Se connecterสะบันงามองรอบๆ บริเวณบ้านอิฐที่ถูกทาสีใหม่และจัดสภาพโดยรอบให้เป็นสวนหย่อมเหมาะแก่การนั่งเล่นได้อย่างสวยงาม โดยเฉพาะบริเวณไหนที่มีต้นไม้ให้ร่มเงา สะบันงาก็จะจัดให้มีชุดโต๊ะไม้ไว้สำหรับรองรับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวที่อาจเข้ามาเยี่ยมชมสวนกุหลาบได้ในอนาคต
รวมทั้งโครงการเดิมของพ่อก็คือ รีสอร์ตของสวนอุ่นรัก ที่ก่อสร้างไปได้ไม่ถึง 30% เธอก็ให้ช่างมารับเหมาและสร้างขึ้นเป็นบ้านดินในรูปแบบหลังกะทัดรัด ซึ่งกว่ากุหลาบล็อตแรกโตพอที่จะตัดดอกขายในอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้า ก็คงเป็นช่วงเวลาที่รีสอร์ตเป็นรูปเป็นร่างพอดี
ดวงตาสวยหวานมองสิ่งที่เธอสานต่อจากพ่อ รอยยิ้มระบายไปทั่วใบหน้าในยามที่เห็นความเปลี่ยนแปลงจากสถานที่รกร้างเริ่มกลายเป็นรูปลักษณ์ของสวนมากขึ้น แต่แล้วรอยยิ้มก็ต้องหุบกะทันหันเพราะเห็นด้านหลังของบางคนอยู่ไกลๆ แม้จะไกลแต่เธอก็มั่นใจว่าใช่
“ขยันมาจริงๆ สงสัยจะมาเก็บเงิน”
อดที่จะบ่นไม่ได้ แม้ว่าตั้งแต่วันนั้นชยพลจะไม่ได้มายุ่มย่ามให้เธอวุ่นวายใจอีก แต่ที่ต้องเห็นกันบ่อยครั้งแม้จะแค่แวบๆ ก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนวูบๆ วาบๆ เพราะมักจะรู้ตัวว่ากำลังถูกมองสำรวจไปทั่วเนื้อตัวอยู่บ่อยครั้ง
“คุณหนูครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
พงษ์มองตามดวงตาขวางๆ ที่เขาคิดไปเองว่าเป็นอาการมองค้อนเจ้าของสวนข้างๆ ในทุกครั้งที่ชยพลจะมาตรวจดูการทำงานของคนงาน ทำให้เขารู้ว่าสะบันงานั้นคงไม่ค่อยพอใจชยพลสักเท่าไร เพราะชยพลนั้นเป็นหนึ่งในบุคคลที่ขอติดต่อซื้อที่ดินผืนนี้ แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับในความเป็นผู้ใหญ่ของสะบันงาที่แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันได้
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะลุง ลุงพงษ์มีอะไรเหรอ”
“พรุ่งนี้เจ้าสิทธิ์จะนำกิ่งพันธุ์มาส่งให้แล้วนะครับ เราก็คงจะเริ่มลงต้นกันได้แล้ว”
นี่แหละสิ่งที่ทำให้ต้องวุ่นวายกันอยู่แบบนี้ เพราะลุงพงษ์ติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์กุหลาบจาก ‘สวนปริ๊นเซส’ แต่นั่นก็ไม่ทำให้ชยพลเข้ามายุ่มย่ามที่สวนของเธอมากไปกว่า ทีมงานที่มาเตรียมแปลงปลูกให้นั้นก็ล้วนแต่เป็นคนงานของชยพลทั้งสิ้น ซึ่งลุงพงษ์ให้ข้อมูลว่า สวนอยู่ติดกันค่าใช้จ่ายถูกเพราะไม่ต้องเสียค่าน้ำมันรถในการเดินทางมาก
อีกทั้ง ‘สวนปริ๊นเซส’ ก็เป็นสวนกุหลาบขนาดใหญ่ที่สุดในปากช่อง มีทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ในการปลูกครบถ้วน ทั้งยังจำหน่ายทั้งกิ่งพันธุ์กุหลาบที่ดีมีคุณภาพอีกด้วย และลุงพงษ์ที่คุ้นเคยกับพี่สิทธิ์ ก็ทำให้พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แม้แต่รถไถที่ลุงยืมมาไถหญ้าที่ปกคลุมสวนในครั้งแรกที่เธอมาเยือน ก็เป็นรถไถจากสวนปริ๊นเซส
เธอจึงต้องตัดสินใจเลือกทีมงานของชยพล ทั้งจากที่ลุงพงษ์แนะนำและเพราะเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นเธอต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะต้องไม่ลืมว่าจากวันที่เริ่มเตรียมดินจนกว่าจะเก็บผลผลิตได้รอบแรกนั้นอาจต้องใช้เวลามากถึง 8-10 เดือน และยังไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าผลผลิตในครั้งแรกนั้นจะเป็นที่น่าพึงพอใจ หรือจะได้ราคาที่ดีเยี่ยมพอสำหรับหมุนเวียนใช้ในเดือนต่อๆ ไปหรือไม่
ดังนั้นการบริหารเงินที่มีอยู่เพียง 5 ล้านบาทนี้เธอจึงต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะหากเธอตัดสินใจผิดแล้วทำให้เจ็บตัว เส้นทางการรักษาที่ดินผืนนี้คงจะไม่สวยงามอย่างที่เธอวาดฝันไว้อย่างแน่นอน
“แล้วคนงานที่ว่าจะมาใหม่ มากันหรือยังจ๊ะ”
“มาแล้วครับคุณหนู แต่เป็นต่างด้าวนะครับ นี่ยังไม่รู้อะไรกันเลยสักอย่างต้องสอนใหม่ทั้งหมด”
“แล้วลุงจะสอนพวกเขาทันไหม พรุ่งนี้ก็จะลงต้นแล้วไม่ใช่เหรอ”
“คงไม่ทันหรอกครับคุณหนู แต่คุณพลว่าจะให้คนงานที่สวนมาช่วยลงให้ครับ ถือเป็นบริการที่เราสั่งกิ่งพันธุ์จากสวนคุณพล”
“เชอะ! บริการ” ริมฝีปากย่นยื่นจากความหมั่นไส้ความมีน้ำใจนั้น
“คุณหนูว่าอะไรนะครับ”
“เอ่อ... หนูว่าดีเนอะมีบริการด้วย อย่างนี้ใครๆ ก็คงไปใช้บริการสวนปริ๊นเซสกันหมด”
“ไม่หรอกครับคุณหนู”
สิ่งที่รู้เพิ่มเติมจากลุงพงษ์ก็คือ สวนปริ๊นเซสไม่เคยบริการลงปลูกให้ที่ไหน ปกติก็แค่ส่งกิ่งพันธุ์ไปให้เท่านั้น เพราะสิทธิ์ที่สนิทสนมกับลุงพงษ์ก็ยังแปลกใจที่เจ้านายของเขาใจดี มีแถมบริการปลูกให้ด้วย
สะบันงารับฟังด้วยความรู้สึกวูบไหวลึกๆ ในหัวใจแบบแปลกๆ ยิ่งเห็นคนหล่อที่ทำท่าก้มศีรษะเล็กน้อยปานจะหยอกเย้าเธอก่อนจะกลับ เธอยิ่งรู้สึกวูบวาบและพานนึกเคืองขุ่นชยพลมากยิ่งขึ้น ที่ทำท่าราวกับว่าเธอเป็นเพื่อนเล่นหรือไม่ก็เป็นผู้หญิงที่เขาคุ้นเคยจนต้องมาทำท่าหยอกเย้านั้นอยู่บ่อยครั้ง
ต้นกุหลาบที่ได้จากการชำกิ่งต้นสูงประมาณเกือบ 2 ฟุตที่เห็นเรียงรายกันอยู่บนแปลงปลูกเป็นแนวยาวตลอดความกว้างของสวนทำให้สะบันงาต้องยิ้มด้วยความสุข
‘สวนอุ่นรัก’ สามารถเห็นได้เด่นชัดมากขึ้นเมื่อมองไปทางไหนก็เห็นแต่กิ่งพันธุ์กุหลาบกระจายปลูกไปทั่ว ทั้งโครงการบ้านดินก็เริ่มเป็นรูปร่างให้เห็น ทั้งเรือนพักคนงาน โซนร้านอาหารที่เธอจะทำไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและแขกผู้มาพักที่รีสอร์ต รวมทั้งสวนหย่อมน้อยๆ ที่มีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ กระจายกันอยู่ตามจุดต่างๆ
“ตกลงค่ะ บีจะแต่งงานกับพี่พล ให้เร็วที่สุด” คำพูดรัวเร็วชะงักค้างเมื่อได้ยินคำตอบของเธอ ดวงตาคมเข้มมองผู้หญิงที่เป็นรักแรกและรักเดียวตลอดมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เมื่อสิ่งที่เธอตอบกลับมานั้นคือ “บี... นี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม โอ๊ย!” ร่างสูงงอตัวด้วยความเจ็บเมื่อต้นแขนถูกหยิกหมับอย่างแรง “คงไม่ได้ฝันแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า... พี่ดีใจที่สุดเลยครับ” “บีก็ดีใจค่ะ ที่พี่พลรักบีคนเดียวตลอดมา และคนนี้ก็ดีใจเหมือนกัน” ฝ่ามือลูบไล้บริเวณหน้าท้องก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อชยพลทำหน้าราวกับกำลังถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่สุด เสียงไชโยโห่ร้องเรียกให้คนงานที่กำลังช่วยกันตัดดอกกุหลาบหันมายิ้มกว้างดีใจกับคนทั้งคู่ สะบันงาซบใบหน้ากับแผงอกแกร่งของเขา เธอยินดีแต่งงานกับเขามากที่สุดเพราะหัวใจของเธอเป็นของเขาหมดทั้งดวงแล้วเช่นกัน สิ่งที่เธอรู้สึกนั้นมันก็เกิดก่อนที่เธอจะค้นเจอรูปภาพมากมายในห้องนอนของเขา รูปตั้งแต่สมัยเธอเรียนมหาลัย และก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่ามีอีกชีวิตน้อยๆ อยู่ในนี้ ลูกของเธอต้องการพ่อ และเธอก็มั่นใจว่าเขาจะเป็น
ใบหน้าเศร้าสร้อยแต่ยังคงความสวยยืนเหม่อมองสวนกุหลาบกว้างไกล เหล่าคนงานกำลังเร่งมือเก็บดอกตูมที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการบรรจุเพื่อเตรียมส่งขาย ผลผลิตที่ดีเยี่ยมจนสามารถคัดดอกเกรด A มีคุณภาพได้จำนวนมากทำให้ดอกกุหลาบในล็อตแรกๆ นี้มีมูลค่าที่สูงกว่าที่เธอเคยคาดการณ์ไว้ สะบันงายิ้มกับสิ่งที่เห็นเพราะต้องยอมรับว่าหุ้นส่วนที่เธอได้มาด้วยความจำเป็นนั้น สามารถสร้าง ‘สวนอุ่นรัก’ ให้สมบูรณ์ตามราคาคุยของเขาจริงๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทุกครั้งที่พบเจอกันนั้น เขาจะไม่ทำให้เธอเจ็บไปจนถึงขั้วหัวใจ ตอนนี้เธอรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ’ แล้ว แต่ความคิดที่อยากจะหลีกหนีกันไปให้ไกลก็คงไม่ใช่ทางที่เธอพร้อมจะเลือกเดิน เพราะจากนี้ไปอีก 10 ปีกระมังเธอถึงจะใช้หนี้ก้อนนั้นได้หมด หรือจริงๆ แล้วเธอควรจะตัดใจขายที่ดินส่วนหนึ่งให้กับเขา เพื่อให้เส้นทางพบเจอเขานั้นจำกัดให้น้อยที่สุด แต่ทางใดกันล่ะที่เธอควรจะเลือกเดิน “บี... บีเดี๋ยวสิ! คุยกับพี่ก่อน” ชยพลตรงเข้ายื้อข้อมือ เมื่อสะบันงาหันกลับเข้าสู่ตัวบ้านในทันทีที่หันมาเห็นหน้าเขา “บีปวดหัวค่
เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากห้องด้านในทำให้ฝ่าเท้ากระแทกบานประตูจนหลุดออก ชยพลถลาเข้าไปในทันทีไม่รอเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่รอเจ้าของห้องพักมาไขกุญแจให้ และภาพที่เห็นรักษ์คร่อมทับอยู่บนร่างของสะบันงาก็ทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว พลั่ก! รักษ์ถึงกับผงะเมื่อเห็นพญามัจจุราชเงื้อกำปั้นหนักๆ นับสิบเข้าใส่ใบหน้าของเขาไม่ยั้ง ก่อนฝ่าเท้าของใครก็ไม่รู้อีกหลายคนจะตามไปสบทบจนเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะปัดป้องตัวเอง ชยพลผละจากร่างที่ฟุบอยู่แทบเท้า รีบถอดเสื้อแจ็กเกตคลุมเรือนร่างสั่นสะอื้นของสะบันงาที่หันหลังซุกหน้าเข้าหาผนังห้องเพื่อปิดบังเรือนร่างท่อนบนที่เกือบเปลือย นิ้วมือเชยใบหน้าหญิงที่รักขึ้นสำรวจ แตะซับหยาดน้ำตาที่ไหลลงเป็นสายด้วยความอ่อนโยน เธอเจ็บ เขาเจ็บยิ่งกว่า ยิ่งเห็นสองแก้มบวมเป่งขึ้นเป็นรอยแดง ริมฝีปากบวมเจ่อเกรอะไปด้วยหยาดเลือด ยิ่งทำให้เขาอยากจะตามไปสมทบเท้าเข้าที่ใบหน้าและร่างกายของรักษ์ที่นอนจมเท้าของเหล่าคนงานอยู่แทบพื้น แต่เขาก็ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์เพราะยังไม่อยากเป็นฆาตกรข้
รุจิเรขทำทีหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่ฝ่ามือของชยพลที่เข้ามายื้อเอาไว้ก็ทำให้เธอต้องหยุด “ไม่ได้หรอกครับ มันบอกว่าถ้าแจ้งตำรวจ บีจะไม่ปลอดภัย” “โธ่! ยัยบี แล้วนี่โทรบอกคุณสินีนาถหรือยังคะ” “ยังครับผมยังไม่ได้โทรบอกใครทั้งนั้น ผมอยากบอกคุณเรขก่อน” “ทำไมคะ พี่พลมีอะไรหรือเปล่าคะ” รุจิเรขหน้าเสียในสิ่งที่ชยพลบอกถึงสาเหตุว่าทำไมเขาจึงไม่แจ้งตำรวจ ก่อนจะตีโพยตีพายร้องไห้ระงมเพราะไม่เชื่อว่ารักษ์จะเป็นคนพาสะบันงาไปตามที่มีคนงานเห็นเหตุการณ์ ก่อนจะทำทีกดโทรศัพท์หารักษ์แต่ก็ไม่ติด “เรขไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะว่าพี่รักษ์จะกล้าทำอะไรแบบนี้ พี่พลคะเรขขอร้อง อย่าเพิ่งแจ้งตำรวจเลยนะคะ เรขจะพยายามติดต่อพี่รักษ์ให้ได้ ให้แน่ใจว่าพี่รักษ์เป็นคนพายัยบีไปจริง เรขจะให้พายัยบีมาส่งค่ะ” “ไม่ว่าจะเป็นคุณรักษ์หรือใคร ผมก็คงไม่กล้าแจ้งตำรวจหรอกครับ เพราะผมกลัวว่ามันจะทำร้ายบีตามที่ขู่ไว้จริงๆ แต่ปัญหาของผมก็คือ เวลาแค่วันเดียวผมคงหาเงินได้ไม่พอ 50 ล้าน อย่างมากสุดตอนนี้ก็ได้แค่ 30 ล้านเท่านั้น ตอนนี้ผมก็คงต้องรอให้มันติดต่อ
"พี่รักษ์! พี่อยู่ไหน!" รุจิเรขกรอกเสียงแหลมตามอารมณ์ใส่โทรศัพท์ เพราะแค้นที่ถูกทิ้งให้ค้างเติ่ง แต่คำตอบของรักษ์ก็กลับทำให้รอยยิ้มเหี้ยมปรากฏขึ้นที่ใบหน้า "ดีมาก จัดการมันให้หนักๆ ล่ะ อย่าให้มันมายุ่งกับพี่พลได้อีก พี่เข้าใจไหม! อย่าให้มันมายุ่งกับพี่พลได้อีก! พี่ไม่ต้องมายุ่งกับเรข! ทำให้มันเสร็จก็พอ ถ้าเรขไม่ได้มันก็ต้องไม่มีสิทธิ์ได้!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของรักษ์ที่คาดเดาได้ว่าชยพลคงไม่ติดบ่วงเสน่ห์ของเธอ ยิ่งทำให้รุจิเรขเดือดดาล ในเวลานี้สะบันงาจะต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสมที่บังอาจทำให้ชยพลหลงกลิ่นกระดังงา .. ความพลุ่งพล่านทำให้ชยพลตรงไปหาสะบันงาในทันที แต่กลับพบว่าสะบันงาไม่ได้อยู่ที่บ้าน โดยพงษ์บอกว่าสะบันงารับโทรศัพท์จากใครก็ไม่ทราบก่อนจะผลุนผลันออกไปและยังไม่กลับเข้ามาอีกเลย ชยพลรอคอยสะบันงาด้วยความร้อนรุ่มเพราะเมื่อโทรศัพท์ไปหาเธอก็ไม่รับสายก่อนสายจะตัดไปเหมือนกับว่าคนทางนั้นไม่อยากพูดคุย จากหัวค่ำเป็นดึกดื่นสะบันงาก็ยังไม่กลับมา ชยพล พงษ์ สิทธิ์และคนงานจึงเริ่มออกตามหาไปรอบๆ สวนด้วยความโก
สะบันงาค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากห้องพักรับรองของรุจิเรขด้วยความรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งร่าง เพราะสิ่งที่เห็นนั้นทำให้เลือดในกายของเธอแทบจะเป็นน้ำแข็ง หัวใจแหลกสลายจนไม่มีชิ้นดี ไม่สามารถสั่งการให้เธอรู้สึกอะไรที่มากไปกว่าความเจ็บปวดได้ ทำให้ร่างที่เดินจากมาอย่างเงียบๆ นี้ไม่ต่างจากคนที่ไร้วิญญาณ "พี่พลขา... อืม... อีกนิดสิคะ... อืม... ดีเหลือเกินค่ะ อา..." เสียงครวญครางของรุจิเรขที่เธอได้ยินดังแว่วออกมาจากด้านใน ทำให้เธอต้องมองหาช่องทางที่จะได้เห็น และประตูที่เปิดแย้มไว้อย่างจงใจก็ทำให้เห็น ทั้งภาพที่ชัดแจ้งและเสียงที่ชัดเจนจนเธอไม่สามารถบอกตัวเองได้ว่า นั่นมันคือความเข้าใจผิดหรือเขาถูกกลั่นแกล้ง เพราะที่เห็นนั้นคือชยพลกำลังคร่อมทับร่างของรุจิเรขเอาไว้ โดยที่ริมฝีปากนั้นกำลังซุกไซ้เต้าอวบๆ ของรุจิเรขอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่เขาเพิ่งจะผละจากเธอแค่ไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่ชยพลทำมันหมายความว่ายังไง แม้เธอจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่เขาทำกับเธอนั้นไม่ได้มีเพียงเซ็กซ์ตามที่เขาพูด และเซ็กซ์สำหรับเขามันคือการร่วมรัก ไม่ใช่การปลดเปลื้องความต้อง
“ผม... ชยพลครับ ยินดีที่ได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ”เสียงทุ้มเอ่ยแนะนำตัวว่าเขาคือคนที่เธอเพิ่งตัดสายทิ้งเมื่อครู่ใบหน้าหล่อกวนก้มลงเพียงนิดนั้นแม้จะทำอย่างสุภาพ แต่ทั้งหมดนั่นสะบันงากลับรู้สึกราวกับว่ากำลังถูกประเมินมองอย่างสินค้ามีราคาสักชิ้นซึ่งนายคนนี้ก็ไม่คิดจะเกรงอกเกรงใจกันเลยสักนิดนี่นาต
ทุกๆ 1 ปีที่อยู่กับท่านนายพล เธอจะได้รับเงินของขวัญสะสมปีละ 1 ล้านบาท และตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา เธอก็ทำทุกทางที่จะให้ท่านมีความสุข ทำให้ด้วยความเต็มใจ เพราะซาบซึ้งในบุญคุณที่ท่านหยิบยื่นให้มาโดยตลอดแต่เมื่อท่านจากไปพันธะผูกพันของเธอกับคฤหาสน์รังสีนิมิตก็จบตามไปด้วยณ เวลานี้ เธอจะมีชีวิตอยู่ท
“กรี๊ดดดดด...” “ยัยเรข! หยุดกรี๊ดเดี๋ยวนี้! พี่บอกให้หยุด! หยุด!” รักษ์ทุบกำปั้นไปที่พวงมาลัยรถเมื่อรุจิเรขเอาแต่กรีดร้องตั้งแต่ขึ้นมาบนรถได้ เขาเองก็เจ็บใจสะบันงาไม่น้อยไปกว่ารุจิเรข แต่ของแบบนี้มันต้องใช้สมองไม่ใช่มากรีดร้องให้ประสาทเสียกันมากกว่าเดิม
“ว่ายังไงล่ะน้องบี ให้พี่ทานอาหารเช้าด้วยได้ไหม”น้ำเสียงเอ่ยย้ำพร้อมดวงตาเจ้าเล่ห์ภายใต้ใบหน้ายิ้มน้อยๆ ของรักษ์ทำให้เธอต้องเหยียดยิ้มให้กว้างยิ่งกว่า เมื่อในเวลานี้เธอกับคนพวกนี้ไม่ได้เป็นอะไรกันอีกแล้ว ความเกรงใจก็ไม่ควรที่จะมี“คงไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเองก็เพิ่งมาถึงเมื่อวาน ไม่มีอาหารอะไรเตรียมไว้เ







