอีกตัว ราวกับต้องการอยู่เป็นเพื่อนเธอไปเงียบๆ ต่างคนต่างจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าของตัวเองโดยไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจของทั้งคู่กลับสัมผัสได้ถึงสายใยอบอุ่นบางเบาที่ค่อยๆ ก่อตัวเข้ามาโอบล้อมทั้งสองคนไว้ให้แน่นแฟ้นขึ้นกว่าเดิม
ต้องรักแอบชำเลืองมองไปยังร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาด้านข้าง ก่อนหน้านี้เขาใส่สูทเต็มยศดูภูมิฐานเสียจนเธอต้องลอบถอนหายใจให้แก่ความน่าหลงใหลของเขา ทว่าตอนนี้เขาอยู่ในชุดที่แสนสบาย เสื้อยืดคอวีสีขาวไม่มีลวดลายกับกางเกงกีฬาขาสามส่วน กระนั้นเขาก็ยังดูดีได้ทุกกระเบียดนิ้ว
“มีอะไรจะถามรึเปล่าต้องรัก”
ชนาธิปประสานสายตากับเธอนิ่ง เห็นเธอสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังนั่งจ้องเขาอยู่แล้วก็อดขำไม่ได้ มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาสีนิลลึกล้ำเจือแววขบขัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรักใคร่เอ็นดู
“ปละ...เปล่าค่ะ แต่จริงๆ แล้วก็มีเรื่องสงสัย” ต้องรักหลบสายตาเขาเป็นพัลวัน ใบหน้าค่อยๆ ขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอายที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง
“สงสัยว่า?” ชายหนุ่มเว้นช่วงให้เธอพูด ต้องรักเองก็ดูเหมือนกำลังชั่งใจว่าจะถามดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ถามออกมา
“สงสัยว่าตอนนี้...เอ่อ...คุณธิปอายุเท่าไรแล้วคะ”
ถามจบเจ้าตัวก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยเกรงว่าจะเจอกับสายตาพิฆาตคู่นั้นประหัตประหารเธอทางสายตา
“สามสิบห้า” เสียงทุ้มตอบอย่างนุ่มนวล ต้องรักจึงกล้าเงยหน้าขึ้นมองเขา ครั้นเห็นเขากำลังยิ้มบางๆ ส่งมาให้เธอก็อดยิ้มตอบไม่ได้
“งั้นฉันขอถามเธอบ้าง”
นัยน์ตาคมกริบไม่ละไปจากใบหน้าของหญิงสาว ต้องรักเลิกคิ้วขึ้น รอฟังว่าเขาจะถามอะไร
“สามสิบห้าแก่เกินไปสำหรับเธอรึเปล่า ต้องรัก”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม ก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายก็กระหน่ำเต้นเสียจนมือสั่นตามไปด้วย ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกเองโดยอัตโนมัติ แม้ว่าเธอจะพยายามฝืนมันแล้วก็ตามที
“สำหรับรัก...ไม่ค่ะ”
พอได้ยินคำว่าสยาม ชนกนันท์ก็ตาวาวขึ้นทันที เพราะทุกครั้งที่ได้ไปย่านนั้นกับบิดามารดา ตนมักได้เสื้อผ้า หรือของที่อยากได้ติดมือกลับบ้านเสมอ และครั้งนี้จึงไม่พลาดเช่นกัน“ไปค่ะคุณพ่อ ถ้างั้นให้อเล็กซ์กับอลัน...”“ให้อยู่บ้านไป อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ไงลูก” ชนาธิปชิงพูดก่อนบุตรสาว จากนั้นก็หันไปถามสองแฝดด้วยภาษาอังกฤษ“พวกนายจะเอาอะไรไหม”“เบียร์!” สองหนุ่มตอบมาพร้อมกัน ชนาธิปยิ้มเย็นพลางพูดว่า“No!” เขามองหน้าฝาแฝดทั้งสองคนแล้วลอบถอนหายใจแผ่ว สองหนุ่มนี่ยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งหล่อเหลา อีกทั้งรูปร่างยังสูงใหญ่จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบแปด“ถ้าพวกนายอยากดื่มก็ดื่มได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่นี่ เอารถที่บ้านออกไปหาร้านนั่งดื่มกันข้างนอกก็ได้ ตามสบาย”ชนาธิปบอกอย่างใจกว้าง เพราะอย่างไรเสียสองคนนี้เขาก็ถือว่าเป็นหลาน หรือญาติที่ใกล้ชิดที่สุด แต่เขาจะไม่วุ่นวายกับสองคนนี้เลยถ้าหากว่าทั้งคู่จะไม่มาวอแวชนกนันท์ สายตาหวานเชื่อมนั่นเขาดูออกว่าทั้งสองคนนั้นถูกใจบุตรสาวของเขา และกำลัง
“อ้าว คุณธิปพาภรรยามาด้วยหรือคะไม่น่าเชื่อ ปกติเห็นไปไหนมาไหนคนเดียวตลอด” อีฟหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด“ลูกผมสองคนยังเล็กมากครับ ผมเลยไม่อยากให้ลูกไปงานเลี้ยงกับผม ภรรยาผมเขาก็เลยต้องอยู่ดูแลลูกที่บ้าน ผมก็ตามใจเธอ”เขาดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า “ผมขอตัวก่อนดีกว่า ป่านนี้อาหารน่าจะมาเสิร์ฟแล้ว ฝากความระลึกถึงคุณเบิร์ดด้วยนะครับ”ชนาธิปยิ้มบาง ๆ ให้อีกครั้งแล้วเดินจากไป ทิ้งสายตาผิดหวังของหญิงสาวไว้ที่เดิมโดยไม่คิดหันกลับไปมองอีกเมื่อชนาธิปกลับเข้าไปในร้านอาหาร ชายหนุ่มก็เห็นภรรยาคนสวยนั่งจ้องตนเขม็งแทบไม่กะพริบตา เขาเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้ เพราะเธอมองเขาแบบนี้ก็หมายความว่าเธอเห็นที่เขาหยุดคุยกับผู้หญิงคนนั้น“เลขาฯ ของคุณเบิร์ดเจ้าของโครงการบ้านในสวนน่ะ เขามาเดินซื้อของ เจอพี่พอดีเขาก็เลยทัก” ชายหนุ่มอธิบายให้ภรรยารู้โดยไม่รอให้เธอเปิดปากถาม“รักยังไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย เห็นรักเป็นคนขี้หึงไปได้” เธออมยิ้ม สีหน้าพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัดที่เขาบอกเธอไปตามตรง“หรือไม่ใช่ เห็นสายตาก
“อุ้ยเล่าให้ฟังว่าพี่ชายเขาทำงานหลายอย่างมาก พักผ่อนน้อย ความเครียดก็เยอะ แต่เพราะเขาไม่เคยป่วยก็เลยไม่เคยไปตรวจสุขภาพสักที จึงไม่รู้ว่าความจริงแล้วตัวเองเป็นโรคความดันสูง พออาการกำเริบ บทจะไปเขาก็ไปแบบกะทันหันจนคนในครอบครัวไม่ทันได้เตรียมใจเลยค่ะ”ชนาธิปยิ้มอ่อนพลางจูบหน้าผากภรรยาอย่างรักใคร่ เธอเคยบอกว่าเขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอกับลูก เพราะฉะนั้นต้องรักจึงขอร้องเขาว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการสุ่มเสี่ยงหรืออันตรายต่อชีวิตอย่างเด็ดขาด และเขาก็เคยรับปากเธอไว้แล้ว“เราก็เลยกลัวว่าพี่จะเป็นเหมือนพี่ชายของเพื่อนหรือ”ต้องรักพยักหน้าอยู่กับอกเขา “รักกับลูกไม่ต้องการอะไรค่ะ ขออย่างเดียวคือขอให้พี่อยู่กับเราแม่ลูกไปนาน ๆ รักอยากให้พี่อยู่ดูความสำเร็จของลูกด้วยกันกับรัก อยู่เป็นปู่ย่าให้หลานของเราแค่นี้ก็พอค่ะ”ชายหนุ่มยิ้มกว้างกับประโยคน่ารักน่าใคร่ของภรรยา เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็นคุณปู่อย่างเดียวเองหรือ พี่อยากเป็นคุณตาด้วยนะ เป็นทั้งปู่ทั้งตาเลยได้ไหมต้องรัก เธอจะได้เป็นทั้งคุณย่าและคุณยายไง”ต้องรักหัวเ
ต้องรักเหลือบมองสามีที่นั่งจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าด้วยแววตาหลงใหล เธอชอบแอบมองเวลาเขามีสมาธิอยู่กับอะไรบางอย่างเพราะความมุ่งมั่นเคร่งขรึมของเขานานวันก็ยิ่งมีเสน่ห์เสียจนไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร เขาจะรู้ตัวบ้างไหมว่าภรรยาคนนี้หลงรักเขามากขึ้นทุกวันหญิงสาวเห็นมุมปากเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ก็รู้ทันทีว่าเขารู้ตัวแล้วว่ากำลังถูกจับจ้องจึงทำทีเป็นเบนสายตาไปมองบุตรชายที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่บนเบาะตรงหน้าแทน“ไม่แอบมองต่อแล้วหรือ” เสียงทุ้มถามขึ้นลอย ๆ“ไม่มองแล้วค่ะ คนถูกมองรู้ตัวแล้วอย่างงี้จะเรียกว่าแอบมองได้ยังไง” เธอตอบยิ้ม ๆ พลางรีบเอื้อมมือตบก้นบุตรชายที่เริ่มทำปากเบะเหมือนจะร้องไห้ และทำท่าจะตื่นชนาธิปวางมือจากคอมพิวเตอร์ตรงหน้าแล้วเดินมานั่งใกล้ภรรยา เขามองต้องรักกล่อมลูกให้หลับด้วยแววตาแสนรักนี่คือลูกกับเมียของเขา คือครอบครัวที่เขาเคยวาดฝันหลายต่อหลายครั้งว่าอยากมีตั้งแต่ยังไม่ได้เจอกับต้องรักก่อนหน้านั้นเขาทำงานให้นิโคลัส ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับมอบชีวิตทั้งชีวิตให้อีกฝ่
“อยากสิคะ แต่รักจำได้ว่าคุณธิปบอกให้ชะลอไปก่อน”ชนาธิปยื่นหน้าไปหอมแก้มเธออีกครั้ง ก่อนพูดให้เธอเข้าใจ“ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ตอนนั้นฉันติดปัญหาเรื่องรับช่วงต่อจากรูคส์ ฉันเลยไม่อยากมีลูกให้เป็นภาระของเธอ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ฉันไม่เกี่ยวข้องกับรูคส์แล้ว ฉันพร้อมเต็มที่สำหรับการเป็นพ่อคน”ต้องรักเบี่ยงหน้าไปมองเขาเต็มตา วันนี้เขาทำให้เธอซาบซึ้งจนเกือบร้องไห้ไปกี่ครั้งแล้วนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือเธอรักผู้ชายคนนี้เหลือเกิน“รักก็พร้อมค่ะ”เสียงอ้อแอ้ที่ดังอยู่ข้างหูตามมาด้วยน้ำเปียกๆ ที่แตะลงบนแก้ม ส่งผลให้ชนาธิปต้องลืมตาตื่นขึ้นทันที ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจของบุตรชายวัยเจ็ดเดือนตอนที่เขาลืมตาขึ้น“ว่าไงลูกพ่อ” เขาช้อนแขนเจ้าตัวจ้อยให้ขึ้นมายืนบนท้อง เจ้าตัวเล็กเห็นพ่อจับให้ยืนก็กระโดดผลุงๆ ไปมาบนท้องพร้อมกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างอารมณ์ดีจังหวะนั้น ต้องรักเปิดประตูห้องเข้ามา เห็นสองพ่อลูกกำลังนอนเล่นกันอยู่บนเตียงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้&l
ให้ต้องรักไปปรากฏตัวสักทีก็ดีเหมือนกัน สาวๆ เหล่านั้นจะได้เลิกตอแยเขาเสียที แต่ทางออกที่ดีที่สุดก็คงไม่พ้น...การแต่งงาน“แต่งงานกันไหมต้องรัก”เคธี่เคยบอกกับเขาว่าผู้หญิงทุกคนล้วนมีความฝันอยากใส่ชุดแต่งงานสวยๆ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะมันเป็นงานที่จัดครั้งเดียวในชีวิต แม้ต้องรักเคยบอกเขาว่าไม่ต้องการจัดงานใหญ่โตอะไร แต่เขาก็อยากให้เกียรติเธอ และจัดงานแต่งงานให้เธออยู่ดี“ก็เราแต่งกันไปแล้วไม่ใช่หรือคะ ที่วัดไง” เธอหลับตาพริ้มอยู่กับอกของเขา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นเมื่อคิดถึงเช้าวันนั้น“หมายถึงจัดงานที่เป็นเรื่องเป็นราวน่ะ คนทั่วไปจะได้รับรู้ว่าฉันแต่งงานแล้ว และเธอคือภรรยาของฉัน ฉันไม่ชอบเวลาที่มีคนมองว่าเธอเป็นของเล่นบนเตียงของฉัน แล้วก็เอาเธอไปพูดเสียๆ หายๆ” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง มือใหญ่เลื่อนมาวางที่หน้าท้องแบนราบของเธอแล้วลูบไล้แผ่วเบา“เวลามีลูก เราจะได้เอารูปแต่งงานให้ลูกดูได้ด้วยไง ไม่ดีหรือ”“ตามใจคุณธิปเลยค่ะ”ต้องรักคลี่ยิ้มอยู่กับอกกว้างของเขา เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งขึ้นอีก