LOGINเมื่อผู้หญิงปากร้ายมาเจอกับผู้ชายปากมอม สงครามน้ำลายจึงเกิดขึ้นในบัดดล แต่คงไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้นที่จะฟาดฟัน เพราะนั่นต้องเหมารวมถึงปลายลิ้นที่จะทำหน้าที่ต่อสู้ ทั้งฟาดและฟันกันอย่างไม่ลดละ
View More‘สะบันงา อิสระพงษ์’ นั่นแหละคือชื่อของฉัน
คุณคงคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงที่หน้าตาออกจะโบราณและค่อนข้างจะเรียบร้อยไว้ตัวใช่ไหมล่ะ...
นั่นคุณคิดผิด เพราะถ้าคุณรู้ความหมายของคำว่า ‘สะบันงา’ คุณจะมองฉันอีกแบบหนึ่ง
‘สะบันงา’ แปลว่า ‘ดอกกระดังงา’
นั่นไง... ฉันคิดถูก แค่คุณรู้ความหมาย คุณก็มองฉันด้วยสายตาอีกแบบ
คุณคิดว่าฉันต้องร้อนแรง เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นและอาจพ่วงคำว่า ‘แม่ม่าย’ ให้อีกตำแหน่ง ตรงนี้ขอบอกว่าคุณคิดถูกเพียงข้อเดียว
แต่มาเดากันว่าเรื่องอะไร หึหึหึ...
.
.
พื้นที่รกร้างกว้างไกลสุดสายตาที่เห็นอยู่นี้ยังคงมีเค้าของไร่หรือสวนบางอย่างให้พอมองออก เพราะแนวคันดินที่ถูกแต่งให้เป็นแปลงและไม้ดามกิ่งพันธุ์ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย
แต่ก็คงไม่มีใครเดาได้ว่าครั้งหนึ่ง ที่ดินแห่งนี้เคยสร้างพืชผลอะไรให้เจริญงอกงามและสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของที่ดินไว้อย่างมากมายแค่ไหน เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในมโนภาพนี้ คงมีเพียงเธอคนเดียวที่จดจำได้เพราะนอกนั้นแล้วผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ล้มหาย ก็ตายจาก หรือไม่ก็ไม่คิดว่าสถานที่แห่งนี้สำคัญอีกต่อไป
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูยาวกรุยกรายกำลังวิ่งเล่นอยู่ในบริเวณแปลงกุหลาบ ขณะที่เหล่าคนงานกำลังช่วยกันตัดดอกกุหลาบที่สมบูรณ์เพื่อเตรียมจัดส่งไปยังร้านที่รับซื้อในตัวอำเภอ เด็กหญิงดูจะมีความสุข สังเกตได้จากใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มและเสียงหัวเราะราวกับขบขันอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ใกล้กันนั้นชายวัยกลางคนหน้าตาละม้ายคล้ายกับเด็กหญิงกำลังก้มหลบไปมาหลังคนงาน เพื่อไม่ให้เด็กหญิงเห็น
แต่ดวงตากลมโตที่วาวขึ้นเมื่อเห็นคนเป็นพ่ออยู่ไม่ไกล และกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา ก็ทำให้ฝ่ามือน้อยๆ ต้องป้องปากกลั้นหัวเราะ เพราะเวลาจวนตัวแบบนี้ทำให้เด็กหญิงไม่รู้จะหันหนีไปทางไหน แต่เมื่อคนงานคนหนึ่งกวักมือเรียก เด็กหญิงก็ไม่รอช้า ก้มตัวลงคลานงุดๆ กับพื้นเพื่อไปหลบหลังคนงานคนนั้นให้เร็วที่สุด
เสียงหัวเราะแว่วใสกังวานไปทั้งสวน ไม่ว่าตรงจุดไหน มุมไหน เด็กหญิงตัวน้อยไม่เคยว่างเว้นที่จะไปวิ่งเล่นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพ่อ เป็นกำลังใจให้กับเหล่าคนงานได้ลงแรงลงใจกับกิ่งพันธุ์ดอกไม้ที่งดงาม เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ยังคงอบอุ่นไปด้วยความรัก
“คุณหนูครับ”
ใบหน้างามของ ‘สะบันงา’ หญิงสาววัย 25 ปี ผินตามเสียงเรียก รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้า ดวงตาพราวระยิบระยับมองตอบกลับมาราวกับว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยมีสิ่งใดให้เจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งนี้ต้องขุ่นข้องหมองใจ และน้ำเสียงตอบรับของเธอก็ยังคงกังวานใสเฉกเช่นเมื่อ 5 ปีก่อนไม่เปลี่ยนแปลง
“จ๊ะ ลุงพงษ์”
“คุณหนูแน่ใจเหรอครับ”
“และอะไรที่ทำให้ลุงคิดว่าหนูไม่แน่ใจล่ะ”
“ก็...”
“เรื่องนั้นหนูจัดการเอง ลุงทำอย่างที่หนูต้องการก็พอแล้ว”
“ครับ แค่คุณหนูกลับมา ผมก็ดีใจจนน้ำตาจะไหลอยู่แล้วครับ”
“หนูก็เหมือนกัน”
ใบหน้างามผินมองไปสุดสายตา ไม่อยากให้ความอ่อนแอและก้อนสะอื้นที่คล้ายจะปะทุขึ้นกลางหัวอก ทั้งที่ยังไม่มีน้ำตาให้เห็นสักหยดนั้นแสดงอาการออกมาให้ใครได้เห็น แค่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แค่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของที่นี่แต่เพียงผู้เดียวอย่างชอบธรรม แค่รู้ว่าต่อจากนี้เธอจะสามารถทำตามความฝันที่ตั้งใจไว้ได้อย่างเต็มที่ และสิ่งที่หวังไว้ก็มีเพียงสิ่งเดียวคือจะต้องสำเร็จเท่านั้น
เพราะเงินที่มีทั้งหมดเธอจะนำมาลงแรงลงใจเพื่อฟื้น ‘สวนอุ่นรัก’ สวนกุหลาบบนเนื้อที่ 50 ไร่นี้ให้กลับมามีชีวิตเหมือนดังเช่นเมื่อ 5 ปีก่อนให้จงได้ และไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ เธอก็จะต้องผ่านไปให้ได้
ติ๊ด... ติ๊ด...
แค่เพียงคิด อุปสรรคแรกที่เธอบอกกับ ‘ลุงพงษ์’ คนงานเก่าแก่ของพ่อว่าเธอจะจัดการเองก็เปิดเผยตัวตนจนได้ แต่เธอจะไม่ยอมแพ้หรอก
“ลุงจ๊ะ ลุงไปเตรียมที่หนูบอกเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง หนูจัดการได้ทุกเรื่อง” สะบันงาพยักพเยิดใบหน้ากับพงษ์ ว่าคนในสายนี้ไม่ใช่อื่นไกลแต่เป็นอุปสรรคยักษ์ของเธอ ซึ่งก็คือ ‘สินีนาถ’ หรือ ‘แม่’ ของเธอนั่นเอง
“คะแม่”
เสียงหวานส่งออกไปก่อนจะรีบเอาโทรศัพท์ออกห่างจากใบหูเมื่อเสียงจากคนต้นสายนั้นคือความกราดเกรี้ยวอย่างที่สุด ซึ่งเธอก็คิดไว้อยู่แล้วแต่ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้ก็เท่านั้นเอง
“ยัยบี! นี่แกไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยหรือไง ฉันห้ามไม่ให้แกไปยุ่งกับไอ้สวน สับปะรังเคนั่น แกไม่เชื่อฟังฉันเลยใช่ไหม! แกกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าแกยังคิดว่าฉันเป็นแม่ ยัยบี! แกได้ยินที่ฉันพูดไหม!”
สินีนาถแผดเสียงลั่นใส่โทรศัพท์เมื่อคนจากบ้าน ‘รังสีนิมิต’ โทร.มารายงานว่า ‘สะบันงา’ ลูกสาวของเธอที่เกิดจากสามีเก่าผู้ล่วงลับกำลังเดินทางไปทำสวนที่ปากช่อง ทั้งที่เธออยากให้สะบันงาขายสวนร้างนั่นทิ้งไปเสีย แล้วเอาเงินมาใช้ให้สุขสบายสมกับสิ่งที่ต้องแลกมา
สะบันงาไม่เพียงไม่ทำตาม แต่กลับรั้นจะพลิกฟื้นที่ดินรกร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘สวนกุหลาบ’ ให้กลับฟื้นคืนมาเหมือนเดิม ทั้งที่เธออยากจะฝังอดีตอันขมขื่น แต่สะบันงากลับเลือกที่จะขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกครั้ง
“ตกลงค่ะ บีจะแต่งงานกับพี่พล ให้เร็วที่สุด” คำพูดรัวเร็วชะงักค้างเมื่อได้ยินคำตอบของเธอ ดวงตาคมเข้มมองผู้หญิงที่เป็นรักแรกและรักเดียวตลอดมาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เมื่อสิ่งที่เธอตอบกลับมานั้นคือ “บี... นี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม โอ๊ย!” ร่างสูงงอตัวด้วยความเจ็บเมื่อต้นแขนถูกหยิกหมับอย่างแรง “คงไม่ได้ฝันแน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า... พี่ดีใจที่สุดเลยครับ” “บีก็ดีใจค่ะ ที่พี่พลรักบีคนเดียวตลอดมา และคนนี้ก็ดีใจเหมือนกัน” ฝ่ามือลูบไล้บริเวณหน้าท้องก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อชยพลทำหน้าราวกับกำลังถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่สุด เสียงไชโยโห่ร้องเรียกให้คนงานที่กำลังช่วยกันตัดดอกกุหลาบหันมายิ้มกว้างดีใจกับคนทั้งคู่ สะบันงาซบใบหน้ากับแผงอกแกร่งของเขา เธอยินดีแต่งงานกับเขามากที่สุดเพราะหัวใจของเธอเป็นของเขาหมดทั้งดวงแล้วเช่นกัน สิ่งที่เธอรู้สึกนั้นมันก็เกิดก่อนที่เธอจะค้นเจอรูปภาพมากมายในห้องนอนของเขา รูปตั้งแต่สมัยเธอเรียนมหาลัย และก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่ามีอีกชีวิตน้อยๆ อยู่ในนี้ ลูกของเธอต้องการพ่อ และเธอก็มั่นใจว่าเขาจะเป็น
ใบหน้าเศร้าสร้อยแต่ยังคงความสวยยืนเหม่อมองสวนกุหลาบกว้างไกล เหล่าคนงานกำลังเร่งมือเก็บดอกตูมที่สมบูรณ์พร้อมสำหรับการบรรจุเพื่อเตรียมส่งขาย ผลผลิตที่ดีเยี่ยมจนสามารถคัดดอกเกรด A มีคุณภาพได้จำนวนมากทำให้ดอกกุหลาบในล็อตแรกๆ นี้มีมูลค่าที่สูงกว่าที่เธอเคยคาดการณ์ไว้ สะบันงายิ้มกับสิ่งที่เห็นเพราะต้องยอมรับว่าหุ้นส่วนที่เธอได้มาด้วยความจำเป็นนั้น สามารถสร้าง ‘สวนอุ่นรัก’ ให้สมบูรณ์ตามราคาคุยของเขาจริงๆ แต่มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทุกครั้งที่พบเจอกันนั้น เขาจะไม่ทำให้เธอเจ็บไปจนถึงขั้วหัวใจ ตอนนี้เธอรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ’ แล้ว แต่ความคิดที่อยากจะหลีกหนีกันไปให้ไกลก็คงไม่ใช่ทางที่เธอพร้อมจะเลือกเดิน เพราะจากนี้ไปอีก 10 ปีกระมังเธอถึงจะใช้หนี้ก้อนนั้นได้หมด หรือจริงๆ แล้วเธอควรจะตัดใจขายที่ดินส่วนหนึ่งให้กับเขา เพื่อให้เส้นทางพบเจอเขานั้นจำกัดให้น้อยที่สุด แต่ทางใดกันล่ะที่เธอควรจะเลือกเดิน “บี... บีเดี๋ยวสิ! คุยกับพี่ก่อน” ชยพลตรงเข้ายื้อข้อมือ เมื่อสะบันงาหันกลับเข้าสู่ตัวบ้านในทันทีที่หันมาเห็นหน้าเขา “บีปวดหัวค่
เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากห้องด้านในทำให้ฝ่าเท้ากระแทกบานประตูจนหลุดออก ชยพลถลาเข้าไปในทันทีไม่รอเจ้าหน้าที่ตำรวจและไม่รอเจ้าของห้องพักมาไขกุญแจให้ และภาพที่เห็นรักษ์คร่อมทับอยู่บนร่างของสะบันงาก็ทำให้เขาคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว พลั่ก! รักษ์ถึงกับผงะเมื่อเห็นพญามัจจุราชเงื้อกำปั้นหนักๆ นับสิบเข้าใส่ใบหน้าของเขาไม่ยั้ง ก่อนฝ่าเท้าของใครก็ไม่รู้อีกหลายคนจะตามไปสบทบจนเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะปัดป้องตัวเอง ชยพลผละจากร่างที่ฟุบอยู่แทบเท้า รีบถอดเสื้อแจ็กเกตคลุมเรือนร่างสั่นสะอื้นของสะบันงาที่หันหลังซุกหน้าเข้าหาผนังห้องเพื่อปิดบังเรือนร่างท่อนบนที่เกือบเปลือย นิ้วมือเชยใบหน้าหญิงที่รักขึ้นสำรวจ แตะซับหยาดน้ำตาที่ไหลลงเป็นสายด้วยความอ่อนโยน เธอเจ็บ เขาเจ็บยิ่งกว่า ยิ่งเห็นสองแก้มบวมเป่งขึ้นเป็นรอยแดง ริมฝีปากบวมเจ่อเกรอะไปด้วยหยาดเลือด ยิ่งทำให้เขาอยากจะตามไปสมทบเท้าเข้าที่ใบหน้าและร่างกายของรักษ์ที่นอนจมเท้าของเหล่าคนงานอยู่แทบพื้น แต่เขาก็ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์เพราะยังไม่อยากเป็นฆาตกรข้
รุจิเรขทำทีหยิบโทรศัพท์ออกมา แต่ฝ่ามือของชยพลที่เข้ามายื้อเอาไว้ก็ทำให้เธอต้องหยุด “ไม่ได้หรอกครับ มันบอกว่าถ้าแจ้งตำรวจ บีจะไม่ปลอดภัย” “โธ่! ยัยบี แล้วนี่โทรบอกคุณสินีนาถหรือยังคะ” “ยังครับผมยังไม่ได้โทรบอกใครทั้งนั้น ผมอยากบอกคุณเรขก่อน” “ทำไมคะ พี่พลมีอะไรหรือเปล่าคะ” รุจิเรขหน้าเสียในสิ่งที่ชยพลบอกถึงสาเหตุว่าทำไมเขาจึงไม่แจ้งตำรวจ ก่อนจะตีโพยตีพายร้องไห้ระงมเพราะไม่เชื่อว่ารักษ์จะเป็นคนพาสะบันงาไปตามที่มีคนงานเห็นเหตุการณ์ ก่อนจะทำทีกดโทรศัพท์หารักษ์แต่ก็ไม่ติด “เรขไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะว่าพี่รักษ์จะกล้าทำอะไรแบบนี้ พี่พลคะเรขขอร้อง อย่าเพิ่งแจ้งตำรวจเลยนะคะ เรขจะพยายามติดต่อพี่รักษ์ให้ได้ ให้แน่ใจว่าพี่รักษ์เป็นคนพายัยบีไปจริง เรขจะให้พายัยบีมาส่งค่ะ” “ไม่ว่าจะเป็นคุณรักษ์หรือใคร ผมก็คงไม่กล้าแจ้งตำรวจหรอกครับ เพราะผมกลัวว่ามันจะทำร้ายบีตามที่ขู่ไว้จริงๆ แต่ปัญหาของผมก็คือ เวลาแค่วันเดียวผมคงหาเงินได้ไม่พอ 50 ล้าน อย่างมากสุดตอนนี้ก็ได้แค่ 30 ล้านเท่านั้น ตอนนี้ผมก็คงต้องรอให้มันติดต่อ
“หึหึหึ... บีก็รู้คำตอบอยู่แล้วนี่” เสียงหัวเราะทุ้มพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินเข้าบ้านเอาของเข้าไปเก็บ “พี่พล! พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ บีมีงานต้องทำ และพี่เองก็มีงานต้องทำเหมือนกัน” สะบันงาเสียงดังอย่างไม่พอใจ ทั้งที่รู้ดีว่าสิ่งที่ทำนั้นก็เพราะความอายที่พุ่งวาบไปทั้งหน้
“หึหึหึ... งั้นพักแป๊บหนึ่งนะ” “เอ่อ... ขยับ ออกไปสิคะ” กายแกร่งที่หยุดการเคลื่อนไหวแต่ยังคงค้างคาความใหญ่โตเอาไว้ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องอยู่ในท่าทางเกยอยู่บนต้นขาของเขา และเขาก็กำลังก้มลงมาเพื่อคุยกับเธอ โดยเฉพาะเมื่อตัวตนของเขาทำราวผงกหัวทักทายเธอราวกับมีชี
“อย่าพูดสิ่งนั้นออกมา และอย่าแม้แต่จะคิด ผมอยากให้คุณฟังผม บี... ฟังพี่พลหน่อยนะ” ชยพลยิ้มเมื่อสะบันงานิ่งเฉยอย่างพร้อมจะฟัง แม้ว่าดวงตาจะเจือไปด้วยความไม่แน่ใจก็ตาม “พี่อยากขอให้บีลืมเรื่องทุกอย่างที่พี่เคยทำไม่ดีไว้กับบี เพราะต่อจากนี้ไปเราจะเริ่มต้นกันใหม่ พี่จะช่วยบีทำให
“กรุณาออกไปก่อนเถอะค่ะ ถ้าใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี” “อ๋อเหรอ... แล้วไอ้ที่เธอไปพลอดรักกับไอ้ชยพลกลางแปลงดอกไม้นั่นล่ะ ทำไมไม่กลัวคนเห็น หรืออย่างน้อยคนไม่เห็นแต่ก็น่าจะอายผีสางเทวดาบ้าง ชอบใช่ไหมนุ่งลมห่มฟ้า ชอบแบบกินกันกลางดินกลางทรายก็ไม่บอก” รักษ์สาดคำพูดใส่ไม่ไว้หน้า ยิ่ง





