LOGINบรรยากาศช่วงเย็นคึกคักมากกว่าปกติเพราะนักศึกษาจะออกมาเดินเล่น หรือออกกำลังกายที่สนามกัน แอลลี่ใช้เวลาว่างเดินเล่นซึมซับบรรยากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกพลางยกกล้องโทรศัพท์ขึ้นเก็บภาพ
ขณะเดินชมวิวไปเรื่อย ๆ พลางคิดถึงภาพความทรงจำที่ยังทิ้งร่องรอยเจ็บลึกอยู่ในใจ แอลลี่ได้ยินเสียงโทรศัพท์แจ้งเตือนข้อความดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูและทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคือรูปถ่ายงานแต่งงานของเขา...แฟนเก่าที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าจะร่วมชีวิตด้วย เธอยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ความเศร้าและความเสียใจแล่นพล่านไปทั่วกาย หลายเดือนที่เธอพยายามทำใจ พยายามลบเขาออกไปจากความทรงจำ แต่มันกลับเหมือนตอกย้ำว่าเธอไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมที่ไม่รู้สึกอะไรได้อีก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และพยายามตั้งสติและก้าวเดินต่อไป แต่ความรู้สึกในใจยังคงวนเวียน
ขณะนั้นเองแอลลี่เหลือบเห็นใครบางคนตรงสนามออกกำลังกาย เป็นเขา...เมอร์สัน เขาสังเกตเห็นเธอเช่นกัน และทันใดนั้นเขาก็รีบหยุดการออกกำลังกายแล้ววิ่งตรงมาหาเธอ ทิ้งเพื่อน ๆ ไว้ข้างหลัง
“เจอกันอีกแล้ว” เมอร์สันทักทายพร้อมรอยยิ้มยียวนเหมือนเคย แอลลี่พยายามยิ้มตอบเพียงน้อย ๆ เพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์ของตัวเอง แต่เมอร์สันก็รู้สึกได้ว่าแอลลี่ดูเงียบผิดปกติ
“เป็นอะไรหรือเปล่า ดูเธอไม่ค่อยสบายใจเลย” เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าปกติ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเล็กน้อย” เธอตอบเบา ๆ แล้วพยายามจะยิ้มเพื่อไม่ให้เขากังวล
เมอร์สันมองเธออย่างไม่เชื่อเต็มร้อย แต่ก็ไม่อยากกดดันจึงเดินตามเธออย่างสงบและปล่อยให้บรรยากาศในยามเย็นทำหน้าที่ปลอบประโลมเธอแทน
“ถ้ามีอะไรที่ทำให้เธอไม่สบายใจ ผมพร้อมฟังนะ”
เขาพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน
หญิงสาวนิ่งเงียบและเดินหนีออกมาโดยไม่ปริปากพูดทว่าชายหนุ่มก็สาวเท้าตามพร้อมเอ่ยชวนออกมา
“นี่ก็เย็นแล้ว เราไปหาของอร่อยกินกันเถอะ”
แอลลี่ปรายตามองเขาแล้วเดินนำไปในขณะที่เมอร์สันก็เดินตามเธอไปพร้อมกับชวนคุยเรื่องอื่น ๆ ตลอดทางจนกระทั่งถึงร้านอาหาร...
หลังรับประทานอาหารเสร็จ แอลลี่กับเมอร์สันเดินออกจากร้านพร้อมกัน อากาศยามเย็นในเมือง S เย็นสบายกว่าที่เธอคิด แสงไฟตามถนนเริ่มเปิดขึ้นทีละดวง เสียงผู้คนหัวเราะคุยกันตามร้านอาหารข้างทางสร้างบรรยากาศสนุกสนานครึกครื้น
“ขอบคุณสำหรับอาหารนะ” เธอพูด พลางกอดแขนตัวเองเพราะลมเย็นพัดเฉียดผิว “คราวหน้าไม่ต้องลำบากพามาก็ได้ ฉันกินอะไรก็ได้อยู่แล้ว”
“ผมไม่ได้ลำบากเลยนะ” เมอร์สันยิ้ม “แถมยังได้กินข้าวกับเพื่อนด้วย”
“เราไม่ใช่เพื่อนกัน”
คำพูดนั้นออกไปโดยไม่ทันคิด น้ำเสียงเย็นจนชายหนุ่มเงียบไปชั่วครู่ เขามองหน้าเธอที่ก้าวนำไปสองสามก้าว เห็นแค่ปลายผมสะท้อนแสงไฟสวยงาม เขาไม่ได้โกรธกลับแค่หัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ก็ได้...ผมจะพยายามจนกว่าคุณจะยอมเป็นเพื่อนกับผม”
เธอหยุดเท้า หันมามองเขา “ไม่ต้องพยายาม”
“แต่ผมอยากพยายาม” เขาตอบเรียบง่าย รอยยิ้มที่ส่งมาทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล
ระหว่างเดินกลับหอพัก ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนถึงหน้าลิฟต์ เสียง—ติ๊ง—ดังขึ้นขณะประตูลิฟต์เปิดออก แอลลี่ก้าวเข้าไปก่อน เมอร์สันเดินตามมาเงียบ ๆ คราวนี้ไม่มีบทสนทนาใดจนกระทั่งลิฟต์มาหยุดที่ชั้นของพวกเขา
“คือว่า...” เขาเอ่ยขึ้นเพื่อหยุดการเดินของเธอ
หญิงสาวเหลียวหลังกลับมามองชั่วครู่หนึ่งเพื่อรอฟัง
“ผมจะพยายามไม่ทำเสียงดังตอนกลางคืนแล้วนะ”
แอลลี่มองเขาเหมือนจะพูดอะไร แต่ก็แค่พ่นลมหายใจแรง ๆ แล้วหมุนตัวเข้าห้องไปโดยไม่ตอบ
เมอร์สันยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง หัวเราะแผ่วเบา
“น่ารักชะมัด...”
เธอน่าแกล้งและเขาเองก็เผลอแกล้งเธอไปโดยไม่รู้ตัว บางอย่างที่ดึงดูดให้เขาสนใจเพื่อนข้างห้องที่มาใหม่ และดูเหมือนว่าเขาคงจะให้เพื่อนอีกคนยืมห้องทำเสียงดังไม่ได้อีกแล้วซะด้วย...
บทส่งท้ายเสียงระฆังวิวาห์ยังคงดังก้องในความทรงจำ งานแต่งที่อบอวลด้วยสีมงคล เสียงหัวเราะ และคำอวยพรจากผู้คน รอบตัวเต็มไปด้วยโคมแดงและริบบิ้นผูกปมคู่ที่สื่อถึงความผูกพันนิรันดร์ฤดูกาลได้เปลี่ยนฝันไปจนตอนนี้ผ่านมาแล้วสามปีเมื่อสองปีก่อนแอลลี่ได้ลาออกจากงานประจำหลังจากที่รู้ว่าตัวเองนั้นกำลังตั้งครรภ์เธอได้ใช้เวลากับการดูแลเจ้าตัวเล็กที่กำลังเกิดมาพร้อมกับเริ่มเข้ามาเรียนรู้เพื่อช่วยธุรกิจของเมอร์สันอย่างเต็มตัวแสงอาทิตย์ยามเช้าสีทองในวันนี้ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาอาบบนผ้าปูที่นอน แอลลี่ค่อย ๆ ลืมตา รู้สึกถึงอ้อมแขนอุ่นที่โอบรัดเธอจากด้านหลัง เมอร์สันขยับเล็กน้อย เขาซุกหน้าเข้ากับซอกคอเธออย่างเคยแอลลี่ขยับตัวพลิกหันไปมองเมอร์สัน ปลายจมูกของทั้งคู่เฉียดใกล้จนลมหายใจอุ่นปะทะกัน เขาจะโน้มหน้าลงมาใกล้รอยยิ้มเริ่มผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันได้จุมพิต เสียงเล็ก ๆ ใสแหลมก็ดังขึ้นมาราวกับลูกศรพุ่งปักกลางใจทั้งคู่“หม่าม้าาาาา! ปะป๊าาา!”แอลลี่สะดุ้งผละออกแทบจะทันที ใบหน้าแดงจัดราวกับถูกจับได้ว่าทำความผิด เมื่อลูกสาวตัวน้อยวัยขวบกว่าในชุดนอนลายหมีน้อยกำลังก้าวเตาะแตะเข้ามาแก้มกลมสีชมพู ดวงตาก
บทที่ 18 เมือง S ที่แสนอบอุ่นหลายเดือนต่อมาฤดูการเปลี่ยนฝันไป เป็นเวลาหนึ่งปีกว่าแล้วที่เธอได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง S หลังจากยื่นสมัครงานอยู่หลายบริษัท ไม่นานนักบริษัทแห่งหนึ่งก็เรียกสัมภาษณ์ทันทีสัมภาษณ์ที่ควรจะลุ้นกลับผ่านไปง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ คำถามไม่กี่ข้อ เวลาไม่นานเกินห้านาที ราวกับว่าจัดทำทุกอย่างเป็นพิธีการที่จัดขึ้นพอให้ครบขั้นตอนความตั้งใจที่จะกลับบ้านในตอนแรกต้องเปลี่ยนไป แอลลี่โทรกลับไปคุยกับครอบครัว เล่าให้ฟังถึงความเป็นอยู่ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเมอร์สันอย่างตรงไปตรงมาเธอบอกพวกเขาว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทดลองงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในเมือง S และหากผ่าน เธอคิดจะทำงานที่นี่ต่อไปก่อน โดยยังไม่มีแผนจะย้ายกลับไปทำงานใกล้บ้านในเร็ววันในช่วงทดลองงานเธอทำงานอย่างตั้งใจจนเกินร้อย ทั้งเรียนรู้ ทั้งปรับตัว เธอได้เพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคน และได้รับคำชมมากกว่าที่คาดหวังไว้ จนกระทั่งครบกำหนดเธอก็ได้เซ็นสัญญาเป็นพนักงานประจำเย็นวันหนึ่ง ใกล้เวลาเลิกงาน แอลลี่ที่ทำงานเสร็จเรียบร้อยเตรียมตัวปิดคอมพิวเตอร์ จัดเรียงเอกสารบนโต๊ะให้เข้าที ก่อนจะเดินนำเอกสารที่ต้องให้เจ้านา
บทที่ 17ค่ำคืนคริสต์มาสอันแสนหวาน (2)เมอร์สันพาแอลลี่เดินต่อไปจนกระทั่งเสียงความครึกครื้นของงานเทศกาลเริ่มเลือนหาย เหลือเพียงเสียงลมพัดและกลิ่นแม่น้ำลอยมาตามลมซุ้มไฟเหนือหัวค่อย ๆ ลดจำนวนลง แต่แสงจากอีกฟากหนึ่งกลับชัดขึ้นทุกทีแอลลี่หยุดกะพริบตาเมื่อเห็นวิวเบื้องหน้าแม่น้ำขนาดใหญ่ทอดยาว มีสะพานโค้งประดับไฟสีทองทอประกายอยู่ไกล ๆเรือขนาดกลางลำหนึ่งจอดอยู่ริมท่า ประดับด้วยไฟสีทองตลอดขอบเรือ แสงสะท้อนบนผิวน้ำวิบวับราวกับหิ่งห้อยนับพันมีเพียงเรือแค่ลำเดียว—และไร้ผู้โดยสารคนอื่นแอลลี่เผลออ้าปากเล็กน้อย“สวยจัง…”เมอร์สันมองสีหน้าตื่นตาของเธอแล้วหัวใจก็อ่อนลงทันที“ดีใจที่เธอชอบ” เมอร์สันยื่นมือออกมา “ไปกันเถอะ”แอลลี่รู้ดีว่าไม่ควรปฏิเสธช่วงเวลานี้ เธอตอบรับและยื่นมือไปจับมือเขาเมื่อขึ้นเรือมา ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำส่งเสียงกระทบตัวเรือเบา ๆ เบื้องหน้าเป็นแม่น้ำส่องแสงสะท้อนจากเมืองทั้งเมือง ตึกสูงเรียงรายเป็นแถบ ราวกับกำแพงกระจกที่ส่องประกายอยู่ในค่ำคืนคริสต์มาสเรือลอยไปอย่างช้า ๆ ผ่านแสงไฟที่พร่างพราวเหมือนกลิตเตอร์บนผิวน้ำ เมื่อพ้นโค้งแม่น้ำ ลมพัดทุกรายละเอียดบนผิวน้ำให้ระยิบระยับ ไฟ
บทที่ 16ค่ำคืนคริสต์มาสอันแสนหวาน (1)คืนวันคริสต์มาส…อากาศหนาวจัดลงกว่าเดิมจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว แอลลี่ก้าวลงจากรถเมล์ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปตามพิกัดที่เมอร์สันส่งมาให้สถานที่ท่องเที่ยวภายในเมืองถูกแต่งแต้มด้วยแสงไฟของเทศกาลคริสต์มาสระยิบระยับ ริมทางเต็มไปด้วยต้นสนประดับโบว์สีแดงและไฟกะพริบสลับจังหวะ ผู้คนพากันสวมโค้ทหนาเดินจับมือ ถ่ายรูป หรือยืนซดโกโก้อุ่นจากร้านค้าข้างทาง เสียงเพลงคริสต์มาสคลอเบา ๆ ตามถนนตลอดทาง ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขในยามค่ำคืนบริเวณลานกลางเมืองหน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลอง บางกลุ่มยืนถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาสสูงตระหง่านที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลาน ตกแต่งด้วยโคมไฟสีส้มอ่อนและริบบิ้นสีแดงใหญ่ เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังปะปนกันจนอบอุ่นกว่าลมหนาวแอลลี่หยุดยืนมองภาพบรรยากาศตรงหน้า และในตอนนั้นเอง…เสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง“แอลลี่!”เธอหันกลับไป เห็นเมอร์สันเดินเร็วเข้ามาหาในชุดโค้ทสีดำ ตามด้วยผ้าพันคอสีเข้มที่เข้ากันจนดูสุภาพกว่าทุกวัน แก้มของเขาขึ้นสีจาง ๆ จากลมหนาว“ขอโทษที่ให้รอ เธอมาถึงนานหรือยัง”แอลลี่ส่ายหน้าพลางส่งสา
บทที่ 15ฤดูหนาวอันแสนอบอุ่นลมหนาวกลางฤดูมาเยือน พัดผ่านระเบียงอพาร์ตเมนต์ เสียงลมเสียดผ่านกระจกดังแผ่วที่รายล้อมไปด้วยความเงียบสงบแอลลี่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องนั่งเล่น กำลังจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เปิดไฟล์เรซูเม่ค้างอยู่ ด้านข้างคือแก้วชาร้อนที่เริ่มมีไอน้ำเกาะผิวแก้ว พลางยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ความคิดวนเวียนเรื่องงานที่กำลังจะยื่นสมัครเธอใกล้เรียนจบคลาสภาษาแล้ว ถึงเวลาต้องหางานให้ได้ ไม่ว่าจะเมืองไหน ไม่ว่าจะบริษัทอะไร ขอเพียงเป็นงานที่เริ่มต้นที่ประเทศนี้ได้ก็พอแต่ช่วงนี้…ผู้หางานมากขึ้นกว่าปีก่อนเป็นเท่าตัว ทำให้เธอต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเพราะอาจจะว่างงานไปอีกสักพักเสียงประตูเปิดดังขึ้น เมอร์สันเดินเข้ามาในชุดเสื้อโค้ทสีเข้ม ผมที่โดนลมหนาวพัดจนฟูเล็กน้อย เขาถอดผ้าพันคอออกแขวนไว้แล้วเดินเข้ามาหาหญิงสาว“กำลังยื่นสมัครงานอยู่เหรอ” เมอร์สันเดินเข้ามาหาแอลลี่ที่ทำหน้าเครียดอยู่“ใช่ ฉันยื่นไปแล้วหลายที่แต่ยังไม่มีที่ไหนตอบกลับมาเลย”แอลลี่รู้สึกเป็นกังวลเพราะเธอยังต้องใช้เงินเก็บดำรงชีวิตอยู่ ถึงค่าเช่าห้องจะไม่แพงตามที่เมอร์สันเคยบอกแต่ทว่าเงินค่ากิน และค่าใช้จ่ายจิปาถะคงจะอยู
บทที่ 14ข้างห้องที่ไม่มีอยู่จริง (2)สองวันต่อมา...ในช่วงสายของวันผู้ดูแลได้เดินมาที่ห้องของเธอเพื่อตรวจสอบสภาพห้อง แอลลี่ลากกระเป๋าทั้งหมดออกมาไว้ข้างนอก ก่อนจะรอตรวจเช็กห้องหลังจากทำการตรวจเช็กห้องเรียบร้อยแล้ว เธอยื่นกุญแจห้องคืนให้พร้อมลงชื่อในเอกสารตรวจสภาพห้องเมื่อผู้ดูแลยืนยันว่าเรียบร้อยดีและดำเนินการโอนเงินประกันคืนให้ทันที แอลลี่ก็โค้งขอบคุณแล้วหันหลังเดินออกมาหญิงสาวขนของเข้าในลิฟต์แล้วลงมาชั้นล่าง ทันทีที่ออกมาถึงหน้าตึก เธอก็เห็นเมอร์สันยืนรออยู่แล้วครั้นเห็นแอลลี่เดินออกมาเขาก็รีบก้าวเข้ามาหารวดเร็วกว่าเดิม สายตาที่กวาดมองกระเป๋ากองเล็กของเธอดูจะทั้งโล่งใจและตื่นเต้นปนกัน“เสร็จแล้วเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่น“ใช่แล้ว วันนี้ไม่มีคนย้ายออกเลยเร็วน่ะ”แอลลี่พูดพลางขยับกระเป๋าที่อยู่ในมือเพราะเริ่มหนัก เมอร์สันจึงเดินเข้ามาหาและช่วยเธอขนในทันที“ผมช่วยนะ เพราะเราต้องเดินไปอีกนิดหน่อย ผมจอดรถไว้ค่อนข้างไกล”หญิงสาวไม่ปฏิเสธน้ำใจของอีกฝ่ายเพราะเธอไม่สามารถเดินถือไปเองคนเดียวหมดจริง ๆ ขนาดแค่ขนของลงมายังชั้นล่างใช้แรงแทบจะหมดแอลลี่ไม่คิดเลยว่าจะมีสัมภาระเพิ่มขึ้นขนาด







