Masukบทที่ 13 ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด สายที่มองต่ำยังคงเดิม
นางหยอบกายลงอย่างงดงาม ศีรษะต่ำแต่แววตากลับคมกริบ
“ไม่คิดว่าไท่หวงไท่โฮ่วจะทรงมีรับสั่งเรียกพบหม่อมฉันเช่นนี้”
ภายในตำหนัก กลิ่นกำยานอวลอบอวล ราวกับถูกจงใจจุดให้คลุ้งขับความคิดของผู้มาเยือนให้พร่าเลือน
ไท่หวงไท่โฮ่ววางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา พระหัตถ์เรียวยังคงงดงามแม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายสิบปี
แววตาของนางเรียบสนิทเหมือนผิวน้ำในยามไร้ลม แต่ลึกลงไปกลับมีคลื่นกระเพื่อมที่อ่านไม่ออก
“ข้าก็ไม่คิด…ว่าหลังจากอยู่เงียบ ๆ บนเขาเทียนจี่เกือบสิบห้าปี เจ้าจะเลือกวันเช่นนี้ลงจากเขา”
เสียงนั้นอ่อนโยนราวกับกำลังสนทนากับสหายเก่า แต่ทุกคำกลับหนักราวค้อนเหล็กที่ค่อย ๆ ทุบลงบนหิน
เจิ้งซูเฟยเพียงยิ้มจาง ไม่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ
“บางครั้ง การกลับมาของผู้ที่ถูกไม่ได้รับความยุติธรรม…ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล”
“ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลงั้นหรือ” ไท่หวงไท่โฮ่วแค่นหัวเราะเบา “ในวังนี้ ทุกการกระทำล้วนมีเหตุผล และทุกเหตุผลล้วนมีราคา”
พระเนตรของนางจ้องลึกเข้ามาราวจะชำแหละหัวใจผู้ตรงข้าม “ข้ากลัวเพียงว่า…ราคาที่ท่านจ่าย จะเป็นสิ่งที่แม้กระทั่งเจ้าเองก็ไม่อาจแบกรับ”
เจิ้งซูเฟยเลื่อนสายตาไปมองหน้าต่าง เห็นเงาไม้ไหวตามแรงลม ดวงตานั้นสะท้อนความเยียบเย็น “ในวังนี้ ข้าจ่ายมาแล้วทุกอย่าง…แม้กระทั่งชีวิตที่ควรได้ใช้กับลูก”
ความเงียบปกคลุมทั้งตำหนักอยู่ชั่วขณะ เหมือนทุกสรรพเสียงถูกกลืนหายไป
ไท่หวงไท่โฮ่วเอนพระวรกายเล็กน้อย น้ำเสียงช้าลง
“ลูก…หรือกษัตริย์ ในสายตาของข้า สองสิ่งนี้ไม่เคยเหมือนกัน”
ถ้อยคำนี้เหมือนคมมีดตัดขาดทุกความอ่อนโยนที่เหลืออยู่ในอากาศ
เจิ้งซูเฟยหัวเราะแผ่ว “เพราะเหตุนี้ วังหลังจึงอยู่ใต้พระหัตถ์ของท่านมาตลอด”
ไท่หวงไท่โฮ่วปรายพระเนตรคมกริบ “และเพราะเหตุนี้ ข้าจึงรู้ว่าเจ้าไม่ได้กลับมาเพราะคิดถึงโอรส”
นางหยุดชั่วครู่ เหมือนจงใจปล่อยให้ความเงียบบีบคั้นอีกฝ่าย “แต่กลับมา…เพื่อเล่นหมากตาใหม่”
เจิ้งซูเฟยมองตรงไปยังพระพักตร์ของอีกฝ่ายอย่างไม่หวั่นไหว
“บนกระดานหมาก ใครก็ตามที่หยุดเดิน…คือผู้พ่ายแพ้”
ไท่หวงไท่โฮ่วหัวเราะในลำคอ แต่ในพระเนตรกลับไร้แววขัน
“ท่านกล้าเสี่ยงกับตานี้หรือ เจิ้งซูเฟยหมากครั้งนี้ไม่ใช่เพียงหมากดำหมากขาว แต่คือชีวิตของหลายคน”
“ชีวิต…หรืออำนาจ” เจิ้งซูเฟยเอียงคอน้อย ๆ “ในวังนี้ สองสิ่งนั้นต่างก็ถูกแลกเปลี่ยนกันได้”
ไท่หวงไท่โฮ่วทรงวางถ้วยชาลงอีกครั้ง คราวนี้เสียงกระทบถาดดังกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย แต่พอให้ขันทีที่คุกเข่าอยู่สะดุ้ง
“ในฐานะย่า ในฐานะคนที่เลี้ยงเขามา ข้าทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีวันนี้ ส่วนในฐานะศัตรู…ข้าก็พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาไม่พังทลายเพราะเจ้า”
เจิ้งซูเฟยขยับตัวเล็กน้อย สายตาเป็นประกายเยือกเย็น “แล้วในฐานะผู้เป็นแม่…ท่านพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุขหรือไม่”
ประโยคนี้ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วชะงักเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็กลับมาสงบดังเดิม
“ความสุขของกษัตริย์…คือการปกครองโดยไร้ภัย ไม่ใช่การคุมบังเหียนราชบัลลังก์อยู่เบื้องหลัง”
แววตาของเจิ้งซูเฟยแปรเปลี่ยนไปจากเดิม สายตาของทั้งคู่ปะทะกันอย่างเงียบงัน ไม่มีใครยอมหลบ แม้เวลาจะเหมือนหยุดเดิน
ไท่หวงไท่โฮ่วค่อย ๆ ลุกขึ้น พระอิริยาบถยังสง่างามดั่งจักรพรรดินีผู้ครองบัลลังก์
น้ำเสียงเย็นราวน้ำแข็งที่บดบังความเดือดในพระเนตร
“เจ้าจะอยู่ในวังนี้ได้…แต่ต้องอยู่ในกรอบของข้า หากไม่เพราะหวงเชิง หลานคนเดียวของข้ายังมีช่องว่างในใจเพราะขาดแม่ เขาคงไม่ยื่นตำแหน่งให้เจ้า ไม่รีบโอบรับเจ้าทันทีที่เจ้ากลับมา”
พระเนตรกดลึก เหมือนคมมีดเฉือนลงบนหัวใจ “หากอยากให้หวงเชิงนั่งบัลลังก์อย่างมั่นคง จงลืมความหมาดหมางระหว่างข้ากับเจ้าเสีย ถึงว่ายัยแก่คนนี้…ยอมลงให้แล้ว”
เจิ้งซูเฟยหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นแฝงเยาะหยัน นางยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่ในดวงตากลับฉายแววคล้ายคำตอบว่า กรอบที่ท่านวาง…ข้าจะทำลายมันด้วยมือของข้าเอง
“ตอนหวงเชี้ยสามีของข้าเป็นฮ่องเต้ เขายังสูงแค่เอวข้าเท่านั้น”
นางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาหันตรงไปยังอีกฝ่าย “ในบันทึกราชวงศ์เขียนไว้ชัดฮองเฮาเมิ้งจง ไร้บุตรธิดา…และ ‘บังเอิญ’ ที่สนมคนหนึ่งคลอดองค์ชาย…แล้ว ‘บังเอิญ’ ตายภายในเจ็ดวัน”
นางทอดเสียงช้า “โชคดีเสียจริง…ที่องค์ชายผู้นั้นได้กลายเป็นโอรสของท่าน และโชคดียิ่งกว่าที่ได้เป็นฮ่องเต้อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์”
แววตาไท่หวงไท่โฮ่วพลันหม่นเข้มขึ้น คล้ายเมฆครึ้มปิดฟ้า แต่เจิ้งซูเฟยกลับเอียงพระศอเล็กน้อย กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่คมเหมือนคมดาบ
“ก็ไม่แปลกใจบุรุษที่ปกครองใต้หล้าได้เพราะมีมารดาบงการอยู่เบื้องหลัง…ย่อมปกป้องแม้แต่ภรรยาไม่ได้”
พระพักตร์ของไท่หวงไท่โฮ่วเข้มขึ้นทีละส่วน แต่ไม่ทรงขัด นั่นยิ่งทำให้คำถัดไปของเจิ้งซูเฟยราวกับยาพิษที่ค่อย ๆ ซึม
“แต่…คนที่อยู่ใต้เงาท่านมาทั้งชีวิต ถึงจะสามารถลากร่างเน่าเปื่อยมีลมหายใจอยู่ต่อ จนส่งต่อบัลลังก์ให้โอรสเพียงคนเดียวได้เมื่อเขาอายุสิบแปด และนั่งบัลลังก์โดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการ…อย่างที่ตนเองเคยเป็น”
ไท่หวงไท่โฮ่วหรี่พระเนตร “แล้วอย่างไร”
เจิ้งซูเฟยก้าวเข้าไปเพียงครึ่งก้าว ลดเสียงลงราวกับกระซิบ แต่ทุกถ้อยคำกลับชัดเจนราวกับตอกตะปู
“ที่ข้าพูดมายาวเหยียด…ก็เพื่อจะบอกท่านว่าเลือดของท่านกับหวงเชิง…ไม่เคยมีแม้แต่หยดเดียวที่เข้ากันได้”
แววตานางคมกริบ “แต่ข้า…คือคนที่อุ้มเขามาสิบเดือน กลั่นเลือดในอกให้เขาดูดดื่ม”
นางหยุดเพียงชั่วอึดใจ ก่อนแทงคำสุดท้ายอย่างไร้เมตตา
“หากไม่ใช่เพราะท่านหลงอำนาจ…เขาคงได้เติบโตในอ้อมแขนของข้า ไม่ต้องอยู่ในวังหลังเย็นชาเช่นนี้…ไม่ต้องเรียนรู้วิธีรักคนอื่นด้วยหัวใจที่ไร้ความอบอุ่น”
บทที่ 51 รอยแผลและแสงดาวในห้วงเวลาที่ความมืดค่อย ๆ เลือนหายหลายคนเกิดคำถามว่าทุกอย่างที่ดำเนินมาหลายต่อหลายวันเหตุใดจึงจบลงง่าย ๆ เพียงไม่กี่วัน ทุกอย่างกลับจบแล้วสามารถคุมตัวของอดีตไท่หวงไท่โฮว่ได้แต่นั่นไม่ได้แปลกอะไรเลย ฮ่องเต้ไม่ได้เพิ่งวางหมากไว้ตามจุดต่าง ๆ พระองค์จัดการเรื่องนี้พร้อมกับบิดาและมารดามานานหลายปีแล้ว แต่เพิ่งมาลงมือจริงจัง แม้ยามที่ยังไม่แน่ใจก็ไม่ได้ปล่อยให้เหล่าขุนนาง มิว่าจะฝั่งไหนหลุดรอดพ้นสายตา ไม่ใช่ติดตามเพื่อบังคับ แต่เพื่อจับตาว่าคนเหล่านั้นที่เป็นหูเป็นตาของเขาไม่ได้ทำผิดอันใด และเมื่อวางหมากเอาไว้แล้ว เมื่อถึงเวลาก็แค่กินทีเดียว พลิกกลับทั้งกระดาน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็ต้องขอบคุณข้อมูลสุดท้ายที่ทำให้ปิดจบทุกอย่างได้อย่างแนบเนียน พระนางไม่น่าเร่งร้อนรีบเตรียมกองกำลังเลย เพราะการทำเช่นนั้น มันร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งใด ขนาดข้อหาเกี่ยวพันการสิ้นพระชนของอดีตฮ่องเต้ แม้จะมีหลักฐาน แต่หลายคนก็ยังไม่เชื่อ แต่เพียงแต่ส่องสุ่มกำลังเท่านั้น ทุกคนเบนเข็มไปที่นาง และต่างชี้ว่าพระนางกระทำผิดอย่างชัดเจน คนที่ระวังตัวมาหลายสิบปี กลับต้องมาพลาดเพราะเรื่องง่าย ๆ แต่นั่นก็
บทที่ 50 บัลลังก์แห่งความยุติธรรมเสียงกระซิบคุยกันเบา ๆ คลายความเงียบลง ฮ่องเต้ทรงตั้งพระพักตร์อย่างหนักแน่น ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าขุนนางและไท่หวงไท่โฮว่สายพระเนตรฉายแววความเด็ดขาดและความโศกเศร้าจนทุกคนอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าพระองค์จะตรัสอะไร แต่เมื่อพระองค์เกริ่มเริ่มทุกคนก็รู้ว่าสิ่งที่ไท่หวงไท่โฮว่บ่ายเบี่ยงมาก่อนหน้านี้ไม่สามารถหลีกหนีได้อีกแล้ว ฮ่องเต้ถือราชโองการที่ตนเองออกไว้ในมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยงพระสุรเสียงหนักแน่น“บัดนี้ความจริงปรากฏชัดผู้ที่เคยยืนอยู่เบื้องหลังความทุกข์ยากของราชวงศ์ผู้ที่ขับไล่เจิ้งซูเฟยออกจากวังและผู้ที่วางยาพิษฮ่องเต้พระองค์ก่อน… ก็คือไท่หวงไท่โฮว่แห่งราชวงศ์นี้”คำสรุปนี้มิใช่ไม่เคยกล่า แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ราชโองการนี้ถูกกล่าต่อหน้า ไท่หวงไท่โฮ่ว และที่เป็นเช่นนั้นได้ ก็เพราะเหล่าขุนนางที่ตั้งตนเป็นปรปักษ์กับฮ่องเต้ ถูกจัดการเสียจนสิ้นระหว่างที่ไท่หวงไท่โฮ่วกำลังคิดจะเล่นแง่กับฮ่องเต้ และเจิ้นซูเฟยในพระราชวัง ตั้งแต่ได้ยินเรื่องราชโองการ การแสร้งยอมของฮ่องเต้ทำให้ไท่หวงไท่โฮ่วไม่ได้มีเวลาจะไปใส่ใจกับนอกพระราชวัง แต่กลับต้องเสียแรงเสียเวลากับทางนี้จนลืมท
บทที่ 49 แผนลับในเงามืดฮ่องเต้และเจิ้งซูเฟยนั่งล้อมรอบโต๊ะเล็ก ๆ บนโต๊ะนั่นมี แผนผังราชสำนักและรายงานข่าวกรองวางอยู่เบื้องหน้าแสงเทียนส่องประกายบนพระพักตร์ของทั้งสองพวกขุนนางวงนอกพวกเขาสามารถจัดการได้อยู่หมัดแล้ว และก็โดนจับไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ กันหลายคนแล้ว แต่ขุนนางใกล้ชิดและเหล่าอำนาจเก่าทั้งหลาย ไม่ใช่คนประเภทจัดการได้ง่าย ๆ คนเหล่านี้แม้มีความผิด แต่ก็ทำตัวเฉกเช่นเดียวกันกับที่ไท่หวงไท่โฮ่วทำคือแสร้างทำเป็นไม่รู้หรือไม่ยอมรับ แผนการใหม่จึงต้องบุกไปถึงแหล่ง แม้ว่านั่นจะอันตราย แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ในเมื่อไม่ยอมรับความผิดก็จับให้ได้คาหนังคาเขา เพราะหากไม่ตัดแข่งขาของไท่หวงไท่โฮว่ก็ไมมีวันที่จะพานางลงมาจากอำนาจที่นางถืออยู่ได้ เพราะบุญคุณต่างตอบแทน สิ่งที่นางทำให้เหล่าขุนนางพวกนั้น มีค่ามิใช่น้อย และพวกเขาก็ตอบแทนด้วยการภักดี และคอยช่วยเหลือดูแลนาง แต่เมื่อโค่นองครักษ์ ลำพัง สตรีในราชวังที่ไร้พิษสงก็คงจัดการได้ไม่ยากฮ่องเต้วางพระหัตถ์บนแผนผัง“เราต้องเปิดโปงกลุ่มขุนนางที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังไท่หวงไท่โฮว่ให้ได้ไม่เช่นนั้น แผ่นดินจะถูกบ่อนทำลายจากภายใน”เจิ้งซูเฟยจ้องมองอ
บทที่ 48 ดาบคำพูดในท้องพระโรงเสียงซุบซิบในท้องพระโรงเงียบลง เมื่อการปะทะเมื่อครู่สิ้นสุดทุกสายตาจับจ้องไปที่เจิ้งซูเฟยและไท่หวงไท่โฮว่ ที่เดินจากไปบรรยากาศเต็มไปด้วยแรงกดดันและความคาดหวัง กับคนทั้งสอง ไม่ว่าจะจากฝั่งไหน ก็ล้วนอยากให้คนของตนชนะคนจากอีกฝ่าย เจิ้งซูเฟยเอ่ยน้ำเสียงแหลมและดังพอให้คนที่เพิ่งเดินออกไปได้ยิน“หากความจริงถูกปิดบัง จะมีใครเหลือที่ยืนอยู่ในแผ่นดินนี้อีกเล่า ข้าจะไม่ยอมให้ความยุติธรรมถูกกลบฝังด้วยเงื้อมมือของอำนาจ!” เจิ้งซูเฟยพูดแม้จะรู้ว่าคำนั้นคงไม่อาจจะถึงคนที่เพิ่งเดินออกไปแล้ว เพราะก่อนหน้าพระนางก็นิ่งเฉย แต่คำพูดเหล่านั้นมันกลับติดอยู่ในใจของเหล่าขุนนาง ไท่หวงไท่โฮว่ที่เดินยังไม่พ้นโถงกลับได้ยินทุกคน พระนาง หันกลับมาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น แต่แฝงด้วยแรงอาฆาต“เจ้าคิดว่าการกลับมาของเจ้า จะทำให้ราชวงศ์สงบสุขได้จริงหรือ หรือเป็นเพียงการบ่อนทำลายความมั่นคงที่เราสร้างมาเป็นเวลานาน ความยุติธรรม และความจริงที่เจ้าเรียกหา ทำเพื่อชาวประชาจริงหรือ หรือเพียงแค่อยากแสดงบทคนดีเพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ เพื่อให้ได้ล้างมลทินที่เจ้าเป็นคนก่อเอง ”“ข้าเป็นคนก่อหรื
บทที่ 47 ใต้เงาของราชบัลลังก์ฮ่องเต้ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์ การพบเจอกับไท่หวงไท่โฮ่ว ทำให้เขาคิดอะไรได้บางอย่า งแต่มันไม่ใช่การอ่อนข้อหรือยอมแพ้ เขาแค่ไม่เข้าใจ จนถึงตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่เข้าใจว่าตนเองผิดอะไร แสงเทียนสาดส่องเงาอันนุ่มนวลบนพระพักตร์ ที่หมองเพราะความรู้สึกที่สับสน เสียงฝีเท้าของเจิ้งซูเฟยดังขึ้นอย่างเบา ๆ อีกฝ่ายขยับมายืนใกล้กับชายที่ครุ่นคิด ก่อนเจิ้งซูเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงความหมาย“ฝ่าบาท… แผนการทุกอย่างแม้จะซับซ้อนเพียงใด ก็ไม่อาจปิดบังความจริงในใจของเราได้ หากพระองค์ยังไม่พร้อม ”ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรอย่างลึกซึ้ง“เจิ้งซูเฟย… ความจริงบางอย่างอาจหนักหน่วงเกินกว่าจะรับไว้ได้โดยง่าย แต่เมื่ออยู่ตรงนี้ข้าต้องรับเอาไว้ให้ได้ทุกอย่าง ไม่ต้องห่วง เราไม่ได้เป็นอะไร ทุกอย่างยังเหมือนเดิม”เจิ้งซูเฟยก้าวเข้ามาใกล้“ข้าเข้าใจ… แต่ถ้าไม่เริ่มต้นวันนี้ เราจะไม่มีวันก้าวผ่านเงามืดนั้นได้เลย”“ข้าไม่ได้อยากรอ เพียงอยากให้เวลาขยับเร็วขึ้นอีกนิด เพราะสุดท้ายแล้ว ข้าเองก็อยากเห็นผลของมันพอ ๆ กับที่อยากจะรู้ว่ามันจะจบเมื่อใด” ไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่กับขุนนางคนสนิ
บทที่ 46 เงื่อนงำในเงามืดไท่หวงไท่โฮว่ทรงนั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์พระพักตร์เรียบเฉยแต่สา พระเนตรแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ พระนางทรงส่งสัญญาณให้ขันทีและขุนนางที่ไว้ใจเข้าพบแม้รู้ว่านางกำลังถูกต้อนจนจนมุมแล้ว แต่คนเช่นนางไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้ และนางจะไม่แพ้ ตรามใดที่ยังหายใจ นางจะไม่ยอมให้ใครเป็นคนกำหนดสิ่งที่นางคาดและคิดเอาไว้แล้ว ไท่หวงไท่โฮว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา และในแววตาก็แอบ ตัดพ้อ“แม้ฮ่องเต้จะไม่อยู่ฝ่ายพวกเรา แต่หมากการะดานนี้ยังไม่จบง่าย ๆ เจิ้งซูเฟยคิดว่าตนจะชนะ แต่ข้าจะใช้ทุกวิถีทาง เพื่อให้บัลลังก์ยังคงเป็นของข้าและผู้ที่ข้าเลือก” นางไม่เคยแต่งงานเพื่อความรัก และก็ไม่เคยมีชีวิตอยู่เพื่อความรัก ทุกสิ่งอย่างที่นางทำถูกกำหนดความคำที่นางบัญญัติขึ้นเพื่อความพอใจของนางเอง ทุกอย่างจะต้องเหมาะสมในสายตานาง และตอนนี้ฝ่าบาทที่เชื่อฟังแต่สตรีผู้นั้นก็ไม่เหมาะสมกับบัลลังก์เลยแม้แต่น้อยขันทีคนสนิทรับคำสั่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและความระแวดระวังเจิ้งซูเฟยนั่งกับขุนนางใกล้ชิดพวกเขากำลังวางแผนรับมือกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากฝ่ายไท่หวงไท่โฮว่เจิ้งซูเฟยมองไปยังเอกสารในมือ“ข้าจ







