Masuk“เมื่อความจนตรอก บีบให้เธอเลือกเดินในทางที่ไม่เคยคิดจะก้าวเข้าไป…” ‘อลิซ‘นักศึกษาฝึกงานปี 3 ผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครอบครัวด้วยตัวคนเดียว เมื่อแม่ป่วยหนัก เงินที่มีอยู่ไม่พอแม้แต่จะซื้อยา เธอจึงตัดสินใจ… ยื่นข้อเสนอขอเป็น เด็กเลี้ยง ของเขา“ภูวินทร์ ” ประธานหนุ่มเจ้าของบริษัทที่เธอฝึกงานอยู่—เย็นชา มีเสน่ห์ และอันตรายต่อหัวใจ จากเจ้านาย กลายเป็นผู้ชายที่ครอบครองชีวิตเธอทุกด้าน แต่สิ่งที่ปาลินไม่รู้คือ… เขาเองก็สนใจในร่างกายเธอ กลิ่นกายที่แสนหอม เรือนร่างที่เขาใช้ปลดปล่อย เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยการแลกเปลี่ยน กลับกลายเป็นพันธะที่ซับซ้อนระหว่างหัวใจ และในวันที่เธออยากจะถอนตัว มันกลับสายไปเสียแล้ว…
Lihat lebih banyakปี๊ดดดดดดดดด!! เสียงนกหวีดแผดร้องยาวลั่นลานเกียร์ รุ่นน้องปีหนึ่งทุกคนที่กำลังพักผ่อนอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบวิ่งมาเข้าแถวเรียงตามรหัสกันอย่างเร่งรีบ ทว่า... ท่ามกลางความวุ่นวายที่ทุกคนต่างวิ่งหน้าตั้ง กลับมีหนุ่มร่างสูงใหญ่สี่คนในชุดเสื้อช็อปเดินทอดน่อง ล้วงกระเป๋ากางเกงก้าวฉับๆ ตรงมาที่แถวด้วยท่าทีสบายอารมณ์ กลุ่มของดีเดย์จงใจท้าทายระบบอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงจะเดิน... พวกเขาก็ยังก้าวเท้าเข้าแถวทันเสี้ยววินาทีสุดท้ายของเวลาที่กำหนดพอดี “เดี๋ยว! พวกคุณสี่คนหยุดอยู่ตรงนั้น!” เสียงเข้มตวาดกร้าวของไบร์ทเฮดว้ากดังขึ้น สายตาคมกริบจ้องเขม็งมาที่กลุ่มของดีเดย์ทันที “พวกคุณไม่เห็นเหรอว่าเพื่อนคนอื่นเขารีบวิ่งกันอยู่ แต่พวกคุณกลับเดินลอยชายอย่างสบายใจ! คิดว่าเท่มากหรือไง?!” “เห็นครับพี่... แต่มันก็ยังทันเวลากำหนดป่ะครับ?” เชฟเลิกคิ้วกวน ประเดิมสวนกลับเป็นคนแรกทำเอาเพื่อนปี 1 รอบข้างแอบซี้ดปากแทน “มีความเกรงใจและสำนึกต่อเพื่อนร่วมรุ่นบ้างไหมฮะ?!” ภาคิณพี่ว้ากอีกคนตะโกนเสริมหน้าดำหน้าแดง “มีอะไรให้ต้องเกรงใจล่ะครับ? ในเมื่อพวกผมก็มาถึงพร้อมเพื่อนตามเวลา ไม่ได้ทำผิดกฎจนทำให้เพื่อน
“นี่ยังไม่ทันข้ามวัน นายกวนประสาทฉันไปกี่รอบแล้วฮะ! แล้วเรื่องเสื้อฉันมันไปเกี่ยวอะไรกับนายไม่ทราบ” “เกี่ยว ดิ... ก็เมื่อเช้าเธอเพิ่งทำตัวเป็นภาระ นั่งรถฉันมาเรียน แผลรถเธอที่ขูดฟุตบาทก็ยังเด่นอยู่หน้าคอนโด ขืนคนอื่นรู้ว่าผู้หญิงซุ่มซ่ามที่ขับรถชนฟุตบาทแถมยังแต่งตัวรัดรูปคนนี้เป็นคนรู้จักฉัน... ฉันก็เสียชื่อหมดดิ” ดีเดย์ร่ายยาวหน้าตาย “หน็อย... ตาบ้าดีเดย์! ถ้านายจะเรียกฉันมาเพื่อวิจารณ์เรื่องเสื้อผ้ากับเรื่องรถชนนะ ฉันจะไปแล้ว!” เอย่าสะบัดหน้าจะหันหลังกลับ แต่ดีเดย์ไวกว่า มือหนาคว้าหมับเข้าที่แขนเล็กของเธอแล้วดึงรั้งไว้เบาๆ แผ่นหลังเล็กเกือบกระแทกอกแกร่งของเขา “เดี๋ยว... ใครบอกหมดเรื่องแล้ว? ข้อสองสำคัญสุด” ดีเดย์ก้มลงมากระซิบข้างหูจนเอย่าขนลุกซู่ “...เมื่อกี้ ที่ไอ้เชฟมันขอจีบ ทำไมต้องอ้ำๆ อึ้งๆ?” “ก็... ก็คนมันไม่เคยโดนจีบโต้งๆ แบบนั้นนี่นา มันก็ต้องตั้งตัวไม่ทันเป็นธรรมดาป่ะ” เอย่าตอบตะกุกตะกัก หลบสายตาคมกริบที่จ้องจับผิด “หึ... ห้ามให้มันจีบเด็ดขาดนะ” ดีเดย์พูดเหมือนออกคำสั่ง “ทำไมฉันจะบริหารเสน่ห์ไม่ได้ฮะ? นายเป็นพ่อฉันหรือไงมาห้าม!” เอย่าเถียงคอเป็นเอ็น “ไม่ได้
ไม่นานนัก เชฟ โอ๊ค และเจฟ ก็เดินถือจานข้าวกลับมานั่งลงประจำที่ของตัวเอง ทันทีที่นั่งลง เชฟก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ยิงคำถามใส่คนข้างๆทันที “เอย่า... เธอมีแฟนหรือยังค้าบ?” “ยะ... ยังไม่มีเลย” เอย่าตอบเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าหวานขึ้นสีระเรื่ออย่างทำตัวไม่ถูก “งั้น... เราจีบเอย่าได้ป่ะ?” เชฟถามอย่างไม่อ้อมค้อม แววตาแพรวพราว “เอ่อ... คือเรายังไม่พร้อมมีใครตอนนี้น่ะ อยากโฟกัสเรื่องเรียนก่อน” เอย่าตอบเลี่ยงๆ เพื่อถนอมน้ำใจเพื่อนใหม่ ‘จะว่าไปเชฟก็หล่อดีอยู่หรอกนะ... แต่ถ้าเทียบกับตาบ้านี่แล้วยังสู้ไม่ได้... เอ๊ะ! ยัยเอย่า! นี่แกคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย ผิดผีจริงๆ!’ เอย่าเหม่อลอยไปแวบหนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งดึงสติกลับมา ขนลุกซู่กับความคิดแปลกๆ ของตัวเองที่ดันเอาผู้ชายตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับดีเดย์ที่นั่งทำหน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้าม “โห่... วัยรุ่นเซ็งเลย เสียดายแทนไอ้เชฟแม่งฉิบหาย” โอ๊คบ่นอุบอิบ มือก็ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “แต่... พวกเราเป็นเพื่อนกันได้นะ” เอย่ารีบพูดต่อเพื่อไม่ให้บรรยากาศมันกร่อยเกินไป พลางบุ้ยปากไปทางเพื่อนสนิททั้งสองคน “เนี่ย... ยัยกรีนก็ยังโสดนะ ส่วนยัยปีใหม่นี่... ยิ่งโสด
เวลาผ่านไปจนถึงเวลาเที่ยงวันนั้น “ป้ะพวกมึง! ไปแดกข้าวที่คณะถาปัตย์กัน” เชฟเอ่ยชวนเสียงดังอย่างตื่นเต้น จนเก็บอาการไม่อยู่ “ไปดิ่... อยากรู้เหมือนกันว่าโรงอาหารคณะนู้นจะมีอะไรเด็ดบ้าง” เจฟตอบขำๆ ก่อนที่สี่หนุ่มวิศวะในชุดเสื้อช็อปจะพากันเดินตรงดิ่งไปยังโรงอาหารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทันทีที่ถึงเสื้อช็อปสีแดงเลือดหมูของพวกเขาก็กลายเป็นเป้าสายตาทันที “เฮ้ยๆ นั่นไง... ใช่คนเมื่อเช้าป่ะวะมึง?” เชฟกระทุ้งศอกใส่เจฟพลางชี้ชวนให้ดูโต๊ะม้าหินอ่อนมุมหนึ่ง ที่มีสาวร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มนั่งกินข้าวอยู่กับเพื่อนผู้หญิงอีกสองคน “เออ... ใช่ นั่นแหละเอย่า” เจฟตอบ “โห... ขนาดชื่อยังน่ารักเลยว่ะ” โอ๊คพึมพำแววตาเคลิ้ม ไม่รอช้า สี่หนุ่มวิศวะเดินหน้ามึนตรงเข้าไปที่โต๊ะนั้นทันที พวกเขาจัดการแยกย้ายนั่งล้อมโต๊ะของสามสาวหน้าตาเฉย โดยเจฟกับโอ๊คขนาบข้างฝั่งเพื่อนเอย่า ส่วนเชฟรีบแทรกตัวลงนั่งเก้าอี้ม้าหินอ่อนตัวเดียวข้างๆ เอย่าทันที โดยมีดีเดย์เดินมานั่งลงตรงฝั่งตรงข้ามข้ามจ้องมองมาหน้านิ่ง เอย่าที่กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ถึงกับต้องหยุด เธอตกใจมองกลุ่มผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อช็อปวิศวะที่จู่ๆ ก็มานั่งล้
หลังจากภูวินทร์โดนทีมงานเชิญไปบรีฟงานหน้าเวที ไอรินที่กำลังยืนเช็กเมคอัพอยู่ในห้องพักรับรองส่วนตัวก็ยิ้มอยู่คนเดียวในกระจก จนกระทั่งอลิซเดินเข้ามาเงียบๆ ในชุดที่เปลี่ยนใหม่แล้ว “ยังกล้าเดินเสนอหน้ามาอีกเหรอจ๊ะ? นึกว่าไปนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งซะอีก” ไอรินจิกกัดโดยไม่หันมามอง “อลิซไม่ได้อ่อนแอขนาดน
หลังจากที่พิมพาฟื้นตัวได้ไม่นาน บรรยากาศในห้องก็เริ่มผ่อนคลายลงจากความตึงเครียดที่เคยสะสมมานาน เสียงพูดคุยของทุกคนเต็มไปด้วยความสุข ป้าพรและป้าแก้วต่างก็รู้สึกยินดีและโล่งใจ ผ่านไปสักพัก เสียงเคาะประตูเบาๆ ก็ดังขึ้น ก๊อกๆๆ “ขออนุญาตค่ะ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นก่อนที่ประตูจะค่อยๆ เปิดออก “
หลังจากที่ป้าพรกลับบ้านไปแล้วอลิซยังคงนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างเตียงอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเสียงประตูห้องเปิดออกอีกครั้งแอ๊ดดด!!!อลิซหันไปมองที่ประตู เห็นผู้หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น“แม่เป็นยังไงบ้าง อลิซ”เป็นป้าแก้ว เพื่อนสนิทของแม่ที่มักแวะมาเยี่ยมเสมอ“อาการช่วงนี้ก็ดีขึ้นอยู่ค่ะ แต่ตอ
{ว่าไงครับเพื่อน}{คืนนี้กูจองห้อง VIP 1 ห้องนะ}{รับทราบครับผม คิดไงมึงถึงอยากมาอีกไอ้ภู กูเห็นมึงลาวงการไปนานพอสมควรแล้วนะ} ศิวาพูดหยอกล้อเพื่อนรักอย่างภูวินทร์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคุ้นเคยของคนที่รู้จักกันมานาน{กูก็แค่อยากเมา} ภูวินทร์ตอบเสียงเรียบก่อนสายจะถูกตัดไป19:00 น. ณ ร้าน NaNa Clubเส






Ulasan-ulasan