LOGINสือเจี้ยนหาวควบม้าขึ้นเขาไปอย่างคล่องแคล่ว เขารู้เส้นทางในละแวกนี้เป็นอย่างดี ดินแดนเหนือแห่งนี้นานมาแล้วเขาเคยสำรวจเส้นทางทั้งหมดด้วยตัวเอง
ตอนนั้นเขายังเป็นองครักษ์เงาของแม่ทัพใหญ่ และหน้าที่รองอีกอย่าง ก็คือสำรวจเส้นทางที่จำเป็นในการเดินทัพ ดังนั้นแถบชายแดนทางเหนือ เขาจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี และหุบเขาแห่งนี้เขาก็ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถใช้หลบศัตรูได้
เขาคือนักล่าที่ไม่ชอบและไม่มียอมเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ดังนั้นเขาต้องหาที่ปลอดภัยให้หญิงสาวเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ล่าเสียเอง นั่นจึงจะเป็นวิธีที่เขาถนัด
สูงขึ้นไปยังยอดหุบเขาอันเหน็บหนาว ดอกเหมยสีแดงต้นหนึ่งกำลังผลิบาน ราวกับเย้ยหยันความหนาวเย็นอย่างเดียวดาย
เมื่อเดินไปด้านหลังต้นไม้สูงใหญ่ สุดทางเดินริมหน้าผามีถ้ำหินขนาดเล็กแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดี ไม่มีทางที่จะเห็นทางเข้าถ้ำแห่งนี้ได้ เนื่องจากปล่องหินที่มีขนาดเล็กมาก ทั้งยังหลบอยู่ด้านหลังเถาไม้เลื้อยที่ปกคลุมจนหนาทึบ ทว่าสือเจี้ยนหาวที่เป็นคนพบมันก่อนผู้ใดยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี
“เจ้าเข้าไปหลบอยู่ด้านในก่อน ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขาคือมิตรหรือศัตรู” สือเจี้ยนหาวอุ้มจูอี้หลินลงมาจากหลังม้า ตอนนี้นางรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก
“แต่นั่นไม่อันตรายหรอกหรือเจ้าคะ” จูอี้หลินถามเขาด้วยความกังวล
“ข้าไม่เป็นไร เจ้าหลบอยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่า”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น ทว่านางรู้ดีว่ากำลังเป็นตัวถ่วงเขา เพราะหากไม่มีนางที่อ่อนแรง เขาคงจะหนีไปเองได้โดยง่าย
หากไม่มีนางเขาก็ไม่ต้องมาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ นางเป็นตัวหายนะที่ดึงดูดภยันตรายมาสู่คนรอบข้างอย่างที่ลุงกับป้าเคยพูดเอาไว้โดยแท้
“ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”
จูอี้หลินก้มหน้าลงหลบตาเขา มือน้อยสั่นเทายื่นออกไป ทว่ากลับชะงักไม่กล้าแตะโดนแม้แต่ชายเสื้อของชายหนุ่ม ในใจแอบหวังว่าเขาจะทิ้งนางเอาไว้ที่นี่แล้วจากไปเสีย
สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว รับรู้ถึงน้ำเสียงสิ้นหวังของนางอย่างชัดเจน ทว่าจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ก้มลงดึงมีดสั้นของตนออกมาจากรองเท้าหุ้มแข็ง
“เจ้าเอานี่ติดตัวไว้ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ใช้มันป้องกันตัว”
จูอี้หลินเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะก้มลงมองมีดสั้นที่เขายื่นมาให้ ใบหน้างดงามปรากฏแววตื่นตะลึง แม้ว่านางจะไม่เคยเอ่ยถาม แต่ก็พอจะรู้ว่ามีดสั้นทั้งสองเล่มสำคัญต่อเขามาก กระนั้นเขากลับยื่นมันให้คล้ายกับไม่ได้ใส่ใจอะไร
“แต่มันเป็นของสำคัญของท่าน...”
“ใช่ มันคือสิ่งเดียวที่ตกทอดมาจากบิดาข้า ก่อนที่เขาจะสิ้นใจในกองเพลิง ดังนั้น...ข้าจะกลับมารับคืน” กล่าวจบก็วางมันลงในมือของนางแล้วหมุนตัวเดินออกไป
จูอี้หลินได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง นางมองร่างสูงที่เดินหายออกไปจากถ้ำด้วยใบหน้าหลากหลาย ทว่าเมื่อตระหนักขึ้นได้ว่านี่เป็นสิ่งยืนยันว่าเขาจะกลับมาแน่นอน ก็พลันยิ้มออกมาอย่างตื้นตัน
หญิงสาวกอดมีดสั้นเล่มนั้นเอาไว้แนบอก
ภายใต้หน้ากากความเย็นชาของเขา นี่กลับเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจผู้อื่นยิ่ง เขารู้ว่านางกลัว กลัวว่าเขาจะจากไปโดยทิ้งนางเอาไว้เบื้องหลัง แม้นางจะอยากให้เขาจากไป แต่เมื่อรับรู้ด้วยการกระทำทั้งหมดของเขา ใจดวงน้อยกลับอบอุ่นยิ่งนัก
เขาถึงกับทิ้งของสำคัญเอาไว้ที่นาง...
หลังจากออกมาจากถ้ำสือเจี้ยนหาวก็ควบม้าฝ่าลมหนาวออกไปด้วยความระมัดระวัง ลมเย็นเยียบพัดผ่านมา ทำให้เขาตระหนักว่าไม่ช้าหิมะแรกจะโปรยลงมาอย่างหนัก หากเขายังอยากจะลงเขาไปอย่างปลอดภัย จำเป็นที่เขาต้องรีบจัดการกับผู้ที่ติดตามเขามาโดยเร็ว
เสียงกระบี่อ่อนแหวกอากาศเข้ามาใกล้ พร้อมกับร่างของชายชุดดำ สือเจี้ยนหาวพลิ้วกายหลบ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่รู้เลยว่ามีคนอยู่ใกล้เขาถึงเพียงนี้
เงาร่างสีดำทะยานตามติด เมื่อเขาสามารถหลบพ้นรังสีกระบี่ สือเจี้ยนหาวกระโดดออกจากบังเหียน แล้วทิ้งตัวลงบนพื้นก่อนจะหยิบหินก้อนหนึ่งใต้ฝ่าเท้าขว้างออกไปหาบุรุษชุดดำ
รังสีกระบี่พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง เขาต้องพลิ้วกายหลบคนชุดดำคนอีกคนซึ่งปรากฏกายขึ้นจู่โจมอีกครั้ง ในตอนนี้สือเจี้ยนหาวไม่อาจอยู่เฉยอีกต่อไป เขารวบรวมกำลังภายในที่มีอยู่แล้วหายวับไปกับตา ทำให้บุรุษชุดดำทั้งสองตกตะลึง
“ไม่จริง!!!”
“เงาล่องหน!! เขาไม่ใช่หนานเฟยหลง”
“หรือว่าเขาจะเป็น...”
“เขาตายไปแล้ว!!” บุรุษชุดดำหันไปมองรอบกายด้วยความแตกตื่น
สือเจี้ยนหาวที่เพิ่งจะใช้วิชาเงาล่องหนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว นามที่คนเหล่านั้นเอ่ยถึง ‘หนานเฟยหลง’ แน่นอนว่าเขารู้จักดี เพราะนั่นคือพระนามขององค์รัชทายาทแคว้นหนานซึ่งเพิ่งจะมีข่าวว่าถูกลอบปลงพระชนม์
เงาสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังบุรุษชุดดำทั้งสอง ก่อนที่ร่างสองร่างจะล้มลงไปนอนจมกองเลือด พวกเขาตาเหลือกค้าง เหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน หลังจากนั้นสือเจี้ยนหาวจึงปรากฏตัว
ชายหนุ่มหายใจหอบ ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
อาการบาดเจ็บภายในที่เขาเพียรซ่อนเอาไว้ ตอนนี้กำลังกำเริบเพราะเขาฝืนใช้กำลังภายใน เขารู้สึกถึงลมปราณที่เริ่มตีกันจนมั่วไปหมด
ตอนที่สือเจี้ยนหาวกำลังฝืนกายเพื่อยืนให้มั่นคงนั้น เงาร่างของบุรุษชุดดำอีกสามคนก็ปรากฏขึ้นอีก พวกเขายืนล้อมร่างที่กำลังโงนเงนอย่างพิจารณา คล้ายกับกำลังลังเลที่จะจู่โจม
“เจ้าเป็นใคร”
“ข้าต่างหากที่สมควรเป็นฝ่ายถาม พวกเจ้าเป็นใคร และต้องการอะไร” สือเจี้ยนหาวกระชับมีดสั้นในมือแน่น
“วิหคยมทูต!!”
เขาเดินตรงไปยังแผงขายเนื้อ และซื้อเนื้อตากแห้งมาไม่กี่ชิ้น ด้วยเงินที่นางใส่เอาไว้ในห่อสัมภาระ ทั้งที่เงินนั้นสามารถเหมาทั้งแผงเนื้อเลยก็ได้ แต่เขากลับยืนขมวดคิ้ว คิดแล้วคิดอีกกว่าจะยอมล้วงมันออกมาเพียงไม่กี่อีแปะ ฝีเท้าอันมั่นคงก้าวขึ้นเหนือไปตามถนนสายหลัก ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา กวาดไปทั่วบริเวณ บางครั้งเขาก็ส่งเสียงเบาๆ ในลำคอ คล้ายกำลังร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี โดยที่เขาไม่ได้ผ่อนฝีเท้าลงเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้ากระทั่งบ่ายคล้อย เขาหยุดพักเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และนั่นทำเอาคนที่ใช้ปีกบินตามเขามาเงียบๆ อยู่เหนือศีรษะถึงกับถอนหายใจ นางกังวลว่ากว่าเขาจะหานางพบ ไม่ล้มป่วยลงก็แปลกแล้ว ห้าวัน! ห้าวันแล้ว! จูเสวี่ยหลินสบถ นางสะกดรอยตามเขามาห้าวันเต็มๆ เขาเอาแต่เดินขึ้นเหนือโดยหยุดพักเพียงไม่กี่ครั้ง อาหารที่กินก็น้อยนิด เงินที่มีติดตัวก็ไม่เคยใช้จ่าย ทั้งยังไม่เคยเข้าพักในโรงเตี๊ยมเลย ได้แต่อาศัยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ใบหน้าของเขาก็ยังประดับรอยยิ้มเบิกบาน ผิดกับนางที่อารมณ์ยิ่งมาก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่าน กระทั่ง
เวทีกลางตลาดที่มีผ้าม่านล้อมรอบ ทำให้ผู้คนต่างก็อดที่จะมองด้วยความสงสัยไม่ได้ เนื่องจากเสียงครางกระเส่า ที่ยิ่งนานก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงเนื้อกระทบเนื้อที่ดังมากับเสียงครวญคราง ซึ่งไม่ว่าผู้ใดที่ได้ยิน ก็อดที่จะหน้าแดงใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งสายตะวันโด่งผู้คนก็ยิ่งมาก เสียงซุบซิบและเสียงชี้ชวนให้กันล้อมวงเข้ามาดูก็ยิ่งทำให้ผู้คนสนใจ กระทั่งจำนวนคนมากพอ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น หลังจากผ้าม่านถูกดึงออก พร้อมกับเสียงฮือฮาของผู้ชม เมื่อได้เห็นภาพชายร่างใหญ่สามคน และสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน ต่างก็เปลือยกายร่วมรักอย่างเร่าร้อน อีกทั้งพวกเขาทั้งห้าคนก็ไม่เลือกหญิงเลือกชาย แต่ต่างคนต่างก็รุกเร้าพัวพันกันแบบเนื้อถึงเนื้อ โดยไม่สนเหล่าผู้ชมที่ยืนดูอยู่ด้านล่างเวทีเลยแม้แต่น้อย ผู้ชมเหล่านั้นถึงแม้ว่าปากจะรุมประณาม ด่าทอ ทั้งยังสบถด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทว่าพวกเขาทั้งหมดกลับยืนดูอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครมีทีท่าจะเดินหนีแม้แต่คนเดียว หลังจากสมรภูมิอันหนักหน่วงบนเวทีกลางตลาด จูเสวี่ยหลินมั่นใจว่าสองสามีภรรยาตระกูลเหวิน คงนั่งไม่ได้ไปอีกนาน เนื่องจากบุรุษกำ
จูเสวี่ยหลินเบือนหน้าไปมองด้านอื่น เพราะเกรงว่านางจะใจอ่อนยอมให้เขาขึ้นรถม้าไปด้วย ...นางจำเป็นต้องทำเช่นนี้... ภาพของบุรุษที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูเมือง เรียกความสนใจของชาวเมืองได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าใครจะเข้าไปคุยกับเขา หรือเข้าไปซักถาม เขาก็ไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือว่ามีเด็กขว้างปาข้าวของใส่เขา เขาก็ไม่ขยับกายไปไหน ได้แต่นั่งนิ่งๆ ภายในใจก็คอยนับว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว เมื่อผ่านไปได้หนึ่งวันเขาก็จะยิ้มออกมา และนับวันใหม่ต่อไป จนแทบจะทนรอให้ครบสามวันไม่ไหว จูเสวี่ยหลินได้แต่ถอนหายใจ ภาพที่เจี่ยนอิงนั่งนิ่งไม่ขยับไปไหน ทำให้นางกลัดกลุ้มยิ่งนัก เขาทำตามที่นางสั่งอย่างเคร่งครัด นางสมควรจะดีใจจึงถูก แต่มันกลับทำให้นางหงุดหงิดเสียนี่ เขาไม่ยอมลุกไปกินข้าวกินปลา ไม่ยอมแม้กระทั่งลุกไปเข้าสุขา แล้วอย่างนี้หากครบสามวันจริงๆ ไม่หน้ามืดไปก่อนที่จะทันได้ตามหานางหรอกหรือ คิดแล้วก็ได้แต่หนักใจ ก่อนจะหันหลังไปมองบุรุษกำยำหลายคนที่โดนนางฟาดจนสลบ คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นคนข
เนื่องจากถูกเลี้ยงดูให้ยืดมั่นถือมั่นในคนผู้เดียว แม้เขาจะสูญเสียความทรงจำ ทว่าจิตใต้สำนึกของเขายังคงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น โดยเฉพาะในยามนี้ที่เขาตระหนักชัดว่าจูเสวี่ยหลินคือคนเดียวที่ดีต่อเขาอย่างแท้จริง เขายึดนางเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ และการที่เขาพบว่านางกำลังอยู่กับเหวินอี๋ชิว ทำให้เขาเกิดอารมณ์พลุ่งพล่าน กระทั่งใช้วรยุทธ์ที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวว่ามีออกไป ร่างสูงคำรามลั่นก่อนที่จะพุ่งตัวออกไป เมื่อเห็นมือของเหวินอี๋ชิวกำลังยื่นออกมาแตะที่ต้นแขนของจูเสวี่ยหลิน “เอามือสกปรกของเจ้าออกไปจากนายหญิง!” กว่าที่ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหวินอี๋ชิวก็ล้มตัวลงไปนอนกองกับพื้น โดยมีเท้าข้างหนึ่งของเจี่ยนอิงวางอยู่บนลำตัว เขาค่อยๆ ย่อตัวลง ดวงตาทั้งสองข้างปรากฏแววอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นแล้วกางออกคล้ายกรงเล็บ ก่อนจะเงื้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วตั้งใจจะฟาดลงไป โดยเล็งที่กลางกระหม่อมของผู้ที่อยู่ใต้ร่าง “อิง!” เสียงของจูเสวี่ยหลินทำให้เขาชะงัก ใบหน้าเหมือนกำลังสับสนมึนงงหันมามองหญิงสา
รุ่งเช้าวันต่อมารถม้าที่นางมอบเงินให้เขา และวานให้บอกเสี่ยวเอ้อจัดหามาให้ก็จอดรออยู่แล้ว ยังมีเสบียงอาหารสำหรับคนสองคน ตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อย ทว่าใบหน้าของเสี่ยวเอ้อ ทำเอาหญิงสาวได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เขานึกอยู่ครึ่งค่อนคืนขอรับว่าท่านจะเอาอะไรบ้าง กว่าจะนึกออกข้าเกือบจัดเตรียมทุกอย่างไม่ทัน” นั่นคือคำตอบที่ทำเอานางเกือบหลุดหัวเราะ ทว่านางไม่ได้ทำเพียงแต่เอ่ยชมเขาออกมาคำสองคำ ในที่สุดจูเสวี่ยหลินก็มีโอกาสได้ใช้เงินก้อนใหญ่เป็นครั้งแรก นางใช้มันซื้อรถม้าอย่างดี มีที่นั่งบุนวมรอบด้านและมีข้าวของเครื่องใช้หลายอย่าง เรื่องค่าเดินทางที่นางใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้น นางไม่ได้กังวลเลยสักนิด ความจุของนาฬิกาไมโครของนางที่เรียกได้ว่าเดินทางทั้งชีวิต เงินที่ได้มาจากหนานเฟยหลงก็ไม่มีวันหมด คิดแล้วได้แต่นึกขำ ในยามที่หนานเฟยหลงให้นางเอ่ยความปรารถนาในใจได้สองข้อ เพื่อเป็นรางวัลที่นางช่วยเหลือเขาในการกอบกู้บัลลังก์ และสิ่งที่นางขอก็มีสองข้อจริงๆ ข้อที่หนึ่งคือเงิน ข้อสองก็คือเงินอีกนั่นแหละ
“ขะ..ขอรับ” อาฉินก้มหน้าลงอย่างขลาดกลัว ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ “นะ...นายท่านลงมือเฆี่ยนตีก็จริง แต่เพราะแผลนั่นนายท่านจึงเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวจึงเฆี่ยนลงไปบนแขนขาเขาแทน ตอนแรกข้าคิดว่าเป็นเพราะหึงหวงนายหญิง กระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินนายท่านทะเลาะกับนายหญิง ข้าจึงรู้มาว่าที่นายท่านเดือดดาลถึงเพียงนั้น ก็เพราะนายท่านชอบพอเขา และนายหญิงรู้ถึงความชอบนั้นจึงพยายามยั่วยวนเขาให้นายท่านเห็น ทั้งยังเอ่ยขอเขากับนายท่าน หรือไม่เช่นนั้นก็แบ่งกันคนละวัน นับจากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในห้องใต้ดินสลับกัน หลังจากกลับออกมาแผลที่ถูกเฆี่ยนตีบนตัวเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นานนายท่านก็ขายเขาออกมา ส่วนนายหญิงรู้ว่าข้าแอบส่งน้ำส่งอาหารให้เขา ข้าจึงถูกขายออกมาด้วย” อาฉินเอ่ยจบก็มีเพียงความเงียบงัน จูเสวี่ยหลินสูดลมหายใจเข้า มือสองข้างกำแน่นจนขาวซีด ขนลุกขนพองไปทั้งร่าง เมื่อหันไปมองใบหน้าเดือดดาลของหญิงสาว อาฉินจึงรีบเล่าเรื่องสุดท้ายให้ฟัง “ตอนที่เดินทางมากับขบวนค้าทาส เขาถูกซื้อไปหลายรอบ แต่ทุกครั้งก็จะถูกนำมาคืน และเขาก็ถูกทุบตีกลับมาแทบจะทุกครั้ง คิดว่าน่าจะเป็นเพราะเขามีท่าทีหวาดกลัวแ
จูอี้หลินนั่งลงข้างๆ ร่างหมดสติของเซียวไห่เฟิง โดยไม่สนใจสายตาโกรธเคืองของราชองครักษ์ทั้งสาม หลอดแก้วดังกล่าวถูกยื่นไปที่ริมฝีปากซีดเซียว กรอกของเหลวสีแดงเข้มบังคับให้เขาดื่มลงไปเมื่อแน่ใจว่าเขาดื่มมันเข้าไปมากพอ หญิงสาวจึงหันมามองบาดแผลที่ต้นแขนของเซียวไห่เฟิง นิ้วมือเล็กกดไปบนปากหลอดแก้ว แล้วคว่
“เช่นนั้นเจ้าก็บอกมันสิ” ถงอวี๋เยี่ยนยังมีเวลาประชดประชันสหาย“ระวัง!” สือเจี้ยนหาวตะโกนทันทีที่มองเห็นแล้วว่าไซฟรอสพุ่งตรงเข้ามาหาพวกเขา ทั้งห้ากระโดดหลบออกไปคนละทิศละทางเซียวไห่เฟิงเบี่ยงกายไปทางซ้าย เมื่อกรงเล็บของสัตว์ร้ายตวัดมายังตน เขากระโดดไปยังทิศทางที่ไซฟรอสเล็งเอาไว้ แต่เขาต้องขมวดคิ้วเม
ภาพเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งไปมาภายในห้องโถงหิน ส่งเสียงหัวเราะอย่างสดใส เด็กน้อยคนนั้นก็คือตัวนางเอง และบุรุษที่นางจับจูงมือก็คือบุรุษปริศนาที่ยืนอยู่ตรงหน้า“จะอย่างไรความทรงจำของเจ้าก็จะติดตามเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความจริงที่ว่าเจ้าคือหยกขาวก็ยังคงอยู่ ไป๋หลินน้อยในวันนั้นเป็นอย่างไร ในวัน
กระนั้นก็ยังทำให้หญิงสาวบาดเจ็บได้ หากไม่สวมชุดป้องกันนี้เกรงว่านางคงจะกลายเป็นสองส่วนแล้วกระมัง“เจ้าบาดเจ็บหรือ”“อย่าถามมาก” จูเสวี่ยหลินตัดบทก่อนลองยกแขนข้างขวาที่ได้รับบาดเจ็บขึ้น ทว่าความเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นทำให้หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเพื่อระงับอาการ “ข้าต้องรักษาบาดแผลจากกรงเล็บไซฟรอสก่อน ท่







