เข้าสู่ระบบชาติก่อนเวินซื่อเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของบิดาและเหล่าพี่ชาย แต่หลังจากที่บิดาพาน้องสาวกลับมา นางก็สูญเสียความรักไปทั้งหมด อีกทั้งยังโดนพวกพี่ชายมองว่าเป็นสตรีเจ้าเล่ห์เพราะแก่งแย่งความรักกับน้องสาว พี่ใหญ่บังคับให้นางคุกเข่าต่อหน้าผู้คน พี่รองตัดมือเท้าทั้งสองข้างของนาง พี่สามทรมานนางอย่างหนัก พี่สี่ทำลายโฉมหน้าและชื่อเสียงของนาง แม้แต่บิดาก็ไล่นางออกจากบ้าน สุดท้ายเวินซื่อเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาด้วยน้ำมือของบิดาและพี่ชาย เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางเลือกที่จะละทิ้ง ขอพระราชโองการออกจากตระกูล ตัดขาดความสัมพันธ์ทางสายเลือด ใครจะรู้ว่าพวกพี่ชายกลับพากันนึกเสียใจ คุกเข่าอ้อนวอนให้นางลาสิกขา เวินซื่อส่ายหน้าอย่างเฉยชา “อมิตตาพุทธ ตระกูลเวินอันใด เวินซื่ออันใด พวกประสกจำคนผิดแล้ว”
ดูเพิ่มเติมShe looked at him and confessed the words she didn't mean, "I'm tired Josh.
"From what? Being in HongYoonChoi organisation? Or are you tired of loving me, Celine?" He asked, cupping her face and connecting their foreheads.
"I'm tired of everything, Joshua. Can you set me free?" She placed her trembling hands on his bare chest, gently pushing him away.
The man let out a smirk, as he answered, "I already told you in the beginning; that in my life, there are no doors. So you can't escape from me Celine. You can't. Except if you'll die in my hands."
อวิ่นซิงกำลังนำทุกอย่างที่แมลงพิษด้านนอกสังเกตเห็น ถ่ายทอดให้หลานซื่อฟังอย่างไม่ตกหล่นหลานซื่อรับฟังไปพลาง โยนสมุนไพรต้นสุดท้ายลงในหม้อไปพลาง “นักพรตกู่จัดการได้ไม่เลว ถือว่ายังรู้จักหนักเบา ไม่ได้ทำให้ผู้คนถึงตาย เจียวชิงจูผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา ปล่อยให้นางไปต่อกรกับนายน้อยเผ่าร้อยอสูรผู้นั้นก่อนสักตั้งเถิด”ที่นางพูดเช่นนี้ เป็นเพราะในสายตาของนาง เจียวชิงจูกับหลิงอวิ๋นไม่น่าจะไม่ใช่พวกเดียวกันผู้หนึ่งคือนายน้อยเผ่า ผู้หนึ่งคือบุตรีผู้อาวุโส ต่างมีเจตนาแอบแฝงแม้ทั้งหมดเป็นคนของเผ่าร้อยอสูร แต่ที่ใดมีผู้คนก็ย่อมมีการต่อสู้เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้ก็เป็นเช่นนั้นมิเช่นนั้นหลังจากที่มหาปุโรหิตของพวกเขามีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามมารบกวนที่นี่ จะไม่แอบมาหานางลับหลังผู้อื่นเช่นนี้อีกหลานซื่อไม่อยากออกหน้า ก็เป็นเพราะนางคร้านที่จะเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวการต่อสู้ภายในของเผ่าร้อยอสูรแม้ว่าตอนนี้นางจะถูกเพ่งเล็งแล้ว ไม่อยากเข้าไปพัวพันก็เป็นไปไม่ได้อีกแต่การให้นักพรตกู่จัดการ หรือให้ฉีเซิงผู้เป็นมหาปุโรหิตของพวกเขาจัดการเอง อย่างไรเสียก็ย่อมแตกต่างจากการที่นางออกหน้าเองนอกจากนี้ยังมีอีกประ
“แม่นางชิงจูกระมัง ธิดาศักดิ์สิทธิ์ของเรายังคงปิดด่านรักษาสัตว์อสูรอยู่ หากยังไม่ถึงเวลา ก็จะไม่ออกมา และจะไม่พบใครทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านจงกลับไปเถิด”นางผู้นี้ก้าวเข้ามาอย่างเกรงอกเกรงใจ บอกฐานะของตนเองแก่นักพรตกู่ขึ้นมาก่อนเจียวชิงจู บุตรีของผู้อาวุโสแห่งเผ่าร้อยอสูรเนื่องจากสัตว์อสูรกำลังรับการรักษาอยู่กับหลานซื่อ นางรู้สึกได้ว่าดูเหมือนจะหายดีแล้ว ดังนั้นจึงอยากมาเยี่ยมสัตว์อสูร และต้องการมาขอบคุณหลานซื่อต่อหน้าสักครั้งแต่นักพรตกู่ยังคงขัดขวางนางเอาไว้โดยไร้การยกเว้นเห็นแก่ที่นางดูมีมารยาทกว่าคนก่อนหน้านี้ แม้ภายในใจนักพรตกู่จะรำคาญยิ่งนัก แต่ก็ยังผ่อนปรนท่าทีลง ไม่ได้ลงมือ เพียงใช้น้ำเสียงราบเรียบปฏิเสธนางไป“อย่างนั้นหรือ? แล้วไม่ทราบว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์จะออกจากด่านเมื่อไหร่?”เจียวชิงจูไม่ได้ดึงดันจะบุกเข้าไปเหมือนหลิงอวิ๋นหลังจากได้ยินนักพรตกู่ปฏิเสธนาง นางก็ทำหน้าเสียดาย ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นโดยลดความต้องการลงนักพรตกู่กล่าวเพียงว่า “ธิดาศักดิ์สิทธิ์จำเป็นต้องปิดด่านสามวัน วันนี้คือวันที่สอง”เจียวชิงจูย่อมรู้เรื่องที่หลานซื่อต้องปิดด่านสามวันอยู่แล้ว ดังนั้นที่นางถาม
“จริงสิ ข้าเห็นแก่หน้าของท่าน ถึงไม่ได้ลงมือสังหารพวกเขาให้ตายทันที ยังพอเหลือช่องทางให้พวกเขาอยู่บ้าง เวลาสามวัน ตราบใดที่พวกท่านสามารถหาวิธีถอนพิษให้พวกเขาได้ภายในเวลาสามวัน ย่อมไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว”นักพรตกู่เอ่ยถ้อยคำนี้อย่างง่ายดายแต่สิ่งที่คนเหล่านั้นโดนเข้าไปคือพิษร้าย!มองดูใบหน้าที่เขียวคล้ำของแต่ละคนนั้น ไม่ต้องคาดเดาฉีเซิงก็รู้ว่า สิ่งที่เรียกว่ายาถอนพิษนี้ไม่อาจมีวิธีอื่นใดอีก หนทางช่วยชีวิตเพียงหนึ่งเดียวล้วนอยู่ในกำมือของตาเฒ่าผู้นี้น่าเสียดาย ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะเอามันออกมาฉีเซิงเหลือบมองนักพรตกู่ปราดหนึ่ง นักพรตกู่ประสานสายตาที่ท้าทายยิ่งนักกับเขา “แน่นอน หากมหาปุโรหิตฉีอยากจะเป็นเหมือนพวกเขา อยากจะลองแย่งชิงดูสักตั้งล่ะก็ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเล่นสนุกกับมหาปุโรหิตฉี”ตะขาบพิษร้ายหวนกลับมาอยู่แทบเท้านักพรตกู่ในทันที แล้วหันไปทางฉีเซิงพร้อมชูตัวขึ้นครึ่งร่าง ส่งเสียงเตือนเป็นการข่มขู่ฉีเซิงไม่มีทางลงไม้ลงมือกับเขาอยู่แล้วเมื่อครู่นายน้อยเผ่าเพิ่งจะล่วงเกินคนผู้นี้ไป ตาเฒ่าผู้นี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนใจแคบยิ่งนัก หากไปล่วงเกินเขาเข้าอีก แล้วคนในเ
เรื่องอับอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายสู่ภายนอกยิ่งไปกว่านั้น หลิงอวิ๋นยังเป็นถึงนายน้อยของเผ่าร้อยอสูรเขาไม่ต้องการศักดิ์ศรี แต่เผ่าร้อยอสูรยังต้องรักษาศักดิ์ศรีเอาไว้ฉีเซิงกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมาให้หลิงอวิ๋นได้ส่วนหนึ่ง แต่หลิงอวิ๋นกลับไม่คิดจะขอบคุณเขาเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่าเขาเกะกะขวางหูขวางตาเสียอีกไอ้สุนัขรับใช้ได้กลิ่นมาไวถึงเพียงนี้เชียวหรือเวลานี้ภายในใจของหลิงอวิ๋นหงุดหงิดถึงขีดสุด เป็นเพราะตาแก่บัดซบผู้นี้ และเป็นเพราะท่าทีเสแสร้งของฉีเซิงด้วยเขาพ่นลมหายใจเย็นชาทีหนึ่ง ไม่สนใจทางลงที่ฉีเซิงมอบให้เลยแม้แต่น้อยเมื่อรู้ว่าเรื่องของวันนี้ไม่มีโอกาสเหลือแล้ว หลิงอวิ๋นจึงไม่อ้อมค้อม เพียงมองไปยังผู้ใต้บัญชาและสัตว์อสูรของพวกเขาที่ถูกพิษล้มกองเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น“ตาเฒ่า รีบส่งยาถอนพิษออกมาเดี๋ยวนี้!”หากคนของเขาและสัตว์อสูรของพวกเขาเป็นอะไรไป เขาจะไม่มีทางปล่อยตาแก่บัดซบผู้นี้ไปเด็ดขาด!แต่นักพรตกู่กลับมีสีหน้าเรียบเฉย ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่มี”“ว่าอะไรนะ?!”หลิงอวิ๋นกำลังจะระเบิดอารมณ์ในทันทีฉีเซิงที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาขวางเขาเอาไว้ “ยั้ง
สีหน้าของหลานซื่อพลันเย็นเยียบลงในทันใดงูเขียวน้อยตัวนี้ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของนาง และไม่ใช่กู่ของนางเช่นกันแต่เลี้ยงดูมานานถึงเพียงนี้ ก็ต้องมีความผูกพันอยู่บ้างไม่มากก็น้อยยิ่งไปกว่านั้นงูน้อยตัวนี้ยังทำให้ราชาอสรพิษยอมรับนายได้จริง ๆ ตอนนี้ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่มีทางส่งมันออกไปเด็ดขาดดังนั้น
หลังเที่ยงคืนในค่ายเงียบสงัดนอกจากขบวนลาดตระเวน ผู้คนส่วนใหญ่ต่างหลับฝันกันหมดแล้วแน่นอนว่า ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ยังมีแมลงกู่ของเหล่าปรมาจารย์กู่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน คอยจับตาดูสถานการณ์ทั่วทั้งค่ายทว่าผ่านไปเกือบทั้งคืน ก็ยังไม่มีเหตุไม่คาดฝันใด ๆ เกิดขึ้นจวบจนหลังเที่ยงคืน
หยินเป่ยไม่ได้อยู่ทางขวามือหรอกหรือ?เมื่อครู่คนที่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้หลานซื่อทางด้านซ้ายมือคือใครกัน?หลานซื่อเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เป็นองครักษ์ลับข้างกายข้าเอง”ผ้าเช็ดหน้านั้นย่อมเป็นจู๋เยวี่ยที่ส่งให้เพียงแต่นางไปมาอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่ฝูงแมลงกู่ของไป๋เยวี่ยโหรวก็ยังไม่อาจสังเกตเห็นร่องรอ
จากนั้น ไป๋เยวี่ยโหรวก็ก้าวเข้าสู่กระโจมของปาหย่าท่ามกลางแสงจันทร์เมื่อนางยืนอยู่ข้างเตียง เห็นปาหย่าที่ยังคงแผ่กลิ่นอายแห่งความเสื่อมทรามคละคลุ้งไปทั่วร่างอยู่บนเตียงนั้น นางก็ขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ จากนั้นจึงคว้าเสื้อผ้ามาห่อหุ้มกายปาหย่า มัดตัวแล้วลากออกไปทันทีหนึ่งเค่อต่อมาณ ป่าผืนเล็ก












คะแนน
ความคิดเห็นเพิ่มเติม