LOGIN“เฮียรู้ไหมทำไมผมถึงห้ามไม่ให้เฮียยุ่งกับอีน้ำฟ้า” เมาปุ๊บสรรพนามเปลี่ยนเลยนะมึง “ทำไมวะ” “ก็นี่อีนี่มันเล่นยา เล่นด้วยกันกับผมนี่แหละ แม่ง..ใครจะไปคิดว่าลูกคุณหนูอย่างมันก็ทำเรื่องแบบนี้ได้วะเฮีย โคตรใจถึงอะ” เสียงหัวเราะราวกับเรื่องที่กำลังเล่าเป็นเรื่องตลก คิเรย์ได้ยินเต็มชัดสองหูยังตกใจ แต่เขายังคงทำตัวปกติ สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยปากถามต่อ “จริงเหรอ” “จริงสิเฮีย ถ้าไม่เชื่อผมมีนี่ให้ดู” หมอกยิ้มตาเยิ้ม เปิดคลิปวิดีโอจากโทรศัพท์มือถือตัวเองให้คิเรย์ดู สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นมันชัดเสียยิ่งกว่าชัด แน่เสียยิ่งกว่าแน่ น้ำฟ้าเคยเล่นยาจริงๆ… ในคลิปมีกันหลายคนทั้งชายหญิง ตัวน้ำฟ้าเองนั่งบนพื้นรวมกับคนอื่นๆ กำลังสูดผงสีขาวละเอียดเข้าจมูกโดยตรง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือยาเสพติดชนิดไหน ไม่พอแค่นั้น ในคลิปยังมีแบบฉีดเข้าร่างกาย เรียกว่าแหล่งมั่วสุมได้เลย “เฮีย..เชื่อ..ผมยัง” คนถามปรือตามองคิเรย์ ร่างกายเริ่มโงนเงนจวนเจียนจะหลับตามเพื่อนไปอีกคน “กูเชื่อมึงแล้ว” คิเรย์พูดจบเหมือนสับสวิตซ์อีกฝ่าย หมอกเอนตัวล้มราบกับเตียง หลับเป็นตายไม่รู้เรื่อง โอกาสนี้จึงเป็นทีของเขา คิเรย์รีบจัดการส่งข้
มาร์ตินขับรถกลับไปแล้ว หลังจอดนิ่งสนิทหน้ารั้วบ้านของเธออยู่นานสองนาน พอไม่มีเขาอยู่ด้วยถึงได้ระบายลมหายใจแสนอึดอัดทิ้งไป มุกดาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ปกติเธอจะไม่นอนในทันทีแม้ว่าง่วงมากแค่ไหนก็ตาม มือเรียวหยิบสมาร์ตโฟนทำการส่งข้อความผ่านช่องแชตหาคนที่เธอคิดถึงมากที่สุด มันกลายเป็นกิจวัตรอีกอย่างในชีวิตประจำวันไปแล้ว รู้ตัวอีกที..ชีวิตเธอเหมือนจะขาดเขาไปไม่ได้เลย รอหลายนาทีไม่มีวี่แววตอบกลับ แม้แต่กดอ่านเขาก็ยังไม่ทำ เธอได้แต่นอนกลิ้งเกลือกบนเตียง จ้องสมาร์ตโฟนด้วยใจจดจ่อรอคอย เขาหายจ้อยไปเลย ทำเหมือนเรื่องระหว่างเราไม่สลักสำคัญอะไร มีแต่เธอฝ่ายเดียวที่อยู่ไม่สุข เอาแต่เป็นบ้าเป็นหลังคิดถึงเขา “เฮ้อ เอายังไงดีนะ โทรหาเฮียดีมั้ยเนี่ย” กฏเหล็กที่เริ่มอยากจะแหกมันเต็มที คิเรย์ย้ำนักย้ำหนา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เธอไม่ควรโทรหาเขา แล้วเรื่องที่เธอคิดถึงเขาแทบบ้าเนี่ย…นับว่าเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากเลยได้ไหม มุกดาลังเลอยู่สักพัก ความคิดถึงก็ชนะเหตุผลทั้งปวง เธอรีบต่อสายหาคิเรย์ในทันที ใจก็ลุ้นระทึกว่าเขาจะรับสายไหม “ฮัลโหล~” รับสายด้วย แต่น่าเสียใจที่เสียงปลายสายไม่ใช่เขา “ฮัลโหลค่ะ ใ
คิเรย์เดินหายเข้าไปในห้องสักพัก น้ำฟ้าถึงได้หายใจหายคอคล่องขึ้นมาหน่อย เมื่อครู่เมือนโดนสายตาคมดุคู่นั้นดูดเอาอากาศรอบตัวจากเธอไปจนหมด แค่โดนเขามองเฉยๆ และใช้น้ำเสียงราบเรียบแต่เพราะเป็นคิเรย์มันถึงได้น่ากลัวแบบที่ใครต่อใครก็ต้องเกรงกลัว น้ำฟ้าก็หนึ่งในที่ว่ามา เธอไม่เคยต้องศิโรราบให้ใคร เธออยู่เหนือทุกคนมาตลอด แต่มันก็ไม่ใช่เขาคนหนึ่งล่ะ เธอบังคับหรือควบคุมอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย คิดแล้วแค้นใจชะมัด คิเรย์กลับออกมาจากห้องอีกทีอยู่ในชุดที่พร้อมออกไปด้านนอก เขาปรายหางตาดุดันคู่นั้นมองน้ำฟ้าเล็กน้อย ไม่พูดไม่เอ่ยอะไรก็ทิ้งกันไปในทันที “หึ! เฮียเป็นห่วงมันนักใช่ไหม คอยดูนะหนูจะช่วยให้เฮียตินสมหวังกับนังนั่น แล้วเฮียจะต้องเสียใจที่เมินหนูแบบนี้” เธอควบคุมเขาไม่ได้ก็จริง แต่ก็ทำให้เขาเสียใจได้นี่นา หลายวันผ่านไป ช่วงนี้มุกดาจะขยับตัวทำอะไรก็ดูลำบากไปเสียหมด ไม่ได้ลำบากตัวแต่ลำบากใจ สาเหตุมาจากการที่มาร์ตินทำตัวติดเธอเป็นตังเม เช้ามารับไปทานข้าว เย็นมารับไปทำงาน เลิกดึกๆ ดื่นๆ ก็คอยอยู่รอและพากลับไปส่งที่บ้านอีกที เรียกได้ว่าแม้สถานะระหว่างเรายังเป็นแค่พี่น้องก้ำกึ่งคนคุย (ที่เฮีย
“อีกไม่กี่อาทิตย์ก็วันเกิดน้องมุก กูจะขอน้องเป็นแฟนให้ได้ มึงช่วยกูด้วยนะ” เมื่อเห็นว่าคิเรย์ยังมีท่าทีนิ่งเฉย มาร์ตินจึงงัดไม้ตายสุดท้ายออกมา เผื่อจะเห็นพิรุธบางอย่างจากอีกฝ่ายบ้าง สายตาที่เคยนิ่งเฉย วูบไหวเล็กน้อยแล้วจึงรีบกลับมาสงบนิ่งดังเดิม แม้จะรู้สึกตกใจกับคำบอกกล่าวไม่ทันตั้งตัวของเพื่อน คิเรย์ก็ยังปั้นหน้าสู้ยิ้มตอบ “อืมได้ดิ กูช่วยมึงอยู่แล้ว” เป็นคำพูดธรรมดาเรียบง่ายแต่ทำไมถึงได้เจ็บเหมือนจะกระอักเลือดตายเลยวะ มาร์ตินและคิเรย์ยังคงจ้องตาอีกฝ่ายไปมา คนหนึ่งเค้นหาความจริงขณะที่อีกคนพยายามปกปิดให้ลึกที่สุด ทันใดนั้นเองหูของชายหนุ่มทั้งสองก็แว่วเสียงหัวเราะของผู้หญิงภายในห้อง มาร์ตินขมวดคิ้วส่งสายตาไปยังต้นตอที่มาของเสียง ก่อนจะได้เข้าใจผิด เจ้าของเสียงหัวเราะเมื่อสักครู่เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาพอดี เมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งสองคนก็ยกยิ้มให้เล็กน้อย “แค่นี้ก่อนนะแกเดี๋ยวค่อยโทรไปเม้าท์ใหม่ บายจ้า” ผู้หญิงคนที่ว่าคือน้ำฟ้า เธอเดินเข้าหาสองหนุ่มพร้อมทักทายมาร์ตินตามประสา “ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ” ประโยคนั้นดูเหมือนจะถามน้ำฟ้า แต่สายตาสงสัยใคร่รู้ส่งหาคิเรย์ ผู้ที่หน้าบอกบุญ
รถสปอร์ตหรูจอดสนิทเมื่อมาถึงที่หมาย เจ้าของคือชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ หากแต่หน้าหล่อๆ นั่นติดจะเคร่งขรึมดูเข้าถึงยากไปหน่อย ซึ่งผิดจากเวลาปกติมักเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเสมอ ร่างสูงย่างฝีเท้าเข้าในคอนโดแห่งหนึ่ง กดลิฟต์ยังชั้นปลายทางที่ต้องการจนมาโผล่ยังชั้นบนสุด สายตาคมวาวเพ่งมองห้องเป้าหมาย ก๊อก! ก๊อก! รออยู่แค่ชั่วอึดใจ เจ้าของห้องรูปร่างสูงโปร่งไม่ต่างกันเปิดประตูด้วยสีหน้างงงวยเล็กน้อย ไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญก็เป็นฝ่ายเดินเข้าห้องเสียก่อน “มาหากูถึงนี่ ไม่บอกไม่กล่าวก่อนวะ” “จำเป็นด้วยเหรอ ปกติมึงไปหากู มึงไม่เห็นจะบอกบ้าง” มาร์ตินเอนกายทอดตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ กวาดสายตามองจนทั่วห้องก่อนความดุดันจากตาคู่นั้นจะหยุดกึกที่คิเรย์ “หรือมึงมีความลับอะไรที่ไม่อยากให้กูรู้” “เพ้อเจ้อ” อีกคนตอบกลับสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ตกลงแล้วที่มาหากูนี่คือ? จะมากวนตีน” มาร์ตินเหยียดยิ้มเล็กน้อย “แขกมาทั้งทีไม่มีน้ำท่ามาเสิร์ฟหน่อยเหรอวะ” “อย่ามาลีลาไอ้ติน มีเหี้ยไรก็พูด กูรู้ว่ามึงคงไม่ถ่อมาหากูถึงนี่เพราะแค่จะชวนแดกเหล้าแน่ๆ” แค่มองตาก็รู้ใจอะไรประมาณนั้น คิเรย์ถึงได้หวิวในอกเพราะคิ
“ทำไมหนูมีความรู้สึกว่าที่เฮียมาหาหนู เฮียมีจุดประสงค์อย่างอื่นกันนะ”“ฉลาดเหมือนกันนะเรา” นั่นประไร ทำเป็นห่วงใยน้องนุ่ง ที่แท้ก็มาหาเพราะเรื่องอย่างอื่น “เฮียอยากรู้ว่าแกสนิทกับเพื่อนไอ้คิเรย์ไหม” ถามแปลกๆ“ก็ไม่สนิทอะไรมากนะ แต่หนูรู้จักกับทุกคน” “เหรอ งั้นรู้จักไอ้พายัพใช่ไหม” น้ำฟ้าพยักหน้า แน่นอนว่าเธอรู้จักพายัพอยู่แล้ว เขาคือหนึ่งในแก๊งเพื่อนคิเรย์ รูปหล่อ บ้านรวย ระดับบอสองค์กรแบล็คเรด ทุกอย่างที่พูดมาดีหมด ติดอยู่นิดเดียวตรงมีภรรยาแล้ว พึ่งแต่งงานสดๆ ร้อนๆ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง“แล้วแกเคยไปเที่ยวคลับมันบ้างมั้ย”“ไปครั้งสองครั้งเองเฮีย ถามทำไม หรือว่า…เฮียแอบเหล่สาวที่นั่นไว้” น้ำฟ้าชี้นิ้วถามอย่างรู้แกวพี่ชาย พสุธายิ้มขันที่น้องตัวแสบรู้ทันไปเสียหมด“อื้ม เล็งไว้คนนึง สวยมากกก” ลากเสียงยาวด้วยสีหน้าพึงพอใจ “ไม่รู้ว่าแกเคยเห็นเธอบ้างรึเปล่า”“ลูกค้าประจำหรือพนักงานล่ะเฮีย”“พนักงาน” พสุธาเปิดรูปผู้หญิงที่ตนหมายปองแรกเห็นให้น้องสาวช่วยดู น้ำฟ้าถึงกับหายใจแรง สายตาขึงขังจ้องรูปที่ว่าสลับกับพี่ชายตัวเองเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ“นี่น่ะเหรอคนที่เฮียเล็งไว้ หนูถามจ







